return to
dhamma tips

4Z
r's Dhamma Tips
  สมาธิร้อยสาย
 

Back to previous page   Go to next page

 

Last updated
11-06-1999


วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

ฝึกพลังจักรวาล 1 - 2

สองวันนี้ไปเข้าอบรมหลักสูตรพลังจักรวาล ต้องฝึกเข้าสมาธิแบบใช้ลมหายใจเข้าทางจมูกแล้วหายใจออกทางปาก ร่วมกับการเพ่งกสิณไฟที่กลางหน้าผากแล้วเลื่อนไปที่กลางกระหม่อม และให้อาจารย์เปิดจักระให้ด้วย ใช้เวลาเดี๋ยวเดียว

หลักการของการใช้พลังจักรวาลรักษาคนนี้ ใช้มือของเราแตะที่จุดจักระเพื่อให้พลังจักรวาลไหลผ่านจากเราไปยังผู้ป่วย คล้ายว่าเราเป็นสายสะพานไฟให้พลังจากธรรมชาติไหลเข้าร่างจากตัวเราผ่านไปยังผู้ป่วย แสดงว่าเมื่อเกิดการเจ็บป่วยนั้น ปราณของผู้ป่วยอาจไม่ไหลเวียนเช่นปกติ จึงต้องอาศัยสื่ออื่นช่วยให้พลังกลับไหลตามปกติ

เข้าใจว่าเจตนาการมุ่งรักษาผู้ป่วยนี่เองที่ทำให้พลังที่ไหลเข้าร่างเราเป็นเฉพาะพลังที่ดี หากนำสมาธิหมุนเดินเครื่องเร่งดูดพลังแล้วพุ่งไปรักษาคนไข้ คงจะช่วยให้ได้พลังมากขึ้นในเวลาสั้นลง และใช้วิชชาธรรมกายสลายธาตุธรรมตัวเจ็บป่วยเพื่อล้างกรรมที่ต้นเหตุ


วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

ฝึกกายฝึกจิต พร้อมกันไป

ชาวพุทธน้อยคนนัก ที่จะฝึกสมาธิ และน้อยกว่านั้นไปอีกที่จะฝึกกายและจิตพร้อมกันไป น่าเสียดายพลังที่จิตสร้างขึ้นว่าไม่ได้สนใจนำมาเสริมสร้างสุขภาพหรือแม้แต่ใช้รักษาโรคกันเท่าใด

วิชชาแก้โรคของศาสนาพุทธมีอยู่ ผู้รักษาต้องผ่านการฝึกจนสมาธิจิตเข้มแข็งก่อน ยากกว่าวิชาพลังจักรวาลหลายเท่า เพราะวิชชาแก้โรคเป็นของธรรมกาย ใช้ตาพระธรรมกายสอดส่องเข้าไปดูสาเหตุ แล้วแก้ที่ต้นตอของสาเหตุ แก้กันถึงกรรม

อย่างน้อยพอเราฝึกสมาธิสงบแล้ว จิตจะมีพลังพอที่จะนำไปใช้เดินลมปราณ พอจะนำกสิณที่เพ่งจนใสสว่างไปเพ่งบริเวณที่เจ็บป่วย เพื่อรักษาโรค

การเกิดเป็นมนุษย์เป็นโอกาสพิเศษกว่าเป็นเทพเทวดา ตรงที่กายมนุษย์เป็นกายหยาบมีความเข้มแข็งกว่ากายทิพย์ หากฝึกจนเข้านิพพานได้ด้วยกายมนุษย์จะดีกว่ามาก แต่ข้อเสียของกายมนุษย์ก็คือ มีอายุขัยจำกัด กว่าจะฝึกสำเร็จก็มักจะแก่เฒ่าเสียก่อน ดังนั้นเราต้องหาทางรักษาสุขภาพให้ดีเพื่อจะได้มีเวลาฝึกด้วยกายมนุษย์ได้นานๆ


หนามยอก ใช้หนามบ่ง

คอยใช้สติตามรู้สภาวะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปในจิตดูให้ตลอด

  • ถ้าเผลอคิดเป็นคำพูด ให้แก้ด้วยบริกรรมภาวนาอย่าให้ขาดตอน
  • ถ้าได้ยินเสียงหนวกหู ให้ใจอยู่กับปัจจุบันแล้วฟังเสียงที่เราภาวนาในใจแทน
  • ถ้าเผลอคิดเห็นภาพ ให้แก้ด้วยบริกรรมนิมิตรูปร่างง่ายๆ เช่น ดวงแก้ว
  • ถ้ายิ่งสู้ ทำให้ยิ่งคิด ยิ่งไม่สงบ ให้ตามรู้ลมหายใจเข้าออกเฉยๆ
  • ถ้ารู้สึกทรมานเมื่อยขบ ให้พักจนสบายกายเสียก่อนจึงฝึกต่อไป
  • ถ้าสู้ไม่ไหว ให้ปล่อยจิตไปตามสบาย แล้วจิตจะเหนื่อย จะหยุดเองนั่นแหละ

ที่สำคัญคือ ต้องมีสติกำกับตามรู้ตลอดเวลา เพื่อแก้ไขทันที


ลืมตาแบบหลับตา

บางครั้งพยายามกำหนดภาพนิมิตดวงแก้วกลมใส อยากเห็นชัดๆ อยากเห็นใสๆ แต่ก็ไม่ชัดไม่ใส ให้หลอกตัวเองว่าไม่ได้หลับตาอยู่ทั้งๆที่กำลังหลับตาอยู่จริงๆ พอนึกว่าตนเองลืมตาเท่านั้นเอง จะเห็นภาพที่อยากเพ่งชัดขึ้นมาเอง ต้องฝึกนึกว่าลืมตาทั้งที่กำลังหลับตา


วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

ปัจจุบัน

ฝึกจิตตามรู้สภาวะในปัจจุบัน ต้องรู้ว่าในแต่ละขณะเราใช้จิตทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจิตกำลังนึกเห็นภาพ จิตกำลังจดจำ จิตกำลังคิด และจิตกำลังรู้

ความรู้สึกถึงความเป็นปัจจุบันในสมาธิ ต้องปล่อยความห่วงใยต่อสิ่งที่ผ่านเลยไป ไม่ต้องกังวลถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำปัจจุบันให้สั้นลงเรื่อยๆ จิตก็จะเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

หากจะคิดถึงอดีตอนาคต ต้องรู้เสมอว่าเรากำลังคิดนึกอะไรอยู่ในปัจจุบัน

 
Back to previous page   Go to next page


 

Hosted by www.Geocities.ws

1