3 พฤศจิกายน, 2544:: by จารุวรรณ ยั่งยืน
"ข่าวจริง...ข่าวลวง...ข่าวปล่อย"
ดิฉันเลิกงานวันนี้(02.30น) ด้วยอาการชาที่หูจนเกือบต้องใช้น้ำแข็งประคบค่ะ:)การจัดรายการทอร์ค โดย
ให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่กำลังเป็นเรื่อง talk of the town อย่างกรณี
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบถูกสังหารในผับ และส่งผลไปถึงการออกหมายจับและสั่งพักราชการ
ว่าที่ร้อยตรีสังกัดศรภ. กองบัญชาการทหารสูงสุด ลูกชายอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ เรียกสายคนฟัง
ร่วมแสดงความคิดเห็นมาก จนดิฉันต้องกำหนดเวลา(ในใจ)ให้คุยได้ไม่เกินคนละ 2 นาที
4 ชม.กว่าๆที่ดิฉันได้แต่ฟัง(เพราะไม่มีโอกาสได้พูดอะไรมากนอกจากการพูดดึงและขมวดปมไม่ให้คนที่แสดงความเห็นระเมิดหรือล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของใคร)
เนื่องจากสายเยอะมาก โดยสรุป
ความเห็นส่วนใหญ่ของคนที่ร่วมกันแสดงความคิดเห็น "ไม่เชื่อค่ะ ว่าคนที่เป็นพ่อ จะไม่ทราบว่าลูกตัวเองหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน"(เมื่อวานนี้ทางพ่อ
เข้าพบและแจ้งกับผบสส.ว่า ไม่ทราบว่าลูกชายตัวเองอยู่ที่ไหนแต่คาดว่าภายในวันจันทร์ลูกชายจะต้องเข้ามอบตัว)
นอกจากจะไม่เชื่อยังชี้ประเทศที่หลบหนีให้ด้วยสิคะ เดนมาร์ก เพราะมีบ้านอยู่ที่นั้น /พม่า
เพราะพ่อมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายทหารที่นั้น/
เกาะกง โดยนักการเมืองของที่นั้นให้ความช่วยเหลือหรือแม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งดิฉันลืมถามไปค่ะว่าทำไมต้องเป็นที่นี่
แต่มีอยู่ 1 สายค่ะ ที่ทำให้ดิฉันและคนอื่นที่ฟังอยู่สะดุดและตั้งใจรับฟัง(ดิฉันเชื่ออย่างนั้น)เป็นสายที่ทำให้ดิฉันต้องถามไปว่า
"คุณอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นหรือเปล่าคะ"
"คุณเชื่อหรือเปล่า นี้คือความจริง ผมอยากจะบอกสื่อให้รู้ทุกคนเลย จริงๆแล้วมันเกิดจากความยิ่งใหญ่
การแสดงความยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกองปราบ ไม่ว่าจะเป็นลูกคุณเฉลิม ถ้าเป็นพวกเราเนี๊ยะนะ เราไม่กล้าหรอก
เราก็จะรู้เลยว่านี้กลุ่มกองปราบ นีเค้านั่งกันอยู่ กองปราบจะมาครึ่งท่อนไว้ยมยาว รู้ ..โดยท่าที ที่เที่ยว
จะมีทั้งสุรา นารี มีผู้หญิงด้วย กลุ่มพวกนี้จะวางเป็นขาใหญ่ อย่าไปว่าเลย ผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อว่าไปปฎิบัติหน้าที่
ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย ผมอยากกจะสื่อ ผมอยากจะบอก และเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไมทยที่อยากจะบอกให้คนทั้งประเทศรับรู้"
"แต่ครั้งนี้คุณไม่ได้อยู่ในหตุการณ์ใช่มั๊ยคะ?"(กรุณาสังเกตุประโยคคำถามที่ดิฉันดิฉันใช้นะคะ
ดิฉันยืนยันว่า ไม่ได้เป็นคำถามชี้นำ:)...แต่คำตอบที่ได้รับเป็นคำตอบที่เป็นอย่างที่ฉันตั้งใจให้เป็นค่ะ..::
"ผมพูดได้เลยว่าผมอยู่ ผมเห็น แต่ผมไม่อยากพูดว่าใครถูกใครผิด...."
"หมายความว่าคุณอยู่ในเหตุการณ์วันที่เกิดเรื่องขึ้นด้วยหรือคะ?(ดิฉันเริ่มถามย้ำ) ::
"ผมอยู่ แต่เราไม่ได้เข้าข้าง คือจริงๆพอพวกนั้นมาเนี๊ยะนะหลบไปให้ไกลที่สุด ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มีกฎหมายกับฝ่าย...คือผมไม่ว่าใครหรอกนะ
แต่วันนั้นคุณไปถาม....คือสภาพความเป็นจริงมันเป็นแบบนั้นนะ ผมว่าคนที่มีอิทธิพลจริงๆที่จะฆ่า..เนี๊ยะข้างนอกเค้ายังมีเรื่องกันอีกนะ...."
ในขณะที่ดิฉันคุยกับสายนี้ โปรดิวเซอร์จะ chat มาบอกดิฉันตลอดเวลา "ระวังอย่าชี้นำ"..."ระวัง..จะกระทบภาพของตำรวจ"
"หมายความว่าหลังเกิดเหตการณ์ยิงกันแล้วหรือคะ.
..ออกไปข้างนอกมีอะไรเกิดขึ้นคะ?"(ดิฉันถามด้วยน้ำเสียงคล้ายแปลกใจ) :: มีครับ...มี!!เค้า 2 พวกนี้ล่ะเค้ารู้กันหมดล่ะก็ยังยึกยัก ต่างคนต่างห้าม เฮ้ย!!นี้เค้าเป็นนายตำรวจทั้งคู่ จริงๆแล้วมันเป็นตำรวจ
ทั้งคู่แล้วถามว่าถ้าประชาชนเราล่ะ ประชาชนเรานี่ลำบากนะ ..ผมไม่ว่าใคร มันมาจากครอบครัว...
.แต่จริงๆแล้ว สังคมไทยเกิดเรื่อง ผมอยากจะบอก
คนฟังทั้งหมดว่า สังคมไทยตอนนี้ เกิดจากการแสดงอำนาจโดยคนที่มีอำนาจในมือกับคนที่มีอิทธิพล คน 2พวกนี้ถ้าเจอกันเมื่อไหร่ จะเกิดเรื่อง ถ้าเป็นพวกเราเนี๊ยะนะ เผลอๆๆลำบาก"
กรณีนี้ผมรู้มาอย่างหนึ่งว่ามีการใช้คนในราชการเป็นเครื่องมือ เพราะตำรวจบางหน่วย
เค้าสามารถที่จะไปใช้ในทุกท้องที่ได้เลย เค้าสามารถที่จะจับกุมคนได้ทุกท้องที่ และใช้ลักษณะเข้าไปตรวจค้น
คือ สมมุติว่าเป็นฝ่ายอริตรงข้ามเข้าไปตรวจค้นอีกฝ่าย เพื่อที่จะค้นอาวุธ และให้อีกฝ่ายเข้ากระทำไอ้ลักษณะนี้ สังคมไทยมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ"
"เห็นเหตุการณ์อย่างนี้แล้วเป็นพยานมั๊ย?
:: ผมไม่กล้า...
.(เจอประโยคนี้ทุกคำพูดที่เล่ามาสำหรับดิฉันแล้วถือว่าเป็นศูนย์ค่ะ)..คือจริงๆแล้ว วันนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์
กันเยอะมาก แต่พอมีเรื่องทุกคนก็แตกแล้ว แต่ถามถึงตอนนี้ ผู้รู้ เป็นอิทธิพล 2 กลุ่มผมพูดได้เลยว่า ผมพูดต่อหน้าใครต่อใคร มันเกิดจากการที่ผู้มีอิทธิพล 2 กลุ่ม ที่มีปัญหาและก็...ผม
พูดได้เต็มปากว่า ใครจะปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ปฎิบัติหน้าที่ ผมไม่เชื่อ เพราะว่ามาเที่ยวกันทั้งนั้นล่ะ มาเที่ยวกัน
มาสนุก มาเพื่อที่จะ.....ส่วนหนึ่งนี่นะ จุดที่ดึงดูดใจในส่วนหนึ่ง เกิดจากเรื่องผู้หญิง เพราะในนั้นมีเด็กๆๆๆ..........."
จริงๆแล้วยังมีเวลาหลือที่จะคุยต่อก่อนเวลาข่าว อีกประมาณ 4 นาที แต่ดิฉันเลือกที่จะบอกกับสายนี้ว่า..
ข้อมูลที่เหลือดิฉันขอคุยหลังไมค์นะคะ แล้วดิฉันก็โอนสายนี้ออกไปข้างนอก และตัดให้คนฟังไปรอฟังข่าวจากศูนย์ข่าวแปซิฟิค
ซึ่งหลังจากนั้นดิฉันทราบจากพี่เป็นประสานงานบอก(หลังจัดรายการเสร็จ)ว่า มีคนฟังหลายสายเลยค่ะที่โทรศัพท์เข้ามาบ่น(ด่า)ที่ดิฉันตัดสายนี้ ไม่ยอมให้คุยต่อ
น่าเสียดาย... ที่ดิฉันไม่สามารถอธิบายถึงเหตุผลได้ด้วยตัวเอง ว่า ทำไมดิฉันจึงเลือกวิธีการโอนสายมาคุยต่อด้านนอกแทนการที่จะคุยออกอากาศ
ต่อไป
ดิฉันไม่รู้จักคนที่กำลังแสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะมายืนยันกับดิฉัน ได้ว่า
คนที่ดิฉันกำลังคุยด้วยผ่านทางโทรศัพท์ขณะนี้เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์และเห็นเหตุการณ์จริงๆและในคำถาม
ที่ถามไปว่า... คุณเป็นพยาน
ในเหตุการณ์ครั้งนี้หรือเปล่า คำตอบที่ได้ คือ "ไม่"
แม้หลังจากนั้นจะมีสายโทรศัพท์ของคนที่บอกว่าเป็นผู้จัดการผับที่เกิดเหตุ โทรศัพท์เข้ามายืนยัน
ว่านั้น คือเหตุการณ์จริง ....แต่มันจะมีประโยชน์อะไรค่ะ ในเมื่อดิฉันถามย้ำไปว่า คุณพร้อมจะเป็นพยานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจมั๊ย
คำตอบที่ได้ คือ "ไม่"
ข้อมูลจากคนที่กล้าสู้กับความจริงเท่านั้นค่ะ ที่ดิฉันจะยึดเป็นแหล่งข่าว
และดิฉันก็พร้อมที่จะปกป้องแหล่งข่าวของตัวเองด้วยในการนำเสนอ
ข่าว....คือ ข้อเท็จจริงค่ะ...และข่าวที่เสนออย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรมและไร้อคติ เป็นสิ่งมีค่าที่สุด
ดิฉันถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น จากประสบการณ์ที่ดิฉันเคยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวและกองบอกอ.ของศูนย์ข่าวแปซิฟิค
แหล่งข่าวที่ดิฉันสัมภาษณ์แม้บางครั้งไม่สามารถที่จะเปิดเผยชื่อได้ แต่ทุกคนดิฉันรู้จักและเป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์/เหตุการณ์/
เป็นเจ้าของเรื่องราว สามารถตรวจสอบได้........และข้อเท็จจริงที่ดิฉันนำเสนอ..ไม่ใช่ทั้งหมด...ที่ได้รับการบอกเล่ามาจากแหล่งข่าว
ดิฉันเลือกเฉพาะในเรื่องที่ประชาชนควรรู้หรือต้องรู้เท่านั้นในการนำเสนอ
แต่ในส่วนที่กระทบหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของใคร และไม่เกี่ยวข้องกับ
ผลของเรื่องที่กำลังติดตาม ดิฉันละเว้นไว้ค่ะ........ที่สำคํญดิฉันไม่เคยใช้ แหล่งข่าวที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ในการทำงานค่ะ
ข่าวลือและการปล่อยข่าวทำลายกันมีอยู่มากมายทุกวงการ
และหลายคนก็สนุกสานกับการรับฟังข่าวเหล่านี้ ปากต่อปาก ว่าคนนั้นพูดอย่างนี้ คนนี้พูดอย่างนั้น
จับแพะมาชนกับแกะ กลายเป็นลาเพราะความมั่ว ผสมเซ่อ ของคนรับ โดยไม่มีการกรองหรือพิจารณาข้อจริง
สังคมถึงได้สับสนอยู่อย่างทุกวันนี้ไงคะ
ดิฉันไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นต้นตอในการปล่อยข่าวลือค่ะ:)
ข่าวที่บิดเบือน ลำเอียง ไม่ได้เป็นอันตรายแค่คนหรือสถานที่ที่ถูกกล่าวหาเท่านั้นนะคะ
แต่เป็นอันตราย ต่อสังคมนั้นๆข่าวลือ ข่าวปล่อยที่มีพื้นฐาน ของความจริงอยู่เพียงเศษเสี้ยว
เคยก่อปัญหา ให้เกิดความแตกแยกต่อคนสังคมมาเยอะแล้วค่ะ
ในขณะที่คนรับข่าวเองก็ควรใช้สติในการรับข้อมูล ...อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้
สำหรับคนที่โทรศัพท์มาโวย ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะฟังไม่ตลอด และอยากรู้มากจนเกินพอดีค่ะ
เพราะถ้าฟังโดยตลอด ข้อมูลที่ดิฉันปล่อยให้ผู้ชายคนนี้เล่าออกอากาศ ชัดเจนในระดับที่เราสามารถเอามาประมวล ตัดสิน ข้อเท็จจริงได้
การจัดรายการแนวสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น นี้เสี่ยงนะคะกับคดีหมิ่นประมาท เพราะเราไม่สามารถทราบได้
เลยว่าคนที่เราคุยด้วยจะพูดอะไรออกมา แม้กว่าทีมงานจะส่งสายให้กับคุยกับผู้ดำเนินรายการ จะมีการสกรีนจากฝ่ายข้อมูล/ประสานงาน/
โปรดิวเซอร์ แต่พอถึงขั้นตอนการคุยกับผู้ดำเนินรายการ คนฟังบางคนอาจมีการแนวในการคุยชนิดเป็นคนละคนไปเลยก็มีค่ะ
แตกต่างกับการทำข่าว เราสามารถเลือกที่จะเอาหรือเลือกที่ตัดออกสำหรับข้อมูลที่ได้ก่อนการออกอากาศค่ะ
กระบวนการทำงานจะแตกต่าง
คนทำข่าวที่ดีต้องสามารถรายงานข่าวได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ให้แง่คิดความเห็นให้คนบริโภคข่าวได้นำไปคิดต่อเอง
นี่คือจุดหมายสูงสุดของคนทำข่าว ซึ่งเสมือน"หมาเฝ้าบ้าน"ที่เห่ายามที่ควรจะเห่า!!!
ถึงแม้วันนี้ดิฉันจะไม่ใช่คนทำข่าว แต่ดิฉันยังยึดมั่นในจุดยืนของคนทำข่าวค่ะ
หมาเฝ้าบ้านเมื่อเห็นอะไรผิดปกติก็ต้องเห่าเพื่อให้เจ้าของบ้านได้รู้ว่า...มีอะไรที่ผิดปกติ
และต้องเห่าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ต้องเป็นหมาที่ฝึกฝนมาอย่างดี ไม่ตระะกละตระกราม
ใครโยนกระดูกโยนเนื้อมาให้ กระโดดรับทันที ขืนกินเข้าไปตายกันพอดี!!
ดิฉันเลือกโอนสายไปข้างนอก ไม่ใช่เพราะเกรงจะเป็นอย่างที่โปรดิวเซอร์
chat มาบอก"ระวังอย่ากระทบภาพของตำรวจ"(
ทำไมดิฉันจะไม่ทราบว่า ภาพที่แท้จริงบางภาพบางมุมของตำรวจเป็นยังไงเพราะ
ดิฉันเติบโตมาจากครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนายตำรวจ.โยกย้ายไปมาในหลายพื้นที่...มีโอกาสได้สัมผัสหลากหลายชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจค่ะ
ทั้งดีที่สุดและเลวที่สุด ...และดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดรักษาภาพของตำรวจที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม)
เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่ดิฉันจะโอนสายเพราะต้องการรักษาภาพให้ใครที่ประพฤติตัวนอกแถว
เหตุผลที่แท้จริงซึ่งทำให้ดิฉันโอนสายไปคุยต่อข้างนอก... เพราะดิฉันไม่อยากเป็นเหมือนหมา ที่รีบกระโดดรับ
กระดูกติดเนื้อที่ใครก็ไม่รู้โยนมาทันที อย่างตระกละตระกลาม แล้วต้องตายเพราะกระดูกชิ้นนั้นมีเชื่อแอนแทรกซ์ค่ะ:)
อีกประเด็นที่สำคัญที่สุด ผลกระทบที่จะมีต่อการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เวลานี้.. เราไม่ได้ต้องการทราบว่า ภูมิหลังของแต่ละคนในที่เกิดเหตุเป็นยังไง
แต่สิ่งที่เราต้องรู้ ชีวิตของคนๆหนึ่ง..ไม่ใช่จะจบลงง่ายๆเพียงแค่ใครก็ได้ลั่นไกปืน..
.เรามีกฎหมายควบคุมในเรื่องนี้...สิ่งที่ทุกคนจะต้องได้รับรู้อย่างไม่ปิดบังในข้อเท็จจริง
คือใครเป็นคนฆ่าและทางเจ้าหน้าที่จะสามารถจับมือ คนยิงตัวจริง
มาดำเนินคดีตามกฎหมายได้หรือเปล่า มากกว่าค่ะ และข้อเท็จจริงที่ได้จะต้องมาจากเจ้าหน้าที่หรือพยาน
ตัวจริงของทางเจ้าหน้าที่เท่านั้นค่ะ ทุกอย่างต้องมีหลักฐานค่ะ:)
ทุกวันนี้สังคมเต็มไปด้วยข่าวจริง...ข่าวปล่อย..และข่าวลือ ยึดหลักกาลามาสูตร 10 ประการไว้ค่ะ
แล้วเราจะไม่ตกหลุมพรางของใคร
ไม่ต้องมาถามดิฉันต่อนะคะ ว่าเหตุการณ์จริงๆเป็นยังไง และเรื่องเล่าของผู้ชายคนนั้น
เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ดิฉันไม่ตอบแน่นอนค่ะเพราะดิฉันเชื่อมั่นว่า คุณ..
มีความสามารถมากพอที่จะคิดต่อได้เองค่ะ:)
ที่สำคัญอย่าหลงประเด็นนะคะ !!!
>> อุ่นใจ(ภาคยิ้มตาหยี)...:)
>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)
|
|
|