 |
 |
 |
ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ความสัมพันธ์ต่างๆได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป. และมันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจมากในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง. หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกา เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าโลก หรือครอบครองโลกทั้งหมดแล้ว.
แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มันก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน และ สหรัฐอเมริกา ได้ปรับเปลี่ยนจากการเป็นประเทศลูกหนี้มาสู่ความเป็นประเทศเจ้าหนี้. มันไม่ได้มากมายใหญ่โตอะไรนักเหมือนกับสหราชอาณาจักร แต่มันก็ได้กลายมาเป็นตัวแสดงตัวหนึ่งที่มีความสำคัญขึ้นมาในโลกเป็นครั้งแรก. นั่นคือความเปลี่ยนแปลงอันหนึ่ง, แต่ยังมีความเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกด้วย. .
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นับเป็นครั้งแรกที่ได้เกิดมีการสร้างงระบบการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ(state propaganda)ขึ้นมาอย่างมากมาย. สหราชอาณาจักรมีกระทรวงข่าวสาร, และอันที่จริงพวกเขาต้องการมันเพราะ พวกเขาต้องการให้ สหรัฐอเมริกา เข้าสู่สงครามร่วมกัน ถ้ามิฉะนั้นพวกเขาก็จะประสบกับปัญหาอันยุ่งยาก. .
หลักๆแล้ว กระทรวงข่าวสารได้รับมอบหมายให้ส่งข้อความโฆษณาชวนเชื่อ, รวมไปถึงการคิดประดิษฐ์เกี่ยวกับ"ภาพลักษณ์อันโหดร้ายป่าเถื่อน"(Hun atrocities) และอื่นๆขึ้นมา. .
ปัญญาชนชาวอเมริกันทั้งหลาย พวกเขากำลังเป็นเป้าหมาย บนสมมุติฐานที่มีเหตุผลว่า ผู้คนเหล่านี้ คือคนที่หลอกได้ง่ายที่สุด และเป็นไปได้มากที่จะเชื่อในโฆษณาชวนเชื่อ. และคนพวกนี้ยังเป็นคนพวกหนึ่งที่จะแพร่กระจายการโฆษณาชวนเชื่อไปสู่ระบบของพวกเขาเอง. ด้วยเหตุนี้ ส่วนใหญ่แล้วมันจึงได้รับมอบหมายภารกิจ ให้การกระทำต่างๆมุ่งสู่ปัญญาชนอเมริกัน และมันก็ทำงานได้ดีด้วย. .
กระทรวงข่าวสารของสหราชอาณาจักรได้ออกเอกสาร (ซึ่งเอกสารจำนวนมาก ได้รับการตีพิมพ์ออกมา) เพื่อแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของพวกเขา คือ [ดังที่มันได้เสนอออกมา] "เพื่อควบคุมความคิดของโลกทั้งหมด, ส่วนเป้าหมายรองลงมานั้น, ส่วนใหญ่ก็มุ่งไปที่อเมริกา". พวกเขาไม่ค่อยรู้สึกกังวลนักถึงสิ่งที่ผู้คนคิดในประเทศอินเดีย. .
กระทรวงข่าวสารประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ในการหลอกลวงปัญญาชนอเมริกันที่เป็นคนสำคัญๆทั้งหลาย มาสู่การยอมรับการประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อของสหราชอาณาจักร. พวกเขามีความภูมิใจในเรื่องนี้มาก. แน่นอนที่ว่า มันช่วยปกป้องรักษา และสร้างความปลอดภัยต่อความเป็นอยู่ของพวกเขา. มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาก็จะสูญเสียหรือประสบกับความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง. .
ในสหรัฐอเมริกา มีสิ่งที่คล้ายกันมากอันหนึ่ง. Woodrow Wilson ได้รับการเลือกตั้งในปี 1916 บนนโยบายเกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม. สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่รักสันติมากประเทศหนึ่ง. มันมักเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด. ผู้คนไม่ต้องการที่จะไปทำสงครามต่างๆในต่างประเทศ. ประเทศค่อนข้างจะต่อต้านและคัดค้านต่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และ Wilson ก็, อันที่จริง ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาบนฐานของการต่อต้านสงครามอันนี้. "สันติภาพโดยปราศจากชัยชนะ" ("Peace without victory") นั่นเป็นสโลแกนที่สำคัญ.
แต่เขากำลังตั้งใจที่จะไปสงคราม. ดังนั้น คำถามก็คือ, คุณจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่รักสันติทั้งหลาย กลายเป็นคนที่ป่าเถื่อนไร้เหตุผล ซึ่งต่อต้านคนเยอรมันที่วิกลจริต เพื่อให้พวกเขาต้องการที่จะไปฆ่าชาวเยอรมันทั้งหมดให้ได้ ? คำตอบก็คือ ต้องใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ. .
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้มีการตระเตรียมบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ซึ่งในครั้งแรก มันเป็นเพียงหน่วยงานหลักของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อในประวัติศาสตร์อเมริกา. คณะกรรมการเกี่ยวกับข้อมูลสาธารณะ ซึ่งมันได้รับการเรียกว่าอย่างนั้น, และยังได้รับการเรียกว่า the Creel Commission ด้วย. คนที่ดำเนินการนี้ได้รับการขนานนามว่า Creel. ภารกิจที่ได้รับมอบหมายนี้ก็คือ ทำการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเกิดอาการฮิสทีเรียในเรื่องความรักชาติ(jingoist hysteria). มันทำงานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ. ภายในไม่กี่เดือน มันก็เกิดอาการฮีสทีเรียที่กระหายสงครามอย่างป่าเถื่อนไร้เหตุผลขึ้นมา และสหรัฐอเมริกาก็พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่สงคราม.
ผู้คนเป็นจำนวนมากได้ถูกทำให้รู้สึกประทับใจโดยความสัมฤทธิผลต่างๆของการโฆษณาชวนเชื่อ. คนๆหนึ่งที่รู้สึกประทับใจในเรื่องนี้, และได้ยังผลไปสู่ความเกี่ยวพันกับอนาคตก็คือ ฮิตเลอร์. .
ถ้าหากว่าคุณอ่าน Mein Kamp, เขาสรุปด้วยความมีเหตุมีผลบางอย่างว่า, การที่เยอรมันนีต้องพ่ายแพ้ในสงครามก็เพราะว่า มันได้พ่ายแพ้ในสงครามโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง. พวกเขาไม่อาจแข่งขันได้กับการโฆษณาชวนเชื่อของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชัยอย่างท่วมท้นเหนือกว่าพวกเขาอย่างสมบูรณ์. พวกเขาได้ปฏิญานว่า ในรอบใหม่ พวกเขาจะมีระบบการโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขาเอง, ซึ่งพวกเขาก็ได้ทำเช่นนั้นจริงๆ ในช่วงวันเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง. .
สิ่งที่สำคัญมากสำหรับสหรัฐฯ, ก็คือ ชุมชนทางธุรกิจอเมริกันรู้สึกประทับใจมากด้วย ต่อความพยายามในการโฆษณาชวนเชื่อ. พวกเขามีปัญหาอันหนึ่งขึ้นมาในเวลานั้น. โดยทางการแล้ว ประเทศนี้กำลังกลายเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยมากขึ้น. ผู้คนมากมายสามารถที่จะโวทหรือออกเสียงในการเลือกตั้งได้. ประเทศกำลังมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น และผู้คนจำนวนมากสามารถมีส่วนร่วม และผู้อพยพที่มาใหม่เป็นจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้ามา, และอื่นๆ .
ด้วยเหตุนี้ อะไรล่ะคือสิ่งที่คุณจะทำ ? มันเริ่มที่จะยากเย็นมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่จะกระทำสิ่งต่างๆในฐานะที่เป็นสโมสรส่วนตัว. ดังนั้น ชัดเจนที่ว่า คุณจะต้องควบคุมสิ่งที่ผู้คนคิดกัน. มันมีผู้เชี่ยวชาญต่างๆทางด้านการประชาสัมพันธ์ แต่มันไม่เคยมีอุตสาหกรรมการประชาสัมพันธ์เลย. มีคนๆหนึ่งที่รับจ้าง เพื่อสร้างภาพของ Rockefeller ให้มองดูแล้วดูดี สละสลวย และอะไรทำนองนั้น. แต่อุตสาหกรรมทางด้านการประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่, ซึ่งเป็นการคิดประดิษฐ์ของสหรัฐอเมริกาอันหนึ่ง และเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตน่ากลัวมาก เพิ่งจะผุดขึ้นมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนี้เท่านั้น. .
บรรดาผู้นำในอุตสาหกรรมทางด้านนี้ก็คือ ผู้คนใน Creel Commission นั่นเอง. ตามข้อเท็จจริง ตัวหลักสำคัญคนหนึ่งก็คือ Edward Bernays, :ซึ่งมาจาก Creel Commission โดยตรง. เขามีหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ออกมา ภายหลังเรียกว่า Propaganda (การโฆษณาชวนเชื่อ). .
สำหรับศัพท์คำว่า "Propaganda" นั้น บังเอิญว่า ในช่วงวันเวลาดังกล่าวมิได้มีความหมายไปในเชิงลบแต่อย่างใด. มันเป็นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองมานี้เอง ที่ทำให้คำศัพท์ดังกล่าวกลายเป็นคำศัพท์ที่ต้องห้าม เพราะ มันได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับประเทศเยอรมันนี, และอะไรที่มันเลวร้ายทั้งหมดเทือกนั้น. แต่ในช่วงเวลานี้, ศัพท์คำว่า propaganda (การโฆษณาชวนเชื่อ) เพียงหมายความถึงข้อมูลข่าวสาร(information) หรือบางสิ่งบางอย่างอะไรทำนองนั้น. ดังที่เขาได้เขียนเอาไว้ในหนังสือชื่อ Propaganda ราวปี 1925, และเริ่มต้นขึ้นมาโดยกล่าวว่า .
เขาได้ประยุกต์ใช้บทเรียนต่างๆของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง. ระบบของการโฆษณาชวนเชื่อของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และภารกิจที่ได้รับมอบหมายอันนี้ ซึ่งเขาเป็นส่วนหนึ่งของการนำมันออกมาเผยแพร่, เขากล่าว, มันเป็นไปได้ที่จะ"จัดระเบียบหรือรวบรวมจิตใจของสาธารชนทุกๆดวงได้เช่นเดียวกันกับพวกทหารหาญใช้ในการรวมจิตรวมใจกรมกองของพวกเขา".
เทคนิคใหม่ๆเหล่านี้เกี่ยวกับการจัดระเบียบทางด้านจิตใจ, เขาพูด, มันจะต้องถูกนำมาใช้โดยคนกลุ่มน้อยที่มีสติปัญญา เพื่อที่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าพวกอุ้ยอ้ายและโง่เง่าทั้งหลาย จะยังคงอยู่ในแถวในแนวที่ถูกต้อง. พวกเราสามารถที่จะทำมันได้เลยตอนนี้ เพราะว่า เรามีเทคนิคใหม่เหล่านี้กันแล้ว. .
อันนี้คือคู่มือที่สำคัญของอุตสาหกรรมการประชาสัมพันธ์. Berneys คือคุรุคนหนึ่ง. เขาคือเสรีนิยมตัวจริงของแนวทาง Roosevelt/Kennedy liberal. เขายังเป็นวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังความมานะบากบั่นทางด้านการประชาสัมพันธ์ ในการสนับสนุนให้เกิดรัฐประหารของอเมริกาด้วย ซึ่งได้ล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยของกัวเตมาลาลง. .
การประสบความสำเร็จที่สำคัญของเขา, ที่จริงแล้ว หนึ่งในการขับเคลื่อนเขาขึ้นมาสู่ความมีชื่อเสียงในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 ก็คือ การทำให้ผู้หญิงสูบบุหรี่. ในช่วงวันเวลาดังกล่าว ผู้หญิงเป็นกลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่ และเขาได้ทำการรณงค์ขึ้นมาอย่างขนานใหญ่สำหรับโครงการ Chesterfield. คุณต่างก็รู้ถึงเทคนิคทั้งหมดเหล่านั้น - นางแบบและดาราภาพยนตร์กับบุหรี่ที่ออกมาคาบให้เห็นบนปากอันงดงามของพวกเธอๆ และท่าทางต่างๆอะไรทำนองนั้น. เขาได้รับการยกย่องอย่างมากสำหรับเรื่องนี้. ด้วยเหตุดังนั้น เขาจึงได้ก้าวขึ้นมาสู่ผู้นำของอุตสาหกรรมดังกล่าว, และหนังสือของเขาก็กลายเป็นคู่มือหรือคัมภีร์ที่แท้จริงเล่มหนึ่ง. .
สมาชิกอีกคนหนึ่งของ the Creel Commission ก็คือ Walter Lippmann. บุคคลซึ่งได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุด ในวงการนิตยสารของอเมริกันมาประมาณครึ่งศตวรรษทีเดียว (ผมหมายความถึงนิตยสารอเมริกันที่มีเนื้อหา, หรือเสนอแง่คิดและมุมมองที่เอาจริงเอาจัง). นอกจากนี้ เขายังได้เขียนสิ่งที่เรียกว่าบทความเชิงก้าวหน้าเกี่ยวกับประชาธิปไตยด้วย, ซึ่งได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นการสนับสนุนอยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าในช่วงทศวรรษที่ 1920. เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้มีการประยุกต์ใช้บทเรียนต่างๆของงานโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างชัดเจนมาก. เขากล่าวว่า มันคือศิลปะรูปแบบใหม่ในแนวทางประชาธิปไตย ที่เรียกว่า การสร้างฉันทามติหรือความตกลงร่วมกัน(manufacture of consent). นั่นคือวลีของเขา. .
ส่วน Edward Herman เติบโตมาจาก Lippmann. ดังนั้น, เขาจึงกล่าวว่า, มันคือศิลปะรูปแบบใหม่อันนี้ ในวิธีการของประชาธิปไตย, "การสร้างฉันทามติหรือความตกลงร่วมกัน(manufacture of consent)." โดยฉันทามติหรือการตกลงร่วมกันที่สร้างหรือประดิษฐ์ขึ้น, คุณสามารถที่จะครอบงำหรือเอาชนะข้อเท็จจริงที่ผู้คนเป็นจำนวนมาก โดยทางการแล้ว มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงได้. .
พวกเราสามารถทำให้มันเบี่ยงเบนไปได้ เพราะเราสามารถที่จะสร้างฉันทามติ และทำให้เกิดความมั่นใจว่า ทางเลือกของพวกเขา และท่าทีจะได้รับการวางเค้าโครงในหนทางนั้น ที่พวกเขามักจะกระทำเสมอๆในสิ่งที่เราบอกแก่พวกเขาให้ทำ, ราวกับว่า พวกเขามีหนทางที่เป็นทางการอันหนึ่งในการมีส่วนร่วม. ดังนั้น พวกเราจึงมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง. มันจะทำงานได้อย่างเหมาะสม. นั่นคือการประยุกต์บทเรียนต่างๆของหน่วยงานการโฆษณาชวนเชื่อมาใช้. .
วิชาการสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ก็มาจากสิ่งเดียวกันนี้. ผู้ก่อตั้งสิ่งที่ได้รับการเรียกขานว่าวิชาการสื่อสารและวิชาการรัฐศาสตร์ก็คือ Harold Glasswell. การประสบความสำเร็จหลักๆของเขาก็คือหนังสือเล่มหนึ่ง, เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการโฆษณาชวนเชื่อ. เขากล่าว, อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมามากๆว่า สิ่งต่างๆที่ผมอ้างมาก่อนหน้านี้ - สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นการยอมจำนนต่อการยึดถือคัมภีร์ประชาธิปไตย, แต่มันมาจากวิชาการรัฐศาสตร์. .
อีกครั้งที่เป็นการดึงมาจากบทเรียนต่างๆในประสบการณ์ช่วงสงคราม, พรรคการเมืองทั้งหลายก็ได้ดึงเอาบทเรียนพวกนั้นมาใช้, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคอนุรักษ์นิยมในประเทศอังกฤษ. ผลงานในช่วงต้นๆของพวกเขา, และเพิ่งพิมพ์ออกมา ได้แสดงให้เห็นว่า พวกเขาตระหนักถึงความสำเร็จหรือสัมฤทธิผลต่างๆของกระทรวงข่าวสารของสหราชอาณาจักร. พวกเขาสำนึกว่า ประเทศได้มาสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และมันจะไม่ใช่คลับส่วนตัวของใคร. ด้วยเหตุนี้ ข้อสรุปก็คือว่า, ดังที่พวกเขาเสนอมัน, การเมืองจะต้องกลายเป็นสงครามการเมือง, การประยุกต์ใช้กลไกของการโฆษณาชวนเชื่อที่ทำงานได้อย่างชาญฉลาด ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในการควบคุมความคิดต่างๆของผู้คนได้เป็นอย่างดี. .
นั่นเป็นด้านทฤษฎีหรือคำสอน และมันเข้ากันอย่างแนบแน่นกับโครงสร้างของสถาบัน. มันมีพลังในการทำนายเกี่ยวกับหนทางหรือวิธีการที่สิ่งต่างๆควรจะทำงานอย่างไร. และการทำนายต่างๆนั้นก็ได้รับการยืนยันอย่างดี. แต่ข้อสรุปทั้งหลายเหล่านี้, ก็ยังไม่ได้รับการยินยอมให้ถูกนำมาพูดคุยกัน. .
ปัจจุบัน อันนี้เป็นส่วนทั้งหมดของงานเขียนกระแสหลัก แต่มันเป็นเพียงสำหรับผู้คนที่อยู่ข้างในหรือวงในเท่านั้น. เมื่อคุณเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย คุณไม่ได้อ่านงานคลาสสิคเกี่ยวกับ "จะทำอย่างไรจึงจะควบคุมจิตใจของผู้คนเอาไว้ได้". .
มันคล้ายคลึงกันมากกับการที่คุณไม่ได้อ่านสิ่งที่ James Madison พูด ในช่วงระหว่างการประชุมเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ว่า เป้าหมายหลักของระบบใหม่ก็คือ ต้องเป็นการ"ปกป้องคุ้มครองคนกลุ่มน้อยที่มั่งคั่งร่ำรวยจากคนส่วนใหญ่(ที่ยากจน)", และจะต้องถูกออกแบบขึ้นมา เพื่อว่ามันจะได้นำไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายอันนั้น. อันนี้คือการก่อตัวขึ้นมาของระบบรัฐธรรมนูญ, ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครเลยได้ศึกษามัน. คุณไม่สามารถที่จะค้นหามันได้ในแวดวงวิชาการ เว้นแต่ว่าคุณจะค้นคว้ามันอย่างจริงจังและหนักหน่วงเท่านั้น.
นั่นคือภาพคร่าวๆ, ดังที่ผมได้เห็นมา, เกี่ยวกับหนทางที่ระบบอันนั้นเป็นไปในลักษณะของสถาบัน, ทฤษฎีหรือคำสอนต่างๆที่นอนเนื่องอยู่เบื้องหลัง, วิธีการที่มันผุดขึ้นมา. มันเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควบคุมบรรดาคนนอกที่เมินเฉยและชอบสอดทั้งหลาย. นั่นคือความเบี่ยงเบนที่นำมาใช้ที่สำคัญ ของสิ่งๆหนึ่งมาสู่อีกสิ่งหนึ่ง. จากอันนั้น, ผมคิด, คุณสามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่า อะไรที่คุณคาดหวังที่จะค้นหา.
>> ย้อนกลับไปที่หน้าสารบัญ Media Watch ค่ะ:)
|
|
| |
|
|
| HOME | WORK'S EXPERIENCE | SIGN &VIEW GUESTBOOK |
| © 2001 "Complain or Opinion" Created
and Published by JaRuWaN yUnG-yUeN All rights reserved. |
| |
|