เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลองพ่อบ้านแหลม
สมุทรสงคราม | หลวงพ่อบ้านแหลม | วัดบางแคใหญ่ | วัดศรัทธาธรรม | ตลาดน้ำ | โฆษณา |

 English

วัดบางแคใหญ่

    วัดบางแคใหญ่แม้เป็นวัดราษฎร์อยู่ในท้องถิ่นที่เป็นเรือกสวนห่างไกลแหล่งชุมชน แต่ก็มีโบราณวัตถุสถานบางอย่างที่ระบุว่าเป็นวัดใหญ่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามประวัติกล่าวว่า สร้างโดยมี ผู้บรรดาศักดิ์สูงซึ่งมีอำนาจทางบ้านเมือง และภาพเขียนที่ทางวัดรักษาไว้อย่างดีนี้ ก็มีภาพเรื่องราวเกี่ยวกับการทำสงครามไทย - พม่า อย่างน่าศึกษายิ่ง วัดบางแคใหญ่ ตั้งอยู่ในภูมิสถานที่มีน้ำโอบคือ มีคลองบางแค ( คลองย่อยจากแม่น้ำแม่กลอง ) ผ่านทางทิศตะวันออก คลองเมรุ ทางทิศเหนือ และคลอง บางลี่ทางทิศใต้ สภาพแวดล้อมของวัดร่มรื่นไปด้วยสวนส้ม สวนตาล สวนมะพร้าว และสวนลิ้นจี่ หากพิจารณาในแง่การแบ่งเขตการปกครองแล้ว วัดนี้จะอยู่ในเขตตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ประวัติวัด     ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในละแวกวัดและท่านเจ้าอาวาส ( พระครูโฆษิตสุตคุณ ) ซึ่งเกิดที่บ้านนี้ขณะนี้มีอายุ ๙๓ ปี (นับจาก พ.ศ.๒๕๓๑) กล่าวว่าวัดนี้ เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ ( แสงวงศาโรจน์ ) สร้างให้กับภรรยาหลวงของท่าน จึงได้ชื่อว่าวัดบางแคใหญ่ นอกจากนี้ท่านได้สร้างวัดบางแคน้อย ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักให้ภรรยาน้อยด้วย ภายหลังได้มีวัดบางแคกลางอีก แต่มิได้เกี่ยวข้องกับสองวัดแรกแต่อย่างใด ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีปรากฏที่ผนังภายใน ด้านหน้าอุโบสถ ซึ่งเป็นแผ่นหินชนวนมีตัวอักษรไทยภาษาไทย อ่านได้ความชัดเจนว่า "วันอาทิตย์ เดือนห้า ขึ้นค่ำหนึ่ง จุลศักราชพันร้อยเจดสิบสาม ปิ์มะแม ตรีศก เจ้าพญาวงษาสุรศักดิ์ผู้วามีสมุหะพระกลาโหม ได้สร้างพระอารามนิแล้วแต่ณะวันสุกร เดือนสิบ แรมสิบค่ำ พุทธศักราชล่วงแล้วได้สองพันสามร้อยห้าสิบเจด ปีจอฉ้อศก" หากถอดความเป็นภาษาไทยที่อ่านได้ง่าย ๆ คือ "วันอาทิตย์ เดือนห้า ขึ้นหนึ่งค่ำ จุลศักราชหนึ่งพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสาม ปีมะแม ตรีศก เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ผู้ว่าสมุหพระกลาโหม ได้สร้างพระอารามนี้แล้ว ณ วันศุกร์ เดือนสิบ แรมสิบค่ำ พุทธศักราชล่วงแล้วได้สองพันสามร้อยห้าสิบเจ็ด ปีจอฉอศก" คือ เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ ได้สร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ.๒๓๕๗ อันเป็นช่วงต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี วัดนี้ดูจากแผนผังของวัดพอจะคำนวณประวัติวัดได้อย่างหยาบ ๆ คือ

๑. จากพระพุทธรูปหินทรายแดงรอบพระระเบียง นิ้วพระหัตถ์กางแบบ ปาละ หน้าพระเป็นรูปไข่แบบอู่ทองหน้านาง เห็นได้ชัดว่าจะเป็นประติมากรรมสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา แสดงว่าอาจจะนำมาจากที่อื่นหรือเป็นของเก่าแก่ดั่งเดิมของวัด อย่างใดอย่างหนึ่ง ล่วงมาในสมัยอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการเอาปูนมา ปั้นพอกพระศิลาทรายแดงไว้ บางองค์ก็ทำทรงเครื่องด้วย

๒. สิ่งที่บอกอายุของวัดคือ ใบเสมาหินทรายแดงขนาดเล็กสมัยอยุธยา ตระกูลอัมพวา เป็นแบบเดียวกับวัดหลวงพ่อบ้านแหลมและวัดโบราณสมัยอยุธยาตอนปลายในเขตจังหวัดสมุทรสงครามโดยทั่วไป บ่งว่ามีการปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดขึ้นมาใหม่สมัยอยุธยาตอนปลาย

๓. หลักฐานอีกประการหนึ่งคือ เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสองสมัยพระนารายณ์ อยู่บนลานหน้าพระอุโบสถที่มีพระระเบียงล้อมรอบ เจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสองนี้เป็นแบบสมัยพระนารายณ์หรือพระเพทราชาโดยตรง ต่อมาสมัยพระบรมโกศใช้เจดีย์ย่อมุมยี่สิบแปด เช่น เจดีย์ที่สร้างไว้หน้าอุโบสถ วัดบรมพุทธาราม (สร้างสมัยพระเพทราชา) เจดีย์ย่อมุมสิบสองสมัยพระเพทราชาที่แท้ อยู่หน้าอุโบสถวัดพญาแมนริมคลองสระบัว จังหวัดอยุธยา วัดสมัยอยุธยาตอนปลายจะสร้างเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมยี่สิบสองบ้างย่อมุมยี่สิบแปดบ้างอยู่หน้าโบสถ์เสมอ เช่น วัดกำแพงแก้ว ต.สะพานไทย อ.บางบาล วัดพรหมนิวาส จ.พระนครศรีอยุธยา (วัดนอก) จ.สมุทรปราการ วัดในวรวิหาร จ.สมุทรปราการ ดังนี้ เป็นต้น

๔. กฎีสงฆ์หลังที่มีภาพเขียนนั้น เดิมเป็นเรือนไทยมีเสาต่ำมาภายหลังทางวัดรื้อลงแล้วก่อห้องข้างล่างเป็นปูน มีเสาแน่นหนายกเรือนสูงขึ้น ด้วยภาพเขียนถูกทอดไม้กระดานเป็นชิ้น ๆ เอามาปะติดปะต่อในภายหลัง โดมมีการเขียนชอล์กตัวเลขกำกับแผ่นไว้บนภาพเขียน ดังนั้นหากกล่าวโดยรวม ๆ วัดบางแคใหญ่น่าจะเป็นวัดมีมาแต่สมัยอยุธยาแล้วและเจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์มาสร้างปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๒(พ.ศ.๒๓๕๗)

ประวัติท่านผู้แต่ง     เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์สมุหพระกลาโหม มีนามเดิมว่า แสง วงศาโรจน์ เป็นบุตรของเจ้าพระยาราชบุรี (เสม วงศาโรจน์) ซึ่งรับราชการมีความดีความชอบมาตั้งแต่ครั้งต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ ทั้งเป็นต้นตระกูล "วงศาโรจน์"ดังสืบสายมาจนถึงปัจจุบัน เชื้อสายของตระกูลวงศาโรจน์สืบสายหนึ่งมาจากราชนิกูลบางช้าง กล่าวคือ พระยาราชบุรี (เสม วงศาโรจน์) เป็นบุตรของท่านยายเดื่อ และท่านตาขุนแกล้ว ท่านยายเดื่อเป็นธิดาของท่านยายเมืองซึ่งเป็นพี่สาวของท่านนาค หรือสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี พระชนนีของสมเด็จพระอัมรินทราพระบรมราชินีพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อันมีนิวาสถานเดิมอยู่แถบอัมพวานั้นเอง และเชื้อสายราชนิกูลสายนี้มักรับราชการสนองพระเดชพระคุณในแถบสมุทรสงคราม สมุทรสาคร ต่อมาถึงราชบุรีด้วย (มณฑลราชบุรี, ๒๔๖๘) เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ (แสง วงศาโรจน์) ได้รับราชการมีความดีความชอบมาโดยสม่ำเสมอตั้งแต่ครั้งต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ แล้ว กล่าวคือในขณะที่ผู้บิดาคือ พระยาราชบุรี (เสม วงศาโรจน์) ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาราชบุรี หลังจากปราบดาภิเษกเสร็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว (พ.ศ.๒๓๒๕) ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานบรรดาศักติ์นายแสงในคราวเดียวกันนี้ ตามความว่า "ให้นายแสง เป็นพระยาสมุทรสงคราม" พระยาสมุทรสงคราม (แสง) นับว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถเป็นพิเศษ เพราะมิได้รับราชการเฉพาะตำแหน่งว่าราชการเมืองแถบถิ่นราชบุรี สมุทรสงครามเท่านั้น หากมีความดีความชอบถึงขนาดได้เป็นสมุหพระกลาโหม บังคับบัญชาทหารทั้งปวง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี หลังจากทรงบรมราชาภิเษกแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งข้าราชการผู้มีความรับผิดชอบในการนี้มีเจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์รวมอยู่ด้วย เจ้าพรยาวงษาสุรศักดิ์ สมุหพระกลาโหม ได้รับพระราชโองการให้เป็นแม่ทัพไปราชการสงครามกับพม่าที่ชายแดนไทยอยู่เสมอ และในคราวที่คาดว่าเป็นเหตุการณ์ใกล้เคียงกับเรื่องราวที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมบนฝาประจัน ณ วัดบางแคใหญ่นี้ ก็น่าจะเป็นครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ไปขัดตาทัพที่ราชบุรี เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ.๒๓๖๔ นั่นเอง

มีเพื่อนๆ เข้าชม

เชิญติ ชมมาได้ที่ E-mail:[email protected]

1
Hosted by www.Geocities.ws