
|
[ - - SPECIAL SCOOP - - ] |
| LUCIFER IN THAILAND |
| MAKOTO IN DUTCH MILL |

|
+ + FROM JAPANDB BOARD + + |
|
8 มกราคม
2 ทุ่มกว่าๆ
ในขณะที่กำลังกินเลี้ยงอยู่กับพี่ๆ ที่บริษัท มือถือของเราก็ดังขึ้นพร้อมกับ
หน้าจอซึ่งโชว์คำว่า Unlimited วันที่ 20 นี้มาโกโตะมานะ!
เสียงตื่นเต้นของพี่กริชเจ้าเก่าดังมาตามสาย อะไรนะคะพี่ 20 ที่จะถึงเนี่ยเหรอคะ?
เราถามแบบไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองซักเท่าไหร่ ก็ 20 นี้ล่ะ เค้าจะมาเป็นสักขีพยาน
ในงานแถลงข่าวของ RS กับทางเรา ยังไงก็ช่วยโปรโมทให้พี่ทีนะ ได้เลยค่ะ
แล้วจะบอกน้องให้ ปาก ก็พูดไปอย่างนั้นละ แต่ใจกำลังคิดว่าจะโปรโมทยังไงดี
เพราะรายการ J-POP ที่เราไปช่วยพี่เอ็ดดี้ จัดอยู่น่ะเพิ่งจะโดนถอดออกจากผังรายการแบบสายฟ้าแลบเมื่อสองวันก่อนนี้เอง...
ก็เหลืออยู่วิธีเดียวก็คือโพสกระทู้ผ่านทาง website ต่างๆ แล้วก็ฝากบอกน้องๆ
ที่มีเครือข่าย กว้างขวาง ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีคนเชื่อกันมากน้อยแค่ไหนหลังจากที่รู้ว่ามาโกโตะจะมาเมืองไทย
เราก็ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขา
รวมทั้งสมาชิกในวง ให้มากที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นอาจเกิดหน้าแตกขั้นร้ายแรงได้
แต่โชคดีหน่อยที่คราวนี้ไม่มีโปรแกรม ขึ้นไปเป็นล่ามเหมือนเมื่อคราวที่
เทรุซัง กับ ทากุโระซังมา ก็ได้แต่ลุ้นว่าคงจะไม่ต้องขึ้นไปเป็นล่ามจำเป็น
อีก...เพราะไม่ค่อยอยากจะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงซักเท่าไหร่ 20 มกราคม วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันนั้นเราออกจากบ้านประมาณบ่ายโมง เพราะนัดกับ พี่กริชเอาไว้ที่สนามบิน ตอนบ่ายโมงกว่าๆ เพื่อที่จะเตรียมตัวล่วงหน้ากันก่อน ตอนที่เราไปถึงสนามบิน ก็เพิ่งจะประมาณบ่ายโมงครึ่ง แต่มีน้องๆ หลายกลุ่มที่มาปักหลักจองที่เตรียมต้อนรับมาโกโตะ ซึ่งจะมา ถึงตอนเกือบๆ 4 โมงเย็น เห็นแล้วก็ทึ่งในความพยายามของพวกเธอจริงๆ ในระหว่างที่พวกเราทีมงาน Unlimited Thailand ซึ่งมีกันแค่ 5 ชีวิต กำลังหาอะไรรองท้องกัน อยู่ในร้าน @arrival ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดเป็นระยะๆ ดังจากกลุ่มแฟนเพลง พอใกล้เวลาที่เครื่องจะลง ทีมงาน ของเราก็เตรียมตัวเข้าไปข้างใน เพื่อรับคณะของมาโกโตะซึ่งเดินทางมาจากโตเกียว แต่ก็เกิดการเข้าใจ ผิดนิดหน่อยทำให้เกือบจะเข้าไปไม่ได้ หลังจากเจรจากันอยู่พักนึงทางเจ้าหน้าที่ของการท่าอากาศยาน ก็ยอมให้เรา พี่หม่อง และ พี่แวม เข้าไปถึงที่รับกระเป๋า ในขณะที่พี่กริช และ คุณวรพจน์จาก RS นั้น ล่วงหน้าไปรับมาโกโตะ และ ทีมงานลงมาจากเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เรียกว่ามีลุ้นกันตั้งแต่นาทีแรก เลยทีเดียว...หลังจากที่เรา 3 คน เข้าไปรอที่สายพานรับกระเป๋าได้ซักพัก พี่กริชก็เดินนำทีมพามาโกโตะ ลงมา จากด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อลงมารอรับกระเป๋า ซึ่งกว่าจะยอมออกมาก็เล่นเอาพวกเราหน้าหงิกไป ตามๆ กัน สงสารก็แต่มาโกโตะคุงที่เพิ่งลงจากเครื่องมาเหนื่อยๆ แล้วยังต้องมา ยืนรอกระเป๋าตั้งเกือบ ครึ่งชั่วโมงอีก เท่านั้นยังไม่พอ ในระหว่างที่กำลังรอกระเป๋านั้นก็จะมีคนเข้ามาขอ ลายเซ็นต์กันไม่หยุด หย่อน แรกๆ มาโกโตะคุงก็เซ็นต์ให้ด้วยหน้าตายิ้มแย้มดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่บางคน ขอครั้งเดียวยังไม่พอ ไปพาคนนั้นคนนี้มาช่วยกันขอเต็มไปหมด เรียกว่าไม่เกรงใจกันบ้างเลย พอหลังๆ อาราทาเกะซัง ผู้จัดการ เริ่มกันไม่ให้แจกลายเซ็นต์ เพราะกลัวมาโกโตะคุงจะเหนื่อยเกินไป เราก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า หยิ่งชะมัด ไม่เอาแล้วก็ได้ จากคนที่เข้ามาขอลายเซ็นต์แล้วประมาณ 4 รอบนั่นละ เจ้าค่ะ ไอ้เรานะคัน ปากยิกๆ อยากจะเถียงแทนมาโกโตะคุงเหลือเกิน แต่ก็ยั้งเอาไว้ทัน พอได้กระเป๋ากันเรียบร้อยแล้ว ทีมงานของเราก็เตรียมพร้อมที่จะออกไปฝ่บรรดาแฟนเพลงที่รอ ต้อนรับมาโกโตะคุง โดยมีเนสเตอร์ซัง บอดี้การ์ดหน้าดุแต่ใจดี (ใครที่ได้ไปรับเทรุซัง และ ทากุโระซัง คงจะจำเนสเตอร์ซัง หรือว่า เนสจัง ได้ดีนะเจ้าคะ) เป็นคนนำทีม แค่มาโกโตะคุงเดินผ่านประตูออกไป เท่านั้นละ เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นจนอาคาร 1 ของท่าอากาศยานกรุงเทพแทบร้าว หลังจากเดินไปได้ครึ่งทาง พี่กริชก็หันมาสั่งเราว่า ล่วงหน้าไปรอที่รถก่อนเลยนะ เพราะกลัวว่าเราจะถูกกลืนไปกับคลื่นฝูงชนก่อน ที่จะไปถึงรถ ยังไม่ทันขาดคำสั่งพี่กริชหรอก เราก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปรอที่รถเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรกำลัง จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ภาพที่เราเห็นจากบนชั้น 2 ของรถนั้น เป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ รรดาแฟนเพลงต่างก็ตั้งใจที่ จะได้จับตัวของมาโกโตะคุงแค่นิดเดียวก็ยังดีนั้น ทำให้คณะของเราผ่านออกจากสนามบินมาสู่รถซึ่งจอด รออยู่ข้างนอกด้วยความยากลำบาก แถมยังโดนเบียดให้ออกนอกเส้นทางไปโดนอัดก๊อปปี้อยู่ระหว่างรถ หลายๆคันที่จอดรอรับผู้โดยสารอยู่หน้าสนามบินอีกต่างหาก แต่หลังจากที่ขึ้นรถมาได้โดยสวัสดิภาพ เนสเตอร์ซังก็เอามาเป็นเรื่องตลกซะว่า เราล้มกันตั้งหลายครั้ง ประมาณว่าเดินไม่ได้แล้วเลยต้องยกตัว มาโกโตะลอยจากพื้น กึ่งเดินกึ่งแบกมาจนถึงรถ ยังมีอีกเจ้าค่ะ แฟนๆ เองก็ล้มกัน น่าสงสาร เดินๆ อยู่ก็รู้สึกว่าตัวเองเหยียบอะไรบางอย่าง เลยต้องหยุดแล้วก้มดู เพราะนึกว่าเหยียบแฟนๆ เข้าแล้ว แต่เห็นว่าเป็นรองเท้าที่หลุดระเกะระกะอยู่ ก็เลยค่อยโล่งใจไปต่อได้ มาโกโตะคุงเองก็บอกทันทีที่ขึ้นมา บนรถว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนมารับมากขนาดนี้...เกือบแย่เหมือนกัน แถมถกขากางเกงให้ดูรอยช้ำรอย ใหญ่ซึ่งไม่รู้ว่าไปโดนใครเหยียบมาบ้างเหมือนกัน ส่วนเนสเตอร์ซัง เห็นตัวใหญ่ๆ อย่างนั้น ก็โดนทึ้งจน เขียวเป็นจ้ำเบ่อเริ่มเหมือนกัน แต่ดูท่าทางพวกเขาไม่ค่อยซีเรียสกับการเจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ ซักเท่าไหร่ เพราะคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วว่ายังไงก็ต้องโดนแบบนี้ พอไปถึงโรงแรมเรียบร้อยแล้วมาโคโตะคุง อาราทาเกะซัง ทากานาชิซัง และเนสเตอร์ซัง ก็เอา สัมภาระไปเก็บที่ห้องพัก ก่อนจะลงมานั่งคุยกับพวกเราที่คอฟฟี่ช็อปของโรงแรม ที่น่าตกใจมากก็คือ เนสเตอร์ซังแบกถุงใบใหญ่เขียนว่า Unlimited Records ลงมาจากห้องพัก แล้วบอกว่า มีคนฝาก มาให้ เปิดดูข้างในก็เห็นของที่ระลึกจาก GLAY DOME TOUR 2001~2002 ONE LOVE เต็มไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าขนาดออกทัวร์คอนเสิร์ตกันยุ่งขนาดนั้น ยังมีเวลาฝากของมาให้เราอีก...อะไรจะเป็นคนดีกัน ได้ขนาดนั้น นั่งคุยกันได้พักใหญ่ทีมงานของ Unlimited Thailand ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะทางมาโกโตะ คุงและทีมงาน รวมทั้งพี่กริช มีโปรแกรมไปดินเนอร์กันที่โรงแรมโอเรียนเต็ล (หรูเกินค่ะ ไม่กล้าไปกับ เขาหรอก) แล้วก็เลยไปช็อปปิ้งกันต่อเจ้าค่ะ วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันแถลงข่าวการจับมือกันระหว่าง RS Promotion และ Unlimited Records ทีมงานของเราออกจากโรงแรมกันตั้งแต่ 11 โมงเช้า เพื่อที่จะไปให้ทันนัดสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เวลา เที่ยงตรง ยอมรับว่าศิลปินค่าย Unlimited นี่ทำงานแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกันจริงๆ หลังจากสัมภาษณ์ เสร็จตอน 12.45 น. ก็มีคิวให้สัมภาษณ์นิตยสารเริ่มตั้งแต่บ่ายโมงไปจนถึงเกือบๆ บ่ายสองโมงซึ่ง เป็นเวลา ของการแถลงข่าว แต่ในกรณีของมาโกโตะคุงนั้น ไม่ค่อยเสียเวลากับการเตรียมตัวอะไรสัก เท่าไหร่ เพราะหน้าก็ไม่ต้องแต่ง ผมก็ไม่ต้องเซ็ท ขอแค่มีกระดาษซับมันก็พอ (คนอะไรไม่รู้หน้าใสสุดๆ) ที่เราชอบมากก็คือ ก่อนที่จะขึ้นเวทีแถลงข่าว อาราทาเกะซังถามว่า จะไปดูกระจกเซ็ทผมใหม่อีกรอบ มั้ย? มาโกโตะคุงก็ส่ายหน้า แล้วบอกว่า ไม่เป็นไรหาเอาแถวนี้ล่ะ ว่าแล้วหนุ่มหน้าใสของเราก็คว้าซีดี ที่วางอยู่บนโต๊ะ มาส่องแทนกระจก แถมเซ็ทผมซะหล่อไปเลย ทำให้บรรดาทีมงานแอบอมยิ้มไปตามๆ กัน พอเซ็ทผมเสร็จแล้ว มาโกโตะคุงก็เริ่มท่องบทภาษาไทย เริ่มต้นด้วย สวัสดีครับ... แล้วก็เงียบไป พักใหญ่ ก่อนที่จะหันมาถามว่า Minna Aishiteru tte Taigo de nante iu no? (รักทุกๆ คนเลยเนี่ย ภาษาไทยเค้าพูดว่าอะไรกันเหรอ) ตอนแรกเราก็กะจะสอนว่า รักทุกๆ คนเลย แล้วล่ะ แต่ดูท่าทางคง ออกเสียงลำบากน่าดู เลยสอนแค่ ผมรักคุณ รวมๆ แล้วก็เลยได้บทพูดออกมาว่า สวัสดีครับ ผมชื่อ มาโคโตะ Thailand ผมรักคุณ แค่นี้สาวๆ ก็กรี๊ดกันฮอลแตกแล้ว จริงมั้ยเจ้าคะ 14.15 นาทีโดยประมาณ งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้น แต่กว่าจะถึงคิวมาโกโตะคุง ขึ้นบนเวทีก็เล่นเอาแฟนๆ ลุ้นกันแทบแย่เหมือนกัน สำหรับเรื่องการแถลงข่าวเราคงไม่พูดถึง เพราะคิดว่า แฟนๆ ที่ได้ไปในวันนั้นน่าจะเก็บรายละเอียดได้มากกว่าเราอยู่แล้ว...พอเสร็จจากการแถลงข่าวมีเวลาพัก อีกแค่ประมาณ 10 นาที คิวสัมภาษณ์แบบมาราธอนก็เริ่มขึ้น กว่าจะเสร็จอีกทีก็ประมาณ 5 โมง กว่าเข้าไปแล้วล่ะเจ้าค่ะ พอกลับถึงโรงแรมเท่านั้นล่ะ มาโกโตะคุงก็สั่งซุปแล้วก็สปาเก็ตตี้ (ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะเป็นคาลโบนาร่า) ขึ้นไปทานที่ห้องทันที โดยไม่สนใจว่ามีโปรแกรมไปทานข้าวเย็นกันตอนหนึ่งทุ่ม ตรง เพราะตั้งแต่เช้าได้ ทานแค่ ไข่ดาว แล้วก็ขนมปัง 2 แผ่นเท่านั้น อาหารเย็นของวันนี้ก็เป็นอาหารไทยที่ร้านอาหารสุดหรูริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่คนธรรมดาๆ คงไม่ สามารถที่จะไปทานได้บ่อยๆ งานเลี้ยงวันนี้ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัว มีผู้เข้าร่วมประมาณ 10 กว่าคนซึ่ง ก็คือ มาโกโตะคุง และ ทีมงานจากญี่ปุ่น ฝ่ายบริหารของทาง RS Promotion พี่กริช และ เราซึ่งโดน ลากไปเป็นล่ามจำเป็น ทั้งๆ ที่เสียงก็เกือบจะไม่มีอยู่แล้ว บรรยากาศของอาหารค่ำเป็นไปอย่างสนุก สนานและเป็นกันเอง เพราะส่วนใหญ่จะคุ้นหน้าคุ้นตากันตั้งแต่ตอนไปร่วมงาน GLAY EXPO 2001 ที่ฟุกุโอกะ เมื่อปีที่แล้ว ส่วนมาโกโตะคุง ซึ่งตอนแรกเราคิดว่าไม่ค่อยพูดซักเท่าไหร่ ก็คุยกับทุกคน อย่าง สนุกสนาน แถมแอบกระซิบฝากบอกมาว่า ชอบเมืองไทยมากๆ อยากมาอยู่เมืองไทย สมาชิกคนอื่นของ ลูซิเฟอร์ก็น่าจะชอบเหมือนกัน อาหารไทยอร่อยมาก เสียดายที่วันนี้ทานได้ไม่ค่อยเยอะเพราะเมื่อกี้ เพิ่งทานมาจากโรงแรม อยากเรียนมวยไทยมากเลย น่าสนุกดี แต่อย่างผม สงสัยต้องไปฟิตร่างกาย อีกเยอะ ถ้าไม่มีโอกาสได้ทานข้าวด้วยกัน ก็คงไม่รู้ว่านอกจากจะคุยเก่งแล้ว มาโคโตะคุงยังเป็น คนชอบ ลองอะไรแปลกๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะนาวโซดาที่บอกว่าอยากลองกินเพราะแก้วสวยดี ตามมา ด้วยน้ำแตงโมที่เห็นว่าสีแปลกๆ แต่พอได้ลองก็รู้สึกจะติดใจ เพราะสั่งต่อเป็นแก้วที่สอง รวมทั้ง ไอศกรีม น้อยหน่าที่พนักงานแนะนำให้ลองทานดู เพราะไอศกรีมกะทิของโปรดของเขาหมดพอดี เกือบๆ สี่ทุ่ม พวกเราก็ออกจากร้านเพื่อเตรียมตัวกลับ เพราะท่าทางมาโกโตะคุงจะเหนื่อยมากแล้ว ถ้าไม่กลับไปพักผ่อนคิดว่าร่างกายคงจะสู้ไม่ไหวแน่ เพราะทันทีที่กลับถึงญี่ปุ่นแล้ว เขายังมีงานถ่ายปก อัลบั้มใหม่รออยู่ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า จะต้องอยู่ในสตูดิโออย่างน้อยก็ 29 ชั่วโมง เสร็จแล้วยังต้องไป เข้าห้องอัดอีก แค่ฟังก็เหนื่อยแทนแล้วเจ้าค่ะ 22 มกราคม มาโกโตะคุงเดินทางกลับญี่ปุ่นแต่เช้า โดยมีพี่กริช พี่หม่อง พี่แวม และ พี่หนุ่ย 4 ทหารเสือจาก Unlimited Thailand เป็นผู้อารักขา ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องพามาโกโตะ และ ทีมงาน เข้าทางห้อง V.I.P.ของสนามบิน เพราะลำพังคนแค่ 4 คน คงไม่สามารถพามาโกโตะคุง ฝ่าด่านแฟน เพลง ที่รอส่งเขาได้ จริงๆ แล้ว ทั้งตัวมาโกโตะคุงเอง รวมทั้งทีมงานก็อยากจะให้แฟนๆ ได้เจอเขาก่อน เดินทางกลับ แต่ว่ามีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยคุ้มกันให้ได้ เราก็เลยต้องพา มาโกโตะคุง ไปส่งทางที่แฟนเพลงไม่สามารถเข้าได้ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าแฟนๆ ที่มารอนั้นจะเสียใจมากแค่ไหน... ยังไงก็ขอให้ทุกคนเข้าใจมาโกโตะคุง แล้วก็ทีมงานสักนิดนะเจ้าคะ ว่าที่ไม่ได้ให้ทุกคนเห็นตอนขากลับ ไม่ได้เป็นเพราะว่าไม่พอใจแฟนเพลงที่ไปรับเขาตอนขามา แต่ถึงไม่ได้เจอตอนไปส่ง มาโกโตะคุงก็ สัญญา กับทุกคนไว้แล้ว ไม่ใช่เหรอเจ้าคะว่า เดือนเมษานี้มาเล่นคอนเสิร์ตแน่นอน อีกแค่เดี๋ยวเดียว ก็ได้เจอแล้ว อดทนหน่อยนะเจ้าคะ |
|
+ + FROM SONGJAPAN BOARD + + |
|
งานแถลงข่าวเซ็นสัญญาร่วมกันระหว่าง RS Promotion และ UNLIMITED Group |