ที่นี่เจียงฮาย.. สุดยอดแดนสยามเจ้า
Home | Gallery | Search | Link | Guestbook | About us
Around Historic Chiang Saen

.... Archeological remains cofirm that Chiang Saen had been a crucial site of human settlement since pre-historic times. The greater Chiang Saen covers the area of approcimately 500 acres, 36 of temples remain to mark the city boundary including old city walls , moats, fortresses, gateways and temples.

Chiang Saen National Museum
The museum arrangd three displays for its visitors. The first section narrates the settlement history of Chiang Saen and its jpre-historic culture. Archeological finds on display comprise stucco sculptures from Wat Pa Sak., Buddha images in Lanna artistic style, ancient inscriptions, and jpottery. The second section of the museum mainly provides infromation concerning archeological sites and artifacts which had been unearthed in Chiang Saen. The third jpart is the exhibition of ethnic people along the Mekong River basins, including Tai Yai, Tai Lue and other hilltribe people

The Museum is open on Wednesdays -Sundays from 8.30am.-4.30pm. except on official holidays. Admission 10 baht. Information about the ancient city of Chiang Saen is available at the tourist service center opposite the museum.

Wat Chedi Luang
Wat Chedi Luang. Built in 1291 , this temple houses the biggest chedi in Chiang Saen. It is a bell-shaped chedi with an octagonal base. The main hall and other surrounding chedis have all fallen in ruins.


Wat Pa Sak
Wat Pa Sak : In 1295, Prince Saen Phu built this temple to contain Buddha's relics. He also had 300 teak trees planted in the temple compound.

Wat Pa Sak sits on 16 acre of land. There are 22 historic remains on the temple grounds. The main bell-shaped chedi has five tapering spires.

The chedi at Wat Pa Sak are condidered to be in the best physical condition as well as the most beautiful of Lanna style. The pattern and desigh on the chedi reflect artistic development in Chiang Saen, revealing its original adoption of Sukhothai, Pagan (Phukam) , and Hariphunchai artistic styles. Through the process of cultural transformation, a unique Chiang Saen style was realized. It has since become the prototype of Lanna chedis. Admission to the temple is 10 baht.
Go Top

อำเภอเชียงแสน

เป็นอำเภอเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 59 กิโลเมตร โดยแยกจากทางหลวงหมายเลข 110 ที่อำเภอแม่จัน ไปตามทางหลวงหมายเลข 1016 ประมาณ 31 กิโลเมตร เชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เดิมชื่อเวียงหิรัญนครเงินยาง แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น และโบราณสถานหลายแห่งปรากฏอยู่ทั้งในและนอกตัวเมือง นักท่องเที่ยวสามารถแวะสอบถามข้อมูล และชมแบบจำลองเมืองเชียงแสน ได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน
ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ที่ได้จากบริเวณเมืองโบราณเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ลวดลายปูนปั้นฝีมือล้านนา พระพุทธรูปและศิลาจารึกจากเชียงแสน และจากจังหวัดพะเยา พร้อมทั้งให้ข้อมูลทางด้านวิชาการ เกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานของชุมชน และประวัติการสร้างเมืองเชียงแสน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อและชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ เครื่องเขิน เครื่องดนตรี เครื่องประดับ อุปกรณ์การสูบฝิ่น เป็นต้น เปิดทำการตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมชาวไทย คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท

Wat Jedi Luang
วัดพระธาตุเจดีย์หลวง

ตั้งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสนด้านทิศตะวันออก สร้างโดยพระเจ้าแสนภูเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 โบราณสถาน ประกอบด้วยเจดีย์ประธานทรงระฆังแบบล้านนา สูง 88 เมตร ฐานกว้าง 24 เมตร เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน นอกจากนี้มีพระวิหารซึ่งเก่ามาก พังทลายเกือบหมดแล้ว และเจดีย์รายแบบต่างๆ 4 องค์

Wat PaSak
วัดป่าสัก

อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปทางทิศตะวันตกประมาณ 1 กิโลเมตร ในเขตตำบลเวียง พระเจ้าแสนภูทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1838 และให้ปลูกต้นสักแวดล้อมกำแพงจำนวน 300 ต้น จึงได้ชื่อว่า วัดป่าสัก ทรงตั้งพระพุทธโฆษาจารย์เป็นสังฆราชจำพรรษา ณ อารามแห่งนี้ ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ประธานทรงมณฑปยอดระฆัง ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอันวิจิตร มีฐานกว้าง 8 เมตร สูง 12.5 เมตร เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ กระดูกตาตุ่มข้างขวาจากเมืองปาฏลีบุตร
กลับสู่ด้านบน

 

Wat Phra Chao Lan Thong
Phraya Son Ratchada-ngoenkong had this temple built in 1489. He also had a huge Buddha image made. The dimensions ofthis image are 2 meters by 3 meters, using about 1200 kilograms of gold. It was thus called Phra Chao Lna Thong, indicating the price of the gold used.

Another beautiful image in this temple is Phra Chao Thong Thip., which is a Sukhothai-styled bronze Buddha image with very beautiful facial features

Wat Phra That Chom Kitti
Wat Phra That Chom Kitti :This temple challenges its visitors to climb up 339 steps in order to admire its beauty. It is, however, also asseccible by car. King Phangkharat had this shrine built to contain Buddha's relics. In 1487, Muen Chiang Song had a new pagoda built to cover the old pagoda.

Another pagoda containing Buddha's relics in the area is Phra That Chom Chaeng. A look-out point behind this pagoda offers a vantage point to enjoy the Mekong vista.

Wat Phra That Pha Ngao
Wat Phra That Pha Ngao : Built uniquely on a big slab of solid rock, Phra That Pha Ngao is a relatively small bell-shaped pagoda. Another slab of rock stands in front of the pagoda as though it were the shadow. Thus derived the name " Pha-ngao" meaning the rock shadow.

Initially, this temple was called Wat Sop Kham. Its former location was by the Mehong River, and the temple was anually eroded by the tides. Townspeople thus agreed to rebuild the temple further inland by a deserted temple at the foot of Doi Kham. During the construction , they found under the base of the old Bullha image a magnificent Chiang Saen style statuette in subduing mara posture. After half of the Buddha image was revealed, the excavation was stopped and a prayer hall was built to cover it. The image was called "Luang Pho Pha Ngao"

Phra Bormmathat Phuttanimit Chedi
Phra Bormmathat Phuttanimit Chedi ;This gigantic white chedi on top of Doi Kham was constructed as a meritorious donation to the present King Bhumibol and Queen Sirikit. This is another vantage point to enjoy the view of the entire city of Chiang Saen.



Chiang Saen Lake
Chiang Saen Lake ;Commonly known as "Nong Bong Khai sanctruary" since 1985 , the lake covers about 640 acres of land. This is an exeeptional sight, especially in the cold season when seas of mist cover the whole area. It is a much-chosen recreational resort for local people and tourists.

Another special treat at this lake is several flocks of rare birds that migrate to settle around the lake in the cold season, esjpecially audubons, mandarin ducks, teals, and several others.
Go Top

Wat Pra Chao Lan Tong
วัดพระเจ้าล้านทอง

วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เจ้าทองงั่ว ราชโอรสพระเจ้าติโลกราชเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ.2032 ได้ทรงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งหนักล้านทอง (1,200 กิโลกรัม) ขนานนามว่า พระเจ้าล้านทอง เป็นพระประธานหน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 3 เมตรเศษ ในวัดนี้ยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง ได้มาจากวัดทองทิพย์ซึ่งเป็นวัดร้าง เรียกกันว่า พระเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปทองเหลือง พระพักตร์งดงามมาก ลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 1 ศอก 15 นิ้ว สูง 2 ศอก 10 นิ้ว

วัดพระธาตุจอมกิตติ
อยู่ในท้องที่อำเภอเชียงแสน ตั้งอยู่บนเนินเขานอกกำแพง มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 1.7 กิโลเมตร ตามพงศาวดารกล่าวว่า พระเจ้าพังคราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เมื่อ พ.ศ.1483 สมัยเดียวกับการสร้างพระธาตุจอมทองของเชียงราย ทั้งนี้เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสองสมัยเชียงแสน ต่อมาพระเจ้าสุวรรณคำล้าน ได้เสริมและปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุใหม่ ขณะนี้สูง 13 เมตร ฐานกว้าง 8 เมตร

วัดพระธาตุผาเงา
อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสนไปตามเส้นทางเชียงแสน-เชียงของ ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสบคำ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีเนื้อที่ 143 ไร่ มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กตั้งอยู่บนหินก้อนใหญ่ วิหารปัจจุบันสร้างทับซากวิหารเดิม บนยอดเขาข้างหลังวัด เป็นที่ตั้งของพระบรมพุทธนิมิตรเจดีย์ ที่มองเห็นทิวทัศน์สวยงามได้โดยรอบ

วัดสังฆาแก้วดอนหัน
มีประวัติตามตำนานว่า สร้างโดยพระเจ้าลวจักราช เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 12 แต่หลักฐานที่พบแสดงว่า มีอายุอยู่ในช่วงไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 21 กรมศิลปากรได้ขุดพบหลักฐาน ทางโบราณคดีที่สำคัญมากมาย โดยเฉพาะภาพขูดขีดบนแผ่นอิฐ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระชาติ ของพระพุทธเจ้าตอนเวสสันดรชาดกเช่นพระเวสสันดรเดินป่า ชูชกเฝ้าพระเวสสันดร เป็นต้น ลักษณะของภาพเป็นการเขียนลงบนอิฐ ก่อนการเผา ที่น่าสนใจคือ อิฐดังกล่าวถูกนำมาก่อเป็นผนังและฉาบปูนปิดทับ คงเนื่องจากความศรัทธาของชาวบ้าน ผู้สร้างวัดถวายมากกว่าเจาะจงให้คนมาชม

นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนจิตรกรรมฝาผนัง ที่หลุดพังมาจากผนังวิหาร มีสภาพแตกหักแต่ยังคงเหลือลักษณะของสี และตัวภาพซึ่งใช้สีชาดและสีแดงเพียง 2 สี นับได้ว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญทางวิชาการอย่างยิ่ง

พระธาตุดอยปูเข้า
แยกซ้ายจากเส้นทางเชียงแสน-สบรวก ก่อนถึงสามเหลี่ยมทองคำเล็กน้อย รถยนต์สามารถขึ้นไปถึงยอดเขา หรือจะเดินขึ้นบันไดไปก็ได้

พระธาตุปูเข้านี้ สร้างขึ้นบนดอยเชียงเมี่ยง ริมปากน้ำรวก เมื่อ พ.ศ. 1302 ในสมัยพระยาลาวเก้าแก้วมาเมือง กษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งเวียงหิรัญนครเงินยาง โบราณสถานประกอบด้วยพระวิหาร และกลุ่มเจดีย์ที่พังทลายก่อด้วยอิฐ มีร่องรอยการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น นอกจากนี้บนดอยเชียงเมี่ยง ยังเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นสามเหลี่ยมทองคำได้ชัดเจน

ทะเลสาบเชียงแสน
หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า หนองบงคาย มีพื้นที่ประมาณ 2,711ไร่ เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ในท้องที่ตำบลโยนก ห่างจากเชียงแสน 5 กิโลเมตร ตามทางสายเชียงแสน-แม่จัน จะมีทางแยกซ้าย บริเวณ กม. ที่ 27 บ้านกู่เต้า ไปอีก 2 กิโลเมตร เป็นที่อยู่ของนกประจำถิ่น คือนกอีโก้ง นกอีล้ำ เป็ดแดง ในฤดูหนาวจะมีฝูงนกน้ำ อพยพมาอาศัยที่ทะเลสาบแห่งนี้อยู่หลายชนิดเช่น เป็ดเทาก้นดำ เป็ดเปียหน้าเขียว เป็ดดำหัวดำ ริมทะเลสาบมีร้านอาหารและที่พัก

มีตำนานเล่าว่าเจ้าเมืองเชียงแสน ได้เลี้ยงเป็ดและห่านไว้ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง แต่มีปลาไหลเผือกตัวหนึ่งออกมากินเป็ดและห่านทุกวัน จนเจ้าเมืองทนไม่ได้ จึงขอฝ้ายบ้านละหนึ่งปี๊บ เพื่อมาพันหลังเป็ดและห่านทุกตัวให้เป็นสายเบ็ด เมื่อปลาไหลเผือกออกมากินเป็ดอีกจึงติดเบ็ด ชาวบ้านจึงช่วยกันจับขึ้นมาที่บ้านแม่ฮะ แล้วใส่เกวียนมายังบ้านแม่ลัว เพื่อทำเป็นอาหารแจกจ่ายไปทั่วเมือง วันนั้นเองลูกชายของพระอินทร์ได้มาเที่ยวบ้านแม่ม่ายคนหนึ่ง และได้ถามว่าเมืองนี้มีกลิ่นอะไรหอมไปทั่ว แม่ม่ายจึงเล่าให้ฟังลูกชายพระอินทร์จึงถามว่า ได้กินปลาไหลเผือกกับเขาด้วยไหม นางตอบว่าชาวเมืองไม่ได้แบ่งให้นาง ลูกชายพระอินทร์จึงสั่งว่าคืนนี้หากได้ยินเสียงอะไร ห้ามออกนอกเรือนเด็ดขาด พอตกกลางคืนก็มีเสียงดังกึกก้อง แม่ม่ายนึกถึงคำเตือน จึงปิดประตูบ้านเงียบอยู่ พอตอนเช้าก็ไม่เห็นเมืองเสียแล้ว มีแต่น้ำเวิ้งว้างไปทั่ว กลายเป็นทะเลสาบใหญ่โต

วัดเจดีย์เจ็ดยอด
อยู่เหนือวัดพระธาตุผาเงาขึ้นไปบนดอยประมาณ 1 กิโลเมตร ตัววัดหักพังหมดแล้วเหลือแต่เพียงซากอิฐเก่าๆ ดูแทบไม่เห็นรูปร่างแล้ว อาจกล่าวได้ว่า วัดพระธาตุผาเงาและวัดเจดีย์เจ็ดยอดอยู่บนเขาลูกเดียวกัน มีบริเวณต่อเนื่องกันอย่างกว้างขวาง บริเวณร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่สมกับเป็นสถานปฏิบัติธรรม

สบรวก
(ดินแดนแห่งสามเหลี่ยมทองคำ)

ตั้งอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9กิโลเมตร ตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง สบรวกเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขง ซึ่งกั้นดินแดน ระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว มาพบกับแม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่าง ประเทศไทยและประเทศพม่า จากจุดนี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็น ฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน สามเหลี่ยมทองคำ เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมาก เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นที่ว่านี้อีกแล้ว คงเหลือแต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำ และเขตแดนของ 3 ประเทศเท่านั้น

.. บริเวณสบรวกมีบริการเรือให้เช่าเพื่อเดินทางไปชมทิวทัศน์ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ใช้เวลา 20 นาที และยังสามารถเช่าเรือจากสบรวก ไปยังเชียงแสนและเชียงของได้ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที และ 1 ชั่วโมงครึ่งตามลำดับ
กลับสู่ด้านบน

Home | Gallery | Search | Link | Guestbook | About us
Copyright © 2003, Picky Joom Radio - Power by Dream designed
Hosted by www.Geocities.ws

1