|
และรอพบกับ FPGA MAX board ใช้ติดต่อกับ VGA ได้โดยตรง และสามารถ ติดต่อกับ ISA BUS ได้โดยตรง พร้อมวงจรอื่นๆอีกมากมาย เช่น analog to digital ความเร็วสูง analog to digital จำนวน bit สูงๆ 12 bit ให้สมเหตุสมผลกับการใช้งาน FPGA |
|||||||
|
| |||||||
|
|
|
ชุด ultrasonic มี2 แบบวัดได้ 1.20 m หรือ 3.6 m
ดูสถานที่เรียนได้จากด้านล่างสุด คอลัมล์พิเศษ สงสัยจริงๆ ทำไมคนสอนจึงทำได้หลายอย่างจริงๆ จ้างใครมาทำให้หรือเปล่า คนอะไรมันจะรู้ไปทุกเรื่อง รู้จริงหรือเปล่า หรือรู้พอแค่พอคุย คงเป็นคำถามที่ทุกท่านสงสัยในใจ เมื่อมาเห็นหน้าผม เพราะตัวผมเองนั้น ดูหนุ่มน้อยเหลือเกิน แต่ไม่แปลว่า หน้าหนุ่มแล้วจะไม่มีประสบการณ์ เนื่องจากเป็นโชคดีที่ผมเองได้ทำงานอยู่ในด้านอุตสาหกรรมในด้านเทคโลยีหุ่นยนต์ ของบริษัทโซนี่ รุ่น RoboKids เป็นหุ่นยนต์ 4 แกน (ในตอนนี้บริษัท อิวาชิตะ อินสตูเม้นเป็นผู้จำหน่าย ลงโฆษณาใน semi ทุกเล่ม)ทางด้านผมทำหน้าที่เป็นโปรแกรมเมอร์ ทำการเขียนโปรแกรม ที่ชื่อ LUNA เป็นโปรแกรมที่หุ่นยนต์ SONY ที่ใช้ในอุตสหกรรมทุกตัว ต้องใช้ภาษานี้ควบคุม แต่โดยหลักแล้ว ภาษานี้ ไม่มีความสามารถมากนัก การ interface กับ computer ทำได้ไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น ต้องการให้หุ่นยนต์ กัดแผ่นไม้เป็นหน้าคน เช่นรูปของเรา ตัว LUNA นี้ไม่สามารถเปิดไฟล์ภาพ และอ่านค่า gray scale ได้โดยตรง LUNA ทำได้แต่ควบคุมหุ่นยนต์ และรับค่าจาก RS232 เท่านั้น ดังนั้นการออก boot DEMO ในงานเปิดตัว จะกัดแต่เหล็กโชว์เขาคง ไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ แต่หากเปิดให้ผู้คนที่เข้าชมงาน สามารถเอารูปตัวเองจากกล้อง digital มาแสกนเข้า แล้วกัดเป็นหน้าของผู้เข้าชม ตรงนี้จะได้รับความนิยมมากกว่า ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องใช้ภาษาที่มาช่วย ผมเองได้ใช้ delphi มาช่วยซึ่งงานก็เสร็จไปด้วยดี หน้าที่หลักๆ ของผม คือเขียนโปรแกรม + เทรนนิ่ง บริษัทที่ติดต่อซื้อไป แต่การทำงานเริ่มไม่หยุดลงตรงที่เขียนโปรแกรม พอดีมีงานหลายงานที่เราจะต้อง เข้าไปปรับปรุงงานของโรงงานเขาเพื่อให้เข้ากับงานของเราและเป็นระบบ อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ตัวภาษา delphi และ LUNA ไม่เพียงพอต่องานแล้ว ต้องใช้พวก hardware มา control มาช่วยแทน และแน่นอนที่สุดคงไม่พ้น MCU 8051 ซึ่งในขณะนั้น avr และ pic ยังไม่มีจำหน่าย แต่ดีครับที่ผมมีความรู้ด้าน ASM มาบ้าง และพี่อีกคนก็เก่งด้านนี้อยู่พอดี ดังนั้นงานพัฒนาในสมัยแรกๆ นั้นผมเองใช้ asm ครับ แต่ต่อมาก็ asm ก็ไม่อาจเหมาะกับงานที่ซับซ้อน และงานที่ต้อง interface อุปกรณ์หลายๆ อย่าง ดังนั้น มีทางเดียวคือยกเลิก ภาษา asm และไปใช้ภาษา ที่เป็นภาษาสูง ภาษา c เป็นภาษาแรกที่ผมนึกถึง เพราะตัว keil version 3.2 มีเข้ามาในไทยครั้งแรกประมาณปี พศ. 2528 ผมเองก็ติดสินใจลองเขียนดู ในสมัยนั้น ยังใช้ dos อยู่ การเขียนใช้ edit การคอมไพล์ใช้ command line ใน dos แต่ผลที่ออกมาใช้ได้ครับ การทำเมนูต่างๆ ในหน้าจอ lcd การแสดงค่าพิกัด counter ต่างๆ ของแต่ละแกนของหุ่นยนต์ ทำได้โดยง่ายจริงๆ ลดเวลาไปมาก และช่วงเวลานี้เอง ผมสามารถแซงหน้ารุ่นพี่ที่บริษัทได้ ในด้าน software 8051 เพราะ ภาษา c อ่อนตัวอย่างมาก และที่สำคัญ c ของ keil นี้ดีจริงๆ ดีมาตั้งแต่ version3 ทีเดียว ดังนั้นจะเห็นว่าผมพยายามให้คนที่มาเรียนภาษา c ให้เริ่มจาก 8051 ก่อน เพราะเข้าใจง่าย และ ทำได้ทุกอย่าง จริงๆ มีชิพให้เลือกกว่าพันเบอร์ ตรงนี้เป็นประวัติคราวๆ ครับ จะเห็นว่าผมไม่ได้เก่งอะไรนักหนา แต่บังเอิญที่มีความตั้งใจ และไม่ย้อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และยังมองหาทางที่ดีๆๆ เผื่อในวันข้างหน้าด้วย ทุกคนทำได้อย่างผมแน่นอน ทุกอย่างที่แสดงไม่ได้จ้างทำครับ แต่อาจจะมีการปรึกษาบางด้านกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่องครับ มีแต่คนรู้มากกับคนรู้น้อยเท่านั้น เอาเวลาที่ไหนไปทำ แล้วเริ่มอย่างไร เวลาของผมจะเป็นช่วงเย็นๆ กลางคืนๆ ทำไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก แต่ทำทุกวัน สักวันมันก็เสร็จครับ แม้กระทั่ง homepage ก็ทำคนเดียวครับ จัดเรียงเองหมด ค่อยๆ ทำเดี๋ยวมันก็เสร็จ ที่สำคัญต้องมีสมาธิ เราไม่รู้เรื่องนี้ทำยังไงจึงจะรู้ ต้องขวนขวาย เอาเองครับ ลองทำงานให้ได้สักงานสิครับ คุณจะเก่งเรื่อยๆเอง ลองกลับมามองดูตัวคุณเอง โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจบวิศวะ เวลาไหนที่คุณรู้สึกเก่งที่สุด เวลานั้นคือตอนทำ project นั้นเอง ไม่ว่าคุณจะจ้างหรือคุณจะทำเอง รับรองช่วงนี้ต้องมีบางจุด ที่คุณไม่เคยรู้แน่นอน เมื่อคุณเก่งแล้วต่อมาคุณต้องมีผู้ช่วย(ต้องเก่งแล้วนะครับ เพราะจะได้สั่งงานเขาได้) ผมเองก็มีผู้ช่วย โดยเฉพาะตอนนี้มีหลายคน พยายามหาคนที่ไว้ใจได้ มาช่วย เพราะจะทำงานได้ให้มากๆ ต้องใช้หลายคน ไม่ว่าแผนกเทสงาน แผนกประกอบ ต้องมี แต่โดยหลักแล้ว เราต้องเป็นสมอง แล้วใช้สมองจ่ายงานออกไป ให้แขนขาทำหน้าที่ของเขาไป สมองที่ดีจะต้องบริหาร แขนขาให้ทำงาน อย่างสัมพันธ์กัน ถ้าเป็นไปได้ให้ทำงานขนานไปกับสมอง แล้วเราเอางานที่เราคิดเริ่มทำตลาด มีแผนกขาย มีแผนกต่างๆ ผมเองถือว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จครับ แต่กำลังก้าวผ่านเส้นนั้น ยังไงใครเห็นว่างานของผมมีประโยชน์ และเป็นที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและโรงงานได้ หรือด้านการศึกษา ก็ช่วยอุดหนุนผมหน่อยนะครับ ก็อยากจะขอฝากนิดนึง ถึงเรื่องการศึกษาในบ้านเรา อยากให้นิสิตที่จบใหม่ในคณะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวะ ให้จบแล้วทำงานซะก่อน ก่อนที่จะไปเรียนโท ต่อ เพื่อจะเป็นอาจารย์ เพราะตราบใดก็ตามที่คุณยังไม่ได้ทำงาน คุณเองยังขาดวุฒิภาวะ ด้านต่างๆ ไม่ว่าด้านการปกครอง ผู้อยู่ระดับล่าง ผู้อยู่ระดับบน และที่สำคัญคุณเองยังมองภาพเอาความรู้ที่คุณมีไปใช้ไม่ได้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ พูดง่ายๆ เรียนมาแล้วก็เอาไปสอนต่อ แต่ไม่รู้จักเอาความรู้ที่ตนมี ไปทำธุรกิจ หรือการค้า หรือประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อสังคม พอคุณตาย ความรู้ก็ตายไปกับคุณ ดังนั้น จึงมักไม่เห็นว่ามีสินค้าของไทยในตลาดเท่าไหร่นัก ที่เมืองนอกนั้น ยกตัวอย่าง บริษัท gogle.com ที่ทำ search engine เด็กปริญาตรี 2 คน ทำโปรเจคจบ เขาทำโปรแกรมได้ แต่ไม่ได้หยุดแค่นั้นเขายังได้ทำการเปิดบริษัท และเอาตัวโปรเจคนี้ขึ้นไปใช้งานจริงๆ ถามว่า แค่ search engine คนไทยทำไม่ได้เหรอ ผมตอบแทนเลยครับทำได้และทำได้ดีกว่านักศึกษา 2 คนนี้อีก แต่ปัญหาอยู่ที่ทุนและการสนับสนุนและการกระตือรือร้น ของคนทำและ อาจารย์ที่ยังไม่เห็นทางออก ว่าสิ่งที่เด็กทำนั้น ขายได้!!!! พูดง่ายๆ คือ อาจารย์ไม่ได้จบบริหารการตลาดมานั้นเอง มองออกแต่โปรแกรมว่า ok เด็กเขียนดี เก่ง ใช้ได้ แต่ไม่ได้มองว่ามันขายได้ ต้องคิดใหม่ครับ หากอาจารย์เห็นช่องทางออก อาจารย์ต้องรีบสนับสนุนในทันทีและให้ถึงที่สุดด้วย ผมพูดตรงๆ ทุกๆโปรเจคที่คิดโดยเด็กปริญญาตรีไทยเรานั้น ขายได้ทุกๆ โปรเจค ไม่ว่าจะขาย source หรือขายเป็น product ขายได้หมด แต่ถามว่าขายที่ไหน ขายยังไง ตรงนี้ต้องคิดเป็นการบ้าน ไม่รู้ว่าจะมี เจ้าของ web site ซักที่ไหมที่จะบริจาคพื้นที่ ให้เด็กปริญาตรีหรือโท ที่ทำโปรเจ็คออกมา ทำขายซะเลย ขายไปทั่วโลก อย่างที่มหาลีย สกิเมล่อนที่ทำกล้อง MCU ขายไปทั่วโลก โดยเฉพาะที่ในไทยนี้ขายได้กว่า 2 ล้านบาทแล้ว จริงๆ ครับ นี่แค่ประเทศเดียวนะครับ เมื่องนอกเช่น ญี่ปุ่นเนี่ยเขาซื้อไปกว่า 10 ล้านแล้ว(ตัวละประมาณ 8000 บาทรวมค่าภาษีแล้ว ) และอาจจะมีการจ้างแปลภาษา เช่นใครที่จะเอาสินค้าไปขายต้องเสีย 500 บาทต่อเดือน และจะจัดการเรื่องการสั่งซื้อและ การแปลภาษาให้ update ข้อความเสียครั้งละ 1000 บาท ต่อหน้า การสั่งซื้อถ้ามีคนสั่งซื้อหักจากราคาขาย 10% รวมภาษีอีก 3% ทำคล้ายๆ ebay นี้ละครับ แต่ว่าบริการ แปลภาษาให้ด้วยและจัดการเรื่องการซื้อขายให้
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| | http:\\.delphi8051.tripod.com | |
|
e-mail : mail to me at [email protected] |
||