COMPLAIN OR OPINION
มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา ในตัวมันเองมีลักษณะเป็นกาฝาก. มันขึ้นอยู่กับแหล่งต้นตอภายนอกในการให้การส่งเสริมสนับสนุน, อย่างเช่น การสนับสนุนจากคนที่ร่ำรวย, บรรษัทขนาดใหญ่ โดยการให้เงินทุนช่วยเหลือต่างๆ, และรัฐบาล(ซึ่งได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกันและกันอย่างใกล้ชิดมากกับอำนาจบริษัท ซึ่งคุณสามารถที่จะจำแนกแยกแยะมันได้อย่างหมดเปลือก), โดยสาระแล้ว สิ่งเหล่านี้ที่กล่าว คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยต่างๆเป็นอยู่


ผู้คนภายในองค์กร, ผู้ซึ่งไม่ปรับตัวเข้ากับโครงสร้างอันนั้น, ผู้ซึ่งไม่ยอมรับ หรือยอมเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างภายในของมัน ผู้คนที่ไม่กระทำเช่นนั้น เป็นไปได้ที่จะถูกขจัดออกไปตามเส้นทางการศึกษาที่ไต่ขึ้นมา, เริ่มต้นจากโรงเรียนอนุบาล, และไต่เต้าขึ้นมาตามลำดับตลอดสาย. (อันที่จริง คุณไม่สามารถที่จะทำงานกับมันได้ เว้นแต่คุณจะเป็นส่วนหนึ่งภายในโครงสร้าง และเชื่อมั่นในมัน); มันมีเครื่องกรองต่างๆทุกชนิดที่จะกำจัดผู้คนซึ่งทำให้รู้สึกระคายเคือง และคิดเป็นอิสระออกไป. คนเหล่านั้นในหมู่พวกคุณ ผู้ซึ่งผ่านมาถึงมหาวิทยาลัยต่างรู้ว่า ระบบการศึกษานั้น เป็นเครื่องมือสำคัญมากๆที่จะให้รางวัลแก่ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความลงรอยประนีประนอม และความเชื่อฟังอยู่ในโอวาท; ถ้าหากว่าคุณไม่ทำเช่นนั้น, คุณก็จะเป็นตัวสร้างปัญหา. ดังนั้น, มหาวิทยาลัยต่างๆ มันจึงมีสภาพที่ไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องกรองเครื่องหนึ่ง ซึ่งจะจบลงที่ ผู้คนซึ่งจบออกมา จะยอมเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างภายในอย่างซื่อสัตย์จริงๆ โครงร่างหรือกรอบความเชื่อ และทัศนคติต่างๆเกี่ยวกับระบบอำนาจที่อยู่รายรอบในสังคม

สถาบันของชนชั้นหัวกระทิ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Harvard และ Princeton และมหาวิทยาลัยขนาดเล็กต่างๆลงมา ค่อนข้างที่จะเป็นเครื่องมือช่วยในการขัดเกลาผู้คนให้เข้ากับสังคมเอามากๆ(คือเหมาะที่จะอยู่ในสังคม และอยู่ภายใต้กรอบของสังคม). ถ้าหากว่าคุณผ่านสถาบันอย่าง Harvard, ส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่ดำเนินไปในแวดวงนั้น คือ"การสอนเรื่องมารยาทและทัศนคติต่างๆ; เช่น ทำอย่างไรจึงจะประพฤติตัวให้เหมือนกับการเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพวกชนชั้นสูง, หรือ ควรจะคิดอย่างไรจึงจะเป็นความคิดที่ถูกต้อง, และอื่นๆ. ก็เท่านั้นเอง

ถ้าหากว่าคุณอ่านเรื่อง Animal Farm ของ George Orwell ซึ่งเขาเขียนขึ้นมาเมื่อกลางทศวรรษที่ 1940, สำหรับนวนิยายเรื่องนี้ มันเป็นการเสียดสีต่อระบอบการปกครองของสหภาพโซเวียต, อันเป็นรัฐเผด็จาการ. ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้ฮิตมาก. ทุกคนต่างหลงรักมัน. ปรากฏว่า ในส่วนของคำนำที่เขาเขียนเกี่ยวกับเรื่อง Animal Farm คือ หนังสือเล่มนี้ตอนแรกนั้น มันได้ถูกสั่งห้าม. แต่มันปรากฏตัวขึ้นมาในอีก 30 ปีต่อมา. การแนะนำถึงเรื่อง Animal Farm ในฐานะที่เป็น"งานวรรณกรรมที่ถูกเซ็นเซอร์ในประเทศอังกฤษ" และในบทนำนั้นกล่าวอย่างชัดเจนว่า หนังสือเล่มนี้เป็นการเยาะเย้ยถากถางสหภาพโซเวียตและโครงสร้างที่เป็นเผด็จการของประเทศนี้. แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับประเทศอังกฤษ ก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปมากนัก. พวกเราไม่มีสายลับ KGB มาจ่ออยู่ที่คอหอย, แต่ผลสุดท้ายที่ออกมาก็คล้ายกันมากทีเดียว. ผู้คนซึ่งมีไอเดียที่เป็นอิสระไม่เหมือนใคร หรือคนที่คิดแตกต่างไปจากคนอื่นๆจะถูกขจัดออกไป. เขาได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวเพียงเล็กน้อย, ประมาณสัก 2 ประโยค เกี่ยวกับโครงสร้างของสถาบัน. เขาได้ตั้งคำถามขึ้นว่า, ทำไมอันนี้มันจึงเกิดขึ้นมาได้ ? เหตุผลข้อหนึ่งก็เพราะว่า หนังสือพิมพ์ถูกเป็นเจ้าของโดยคนที่ร่ำรวย ผู้ซึ่งเพียงต้องการให้บางสิ่งบางอย่างส่งไปถึงสาธารณชน (และบางอย่างต้องการเก็บงำเอาไว้). อีกสิ่งซึ่งเขากล่าวก็คือว่า เมื่อคุณผ่านระบบการศึกษาแบบชนชั้นหัวกระทิ(elite education system), เมื่อคุณผ่านระบบการศึกษาต่างๆที่เหมาะสมใน Oxford, คุณก็จะเรียนรู้ว่า มันมีบางสิ่งมันไม่เหมาะที่จะพูด และมันมีความคิดบางอย่างที่ไม่เหมาะที่จะมี. นั่นคือบทบาทของการถูกขัดเกลาให้อยู่ในสังคมของสถาบันหัวกระทิเหล่านี้ และถ้าหากว่าคุณไม่ปรับตัวเข้ากับมัน, โดยทั่วไปแล้วหรือตามปกติ คุณก็จะต้องออกไปเสีย. สองประโยคนั้นได้บอกอะไรกับเราได้มากมายทีเดียว.

เมื่อคุณวิพากษ์วิจารณ์สื่อ และคุณกล่าวว่า, ดูซิ, นี่ไง มันเป็นสิ่งที่ Anthony Lewis หรือใครบางคนได้เขียนเอาไว้, พวกผู้ผลิตสื่อก็จะโกรธเอามากๆ. พวกเขาจะบอกกับคุณว่า, "ถูกต้องทีเดียว, ไม่มีใครเคยต้องบอกฉันว่า อะไรที่ฉันควรจะเขียน, ฉันจึงเขียนในสิ่งต่างๆที่ฉันชอบ. ความเป็นธุระอันนี้ทั้งหมดเกี่ยวกับแรงกดดันและข้อจำกัดต่างๆถือว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เพราะฉันไม่เคยตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอันนั้นเลย". ซึ่งนั่นมันเป็นความจริงโดยสมบูรณ์, แต่ประเด็นก็คือว่า เขาจะไม่เขียนอย่างนั้นหรือยังอยู่ที่นั่นได้ก็เพราะ เว้นแต่พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ต้องมีใครมาบอกพวกเขาว่าควรจะเขียนอะไร เพราะพวกเขากำลังเขียนหรือพูดถึงในสิ่งที่ถูกต้อง(คือไม่ขัดต่อกรอบของสังคม). ถ้าพวกเขาเริ่มต้นที่โต๊ะที่ Metro, หรือที่ใดสักแห่ง, และดำเนินการไปตามเรื่องราวที่ผิดชนิดหรือผิดประเภท, เขาก็จะไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ณ ตำแหน่งที่พวกเขายังดำรงอยู่, ซึ่งตอนนี้ สามารถจะพูดถึงสิ่งต่างๆที่พวกเขาชอบได้. ส่วนใหญ่แล้ว มันก็เป็นจริงอย่างเดียวกันนี้ในคณะวิชาต่างๆของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาทั้งหลาย ซึ่งในทางระเบียบปฏิบัติ มันมีความเป็นอุดมคติมากกว่า. พวกผู้คนเหล่านี้ จริงๆแล้วได้ผ่านระบบขัดเกลาที่ทำให้อยู่ในกรอบของสังคมมาแล้วนั่นเอง

โอเค, คุณมองไปที่โครงสร้างของระบบทั้งหมดอันนั้น. อะไรล่ะที่คุณคาดหวังให้ข่าวต่างๆเป็น ? แน่นอน, มันแจ่มชัดมากทีเดียว. หยิบ New York Times ขึ้นมา. มันเป็นบริษัทหนึ่ง และขายสินค้าตัวหนึ่ง. สินค้าของมันก็คือ"ผู้อ่านทั้งหลาย"นั่นเอง.

พวกเขาไม่ได้ทำเงินเมื่อคุณไปซื้อหนังสือพิมพ์. พวกเขามีความสุขที่จะเสนอมันบน worldwide web เพื่ออ่านกันฟรีๆ. อันที่จริงพวกเขาสูญเสียเงินเมื่อคุณไปซื้อหนังสือพิมพ์เสียด้วยซ้ำ. แต่ผู้อ่านคือสินค้า. สินค้านั้นคือผู้คนที่พิเศษหรืออภิสิทธิ์ชน(priviledge people), เหมือนกับผู้คนที่กำลังเขียนหนังสือพิมพ์อยู่, อันนี้คุณก็รู้, ผู้คนที่ตัดสินใจในระดับสูงสุดในสังคม

คุณต้องขายสินค้าตัวหนึ่งสู่ตลาด, และตลาดนั้นก็คือ, แน่นอน, นักโฆษณาต่างๆ(นั่นคือ, ธุรกิจอื่นๆ). ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ หรืออะไรก็ตาม พวกเขากำลังขายผู้ชมและผู้อ่าน. บริษัทต่างๆ ขายผู้ชมและผู้อ่านให้กับอีกบริษัทหนึ่ง. ในกรณีของสื่อสำหรับอภิสิทธิ์ชนหรือชนชั้นหัวกระทิ, มันคือธุรกิจขนาดใหญ่.

เอาล่ะ, คุณคาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้น ? อะไรที่คุณคาดการณ์หรือทำนายเกี่ยวกับธรรมชาติของ media product, หรือเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ? สิ่งที่เป็นสมมุติฐานอันไม่ถูกต้อง, การคาดเดาที่คุณนึกเอาเอง มันจะไม่นำพาไปสู่อะไรเลย อันนี้ต้องระวัง.

ข้อสันนิษฐานที่แจ่มชัดก็คือว่า media product, สิ่งที่ปรากฏ และสิ่งที่ไม่ปรากฎ, ช่องทางที่มันถูกทำให้แฉลบหรือเฉไฉไป, จะสะท้อนความสนใจของผู้ซื้อและผู้ขาย, ผลประโยชน์, สถาบัน, และระบบอำนาจต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัวของพวกเขา. ถ้าหากว่านั่นไม่ได้เกิดขึ้น, มันก็จะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เลยทีเดียว.

โอเค, มาถึงงานที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นอีกนิด. คุณอาจตั้งคำถามว่า, มันกระทำไปในหนทางที่คุณได้ทำนายเอาไว้แล้วใช่ไหม ? แน่นอน คุณสามารถที่จะตัดสินได้ด้วยตัวของคุณเอง. มันเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระบนข้อสมมุติฐานที่แจ่มชัดอันนี้ ซึ่งได้รับการควบคุมโดยการทดสอบกับทุกๆคนที่สามารถจะคิดเช่นนั้น และมันยังคงโดดเด่นอย่างน่าสังเกตุ. แต่ตามความเป็นจริงแล้ว คุณไม่เคยพบสิ่งใดเลยในทางสังคมศาสตร์ ที่มาสนับสนุนอย่างแข็งขันจริงๆต่อข้อสรุปใดๆ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไรนัก เพราะมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอัศจรรย์ ถ้าเผื่อว่ามันไม่ได้เป็นไปตามหนทางที่อำนาจบีบคั้นอันนั้นปฏิบัติการอยู่





>> อ่านต่อในหน้าถัดไปค่ะ...

| HOME | WORK'S EXPERIENCE | SIGN &VIEW GUESTBOOK |

© 2001 "Complain or Opinion" Created and Published by JaRuWaN yUnG-yUeN All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1