คำถามข้อที่ 1
 
การ Review Case หรือการทำวิจัยแบบรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Study)
จากเวชระเบียน เพื่อเขียนเป็นรายงานผู้ป่วย (Case Report) นั้น  ต้องขออนุญาตผู้ป่วย และ
ขอรับการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยหรือไม่ ?
จำเป็นอย่างยิ่งแต่ไม่ต้องขออนุญาตผู้ป่วย คณะกรรมการฯ จะพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัย
ในประเด็นของการเก็บรักษาความลับของผู้ป่วย เช่น การไม่เปิดเผยชื่อ หรือ หน้าตาผู้ป่วย
ในกรณีที่มีการตีพิมพ์ลงในวารสาร หรือ เผยแพร่ในลักษณะอื่น ๆ

คำถามข้อที่ 2
 
ในกรณีที่โครงการที่กำลังศึกษาอยู่ได้รับการรับรองด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แล้ว และ
ผู้วิจัยมีความประสงค์จะเก็บตัวอย่าง (Specimen) ที่เหลือหรือข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้ไว้
เพื่อการศึกษาวิจัยในอนาคต (แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า จะศึกษาในประเด็นใด) ต้องแจ้งผู้ป่วย
และคณะกรรมการจริยธรรมฯ ด้วยหรือไม่ ? และสามารถดำเนินการวิจัยต่อโดยไม่ต้องขอรับ
การพิจารณาโครงการใหม่ได้หรือไม่ ?
ผู้วิจัยควรยืนยันและให้ความมั่นใจ (Guarantee) ต่อคณะกรรมการฯ ว่า จะขอเก็บตัวอย่าง
หรือข้อมูลที่เก็บในโครงการปัจจุบันไว้พิจารณาใหม่ทุกครั้ง และควรระบุ/ขออนุญาตผู้ป่วย
ให้ชัดเจนด้วยว่า จะขอนำตัวอย่าง หรือข้อมูลที่เก็บในโครงการนี้ ไปใช้ศึกษาวิจัยต่อไป
ในอนาคตด้วย โดยจะเก็บรักษาความลับของผู้ป่วยไว้ และถ้าผู้ป่วยต้องการให้ทำลายตัวอย่าง
หรือข้อมูล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาก็สามารถกระทำได้เช่นกัน

คำถามข้อที่ 3
 
ประเด็นจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คณะกรรมการพิจารณาเฉพาะประเด็นการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย
และจรรยาแพทย์ที่พึงปฏิบัติต่อผู้ป่วยเท่านั้นใช่หรือไม่ ?
ไม่ใช่ เพราะนอกจากประเด็นดังกล่าว การพิจารณาจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ ต้องพิจารณา
ระเบียบวิธีวิจัยด้วย (Scientific Component) เนื่องจากระเบียบวิธีวิจัยที่ไม่ถูกต้องตาม
หลักวิทยาศาสตร์ หรือ การวิจัยทางคลินิก จะไม่สามารถตอบคำถามวิจัยได้ตรงประเด็น
ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเสี่ยงโดยไร้ประโยชน์ และยังเป็นการสิ้นเปลืองเวลา และทรัพยากร
อื่น ๆ ด้วย

คำถามข้อที่ 4
 
การเลือกใช้คำยินยอม (Informed Consent) แบบจาวา (Verbal) และแบบลงชื่อ (Written)
มีหลักการในการพิจารณาอย่างไร ?
โดยทั่วไปควรใช้คำยินยอมแบบลงชื่อ การให้คำยินยอมแบบวาจา อนุโลมให้กับโครงการวิจัยที่
พิจารณาแล้วว่า จะเกิดผลกระทบเชิงลบด้านสังคม หากอาสาสมัครลงชื่อลงในแบบฟอร์มยินยอม
แล้ว เป็นการตีตราทางสังคมว่า บุคคลที่ลงชื่อนั้นมีอาชีพ หรือโรคที่สังคมรังเกียจ ซึ่งอาจมีผล
กระทบต่อบุคคล ครอบครัว และการงานได้ อีกกรณีหนึ่งที่พิจารณาอนุโลมได้คือ การวิจัยที่ทำ
การศึกษาในกลุ่มชนขนาดใหญ่ในครั้งเดียว ข้อมูลที่รวบรวมจากผู้ถูกวิจัยไม่มีผลลบต่อผู้ถูกวิจัย
และสถานการณ์ขณะเก็บข้อมูลไม่เอื้อต่อการให้อาสาสมัครลงชื่อ เช่น การวิจัยด้านมนุษยศาสตร์
สังคมศาสตร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยต้องตระหนักอยู่เสมอที่จะให้กระบวนการเก็บข้อมูล
เป็นความลับ โดยจัดสถานที่ที่เหมาะสมในการสัมภาษณ์ หรือการให้ข้อมูลของผู้ถูกวิจัย
 
 
Copyright (c) 2001 Forum for Ethical Review Committees in Thailand. All right reserved.
Best Experience in Resolution 800x600, Text is Medium.
Last Updated:
Wed, 28 August, 2002
1
Hosted by www.Geocities.ws

1