สเปกตรัมของธาตุต่างๆ สเปกตรัมเป็นแสงที่ถูกแยกกระจายออกเป็นแถบสีต่าง ๆ และแสงเป็นรูปหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของคลื่นและพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเสียก่อนแล้วนำความรู้เรื่องดังกล่าวมาใช้ในการวิเคราะห์สเปกตรัมได้ กุสตาฟ เคอร์ชอฟ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่า สเปกโทรสโคป ( Spectroscope) ซึ่งใช้สำหรับแยกสเปกตรัมของแสงขาว และตรวจเส้นสเปกตรัมของสารที่ถูกเผาซึ่งสามารถนำมาตรวจสารต่างๆ ได้ว่าประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ตาราง 1.3 แสดงสเปกตรัมและสีของเปลวไฟ
|
สารประกอบ |
สีของเปลวไฟ |
สีสเปกตรัม |
เกลือ Na |
เหลือง |
เหลืองเข้ม |
เกลือ Ba |
เขียวอมเหลือง |
เขียว |
เกลือ Ca |
แดงอิฐ |
แดงเข้ม |
เกลือ Cu |
เขียว |
เขียวเข้ม |
เกลือ K |
ม่วง |
ม่วงเข้ม |
ถ้าเปรียบเทียบสเปกตรัมของสารต่างๆ กับสเปกตรัมของแสงอาทิตย์และแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนซ์จะพบว่าสเปกตรัมที่เห็นจากแสงอาทิตย์มีลักษณะแถบสีต่อเนื่องกันเรียกว่า สเปกตรัมแบบต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นสเปกตรัมของแสงขาวนั่นเอง สำหรับเส้นสเปกตรัมที่เกิดจากหลอดฟลูออเรสเซนซ์ นอกจากจะเห็นเป็นแถบสเปกตรัมแสงขาวแล้วยังมีส่วนที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งเส้นที่เห็นเด่นชัดคือสีเขียว ซึ่งเกิดจากธาตุที่บรรจุไว้ในหลอด
สำหรับสเปกตรัมหรือสีของเปลวไฟที่ได้จากการเผาสารประกอบต่างๆ ดังตารางข้างต้น จะได้สีที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ถ้าเผาสารประกอบพวกเกลือโซเดียม อาจเป็น โซเดียมคลอไรด์ (NaCI), โซเดียมซัลเฟต (Na 2 SO 4 ) จะได้สีของสเปกตรัมที่เด่นชัดที่สุดคือ สีเหลือง ซึ่งสรุปได้ว่าเส้นสเปกตรัมที่เกิดจากโลหะชนิดเดียวกันจะให้สีของเปลวไฟหรือสเปกตรัมเหมือนกัน ส่วนอโลหะก็จะให้สเปกตรัมแต่จะอยู่ในช่วงความถี่ที่ตาของเรามองไม่เห็น
ชนิดก๊าซหรือไอ |
สีสเปกตรัม |
ก๊าซ ไฮโดรเจน |
ม่วง |
ก๊าซนีออน |
แดงส้ม |
ไอปรอท |
เขียว |
สำหรับพวกก๊าซหรือไอก็อาจดูสเปกตรัมได้ โดยการนำก๊าซมาบรรจุในหลอดแก้วที่เรียกว่าหลอดสเปกตรัมโดยทำให้มีความดันต่ำ ความต่างศักย์สูงซึ่งจะใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการเผาด้วยความร้อนก็จะให้สเปกตรัมสีต่างๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งพบว่าก๊าซแต่ละชนิดก็จะให้สเปกตรัมที่แตกต่างกัน
เมตร = 10.13 นาโมเมตร ![]()
อะตอมประกอบด้วยโปรตอนอยู่ในนิวเคลียส และอิเล็กตรอนอยู่รอบนิวเคลียส อิเล็กตรอน คงไม่อยู่กับที่แน่นอน มิฉะนั้นคงจะถูกดูดติดกับนิวเคลียสในสภาวะปกติอิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่อยู่ในบริเวณที่มีผลรวมของพลังงานศักย์ ( พลังงานที่เกิดจากการดึงดูดระหว่างอิเล็กตรอน - โปรตอน ) และพลังงานจลน์ ( พลังงานเนื่องจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ) ต่ำสุด คือ ระดับพลังงานพื้นฐาน (E 1 = Ground state) เมื่อให้พลังงานแก่อะตอม อิเล็กตรอนจะได้รับพลังงานจำนวนหนึ่งมากพอที่ทำให้มีพลังงานในสถานะถูกกระตุ้น ( E 2 = Excited state) คือ สูงกว่าปกติ เมื่อเป็นเช่นนี้อะตอมจะพยายามปรับตัวเองให้เข้าอยู่ในสถานะพื้น โดยการคายพลังงานออกมาในรูปของแสงที่มีความถี่เฉพาะค่า
= พลังงานที่คายออกมา = E 1 E 2 =