Citroen hydractive suspension
ซีตรองเป็นผู้บุกเบิกในด้านการออกแบบระบบกันสะเทือนที่ช่ำชอง,
ในปี1955 ซีตรองได้แนะนำรถรุ่นDSซึ่งมีระบบไฮดรอนิวเมติกที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
สามารถปรับระดับตัวถังได้ด้วยตัวเองตลอดการขับขี่
ระบบกันสะเทือนไฮดรอนิวเมติกนั้นใช้หลักการการสะท้อนตัวกลับของก๊าซไนโตรเจน และการใช้แรงดันของน้ำมันไฮดรอลิก
ระบบกันสะเทือนสามารถยืดออก หรือหดเข้าได้โดยการเปลี่ยนแปลงแรงดันของน้ำมันไฮดรอลิคภายในระบบ
น้ำมันไฮดรอลิคแรงดันสูงนั้นมีแม่ปั๊มเป็นผู้สร้าง และส่งไปส่วนต่างๆทางท่อแป็บขนาดเล็ก
และปรับความสูงได้โดยการใช้ลิ้นควบคุมแบบกลไก เป็นตัวจ่ายน้ำมันไฮดรอลิคไปยังส่วนต่างๆ
ถึงแม้ว่าระบบกันสะเทือนแบบไฮดรอนิวเมติกจะประสบความสำเร็จอย่างน่าตื่นเต้นในการแนะนำตัว
เมื่อครั้งแรกสู่สาธารณชน, แต่ซีตรองก็ได้พัฒนาระบบกันสะเทือนให้ดีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
โดยการตัดสินใจ เพิ่มการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เข้าไว้ในรถซีตรอง รุ่นXMเป็นรุ่นแรก
ซึ่งระบบกันสะเทือนแบบนี้ ถูกเรียกว่า "Hydractive suspension"
ระบบนี้ทำให้เกิดความสบายยามขับขี่เป็นพิเศษ ประกอบกันกับการควบคุมล้อที่กระชับขึ้นในยามที่เราต้องการให้เป็น.
ส่วนประกอบหลักของระบบไฮแดรกทีฟได้แสดงในภาพที่
7.24
มันเป็นระบบกันสะเทือนแบบ semi-active suspension ซึ่งให้ความยืดหยุ่น2แบบ คือ
แบบ'Sport' และแบบ 'Comfort' และให้การซับแรงกด2แบบคือแบบ 'Soft' และ Firm' ระบบไฮแดรกทีฟนี้ใช้แรงดันน้ำมันไฮดรอลิก
และก๊าซไนโตรเจน
และได้เพิ่มตุ้มก๊าซไนโตรเจนลูกที่สามเข้าไปคั่นอยู่ระหว่างกลางของระบบกันสะเทือนส่วนหน้า
และส่วนท้าย
(อยู่กลางระหว่างช็อคอัพฯ คู่หน้า และอยู่กลางระหว่างช็อคอัพฯคู่หลัง)
ในระหว่างการขับขี่อย่างปกติ ไมโครคอมพิวเตอร์(ECUหลัก)จะสั่งการให้โซลีนอยด์วาล์ว
(Solenoid Valves = ลิ้นที่เปิด -ปิดด้วยไฟฟ้า) เปิดให้ตุ้มลูกที่3
ทำงานร่วมกับวงจรไฮดรอลิค ของระบบกันสะเทือนในแต่ละคู่
ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณก๊าซไนโตรเจนอีก50เปอร์เซ็นต์
ทำให้ลดความแข็งของระบบกันสะเทือนลงมาก และให้การขับขี่ที่สบายดียิ่งขึ้นไปอีก
เนื่องจากการซับแรง(Damping force)ได้ลดลงไปนั่นเอง
เมื่อโซลีนอยด์วาล์วเปิดช่องทางให้น้ำมันไฮดรอลิคไหลผ่านต่อเชื่อมระหว่างตุ้มทั้งสามลูก
ในช็อคอัพฯแต่ละคู่,
และในทางตรงข้าม
เมื่อECUได้พิจารณาว่า
เงื่อนไขการขับขี่นั้นมีความต้องการปรับระบบกันสะเทือนให้มีความมั่นคงมากขึ้น
มันจะสั่งการให้โซลีนอยด์วาล์ว แยกตุ้มลูกที่สามออกจากระบบ และหยุดการไหลผ่านของน้ำมันไฮดรอลิกตามแนวขวาง
ระหว่างกระบอกช็อคอัพฯหลักทั้งคู่ นี่เป็นการเพิ่มความมั่นคง และซับแรงให้เกิดความ
กระชับมากขึ้น อีกทั้งช่วยกำจัดอาการโคลงของรถอีกด้วย
ECU จะรับจากสัญญาณทั้ง8จุด
อันได้แก่
ตำแหน่งของสวิตช์ควบคุม (SPORT และ COMFORT),
ตำแหน่งของพวงมาลัยและอัตราการหมุน,
ความเร็วรถ,
การเคลื่อนที่ของคันเร่ง,
แรงกดเบรค,
การเคลื่อนที่ของตัวถัง,
ประตูรถ,
และไฟเตือนที่หน้าปัทม์.

เซ็นเซอร์วัดความเร็วรถจะถูกแยกออกมาเป็นชุด และติดตั้งไว้ที่ส่วนท้ายของตัวเรือนเกียร์
และที่เกียร์ส่งกำลังจะถูกติดตั้งแหวนแม่เหล็ก(แหวนแม่เหล็กนี้จะประกอบสลับขั้วเหนือ
ขั้วใต้กันไว้หลายๆวง)
เครื่องจับสัญญาณ Hall-effectจะหันไปทางแหวนแม่เหล็ก และทำให้มีแรงดันไฟฟ้าขนาดเล็กขึ้น(ประมาณ1มิลลิโวลท์)ในแต่ละครั้งที่ขั้วเหนือเคลื่อนที่ผ่านมัน
ในเมื่อเกียร์ถูกจัดการแบบนั้น เมื่อเกิดแรงดันไฟฟ้า1ครั้ง จะได้ระยะทางที่รถเคลื่อนที่ไปครั้งละ20เซ็นติเมตร
เป็นการใช้วิธีการวัดความเร็วที่แม่นยำอย่างมาก
ตำแหน่งคันเร่งได้รับมาจากเซ็นเซอร์ตำแหน่งลิ้นปีกผีเสื้อ; เครื่องวัดแรงดันแบบหมุนถูกใช้
แรงกดเบรคถูกวัดโดยทางอ้อม, ใช้สวิตช์แรงดัน เมื่อแรงดันน้ำมันไฮดรอลิคในวงจรห้ามล้อมีเกินกว่า35บาร์(bar)
สวิตช์จะเปิดวงจร และดังเช่นนั้น ECUจะป้อนขึ้นไปถึง5โวลท์ นี่แสดงถึงการเบรคที่มั่นคง
ถ้าแรงดันเบรคต่ำกว่า35บาร์, สวิตช์จะต่อสิ่งที่ป้อนเข้าในECUลงดิน
ซึ่งแสดงว่าแรงการเบรคนั้นต่ำ
สวิตช์ Sport จะถูกติดตั้งไว้ที่คอนโซลกลางข้างคันเกียร์ คนขับสามารถที่จะเลือกโปรแกรมควบคุมระบบกันสะเทือนให้เหมาะสมมากขึ้นกับความเร็ว
หรือการขับแบบสปอร์ต(Sporty)
