ครุกแมนชี้เศรษฐกิจฟื้นเทียโตเพราะรัฐอัดเงิน

NPLลดแต่ลูกหนี้ตาย

ต้องการ PDF ไฟล์คลิกที่นี่

ศาสตราจารย์พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากสถาบันเทคโนโลยี แมสซาชูเซตส์ หรือ เอ็มไอที. ได้เป็นองค์ปาฐกในเรื่อง " อนาคตของเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐ-กิจโลก " ที่สำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพเมื่อวานนี้ ( 21 ธ.ค.) ศ. ครุกแมน ซึ่งมีแนวความคิดต่อปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชีย สวนทางกับการแก้ไข ปัญหาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ความคิดของตนเกี่ยวกับวิกฤติการณ์เศรษ ฐกิจเอเชีย เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด สำหรับขณะนี้ตนเห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศที่ประสบปัญหาเริ่มอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวแล้ว โดยเกาหลีใต้ฟื้นตัวดีที่สุด รองลงมาคือมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย

การที่ประเทศไทยฟื้นตัวช้ากว่าเกาหลีใต้และมาเลเซียนั้น เป็นเพราะพื้นฐานของไทยนั้น แย่กว่า 2 ประเทศดังกล่าวมาก เมื่อเกิดปัญหาจึงฟื้นตัวได้ช้ากว่า นอกจากนั้นแล้ว เศรษฐกิจของเกาหลีใต้และมาเลเซียเป็นระบบเปิดมากกว่า ของไทยในแง่ของภาคการส่งออกที่ใหญ่กว่า การลดค่าเงินจึงทำให้การขยายตัวของการส่งออกมีมากกว่า ไทยฟื้นตัวเพราะรัฐอัดเงินไร้การลงทุนเพราะเอกชนตายหมด อย่างไรก็ตาม ศ.ครุกแมนเตือนว่า การฟื้น ตัวของเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ในขณะนี้นั้น ในระยะยาวแล้ว เป็นการฟื้นตัวที่ไม่ยั่งยืน เพราะเกิดจาก การใช้นโยบายการคลัง กระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้ เกิดผลผลิตและการจ้างงาน แต่ถ้าดูตัวเลขการลงทุนแล ้ว ยังต่ำกว่าก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถึงเท่าตัว ในขณะที่ค่าใช้จ่ายภาครัฐบาลสูงขึ้นมาก

เขาได้ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นว่า ไม่สามารถ หลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอยได้ แม้จะใช้ เวลาแก้ไขปัญหาถึง 8 ปี ก็เพราะว่า รัฐบาลใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก แม้ เศรษฐกิจจะขยายตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่อัตราการว่างงานก็สูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบถดถอย หรือ Growth Recession คือ มีการเติบโตแต่ไม่พอที่จะรองรับศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ศ.ครุกแมนเสนอว่า จะต้องใช้นโยบายการ เงินเข้ามาแก้ไขปัญหาแทนนโยบายการคลังมากขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว เขายังเห็นว่า การฟื้นตัวที่ เข้มแข็งนั้นต้องอาศัยการลงทุนจากผู้ประกอบการ ในภาคเอกชน แต่ผู้ประกอบการภาคเอกชนในภูมิภาคเอเชียขณะนี้ อยู่ในสภาพถูกตัดแขนตัดขา ไม่อาจแสดงบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ถึงแม้ศ.ครุกแมน จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศ ใดออกมาโดยตรง แต่การดำเนินนโยบายแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยก็เป็นการใช้นโยบายทางการคลัง การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการใช้นโยบาย งบประมาณขาดดุล การลดภาษี การกู้เงินมาลงทุนใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่ออุดหนุนงบประมาณที่ขาดดุล ตลอดจนการนำเงินคงคลังมาใช้ จนทำให้ภาระหนี้สินของรัฐเพิ่มสูงขึ้น และ เงินคงคลังสุทธิลดลงเหลือ 20,000 ล้านบาทเท่านั้น

นายโฆสิต ปั้นเป ี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพจำกัด กล่าวว่า เห็นด้วย กับศ.ครุกแมนในเรื่องนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นการฟื้นตัวที่อ่อนแอ เพราะเป็นการฟื้นตัว บนการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นหลัก และการส่งออก เป็นลำดับรองลงมา"เราไม่สามารถอาศัยการกระตุ้นทางการคลังได้ต่อไป ในปีหน้า การใช้นโยบายทางการคลังได้มาถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว" นายโฆสิตกล่าว นางอัจนา ไวความดี ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ศ.ครุกแมนไม่ได้ปฏิเสธการใช้นโยบายการคลังหรือการขาดดุลเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสียทีเดียว เพราะตามหลักการแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแล้ว นโยบายการคลังยังต้องเดินหน้า "ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับมาตรฐานสากล เรายังมีความจำเป็นต้องก่อหนี้ต่อไป"นางอัจนากล่าว อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า ในอนาคตประเทศไทย ต้องใช้นโยบายทางการเงินเข้ามาเสริมมากขึ้น ชี้เอเชียทุ่มเทแก้ปัญหาแบงก์มากเกินไป เอ็นพีแอลแบงก์ลด แต่หนี้ธุรกิจยังอยู่

ศ.ครุกแมน ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรก ที่ทำนายเมื่อปี 2539 ว่าความรุ่งเรืองของเอเชียจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า กล่าวว่า เขาเคยเชื่อว่า ระบบสถาบันการเงินที่มีการบริหารที่เลวร้าย เป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤติการณ์เอเชีย แต่เขาไม่เชื่อเช่นนั้นอีกแล้ว เพราะมีธนาคารที่มีการบริหารที่เลวร้ายอยู่มากมายในหลายๆ ประเทศ แต่ก็ไม่ทำให้เกิด ผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเอเชีย เขาเห็นว่า มีการใช้ความพยายามมากเกินไปในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน โดยคิดว่าจะช่วยคลี่คลายวิฤติการณ์ได้ ซึ่งไม่จริง "เอเชียยังไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูภาคการเงิน สิ่งที่ทำได้คือการปรับตัวให้เข้ากับการพังทลายของระบบการเงินเท่านั้น"

ศ.ครุกแมนยกการแก้ไขปัญหาระบบธนาคารของญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นตัวอย่างอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเขาสนใจปัญหาของเศรษฐกิจญี่ปุ่นมาก เพราะมีความเข้มแข็งในทุกๆด้าน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมาเกือบทศวรรษแล้วได้ ปัญหาของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นหลังจากฟองสบู่แตก แต่ธนาคารกลางของญี่ปุ่น เชื่องช้าเกินไปในการใช้นโยบายทางการเงินแก้ปัญหา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีว่า แม้แต่ในประเทศที่มีความเข้มแข็ง มีความได้เปรียบทุกๆด้าน ก็อาจมีปัญหาได้ หากรัฐใช้นโยบายที่ไม่ถูกต้อง ในขณะเดียวกัน นโยบายที่ถูกต้องในยามปกติ อาจจะเป็นนโยบายที่ผิดพลาดในหากนำไปใช้ในยามวิกฤติได้ เช่น การขึ้นภาษี ของนายกรัฐมนตรีฮาชิโมโต ศ.ครุกแมนกล่าวว่า การแก้ไขปัญหา ธนาคารโดยตัดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล ออกไปจากบัญชีของธนาคาร แล้ว เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนั้น ไม่เป็นความจริง การแก้ปัญหาเอ็นพีแอล เป็นเรื่องจำเป็น แต่ทำเท่านี้ไม่พอ เพราะเป็น เพียงการเอาหนี้เสีย ออกจากบัญชีธนาคาร แต่หนี้เสียนี้ยังคงอยู่ในงบดุลของบริษัทเอกชนที่เป็นลูกหนี้ "ปัญหาของญี่ปุ่นนั้นไปไกลกว่าภาคการ เงินแล้ว" ศ.ครุกแมนกล่าว

ปัญหาของญี่ปุ่นคือ ไม่กล้าตัดสินใจ ดำเนินนโยบายใหม่ๆ ที่ต่างไปจากนโยบายดั้ง เดิม ดังเช่นเขาเคยเสนอว่า ให้ดำเนินนโยบาย ทางการเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่อนคลายขึ้น เพราะไหนๆอัตราดอกเบี้ยก็เท่ากับศูนย์อยู่แล้ว แต่ธนาคารกลางไม่เห็นด้วย เพราะธนาคารกลางจะไม่ยอมทำอะไรที่เห็นว่า มีความเสี่ยงแม้แต่เพียงนิดเดียว นอกจากนั้นแล้ว หากการดำเนินนโยบายใดๆ จะเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุน นักเก็งกำไรในตลาดการเงินเกิดความแตกตื่นแล ้ว ทางการญี่ปุ่นก็จะหลีกเลี่ยง ซึ่งตรงนี้เป็นข้อจำกัด ที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนปัญหาได้ นายโฆสิต กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาธนาคารในประเทศไทยว่า เป็นแนวทางที่ได้รับการวิพากษ์ วิจารณ์ และมีข้อขัดแย้งมาก ไอเอ็มเอฟ ไม่มีหน้าที่ปฏิรูปเศรษฐกิจ

ศ.ครุกแมนยังได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไข ปัญหาของไอเอ็มเอฟว่าไอเอ็มเอฟ ยึดเอาแนว ทางการปฏิรูปเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา ซึ่งเขาเห็นว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจ และธุรกิจนั้นเป็นสิ่งถูกต้อง แต่การตัดสินใจให้ประเทศสมาชิก ที่ขอรับการช่วยเหลือทำการปฏิรูปทันทีในตอนที่ กำลังเกิดวิกฤติการณ์นั้น เป็นวิธีการที่แปลกมาก การปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน ไม่อาจทำได้ภายใน 3 ปี สิ่งที่ไอเอ็ม เอฟ ควรทำคือ หาทางทำให้ปัญหาจบลงโดยเร็วที่สุดก่อน ศ.ครุกแมนกล่าวว่า ไอเอ็มเอฟควรจะจำกัด บทบาทหน้าที่ของตนอยู่เพ ียงการดูแลปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดของชาติสมาชิกเพียงอย่างเดียว ไม่ควรมาบงการว่า ประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือต้องทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ

การปาฐกถาของศ.ครุกแมนเมื่อวานนี้ เป็น ปาฐกาถาอนุสรณ์ของมูลนิธิชิน โสภณพนิช ผู้ก่อ ตั้งธนาคารกรุงเทพ มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีเป็นประธาน และมีผู้บริหารระดับ สูงทั้งวงการธุรกิจและการเมืองเข้าฟัง หลังการปาฐกถา ศ.ครุกแมนได้ตอบคำถาม สื่อมวลชน โดยกล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่า ขณะนี้ ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สิ่งที่จะทำ 3 อันดับแรกคืออะไร แต่ ศ.ครุกแมนกล่าวว่า ไม่ขอตอบคำถามนี้ แต่ ขณะนี้ได้มองเห็นความพยายามของรัฐบาลใน การแก้ปัญหาแล้ว เพียงแต่ยังช้าอยู่ ต้องอาศัยระยะเวลาในการแก้ไข และเห็นว่ากรอบในการพัฒนานโยบายเศรษฐกิจค่อนข้างดี ธนาคารแห่ง ประเทศไทย(ธปท.)ดำเนินการค่อนข้างเร็วพอสมควร

ในเรื่องที่เศรษฐกิจไทยต้องตกอยู่ในมือของต่างชาติ เขากล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมดยุคสำหรับการเป็นเจ้าของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงรายเดียวแล ้ว ศ.ครุกแมนกล่าวว่า เศรษฐกิจจะโตได้อย่างถาวร จะต้องมีการลงทุน ถ้าใช้นโยบายการคลังเพียงอย่างเดียวก็อยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็หมด ควรหันมาเน้นด้านการลงทุนให้เกิดขึ้นจะดีกว่า แต่ใน ช่วงของการเปลี่ยนแปลง ไม่ควรดึงนโยบายการคลังให้ลงมาเร็วเกินไป เพราะควรมองผลที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นด้วย ไม่ควรมองระยะยาวอย่างเดียว เพราะหากดึงนโยบายการคลังลงเร็วเกินไป อาจเกิดปัญหาเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นได้ ดังนั้น ต้องพิจารณาเวลาให้เหมาะสมต่อการดำเนินการ ส่วนแนวคิดที่เอเชียจะมีการรวมสกุลเงินเป็นสกุลเดียว ที่เรียกว่า อาเซียนเคอร์เรนซี่ (single currency) นั้น คิดว่าจะเป็นเรื่องยาก สำหรับ เอเชียที่จะมีการใช้เงินสกุลเดียวกัน เพราะสิ่งแวด ล้อมที่ต่างกัน มีความหลากหลายอยู่ในตัว สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมยังแตกต่างกันอีกด้วย และแม้ว่าจะมีการดึงประเทศใดประเทศหนึ่ง เข้ามารวมเป็นเงินสกุลหลัก ก็ไม่สามารถที่จะช่วย ได้ เพราะเรื่องเศรษฐกิจแข็ง และค่าเงินแข็งเป็นคนละเรื่องกัน

ข่าววันที่ 22 ธันวาคม 2542

Go back to the Main Page

Hosted by www.Geocities.ws

1