|
Phraya Son Ratchada-ngoenkong had this temple built
in 1489. He also had a huge Buddha image made. The dimensions
ofthis image are 2 meters by 3 meters, using about 1200
kilograms of gold. It was thus called Phra Chao Lna
Thong, indicating the price of the gold used.
Another beautiful image in this temple is Phra Chao
Thong Thip., which is a Sukhothai-styled bronze Buddha
image with very beautiful facial features
Wat Phra That Chom Kitti :This temple challenges its
visitors to climb up 339 steps in order to admire its
beauty. It is, however, also asseccible by car. King
Phangkharat had this shrine built to contain Buddha's
relics. In 1487, Muen Chiang Song had a new pagoda built
to cover the old pagoda.
Another pagoda containing Buddha's relics in the area
is Phra That Chom Chaeng. A look-out point behind this
pagoda offers a vantage point to enjoy the Mekong vista.
Wat Phra That Pha Ngao : Built uniquely on a big slab
of solid rock, Phra That Pha Ngao is a relatively small
bell-shaped pagoda. Another slab of rock stands in front
of the pagoda as though it were the shadow. Thus derived
the name " Pha-ngao" meaning the rock shadow.
Initially, this temple was called Wat Sop Kham. Its
former location was by the Mehong River, and the temple
was anually eroded by the tides. Townspeople thus agreed
to rebuild the temple further inland by a deserted temple
at the foot of Doi Kham. During the construction , they
found under the base of the old Bullha image a magnificent
Chiang Saen style statuette in subduing mara posture.
After half of the Buddha image was revealed, the excavation
was stopped and a prayer hall was built to cover it.
The image was called "Luang Pho Pha Ngao"
Phra Bormmathat Phuttanimit Chedi ;This gigantic white
chedi on top of Doi Kham was constructed as a meritorious
donation to the present King Bhumibol and Queen Sirikit.
This is another vantage point to enjoy the view of the
entire city of Chiang Saen.

Chiang Saen Lake ;Commonly known as "Nong Bong Khai
sanctruary" since 1985 , the lake covers about 640 acres
of land. This is an exeeptional sight, especially in
the cold season when seas of mist cover the whole area.
It is a much-chosen recreational resort for local people
and tourists.
Another special treat at this lake is several flocks
of rare birds that migrate to settle around the lake
in the cold season, esjpecially audubons, mandarin ducks,
teals, and several others.
Go Top
|
วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เจ้าทองงั่ว ราชโอรสพระเจ้าติโลกราชเป็นผู้สร้างเมื่อ
พ.ศ.2032 ได้ทรงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งหนักล้านทอง (1,200
กิโลกรัม) ขนานนามว่า พระเจ้าล้านทอง เป็นพระประธานหน้าตักกว้าง
2 เมตร สูง 3 เมตรเศษ ในวัดนี้ยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง
ได้มาจากวัดทองทิพย์ซึ่งเป็นวัดร้าง เรียกกันว่า พระเจ้าทองทิพย์
เป็นพระพุทธรูปทองเหลือง พระพักตร์งดงามมาก ลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย
หน้าตักกว้าง 1 ศอก 15 นิ้ว สูง 2 ศอก 10 นิ้ว
อยู่ในท้องที่อำเภอเชียงแสน ตั้งอยู่บนเนินเขานอกกำแพง
มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 1.7 กิโลเมตร ตามพงศาวดารกล่าวว่า
พระเจ้าพังคราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เมื่อ พ.ศ.1483 สมัยเดียวกับการสร้างพระธาตุจอมทองของเชียงราย
ทั้งนี้เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสองสมัยเชียงแสน
ต่อมาพระเจ้าสุวรรณคำล้าน ได้เสริมและปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุใหม่
ขณะนี้สูง 13 เมตร ฐานกว้าง 8 เมตร
อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปตามเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ
ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสบคำ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
มีเนื้อที่ 143 ไร่ มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กตั้งอยู่บนหินก้อนใหญ่
วิหารปัจจุบันสร้างทับซากวิหารเดิม บนยอดเขาข้างหลังวัด
เป็นที่ตั้งของพระบรมพุทธนิมิตรเจดีย์ ที่มองเห็นทิวทัศน์สวยงามได้โดยรอบ
มีประวัติตามตำนานว่า สร้างโดยพระเจ้าลวจักราช เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่
12 แต่หลักฐานที่พบแสดงว่า มีอายุอยู่ในช่วงไม่เกินพุทธศตวรรษที่
21 กรมศิลปากรได้ขุดพบหลักฐาน ทางโบราณคดีที่สำคัญมากมาย
โดยเฉพาะภาพขูดขีดบนแผ่นอิฐ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระชาติ
ของพระพุทธเจ้าตอนเวสสันดรชาดกเช่นพระเวสสันดรเดินป่า
ชูชกเฝ้าพระเวสสันดร เป็นต้น ลักษณะของภาพเป็นการเขียนลงบนอิฐ
ก่อนการเผา ที่น่าสนใจคือ อิฐดังกล่าวถูกนำมาก่อเป็นผนังและฉาบปูนปิดทับ
คงเนื่องจากความศรัทธาของชาวบ้าน ผู้สร้างวัดถวายมากกว่าเจาะจงให้คนมาชม
นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนจิตรกรรมฝาผนัง ที่หลุดพังมาจากผนังวิหาร
มีสภาพแตกหักแต่ยังคงเหลือลักษณะของสี และตัวภาพซึ่งใช้สีชาดและสีแดงเพียง
2 สี นับได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญทางวิชาการอย่างยิ่ง
แยกซ้ายจากเส้นทางเชียงแสน-สบรวก ก่อนถึงสามเหลี่ยมทองคำเล็กน้อย
รถยนต์สามารถขึ้นไปถึงยอดเขา หรือจะเดินขึ้นบันไดไปก็ได้
พระธาตุปูเข้านี้ สร้างขึ้นบนดอยเชียงเมี่ยง ริมปากน้ำรวก
เมื่อ พ.ศ. 1302 ในสมัยพระยาลาวเก้าแก้วมาเมือง กษัตริย์องค์ที่
2 แห่งเวียงหิรัญนครเงินยาง โบราณสถานประกอบด้วยพระวิหาร
และกลุ่มเจดีย์ที่พังทลายก่อด้วยอิฐ มีร่องรอยการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น
นอกจากนี้บนดอยเชียงเมี่ยง ยังเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นสามเหลี่ยมทองคำได้ชัดเจน
หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า หนองบงคาย มีพื้นที่ประมาณ 2,711ไร่
เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในท้องที่ตำบลโยนก ห่างจากเชียงแสน
5 กิโลเมตร ตามทางสายเชียงแสน-แม่จัน จะมีทางแยกซ้าย บริเวณ
กม. ที่ 27 บ้านกู่เต้า ไปอีก 2 กิโลเมตร เป็นที่อยู่ของนกประจำถิ่น
คือนกอีโก้ง นกอีล้ำ เป็ดแดง ในฤดูหนาวจะมีฝูงนกน้ำ อพยพมาอาศัยที่ทะเลสาบแห่งนี้อยู่หลายชนิดเช่น
เป็ดเทาก้นดำ เป็ดเปียหน้าเขียว เป็ดดำหัวดำ ริมทะเลสาบมีร้านอาหารและที่พัก
มีตำนานเล่าว่าเจ้าเมืองเชียงแสน ได้เลี้ยงเป็ดและห่านไว้ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง
แต่มีปลาไหลเผือกตัวหนึ่งออกมากินเป็ดและห่านทุกวัน จนเจ้าเมืองทนไม่ได้
จึงขอฝ้ายบ้านละหนึ่งปี๊บ เพื่อมาพันหลังเป็ดและห่านทุกตัวให้เป็นสายเบ็ด
เมื่อปลาไหลเผือกออกมากินเป็ดอีกจึงติดเบ็ด ชาวบ้านจึงช่วยกันจับขึ้นมาที่บ้านแม่ฮะ
แล้วใส่เกวียนมายังบ้านแม่ลัว เพื่อทำเป็นอาหารแจกจ่ายไปทั่วเมือง
วันนั้นเองลูกชายของพระอินทร์ได้มาเที่ยวบ้านแม่ม่ายคนหนึ่ง
และได้ถามว่าเมืองนี้มีกลิ่นอะไรหอมไปทั่ว แม่ม่ายจึงเล่าให้ฟังลูกชายพระอินทร์จึงถามว่า
ได้กินปลาไหลเผือกกับเขาด้วยไหม นางตอบว่าชาวเมืองไม่ได้แบ่งให้นาง
ลูกชายพระอินทร์จึงสั่งว่าคืนนี้หากได้ยินเสียงอะไร ห้ามออกนอกเรือนเด็ดขาด
พอตกกลางคืนก็มีเสียงดังกึกก้อง แม่ม่ายนึกถึงคำเตือน
จึงปิดประตูบ้านเงียบอยู่ พอตอนเช้าก็ไม่เห็นเมืองเสียแล้ว
มีแต่น้ำเวิ้งว้างไปทั่ว กลายเป็นทะเลสาบใหญ่โต
อยู่เหนือวัดพระธาตุผาเงาขึ้นไปบนดอยประมาณ 1 กิโลเมตร
ตัววัดหักพังหมดแล้วเหลือแต่เพียงซากอิฐเก่าๆ ดูแทบไม่เห็นรูปร่างแล้ว
อาจกล่าวได้ว่า วัดพระธาตุผาเงาและวัดเจดีย์เจ็ดยอดอยู่บนเขาลูกเดียวกัน
มีบริเวณต่อเนื่องกันอย่างกว้างขวาง บริเวณร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่สมกับเป็นสถานปฏิบัติธรรม
ตั้งอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9กิโลเมตร ตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง
สบรวกเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขง ซึ่งกั้นดินแดน ระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว
มาพบกับแม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่าง ประเทศไทยและประเทศพม่า
จากจุดนี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็น ฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน
สามเหลี่ยมทองคำ เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว
เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมาก เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้
แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นที่ว่านี้อีกแล้ว คงเหลือแต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำ
และเขตแดนของ 3 ประเทศเท่านั้น
.. บริเวณสบรวกมีบริการเรือให้เช่าเพื่อเดินทางไปชมทิวทัศน์
บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ใช้เวลา 20 นาที และยังสามารถเช่าเรือจากสบรวก
ไปยังเชียงแสนและเชียงของได้ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที และ
1 ชั่วโมงครึ่งตามลำดับ
กลับสู่ด้านบน
|