การสังหารหมู่นานกิง (อังกฤษ: Nanking Massacre)
หรือรู้จักกันในนามการข่มขืนที่นานกิง"ป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการที่ทหารกองทัพจักพรรดิญี่ปุ่นเข้าบุกยึดเมืองนานกิงไว้ได้ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2480 เป็นส่วนหนึ่งในสงครามจีน– ญี่ปุ่นครั้งที่สอง และต่อมาคือสงครามโลก ครั้งที่สองซึ่งเหตุการณ์ในครั้งน ี้ทหารกองทัพจักพรรดิ
ญี่ปุ่นได้ทำการทารุณกรรมแก่เชลยสงคราม สังหารพลเรือน โดยการทารุณกรรมต่างๆ และโดย
เฉพาะอย่างยิ่งคือ "การข่มขืน" ผู้หญิงพลเรือน ซึ่งเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก

การบุกนานกิงของญี่ปุ่น
กองทัพญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่ว่า นานกิงนั้นถูกขนาบด้วยแม่น้ำถึงสองด้าน
ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของโค้งแม่น้ำแยงซี ซึ่งเมื่อไหลมาจากทางเหนือแล้วก็เลี้ยงผ่านไปทาง
ตะวันออก กองทัพญี่ปุ่นภายใต้การนำของพลเอก นาคาจิมา เคซาโกะ สามารถเดินทัพจากทาง
ตะวันออกเฉียงใต้มาบรรจบกันที่ด้านหน้าของนานกิงในรูปครึ่งวงกลม โดยใช้แม่น้ำเป็นกำแพง
ธรรมชาติล้อมเมืองหลวงแห่งนี้ รวมทั้งสกัดการฝ่าหนีออกไปด้วย

ปลายเดือนพฤศจิกายน ทหารญี่ปุ่นสามกองทัพดาหน้าเข้าหานานกิง ทัพหนึ่งมุ่งตะวันตก
ทางฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำแยงซี ทหารกองนี้เข้ามาทางแม่น้ำไป๋เหมา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ของเซี่ยงไฮ้ โดยเดินทัพมาทางรถไฟสายนานกิง-เซี่ยงไฮ้

ทัพที่สองเตรียมตัวบุกจู่โจมนานกิงทั้งทางน้ำและทางบกอยู่ที่ทะเลสาบอ้ายหู ทัพนี้เคลื่อน
จากเซี่ยงไฮ้ลงมาทางตะวันตก และเดินทัพอยู่ทางทิศใต้ของทัพของนาคาจิมา โดยผู้นำทัพนี้คือ พล
เอกมัตสึอิ อิวาเนะ
ทัพที่สามภายใต้การนำของพลโทยานากาวา ไฮสุเขะ เดินห่างจากทัพของพลเอกมัตสึอิลง
ไปทางใต้และหักเลี้ยวเข้าหานานกิงจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยไม่มีการยั้งมือ
ก่อนที่จะบุกถึงนานกิงนั้นทหารญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีเมืองซูโจวราบเป็นหน้ากลอง และฆ่าทุก
คนที่พบ การบุกเข้าเมืองซูโจวครั้งนี้ทำให้จำนวนประชากรลดลงจาก 350,000 คนลงเหลือไม่ถึง
500 ชีวิตจนถึงรุ่งสางของวันที่ 13 ธันวาคม กองทัพญี่ปุ่นสามารถบุกผ่านประตูเมืองนานกิงเข้ามาได้
กที่กองทัพญี่ปุ่นบุกนานกิง
หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้านานกิงได้เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการเข้าปลดอาวุธทหารจีนที่
ยอมแพ้และยอมตกเป็นเชลย โดยมีคำสั่งต่อทหารญี่ปุ่นว่าให้กำจัดคนจีนและเชลยทุกคนที่จับได้
และจากที่ประชุมตกลงว่า จะทำการแบ่งเชลยออกเป็นจำนวนเท่าๆกัน และจะถูกนำออกมาจากที่คุม
ขังเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 50 คน เพื่อนำไปประหาร ใช้ทหารกองร้อยที่ 1, 2 และ 5 โดยกองร้อยที่ 1ใช้
พื้นที่บริเวณนาข้าว และบริเวณพื้นที่ลุ่มทางตะวันตกเฉียงใต้ของกองร้อยที่ 2 และกองร้อยที่ 5 ใช้
พื้นที่บริเวณนาข้าวทางตะวันออกเฉียงใต้ของที่ตั้งกอง
คำสั่งนั้นเป็นไปอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเหี้ยมโหดโดยปราศจากเมตตาเพราะไม่สามารถ
หาอาหารให้เชลยทั้งหมดได้ โดยสามารถช่วยขจัดปัญหาเรื่องอาหาร และลดการตอบโต้ได้
ญี่ปุ่นใช้วิธีการหลอกลวงเชลยเพื่อนำไปประหารหลายวิธีด้วยกัน เช่น ให้สัญญาว่าจะ
ปฏิบัติอย่างดีหากไม่ต่อต้าน หลอกให้เข้ามอบตัว แบ่งผู้ชายออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละร้อยหรือสองร้อย
แล้วหลอกไปยังจุดต่างๆที่นอกตัวเมืองเพื่อฆ่าทิ้ง
ทั้งหมดนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างง่ายดายกว่าที่ฝ่ายญี่ปุ่นคาด การต่อต้านมีเพียงบางจุด เพราะ
ทหารจีนส่วนใหญ่ทิ้งอาวุธและทิ้งเมืองไปก่อนแล้ว
การทารุณกรรม
ทหารญี่ปุ่นทำการทารุณกับชาวนานกิงเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้เช่น ฝังทั้งเป็น โดยจะ
ขุดหลุม และฝังเชลยให้โผล่ขึ้นมาแค่เพียงหน้าอกหรือแค่คอ เพื่อจะได้รับทุกข์ทรมานต่างอีกหลาย
อย่าง เช่น ฉีกเป็นชิ้นๆ ทหารญี่ปุ่นคว้านตับไตไส้พุง ตัดหัวหรือสับเหยื่อเป็นชิ้นๆ ตรอกเชลยไว้กับ
แผ่นไม้แล้วให้รถถังแล่นทับ ใช้เป็นที่ซ้อมเสียบดาบปลายปืน ควักลูกตา หั่นจมูกและใบหูก่อนเผา
ทั้งเป็น
การสังหารพลเรือน
หลังทหารจีนทั้งหมดยอมแพ้ ก็เท่ากับไม่เหลือใครที่จะปกป้องพลเรือนในตัวเมือง ทหาร
ญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามา ยึดอาคารที่ทำการรัฐบาล ธนาคารและโรงเก็บสินค้า ยิงผู้คนตามท้องถนน
อย่างไม่เลือกหน้า โดยใช้ทั้งปืนพก ปืนกล ปืนเล็กยาว ยิงเข้าไปในฝูงคนที่มีทั้งทหารที่บาดเจ็บ
หญิงชรา และเด็กๆ โดยทหารญี่ปุ่นฆ่าพลเรือนทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะตามตรอกเล็กๆ หรือถนนสาย
ใหญ่ ในสนามเพลาะ หรือแม้แต่ในอาคารที่ทำการรัฐบาล
การข่มขืน
เป็นที่กล่าวขวัญอย่างมาก ไม่ว่าจะสาวหรือแก่ ทหารญี่ปุ่นข่มขืนชนิดไม่เลือกหน้า ไล่
ตั้งแต่ชาวนา เด็กนักเรียน ครู พนักงานระดับบริหาร คนงาน อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งแม่
ชี ต่างก็เลี่ยงไม่พ้นการถูกข่มขืนทั้งสิ้น โดยผู้หญิงคนหนึ่งจะตกไปอยู่ในมือของทหารประมาณ 15
ถึง 20 คน บางคนในจำนวนนี้ถูกเรียงคิวจนถึงแก่ความตาย แต่กฎของกองทัพที่ว่าห้ามข่มขืนผู้หญิง
ของฝ่ายตรงกันข้ามนั้น ทำให้ทหารสังหารเหยื่อเสียเมื่อเสร็จธุระ
พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้กระทำกันเฉพาะในหมู่พลทหาร แม้ระดับนายทหารก็ไม่เว้น บางคน
ไม่เพียงสนับสนุนการข่มเหง แต่ยังเตือนให้พลทหารจัดการเหยื่อเมื่อเสร็จธุระเพื่อกำจัดหลักฐาน
หญิงในนานกิงถูกข่มขืนชนิดไม่เลือกที่และไม่เลือกเวลา ประมาณว่าหนึ่งในสามของการ
ข่มขืนทั้งหมดเกิดขึ้นตอนกลางวันแสกๆ และไม่มีสถานที่แห่งใดปลอดจากการข่มขืน เช่น ในเรือน
แม่ชี ในโบสถ์ แม้แต่ในโรงเรียน
นอกจากนั้นคนเฒ่าคนแก่ยังไม่สามารถใช้ความชราเป็นเกราะคุ้มกันการข่มขืนได้ ผู้เฒ่าต่างต้องเผชิญทารุณกรรมทางเพศอย่างถ้วนหน้าและซ้ำซาก ย่ายายวัยแปดสิบจำนวนมากถูกข่มขืนจนตายคาที่ และอย่างน้อยก็ถูกยิงตายเพราะปฏิเสธการถูกข่มขืน
แม้ผู้หญิงที่ท้องได้หลายเดือนก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้น ทหารญี่ปุ่นหลายรายข่มขืนผู้หญิงหลายรายทั้งที่เห็นชัดว่าใกล้คลอดหรือเพิ่งคลอดได้หมาดๆ ซ้ำร้ายกว่านั้นหลังจากข่มขืนเสร็จแล้ว ก็คว้านท้องของผู้หญิงท้องที่ถูกข่มขืน แล้วเขี่ยลูกอ่อนออกมาดูเล่น
(กลับด้านบน)
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นรุกรานจีนกำลังกลับมาเป็นหัวข้อสนใจกันอีกครั้งหลังจากคลื่นการประท้วงของชาวจีนนับ
หมื่นในหลายเมืองใหญ่ได้กลายเป็นข่าวติดต่อกันมาเป็นสัปดาห์ที่สาม เหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุดของสงครามจีน-ญี่ปุ่นก็คือ
กรณีการเข้ายึดครองเมืองนานกิง ซึ่งทหารญี่ปุ่นได้เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตและทรัพย์สินของชาวจีนไปมากมาย มีทั้งการเผา
ทั้งเป็น ฝังทั้งเป็น ลั่นกระสุนสังหาร แทงด้วยดาบปลายปืน ฟันด้วยดาบ ปล้นสะดม จนถึงข่มขืนกระทำชำเรา
รายงานของบีบีซีบอกว่า กรณีการข่มขืนที่เมืองนานกิง หรือ The Rape of Nanjing หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า กรณี
การสังหารหมู่ที่เมืองนานกิงระหว่างเดือนธันวาคม 2480 ถึงเดือนมีนาคม 2481 นับเป็นการสังหารหมู่ครั้งร้ายแรงที่สุดใน
ยุคใหม่ ทางการจีน นักประวัติศาสตร์ และบรรดาหน่วยงานบรรเทาทุกข์ที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างพูดตรงกันว่ากองทัพญี่ปุ่น
ได้สังหารชาวจีนเฉพาะในเมืองนานกิงราว 300,000 คน ซึ่งจำนวนมากเป็นผู้หญิงและเด็กบรรดาชาวตะวันตกที่เห็น
เหตุการณ์บอกว่า มีผู้หญิงจีนถูกข่มขืนประมาณ 20,000 คน และประชาชนพลเรือนจำนวนมากได้ถูกปลิดชีพด้วยดาบ
ซามูไรหรือดาบปลายปืน
ญี่ปุ่นยอมรับว่าเกิดการสังหารและข่มขืนจริง แต่จำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อไม่ได้มากถึงขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นพูดถึง
เคราะห์ร้ายโดยบอกว่ามี "จำนวนมาก" หรือ "หลายคน" และเหตุการณ์ก็ไม่ได้เกิดในยามปกติ แต่เป็นสถานการณ์ของ
สงคราม
ในปี 2474 ญี่ปุ่นได้รุกรานดินแดนแมนจูเรียของจีน กองทัพจีนไม่อาจต้านทานได้ ญี่ปุ่นจึงเข้ายึดครองดินแดนจีน
ได้อย่างกว้างขวาง
ในปีต่อมา ญี่ปุ่นสามารถตั้งมั่นในจีนได้ ขณะที่จีนยังมีสงครามภายในระหว่างพวกคอมมิวนิสต์กับฝ่ายชาตินิยม
องพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งนำโดยนายพล เจียงไคเช็ก โดยใช้นานกิงเป็นเมืองหลวงของฝ่ายตน กองทัพญี่ปุ่นต้องการแผ่อิทธิพล
ให้กว้างไกลยิ่งขึ้นไปอีก การปะทะประปรายระหว่างทหารจีนกับทหารญี่ปุ่นจึงได้ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ในเดือนกรกฎาคม 2480 ตอนแรกญี่ปุ่นเป็นฝ่ายมีชัย ต่อมาฝ่ายจีนสามารถต้านทานการรุกคืบได้อยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่
ญี่ปุ่นจะตีเมืองเซี่ยงไฮ้แตก แล้วกรีธาทัพมุ่งสู่เมืองนานกิงอย่างรวดเร็ว ทหารของเจียงไคเช็กได้ละออกจากเมืองไปก่อน
แล้ว กองทัพญี่ปุ่นจึงสามารถยึดนานกิงได้ง่ายๆ แล้วเหตุการณ์ที่กลายเป็น "หนี้ประวัติศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยังคงติดค้างจีนมา
จนถึงทุกวันนี้ก็ได้เกิดขึ้น
บรรดาหนังสือพิมพ์ในญี่ปุ่นยุคนั้นรายงานว่า พวกทหารชั้นผู้น้อยของญี่ปุ่นต่างแข่งกันว่าใครจะฆ่าคนจีนได้
มากกว่ากัน
นักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเห็นชาวจีนถูกต้อนให้เดินเป็นแถวเอาไปยิงทิ้งที่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซี และได้เห็นศพกองโต
เป็นพะเนินถูกเผาทิ้ง รูปถ่ายเก่าๆ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เมืองนานกิงแสดงภาพทหารญี่ปุ่นยืนยิ้มอยู่ท่ามกลาง
กองร่างไร้วิญญาณ
ทิลแมน เดอร์ดิน นักข่าวของนิวยอร์กไทมส์ ได้เห็นเหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงเริ่มแรกก่อนถูกทหารญี่ปุ่นไล่
ออกมา "ตอนนั้นผมอยู่ในวัย 29 นั่นเป็นข่าวใหญ่ชิ้นแรกที่ผมทำให้นิวยอร์กไทมส์ ผมขับรถลงไปที่ฝั่งแม่น้ำ รถต้องแล่น
ทับไปบนศพที่กองก่ายกันระเกะระกะที่ฝั่งแม่น้ำนั่น ขณะผมรอคอยการลงมือ พวกนายทหารของญี่ปุ่นก็สูบบุหรี่คุยกัน ยืน
ดูการสังหารทหารจีน 1 กองพันโดยรัวปืนกลเข้าใส่"
ตอนที่ผละออกมา เขาเห็นคนถูกสังหารประมาณ 200 คนในช่วงเวลา 10 นาที ท่ามกลางสีหน้าท่าทางสนุนสนาน
ของพวกทหารญี่ปุ่นที่คอยชม เขาบอกว่าเหตุการณ์นี้เป็น "ความโหดร้ายที่สุดกรณีหนึ่งแห่งยุคสมัยใหม่" และว่า "ความ
ทรงจำนี้ไม่อาจลบเลือน"
หมอสอนศาสนา จอห์น แม็กกี เป็นอีกผู้หนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ ท่านสาธุคุณบอกว่าทหารญี่ปุ่นไม่เพียงสังหารเชลย
ศึกทุกคนที่จับได้เท่านั้น แต่ยังเข่นฆ่าชาวบ้านชาวเมืองทุกเพศทุกวัยด้วย "หลายคนถูกยิงราวกับเป็นการล่ากระต่ายไปตาม
ท้องถนน"
หลังจากได้เห็นการสังหารและข่มขืนอยู่หนึ่งสัปดาห์ สาธุคุณแม็กกีได้ร่วมกับชาวตะวันตกคนอื่นๆ จัดตั้งเขต
ปลอดภัยสากลขึ้น
มินนี วอทริน สตรีชาวอเมริกัน ซึ่งมีส่วนช่วยอยู่ด้วย ได้เขียนถึงเหตุการณ์ลงในสมุดอนุทินส่วนตัว เธอบันทึกใน
วันที่ 16 ธันวาคมว่า "คงไม่มีอาชญากรรมประเภทไหนเลยที่ไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ เด็กสาว 13 คนซึ่งทำงานในโรงเรียน
สอนภาษาได้ถูกฉุดไปเมื่อคืนนี้ และวันนี้ฉันก็ได้ยินว่าเมื่อคืนมีเด็กผู้หญิงตามบ้านเรือนถูกเอาตัวไปหลายคน บางคนเพิ่ง
อายุ 12 ปี"
ในวันต่อๆ มา เธอเขียนว่า "มีคนถูกกราดยิงหรือแทงตายด้วยดาบปลายปืนไปกี่หมื่นคน เราคงไม่มีทางรู้ได้ เพราะ
หลายกรณีมีการราดน้ำมันลงบนศพแล้วจุดไฟเผา" และว่า "ร่างที่ไหม้เกรียมได้บอกเล่าถึงโศกนาฏกรรมเหล่านี้ เหตุการณ์
ในช่วง 10 วันให้หลังยิ่งน่าเศร้าสลด หลายเหตุการณ์จะไม่ลบเลือนไปจากความทรงจำของฉันจนชั่วชีวิต รวมทั้งความทรง
จำของผู้คนในเมืองนานกิงในห้วงยามนี้"
ในปี 2483 มินนี วอทริน มีอาการทางประสาท และเดินทางกลับสหรัฐ เธอทำอัตวินิบาตกรรมในปีต่อมา
หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ อาซูมะ ชิโร ทหารญี่ปุ่นที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่เมืองนานกิงได้ออกมาเล่าสิ่งที่
ตนเองได้พบเห็นและลงมือกระทำลงไป
เขาเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง "เราจับพวกคนชราหญิงชายและเด็กๆ ประมาณ 37 คนมารวมกันในลานกว้าง ผู้หญิง
คนหนึ่งอุ้มเด็กไว้ด้วยแขนซ้าย อุ้มเด็กอีกคนไว้ด้วยแขนขวา พวกเราแทงตายทั้งสามคน ผมมานั่งนึกว่าแค่จากบ้านมาเดือน
เดียว ผมได้ฆ่าคนโดยไม่เสียใจเลย"
เมื่อออกมาสารภาพบาปเช่นนี้ เขาก็ถูกกดดัน "เมื่อมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสงครามที่เกียวโต ผมได้ไปให้การ
คนแรกที่ตำหนิผมเป็นสุภาพสตรีคนหนึ่งจากโตเกียว เธอบอกว่าผมกำลังย่ำยีทหารญี่ปุ่นที่ตายในสงคราม เธอโทร.หาผม
ไม่หยุดตลอด 3-4 วัน มีจดหมายเขียนมาด่าว่าผมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการคุกคามหนักขึ้นทุกที จนตำรวจต้องมาคุ้มกันผม"
กระแสชาตินิยมในจีนและญี่ปุ่นจะขยายวงความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นให้บานปลายออกไปอีกหรือไม่ ต้องติดตามกัน
ให้ดี |