MINE AGAIN

- Sequel to Don't Forget About Us -

Randall K. Orton X John F.Anthony Cena

Song Inspired by Mariah Carey
AU fiction by Tong

------------------------------------

" 7-eleven สวัสดีค่า"

ทันทีที่สัญญาณต้อนรับหน้าประตูส่งเสียงร้อง เสียงของพนักงานหนุ่มสาวประมาณ 3-4 คนภายในร้านขานรับลูกค้าออกมาพร้อมๆ กันราวกับกดสวิตช์ ใบหน้าสวยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะค้อมศีรษะลงเป็นการทักทายตอบ ก่อนที่เขาจะสาวฝีเท้าเข้าไปคว้าหูจับตะกร้าใส่ของ แล้วหายเข้าไปหลังชั้นวางสินค้า

อยากรู้จริงว่ามีใครบ้างที่ชอบเสียงกริ่งบาดหูหน้าประตู แม้เพียงเดินเฉียดเข้าไปในรัศมี 2 ฟุตมันก็ดังได้ แถมสายตาหลายคู่รวมกันมองมาที่จุดเดียวราวกับพยายามเค้นว่า เข้ามาตากแอร์แต่ไม่ซื้อแกตาย พร้อมกับเสียง " 7-eleven สวัสดีค่า" ต้อนรับทุกครั้ง แม้ว่าเราแค่พยายามจะมาที่นี่เพื่อซื้อน้ำแร่แค่ขวดเดียว ? แน่นอนว่าคนที่ชอบเป็นเป้าสายตาหรือจุดเด่นต้องชอบแน่ คงจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนดัง หรือใครก็ตามที่ควรคู่แก่การเอาใจใส่ แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั่นไม่ใช่จอห์นแน่

จอห์นหลับตา ริมฝีปากสีเชอรี่พ้นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปตรงมุมเครื่องดื่มเพื่อเลือกซื้อของที่ต้องการใส่ตระกร้า แม้ว่าจะเคยใช้ชีวิตอยู่ใน Boston, Massachusettes มากว่า 4 ปี ทว่าพอห่างหายจากที่แห่งนี้ไปถึง 5 ปี เมื่อกลับมาอีกทีก็พบว่ามีหลายๆ สิ่งที่เปลี่ยนไป

เสียงริงโทนและระบบสั่นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า ทำให้จอห์นละมือจากห่อขนมปังแผ่นมาเพื่อรับสาย ดวงตาสีฟ้าสวยก้มลงมองหมายเลขที่โชว์อยู่บนหน้าจอ ก่อนจะเลื่อนหูพับขึ้น เหน็บหูตะกร้าใส่ของไว้ที่ข้อพับแขน แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

"หวัดดีฮะพ่อ..............อ๋อ ตอนนี้ถึงบอสตันแล้วครับ...................พักโรงแรมที่พ่อบอกนั่นแหละ สวยดีครับ ชอบมาก.........................ครับ...........ครับ....คร้าบ พ่อไม่ต้องห่วงหรอก ผมแก่ปูนนี้แล้ว........ ฮ่ะๆ.......ก็จริงมั้ยล่า............แม็ทหรอ......ครับ..........อ๋อ ก็ดีเหมือนกันนะ" ใบหน้าสวยกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ในระหว่างที่ตั้งหน้าตั้งตาเลือกซื้อของต่อไป แม้จะดูทุลักทุเลไปนิดก็ยังคล่องแคล่วว่องไว นี่แหละความสามารถพิเศษของจอห์นที่กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน ดูรีบร้อนอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าเป็นคนรอบคอบอย่างน่าเหลือเชื่อ

"คร้าบ..........ถึงแม่เหรอ คิดถึงละกัน ..........คุณย่า แม็ท แดน แล้วก็บู๊กด้วย........สตีฟด้วย ถ้ารายนั้นยอมกลับบ้านนะ......ครับพ่อ ไม่ต้องห่วงครับ..........กลับเหรอ คงประมาณอาทิตย์หน้า แต่ก็ไม่แน่ล่ะครับ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อืม..........ฮ่ะๆ ก็ว่างั้นแหละ................ฮะ....โอ๊ะ !!! "

"ขอโทษครับ"

"ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษคุณ.......พ่อ แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวค่ำๆผมโทรไปใหม่" จอห์นวางสาย พลางก้มเก็บของที่เคยถือซ้อนกันไว้ในมือข้างขวา รวมทั้งของของคู่กรณีที่หล่นปนเปกันไปหมด

เสียงทุ้มกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพซ้ำแล้วซ้ำอีก มือของคนทั้งสองช่วยกันเก็บพร้อมกับแยกของของแต่ละคนออกจากกัน จนมือแทบพันกันยุ่ง "ขอโทษนะครับ ผมไม่ทันระวัง........คุณ....."

"ผมเองก็ขอโทษด้วยครับ เดินไม่ดูเลย ขอโทษนะ....ค..เฮ้ย.......แรนดี้ ?"

"จอห์น...พระเจ้า.......เป็นนายจริงๆ"

I remember when you used to be mine
Way back when
I was too naive to love you, right?

ทันทีที่แรนดี้ปิดประตูรถยนต์คันงามของเขา แขนของคนทั้งสองก็กระหวัดเข้าโอบรัดกันและกันทันที ร่างทั้งสองร่างแนบสนิทกันราวกับไม่ต้องการให้เกิดระยะห่างจากกันอีกแม้เพียงอากาศผ่าน จอห์นรู้สึกว่ามือของตัวเองสั่นขึ้นมาน้อยๆอย่างควบคุมไม่อยู่ ร่างบางซุกใบหน้าขาวใสลงบนบ่ากว้าง ใช้ไหล่นั้นต่างผ้าซับน้ำตาแห่งความปิติ

จอห์นคลายกอด วางฝ่ามือทั้งสองลงพาดบนหน้าอกกำยำ ผละใบหน้าสวยออกมาจากไหล่ของร่างสูง เขาเพียงอยากจะมองใบหน้านี้ให้ชัดๆ ครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบหน้าแรนดี้มันนานเท่าไรแล้ว 6 หรือ 7 ปี จอห์นไม่แน่ใจ ทว่าแรนดี้ในวันนี้ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ร่างสูงดูสง่ามีมาดในชุดสูทสีดำ ตัดกับเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม และเน็คไทเดียวกับเสื้อสูท ผมสีน้ำตาลเข้มถูกตัดในทรงเรียบร้อยแต่ใช้เจลแต่งผมแต่งให้ดูทันสมัย กลิ่นน้ำหอมราคาแพง นาฬิกาโรเล็กซ์เรือนทอง เสริมให้แรนดี้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จอห์นคุ้นเคยคือดวงตาสีเทาอมฟ้าอ่อนๆ ยังเป็นดวงตาที่ดูอ่อนเยาว์เสมอ

จอห์นทาบฝ่ามือลงข้างแก้มของแรนดี้ พลางลูบเบาๆ จอห์นส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อว่านี่คือความจริง

"กลับมาบอสตันตั้งแต่เมื่อไหร่ ?" แรนดี้ถามเสียงแผ่ว

"กลับมาอยู่บ้านได้เดือนกว่าแล้ว แต่เพิ่งมาบอสตันได้ 2 วัน" น้ำเสียงของจอห์นฟังดูเกร็งๆ ริมฝีปากสีเชอรี่สั่นน้อยๆ อย่างบอกไม่ถูก "นี่ชั้นเป็นบ้าอะไรไปเนี่ย นี่แรนดี้ไง แรนดี้ ไม่เห็นต้องเกร็งเลย"

จอห์นพูดกับตัวเอง เรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งสองได้ชุดใหญ่

แรนดี้ยิ้มอ่อนโยน เขากุมมือจอห์นไว้หลวมๆ "แล้ว...มาเที่ยวเหรอ ?"

"เปล่าหรอก มาสัมภาษณ์งานต่างหาก คือชั้นอยากได้งานใกล้ๆบ้าน ก็เลยลาออกจากงานที่ LA ...แล้วนายล่ะ ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ? เรียนต่อหรือเปล่า ?"

แรนดี้หัวเราะลงคอ นัยน์ตาสีเทาอมฟ้านั่นหยาดเยิ้มราวกับกำลังมองภาพฑูตสวรรค์หรือนางฟ้าอยู่ทีเดียว "หัวอย่างชั้นไม่มีปัญญาเรียนต่อหรอก ตอนนี้ก็ช่วยงานที่บ้านน่ะ พ่อส่งให้ไปดูแลกิจการสาขา NYC นี่ก็มาบอสตันเรื่องงานเหมือนกัน ถ้ารู้ว่านายอยู่นี่ชั้นคงไม่รีบกลับหรอก" แรนดี้หน้าสลดลงทันทีเมื่อพูดถึงการเดินทางกลับนิวยอร์ค สุดหล่อไล้นิ้วหัวแม่มือบนริมฝีปากสีแดงของจอห์น

"...นายจะกลับแล้วเหรอ"

"มะรืนนี้น่ะ"

"อืม.......ไม่เป็นไรหรอก โอกาสหน้ายังมี" แม้เสียงจะดูเศร้าลงไปมากแต่จอห์นก็ฝืนยิ้ม

But now if I only had the opportunity
I would do anything
Because my heart still believes

แรนดี้ไม่อยากจะออกรถ เขาอยากจะอยู่กับจอห์นให้นานกว่านี้ แต่ทว่าหน้าที่การงานที่กำลังรอคอยเขาอยู่ก็ยังมีอีกล้นมือ แรนดี้สตาร์ทเครื่องก่อนจะออกรถพาจอห์นไปส่งที่โรงแรมก่อนที่ตัวเขาเองจะแยกไปประชุม ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเปรยออกมาเบาๆ

"ขอโทษที่ขาดการติดต่อไปตั้งแต่ตอนใกล้เรียนจบ"

"ช่างเหอะ เราก็ได้เจอกันแล้วนี่"

"จอห์น... ชั้นคิดถึงนายแทบบ้า"

"ชั้นก็เหมือนกัน แรนด์"

Maybe you could be mine again
Maybe we could make that dream for real
Like way back then
When love was yours and mine
Maybe we could bring it back to life

---------------------------------------------------------------------------

ร่างเพรียวซึ่งในขณะนี้มีเพียงแค่ผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดคาดเอวล้มตัวราบกับเตียงนุ่ม พลางเอื้อมเรียวสวยมารับโทรศัพท์ที่ถูกตั้งไว้ที่โต๊ะวางของหัวเตียงอีกฝากอย่างเรียบเร่ง ทำให้เสียงกริ่งโทรศัพท์ของโรงแรมที่ดังอยู่นานพักใหญ่เงียบลง จอห์นขยับริมฝีปากสีแดงสดกรอกเสียงลงไป ผิวกายขาวราวสำลีถูกระบายด้วยสีชมพูอ่อนๆ หลังจากอาบน้ำอุ่นให้สบายตัว

"สวัสดีครับ"

"........จอห์น"

"อ๋อ แรนดี้ ว่าไง" จอห์นอมยิ้มทันทีเมื่อรู้ว่าปลายสายคือแรนดี้

แรนดี้พยายามกดเสียงพูดเบาๆ เสียงบรรยากาศรอบกายเขาพอทำให้จอห์นเดาได้ว่าแรนดี้ต้องยังอยู่ในบริษัทแน่ "คือ...ชั้นเพิ่งเลิกประชุมน่ะ วันนี้เลิกเร็วกว่าปกติด้วย"

จอห์นสำลักขำทันทีเมื่อได้ฟังเพื่อนรุ่นน้องกระซิบบอกผ่านทางโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นภูมิใจ จอห์นรู้ดีว่าการประชุมประจำปีของบริษัทจะเลิกช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคณะผู้บริหาร ซึ่งนั่นก็แรนดี้เองไม่ใช่หรือไง "อ๋อเหรอ...แล้วไงล่ะ"

"คือเชื่อมั้ยว่าชั้นยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว" แรนดี้ยังรักษาบทบาทแรนดัลน้อยผู้น่าสงสารต่อไป จอห์นกรอกตาไปมาพลางกัดริมฝีปาก หากสมองของจอห์นยังไม่ได้ฟั่นเฟือนไป เขาจำได้ว่าเมื่อราวเที่ยงวันขณะที่แรนดี้มาส่งจอห์นที่โรงแรม เจ้านั่นขับรถไป ยัดพัฟเข้าปากตามด้วยกาแฟอั่กๆ "แบบว่า......ไปดินเนอร์กันเหอะนะ"

น่าตลกที่ทั้งคู่ยังต้องพยายามใช้ภาษาอ้อมค้อมตลอดเวลาที่คุยกัน ราวกับว่าเพิ่งได้รู้จักกันไม่นานทั้งที่แต่ก่อนสนิทกันอย่างกับอะไรดี จอห์นรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับนักเรียนไฮสคูลที่กำลังถูกรุ่นน้องมัธยมต้นขอนัดเดท "พูดมาซะตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง" จอห์นรำพัน "ที่ไหนล่ะ ?"

"เอาเป็น...ที่มารีนดีมั้ย ? ที่อยู่ถัดจากมหา ' ลัยไปสามบล็อกน่ะ"

"ที่ท่าเรือ ? จะไประลึกความหลังหรือไงนะเจ้าบ้า"

"ก็นายเคยบอกชั้นเองว่าชอบร้านนั้นที่สุด"

It's irrelevant to dwell on the past
I'm accountable for what went bad
And I mean that

ทั้งคู่ต่างเข้าใจ แม้เพียงคำพูดไม่กี่คำ ' มหาลัย ' ที่แรนดี้พูดถึงนั้นหมายถึงมหาวิทยาลัยบอสตันที่ทั้งคู่เคยเรียนอยู่ด้วยกัน ส่วน ' ท่าเรือ ' ของจอห์นก็คือจุดรอเรือสำราญที่จะล่องไปยัง ' มารีน ' ร้านอาหารและจุดชมวิวกลางทะสาปสวยที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยบอสตัน และอพาร์ตเม้นท์ที่ทั้งสองเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกว่า 2 ปี

"แต่ชั้นว่านายจำผิดแล้ว" จอห์นเปรยออกมาเบาๆ "นึกดูดีๆสิ ชั้นเคยบอกว่าชอบที่ไหนที่สุด..."

แรนดี้นิ่งไป ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาไม่แพ้กัน "........ที่ที่มีชั้นอยู่"

"ใช่...........อีกประมาณ 20 นาทีชั้นคงไปถึง แล้วเจอกันที่ท่าเรือ" จอห์นเปลี่ยนเรื่องในทันที ร่างสวยสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด ก่อนจะใช้หลังมือซับหยดน้ำใสๆ ที่จู่ๆก็รื้นในคลองตาอย่างไร้เหตุผล

"เดี๋ยวจอห์น...แต่ชั้นขอเวลาซัก 40 นาทีได้มั้ย ?"

"ทำไมล่ะ นายอยู่ใกล้ 5 นาทีก็น่าจะถึงแล้วไม่ใช่หรือไง"

"แหม ขอเวลาผมกลับโรงแรม อาบน้ำอาบท่า แต่งตัวหล่อๆหน่อยนะคร้าบ"

"โอเค งั้นอีก 40 นาทีเจอกัน"

But I keep on praying for another chance
Just to have you back
Cause I've grown
And I know how to be your everything

จอห์นโยนหูโทรศัพท์กลับลงแป้น ก่อนที่จะพลิกตัวนอนหงายราบไปกับพื้นเตียงสีขาวสะอาด ดวงตาสีฟ้าสว่างค่อยๆถูกบังด้วยเปลือกตาที่ประดับไว้ด้วยแพรขนตางอน เกือบ 7 ปีมาแล้ว...มันนานพอที่จะลืมอดีตอันแสนขม แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่แปลกที่คนน่ารักอย่างจอห์นจะได้เจอกับคนดีๆมากมายยินดีหยิบยื่นความรักให้ และเขาก็เปิดใจรับมันอย่างดีเสมอ ชีวิตจอห์นคงจะมีความสุขในฮาววาร์ดหรือแม้แต่ใน LA ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีนั้นที่ชีวิตยังไม่เคยหยุดเดินไปข้างหน้า

หากไม่ติดตรงที่ว่าจอห์นยังไม่เคยลืมรูมเมทที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 3 ปีอย่างแรนดี้ได้เลย

Maybe you could be mine again
Maybe we could make that dream for real
Like way back then
When love was yours and mine
Maybe we could bring it back to life

---------------------------------------------------------------------------

แรนดี้กับจอห์นนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวริมสุด ทำให้เห็นวิวพื้นน้ำไหวเป็นระรอกตามแรงลมที่โชยพัดเอาไอความหอมของน้ำในทะเลสาปติดมาด้วย ตาของจอห์นจ้องอยู่ที่เปลวเทียนที่สะบัดวูบไปมาตามลม สลับกับหน้าของแรนดี้ ลากเรียวนิ้ววนรอบแก้วไวน์แดงราคาแพงนั้นไปมาอย่างเขินอาย

...เขิน ? ทำไมต้องเขินด้วย ?... จอห์นคิด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกเช่นนั้นจริง

ดวงตาสีเทาอมฟ้าจ้องคนตรงหน้าไม่ยอมกระพริบ ใบหน้าหล่อคมคายระบายด้วยรอยยิ้มจางๆอยู่ตลอดเวลา สายตาเจ้าชู้นั่น...แรนดี้ยังเหมือนเดิม แม้หลายๆอย่างในตัวเขาจะเปลี่ยนไปมากก็ตาม ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทกับเชิ้ตสีม่วงเข้ม แต่ไม่มีเน็คไท คอเสื้อถูกปล่อยสบายๆ ทำให้แรนดี้ดูหล่อสมวัยโดยยังคงมาดผู้ดีอยู่เช่นเดิม

ชายหนุ่มมองใบหน้าของเพื่อนร่วมโต๊ะสลับกับบางที่ที่ต่ำลงมา จอห์นก้มลงมองลำคอตัวเองทันทีเมื่อแรนดี้เริ่มเลียริมฝีปาก แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ.........ในความคิดของจอห์น

ไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับว่าคืนนี้จอห์นดูสวย เรียกได้ว่ายิ่งอายุมากขึ้นยิ่งสวยแปลกตาขึ้นกว่าที่เคยเห็น คืนนี้จอห์นดูสว่างไสวใต้แสงเทียนนุ่มละมุน เรียกให้หนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ที่เดินผ่านไปมาต้องชำเลืองมองอยู่เรื่อย จอห์นไม่ถนัดแต่งตัวเป็นทางการ ผิวสวยนั้นถูกเสื้อนอกมีฮู้ดสีน้ำตาลเข้มปกคลุมจากลมหนาว ภายในใส่เสื้อบาสเก็ตบอลสีชมพูอ่อนดูเข้ากับจอห์นที่สุด สวมกางเกงแบ๊กกี้สี่ส่วนกับหมวกไวเซอร์สีดำ รองเท้ารีบอกซ์สีขาว ดวงตากลมโตสีฟ้าสด ผิวที่ขาวราวเกล็ดหิมะเดือนสิบสองราวกับเรืองแสงได้ภายใต้แสงเทียน ริมฝีปากอิ่มสีเดียวกับกุหลาบแดงในแจกัน เส้นผมสีบลอนด์ทอง.....ถ้าคนคนนี้ไม่เรียกสวย แล้วใครจะสวยได้อีก

"ชั้นว่า.........คอนายโล่งๆ นายเหมาะกับเพชรนะ อยากได้จี้เพชรซักเส้นมั้ย ?" แรนดี้ถามโพล่งขึ้นมาทันทีที่เด็กเติมไวน์เพิ่งทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จแล้วเดินจากไป ร่างสูงทำทีเป็นเอื้อมมือมาลากปลายนิ้วไปตามแนวกระดูกไหปลาร้าที่ออกมาโชว์ความขาวหน้าสลอน เสื้อบาสเก็ตบอลที่คอกว้างอยู่แล้วยิ่งกว้างยิ่งขึ้นเมื่อจอห์นนั่งค้อมหลังเช่นนี้

"ถ้าอยากได้คงไม่ต้องรอให้นายถามหรอกน่า" ร่างสวยตอบพลางยิ้มรับ จอห์นค่อยๆเหยียดตัวขึ้นนั่งพิงพนักเก้าอี้ ก่อนจะยกมือขึ้นจัดคอเสื้อตัวเองให้เข้าที่ แรนดี้มองตามพลางหัวเราะขัน

"จัดดีๆ หนุ่มๆโต๊ะอื่นแย่งชั้นมองกันจนน้ำลายจะท่วมร้านอยู่แล้ว"

"ทีหลังก็บอกมาตรงๆเลย ไม่ต้องเอามือมาจับหรือพยายามจะทำเป็นซื้อของให้หรอกน่า" จอห์นพูดติดตลก รอยยิ้มสดใสที่สามารถดับแสงเทียนตรงหน้าได้ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าสวย ทุกทีที่มีจอห์นอยู่...มักจะดูสดชื่นกว่าที่ไหนๆในโลกเสมอเลยสิน่า

"เฮ้ย ไม่ได้แกล้ง ชั้นอยากซื้อให้จริงๆ ส่วนที่เอามือจับ...ก็แสดงความเป็นเจ้าของไง" จอห์นหัวเราะ ก่อนที่แรนดี้จะหัวเราะตามมาเมื่อนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป "เออนี่จอห์น นายมีแฟนหรือยัง ?"

"ถามอะไรของนาย เนี่ย ไม่มีหรอกเฟ้ย นี่ก็จะ 30 อยู่รอมร่อแล้ว คงไม่มีเหยื่อรายไหนหลงมาแล้วล่ะ"

"ไม่จริงอ่ะ นายเซ็กซี่ซะขนาดนี้ แล้วตอนอยู่ฮาววาร์ดล่ะ ?"

"ก็มีบ้าง แต่ไม่ถูกใจเท่าไหร่"

"โธ่...ชั้นว่านะจอห์น ถ้าเด็กฮาววาร์ดอัจฉริยะจริงอย่างว่า คงเพลาเวลาการทำวิทยานิพนธ์บ้าๆ มาหาวิธีมัดใจนายยังจะดีซะกว่า"

"ต่างคนก็ต่างเรียนน่ะ ไม่มีเวลาหรอก ที่สำคัญหนุ่มฮาววาร์ดถ้าไม่เซล์ฟจัดก็เพี้ยนไปเลย แล้วนายจะให้ชั้นเลือกใครไม่ทราบ"

เสียงหัวเราะของคนทั้งสองดังประสานกันไปเบาๆ บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปอย่างสบายๆ สารทุกข์สุขดิบ เรื่องงาน เรื่องชีวิต รวมทั้งเรื่องเก่าๆ ยิ่งอดีตถูกขุดขึ้นมาคุยมากเท่าไหร่ ก็ราวกับบรรยากาศเดิมๆ และช่วงเวลาเก่าๆ กลับคืนมาด้วย

No, no it ain't over yet
I just can't accept the possibility

"ถ้าไม่ได้ซิโมน่า ชั้นก็คงโง่อยู่อย่างงั้น"

"ใช่ ชั้นด้วย เธอทำให้ชั้นรู้สึกตัวว่าชั้นเริ่มจะหึงนายบ้างแล้ว" จอห์นเปรยขึ้นมา พลางทอดสายตาไปบนผืนน้ำสีดำมะเมื่อมในความมืด "...เราผ่านอะไรมาด้วยกันก็มากนะ น่าเสียดายวันเวลาเก่าๆ" จอห์นถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะหันมาสบดวงตาสีเทาอมฟ้าขุ่นอีกครั้ง

We weren't made for each other's arms
I know you're my destiny

"เราอาจจะยังรักกันอยู่"

"................รักสิ...รักมาก...." แรนดี้ตอบรับประโยคที่ไม่สามารถจะจับใจความได้ของจอห์นขึ้นมาทื่อๆ

We can't erase what was meant to be
Part of you and part of me

"ทั้งที่ชั้นบอกนายเองว่าถ้าเราเลิกกันจะดีกว่า แต่ก็ยังคิดอยู่ตลอดเวลาที่ไม่มีนายแล้ว...ว่าถ้าเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมก็คงจะดี" จอห์นก้มหน้าลงพลางยิ้มออกมาเศร้าๆ แรนดี้เม้มริมฝีปากตัวเองแน่น ก่อนจะค่อยๆเลื่อนฝ่ามือของเขาวางทาบกุมฝ่ามือที่เริ่มเย็นไปตามอุณหภูมิด้านนอกของจอห์นเอาไว้

If we try one more time
Maybe somehow we'll survive

"จอห์น........."

.
.
.

"นี่นาย...แต่งงานแล้วเหรอแรนดี้ ?"

ดวงตาของจอห์นเบิกกว้าง พลันทักขึ้นเมื่อเห็นว่าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเพื่อนซี้สวมแหวนทองคำขาวเอาไว้ แรนดี้ชักมือกลับทันควันลงไปซุกไว้ใต้โต๊ะ "ชั้น......ใช่ แต่งได้เดือนนึงแล้ว"

บทสนทนาที่เคยดำเนินมาอย่างราบรื่นกลับหยุดชะงักลง จอห์นเบือนหน้าออกไปด้านนอก ส่วนแรนดี้นั่งมองมือตัวเอง ปล่อยให้เหลือเพียงเสียงเพลงบัลลาร์ดที่เปิดไว้แผ่วๆดังคลอไปกับความเงียบงันที่คนทั้งคู่สร้างขึ้น

"เธอชื่อซาแมนธ่า" แรนดี้เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบในเวลาเช่นนี้

"เหรอ............" เพียงคำสั้นๆที่เล็ดรอดออกจากริมฝีปากสีเดียวกับไวน์แดงที่จอห์นยกขึ้นจิบ เขาเงียบไปอีกครู่ใหญ่ ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วเงยหน้าขึ้นสู้สายตากับแรนดี้อีกครั้ง "เธอเป็นคนยังไงเหรอ ? เหมาะกับนายหรือเปล่า ?"

"..........................." แรนดี้ถอนหายใจ เขาเอื้อมไปกุมมือจอห์นเอาไว้อีกครั้ง "อืม เธอเป็นลูกสาวคณะกรรมการบริหารของบริษัทพ่อน่ะ ตอนนี้เธอเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทสาขา NYC ก็เข้ากันได้ดี อยู่กันมาได้เกือบสามเดือนแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร แม่ชั้นค่อนข้างชอบเค้าน่ะ"

"ดีแล้ว ชั้นว่านายเหมาะกับชีวิตแบบนี้นะ" จอห์นชักมือกลับ ใบหน้าสวยดูซีดลงไปขนัดตา จอห์นถอนหายใจเป่าควันขาวๆออกมาทางปาก เขาเงียบลงไปอีกแต่ในแววตากลับสับส่ายราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างตลอดเวลา "แรนด์ ชั้นมึนหัวชะมัด อยากกลับโรงแรมแล้วล่ะ เช็คบิลเถอะนะ"

แรนดี้ไม่ได้พูดอะไร เขานิ่งไปเช่นกัน มือใหญ่กำมือตัวเองแน่น สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ แม้เผินๆจะคล้ายกำลังมองที่เปลวเทียนตรงหน้า ทว่าก็ดูเหมือนเขากำลังเพ่งมองอะไรซักอย่างในที่อันไกลแสนไกล "เช็คบิลด้วยครับ"

---------------------------------------------------------------------------

ทั้งคู่หยุดฝีเท้าลงที่หน้าห้องพัก #17023 ของโรงแรมสไตล์อบอุ่นชาญเมืองบอสตัน จอห์นถอดเสื้อสูทสีดำที่เขาใช้คลุมไหล่อยู่นั้นคืนให้กับแรนดี้ "ขอบคุณมากนะ" จอห์นพูด ก่อนจะหันกลับไปรูดคีย์การ์ดเปิดห้อง ร่างเพรียวเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตูให้เปิดออก แต่แรนดี้กลับยังไม่ยอมขยับเขยื้ยนกายไปไหนราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

ร่างสูงคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ ก่อนจะรั้งคนที่ตัวเล็กกว่าเข้ามากอดไว้แน่น ใกล้จนสามารถสัมผัสได้ถึงเสียงการเต้นของหัวใจและกลิ่นหอมอ่อนๆจากไรผมสีบลอนด์ทอง

Maybe you could be mine again
Maybe we could make that dream for real
Like way back then

จอห์นก้าวเท้าถอยไปก้าวหนึ่งตามน้ำหนักของแรนดี้ซึ่งเทลงมาที่เขา ทว่าหนุ่มหน้าสวยกลับขืนผลักอีกฝ่ายออกไป แรนดี้มองจอห์นอย่างไม่เข้าใจ เขาต้องการจอห์น อยากจะใช้เวลาชั่วคืนนี้กับคนที่เขารัก แต่ทำไมจอห์นถึงปฏิเสธเขา ?

"ชั้นยังรักนายนะจอห์น ยังรักเหมือนที่เคยรัก"

"ชั้นก็รักนาย ออร์ตั้น...และชั้นก็รักนายมากกว่าที่นายอาจรู้ ดังนั้น ถ้าเรายังรักกันก็ทำให้มันถูกเถอะ ทั้งชั้นทั้งนายรู้ดีหากนายเข้ามาอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้......พอแค่นี้ดีกว่า ฝันดีที่รัก ขอบคุณสำหรับดินเนอร์สุดวิเศษ"

When love was yours and mine
Boy maybe we could bring it back

จอห์นเขย่งเท้าขึ้นจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากของแรนดี้ ก่อนที่แรนดี้จะโอบกอดจอห์นเอาไว้อีกครั้ง จอห์นหลับตาลงช้าๆ ดื่มด่ำรสจูบที่ทั้งหวานและแสนขมในคราเดียว เรียวลิ้นที่แทรกผ่านริมฝีปากสีสดเข้ามาโอบรัดไม่ได้ให้ความรู้สึกรุกล้ำ น่าแปลกที่กลับเป็นความรู้สึกโหยหาและไม่อยากจากไป จอห์นคิดถึงคืนวันเก่าๆ วันที่แรนดี้ยังเป็นของเขา และเขาก็เป็นของแรนดี้

Maybe we could bring it back

"จะให้ชั้นทิ้งทุกอย่างก็ได้ ขอแค่ได้นายกลับมา" แรนดี้ทิ้งท้าย ก่อนชายหนุ่มจะต้องบอกลา "จอห์น ชั้นรักแซม แต่เธอไม่เหมือนนาย ชั้น......."

จอห์นยิ้ม เขาจับมือใหญ่นั้นเอาไว้หลวมๆ "อย่างี่เง่าน่า ฟังชั้นนะแรนด์ นายได้ชั้นกลับมาแล้วนี่ไง ตราบใดที่นายยังต้องการชั้นอยู่ ราตรีสวัสดิ์สุดหล่อ"

---------------------------------------------------------------------------

ชายหนุ่มกดปลดล็อคประตูรถจากรีโมตคอนโทรลที่กุญแจ ก่อนจะเปิดประตูแล้วทิ้งตัวลงบนเบาด้านที่นั่งคนขับ แรนดี้ถอนหายใจพลางยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นลูบหน้า คืนนี้ช่างเป็นคืนอันแสนสุขบนความโศกของเขาเสียจริง ชายหนุ่มหัวเราะลงคอเย้ยหยันในโชคชะตา เขามองที่แหวนทองคำขาวซึ่งถูกสวมอยู่บนนิ้วนางซ้าย

Maybe we could bring it back to life

แรนดี้บิดกุญแจเพื่อติดเครื่องรถยนต์ แต่ทันทีที่เครื่องยนต์เฟอรารี่คันงามติด เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังทันที ' เบอร์ไม่คุ้น ' เขาคิด ก่อนจะกดเปิดอ่านข้อความอย่างฉงนสนเท่ห์ใจ

--- here's my cell phone no. call me anytime u want. P/s I'll always be yours,handsome from John ---

แรนดี้กระตุกยิ้ม รูปหล่อทิ้งกายพิงกับพนักพิงก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียดอย่างสบายใจ

"ซักวัน เราจะต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม จอห์น"

Maybe you could be mine...

 


::.. F I N ..::

 
 


(C) 2005 DESTINY BY TONG

 
Hosted by www.Geocities.ws

1