COMPLAIN OR OPINION
สิ่งต่อมาที่คุณค้นพบก็คือว่า หัวข้อทั้งหมดนี้เป็นเรื่องต้องห้ามอย่างสมบูรณ์. ถ้าหากว่าคุณได้เข้าศึกษาที่ the Kennedy School of Government หรือที่ Stanford, หรือที่ใดก็ตาม และคุณได้เข้าศึกษาในคณะวารสารและสื่อสารมวลชน หรือวิชารัฐศาสตร์, และอื่นๆ, คำถามต่างๆเหล่านี้ เป็นไปได้ที่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น. นั่นคือ ข้อสมมุติฐานดังกล่าว ทุกๆคนจะข้ามมันไปโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ กล่าวคือ มันไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงออกมา, และพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับมัน ก็ไม่สามารถเอามาพูดคุยถึงมันได้.


แน่ล่ะ คุณก็ทำนายเอาไว้อย่างนั้นเช่นเดียวกัน. ถ้าหากคุณมองไปที่โครงสร้างของสถาบัน, คุณอาจจะกล่าวว่า, เย่, ใช่, นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างนั้น. เพราะว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงต้องการที่จะได้รับการเปิดเผยล่ะ ? ทำไมพวกเขาจึงมาวิเคราะห์วิจารณ์ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาทำให้มันเกิดขึ้นมาเองล่ะ ? คำตอบก็คือว่า มันไม่มีเหตุผลหรอกว่า ทำไมพวกเขาควรจะยอมรับอันนั้น และ ในข้อเท็จจริง พวกเขาไม่ยอมรับเลย.

อีกครั้ง, มันไม่ใช่เรื่องของการเจตนาที่จะตรวจสอบหรือเซ็นเซอร์. มันเป็นเพียงแต่ว่า คุณไม่ได้ทำให้มันได้อยู่กับร่องกับรอยเท่านั้น. นั่นรวมทั้งพวกฝ่ายซ้าย, เช่นเดียวกับพวกฝ่ายขวา. เว้นแต่ว่าคุณได้ถูกครอบหรือขัดเกลาให้อยู่ในสังคมและถูกฝึกมา เพื่อว่าความคิดบางอย่าง คุณเพียงแต่ต้อง"ไม่มีมัน"เท่านั้น, เพราะถ้าเผื่อว่าคุณมีความคิดพวกนี้ คุณก็ไม่อาจจะอยู่ที่นั่นต่อไปได้.

สิ่งสุดท้ายที่จะดูในที่นี้ก็คือ เค้าโครงการเรียนการสอนหรือทฤษฎีต่างๆซึ่งมันได้ดำเนินการอยู่. ผู้คนในระดับสูงที่อยู่ในระบบข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงสื่อและการโฆษณา และทางด้านรัฐศาสตร์ และอื่นๆ, บุคคลเหล่านี้มีภาพว่า อะไรควรจะเกิดขึ้นไหม เมื่อพวกเขากำลังหยิบปากการขึ้นมาเขียน (ไม่ใช่ตอนที่พวกเขากำลังร่างสุนทรพจน์ตอนจบการศึกษา) ? เมื่อตอนที่คุณร่างคำพูดสำหรับพิธีรับปริญญา, มันจะเต็มไปด้วยถ้อยคำและสัพเพเหระ. แต่เมื่อพวกเขากำลังเขียนเพื่อคนอีกคนหนึ่ง, อะไรล่ะที่ผู้คนจะกล่าวเกี่ยวกับมัน ?

โดยพื้นฐานแล้ว มันมีข้อที่น่าตรวจตราดูทั่วๆไปอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน. อันแรกคือ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์, คุณรู้ว่า มันเป็นอุตสาหกิจหลักของการโฆษณาชวนเชื่อ. แต่ อะไรคือสิ่งที่บรรดาผู้นำของอุตสาหกรรมด้านประชาสัมพันธ์กำลังพูด ? (อันนี้ให้คุณจับตาดู) อันที่สองที่ควรจะมองก็คือ ผู้คนที่ได้รับการเรียกว่า"ปัญญาชนสาธารณะ"(public intellectuals), หรือบรรดานักคิดใหญ่ทั้งหลาย, ผู้ซึ่งข้อเขียนของพวกเขาจะวางอยู่ตรงข้าม(op-eds)หรือใกล้กับบทบรรณาธิการ และอะไรเทือกนั้น. ดูว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไร ? ผู้คนที่เขียนหนังสือซึ่งเป็นที่ประทับใจเกี่ยวกับธรรมชาติของประชาธิปไตย และสาระเรื่องราวอะไรทำนองนั้น. อันที่สามให้คุณมอง ลองมองไปที่กระแสทางวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของเรื่องทางการเมืองหรือรัฐศาสตร์ ซึ่งได้เกี่ยวพันอยู่กับการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารต่างๆ และอะไรเหล่านั้น ซึ่งได้เป็นสาขาวิชาหนึ่งของรัฐศาสตร์มาเมื่อประมาณ 70-80 ปีให้หลังมานี้.

ดังนั้น มองไปที่ทั้งสามส่วนนี้ และดูว่าพวกเขาพูดอะไร และมองดูว่าบุคคลชั้นนำทั้งหลายนี้ ผู้ซึ่งได้เขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว. พวกเขาทั้งหมดต่างพูดว่า, -(ผมขอยกเอาคำพูดมาอ้างบางส่วน) ประชาชนโดยทั่วไปเป็นพวกที่ "เมินเฉย และเป็นคนนอกที่ชอบยุ่งหรือชอบเสือก"-. พวกเราต้องกันพวกคนเหล่านี้ออกไปจากเวทีสาธารณะ เพราะ คนพวกนี้โง่เง่าเกินไป และถ้าหากว่าพวกเขาเข้ามาเกี่ยวพัน ก็รังแต่จะสร้างปัญหาขึ้นมาเท่านั้น. งานของพวกเขาก็คือ เป็นได้เพียงแค่"ผู้สังเกตุการณ์", ไม่ใช่เป็น"ผู้มีส่วนร่วม".

พวกเขาซึ่งในที่นี้หมายถึงประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ได้รับการยินยอมให้โวทหรือออกเสียงได้เป็นครั้งคราว เพื่อคัดสรรคนๆหนึ่งในหมู่พวกเราที่เป็นคนฉลาด. แต่ต่อจากนั้น พวกเขาจะได้รับการบอกให้กลับไปบ้านเสีย และทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น ดูฟุตบอล ดูละครทีวี หรืออะไรก็ได้ทำนองนั้น.

"การเป็นคนที่เมินเฉย และการเป็นคนนอกที่ชอบยุ่งชอบสอด"เป็นได้ก็เพียงผู้สังเกตุการณ์ ไม่ใช่เข้ามามีส่วนร่วม. "การมีส่วนร่วม"นั้น คือสิ่งที่ได้รับการเรียกว่า"คนที่รับผิดชอบ" และ, แน่นอน, พวกนักเขียน มักจะเป็นหนึ่งพวกนั้นเสมอ.

คุณไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมผมจึงเป็น"คนที่รับผิดชอบ" และทำไมบางคนจึงอยู่ในคุก ? คำตอบมันชัดเจนมาก. มันเป็นเพราะว่าคุณเป็นแค่ผู้เชื่อฟังคำสั่งและเป็นชนชั้นรองในเรื่องของอำนาจ และคนอื่นๆอาจเป็นอิสระ, และอื่นๆ.

แต่คุณก็ไม่ตั้งคำถาม, แน่นอน. ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนที่ฉลาดบางคน ผู้ที่ได้รับการทึกทักเอาว่าเป็นผู้เล่นบทบาทอันนั้น และพวกที่เหลือได้รับการเข้าใจว่าอยู่ข้างนอกหรือเป็นคนนอก และคุณไม่ควรจะยอมจำนนต่อ... (ซึ่งผมได้อ้างอิงคำพูดมาจากบทความวิชาการ) พวกยึดถือคัมภีร์ประชาธิปไตยที่ว่า มนุษย์เป็นตัวตัดสินที่ดีที่สุดเกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกเขา["men being the best judges of their own interest."] พวกเขาไม่ใช่. พวกเขาคือตัวตัดสินที่น่าเกรงขามเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆของพวกเขา ดังนั้น พวกเราจึงต้องกระทำมันเพื่อพวกเขา เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง.

ตามความเป็นจริง มันมีความคล้ายคลึงกันมากกับลัทธิเลนินนิสม. "พวกเราทำสิ่งต่างๆเพื่อพวกคุณ และพวกเรากำลังกระทำมันเพื่อผลประโยชน์ของทุกๆคน" และอื่นๆ. ผมสงสัยว่า นั่นเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ว่า ทำไมมันจึงง่ายดายเหลือเกินสำหรับผู้คนในประวัติศาสตร์ ที่จะเลื่อนขึ้นและย้อนกลับจากภาวะ, ของการเป็นสตาลินนิสทที่กระตือรือร้น และเปลี่ยนไปสู่การเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างมากเกี่ยวกับพลังอำนาจของอเมริกัน. ผู้คนได้ปรับเปลี่ยนหรือสวิสท์ชตัวเองอย่างรวดเร็ว จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง, และความกังขาของผมก็คือว่า ที่มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นตำแหน่งเดียวกันนั่นเอง. คุณไม่ได้ทำอะไรมากมายเลยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงฝักฝ่ายอันนี้. คุณเพียงแต่ประเมินความแตกต่างอันหนึ่งเกี่ยวกับว่า อำนาจ(ตอนนี้)มันวางอยู่ที่ไหนเท่านั้น. วาระแรกคุณคิดว่ามันอยู่ที่นี่ ส่วนในอีกวาระหนึ่ง คุณคิดว่ามันอยู่ที่นั่น. คุณเพียงเปลี่ยนไปถือครองตำแหน่งของอำนาจเดียวกันนั่นเอง.

อันนี้ทั้งหมดมันค่อยๆวิวัฒนาการขึ้นมาอย่างไร ? มันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอันหนึ่ง. ส่วนมากมันหลุดออกมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่มาก. มันได้เปลี่ยนแปลงสถานะหรือตำแหน่งของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อโลกไปอย่างค่อนข้างมาก. ในคริสตศตวรรษที่ 18 สหรัฐฯก็เป็นสถานที่ซึ่งร่ำรวยที่สุดในโลกแล้ว.

คุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัย และชีวิตที่ยืนยาว ไม่ได้บรรลุผลสำเร็จโดยชนชั้นสูงของสหราชอาณาจักรหรือชนชาวอังกฤษแต่อย่างใด จนกระทั่งมาถึงช่วงต้นของคริสตศตวรรษที่ 20 มานี้เอง, โดยไม่ต้องพูดถึงใครอีกเลยในโลกนี้. สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มั่งคั่งพิเศษ ด้วยผลประโยชน์และความได้เปรียบมากมายมหาศาล, และโดยช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 19, มันก็กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก. แต่มันไม่ใช่นักแสดงใหญ่ที่อยู่ในฉากความเป็นไปของโลก. พลังอำนาจของสหรัฐอเมริกาได้แผ่ขยายออกไปยังเกาะต่างๆของทะเลคาริบเบี่ยน, อันเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิค, แต่สหรัฐอเมริกาไม่ใช่พี่ใหญ่







>> อ่านต่อในหน้าถัดไปค่ะ...

| HOME | WORK'S EXPERIENCE | SIGN &VIEW GUESTBOOK |

© 2001 "Complain or Opinion" Created and Published by JaRuWaN yUnG-yUeN All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1