
เมื่อพญามังรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบๆ ได้แล้ว
ทรงกรีฑาทัพไปตีหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา ซึ่งได้ไปรวม พล ณ เมืองลาวกู่เต้า
และหมอควาญได้นำช้างมงคลของพญามังรายไปผูกไว้ในป่าหัวดอยทิศตะวันออก
เกิดพลัดหายไป พญามังราย จึงได้เสด็จติดตามรอยช้างไปจนถึงดอยจอมทอง
ริมแม่น้ำกก ได้ทัศนาการเห็นภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิที่ดี
จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในที่นั่น ให้ก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ท่ามกลางเมือง
ขนานนามเมืองว่า
เมืองเชียงราย ตามพระนามของพญามังรายผู้สร้าง
ดังนั้นจึงได้นำรูปช้างเป็นตราประจำจังหวัดเชียงราย
ได้ชื่อว่า "เมืองแห่งเจ็ดสายน้ำ" รายล้อมด้วยสามสิบห้าดอย
หลากหลายด้วยกลุ่มชาติพันธุ์กว่าสิบเผ่า อยู่เหนือสุดของประเทศ และเป็นประตูไปสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนหรือเขตสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ
ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ นับเป็นสมญานามที่ฟ้าลิขิตให้เชียงรายโดยแท้
เพราะเป็นจังหวัดเดียวของประเทศไทย ที่เป็นเมืองหน้าด่านติดต่อกับประเทศ
เพื่อนบ้านถึง 2ประเทศ คือพม่ากับลาวด้วยแนวชายแดนยาวถึง 310 กิโลเมตร
มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นเส้นเขต แดนไทย - ลาว ยาวถึง 94 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตอนใต้ของจีนคือแคว้นสิบสองปันนา
เพียง 254 กิโลเมตร เชียงรายจึงเป็นศูนย์กลางของเมือง 5 เชียง คือล้อมรอบด้วย
เชียงใหม่ เชียงตุง เชียงรุ้งและเชียงทอง(หลวงพระบาง) ที่อยู่รายรอบในรัศมีไม่เกิน
300 กิโลเมตร
เชียงรายเป็นดินแดนแห่ง ประวัติศาสตร์ยุคแรกของอาณาจักรชาติไทยตั้งแต่สมัยต้นพุทธกาลที่เดียว
(เฉพาะเมืองเชียงรายซึ่งเป็นราชธานีสุดท้ายบนฝั่งแม่น้ำกก มีอายุถึง
738 ปี เมื่อนับถึงปี พ.ศ. 2543) เชียงรายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมาแต่โบราณกาล
จึงอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ พืชพันธุ์ ธัญญาหารและมังสาหาร
จนเป็นสัญลักษณ์ของเมืองข้าวสาร บ้านลิ้นจี้ สับปะรดนางแล และพืชผักผลไม้เมืองหนาวนานนิด
เป็นแหล่งที่อยู่ของปลาบึก เจ้าแห่งปลาน้ำจืดแม่น้ำโขงที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เป็นแหล่งและตลาดอัญมณีจากพม่าโดยตรง เป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรม อากาศก็เย็นสบายจนได้รับการขนานนามให้เป็นสวิสเซอร์แลนด์ของเมืองไทย
ประวัติเมืองเชียงราย
บริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำกก เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของชนชาติไทยและอารยธรรมไทย
ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 1800 ร่องรอยที่เป็นรูปธรรมของสังคมและอารยธรรมไทยลุ่มน้ำกก
ได้แก่ ซากเมืองโบราณที่มีอยู่ เกลื่อนกลาดบนสองฝั่งแม่น้ำกก เท่าที่ค้นพบในปัจจุบันมีซากเมืองโบราณถึง
27 เมือง ตั้งแต่อำเภอฝาง ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำกก จนถึงเมืองเชียงแสน
นับเป็นพยานที่ดีว่าได้มีชนชาติไทยชุมนุมกันตั้งถิ่นฐานอยู่ใน บริเวณแม่น้ำกกอย่างหนาแน่น
และได้ขยายตัวมีการสร้าง บ้านแปลงเมืองกันไม่ขาดสาย
ศูนย์กลางทางการเมืองของไทยแห่งลุ่มน้ำกกในยุคแรก ตั้งอยู่ที่ลำน้ำแม่สายซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำกก
ขึ้นไปเล็กน้อย ตำนานสิงหนวัติจดบันทึกไว้ว่าราชวงศ์กษัตริย์ในเมือง
ชื่อสิงหนวัติกุมาร อพยพคนไทยจาก นครไทยเทศในยูนนาน ลงมาตั้งอาณาจักรโยนกนาคพันธุ์
ณ บริเวณละว้านที (แม่น้ำสาย) และแม่น้ำโขง ตั้งแต่ต้นพุทธกาลก่อนได้ชื่อว่าโยนก
ตำนานสิงหนวัติได้กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นดินแดนสุวรรณโคมคำ แต่รกร้างไปแล้ว
เมื่อสิงหนวัติกุมารนำไพร่บ้านพลเมือง มาจากนครไทยเทศ จึงมาสร้างเมืองขึ้นใหม่ชื่อว่า
สิงหนวัตินคร ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น โยนกนครไชยบุรี ราชธานีศรีช้างแสน
(ช้างแสนแปลว่าช้างรอง) และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น เชียงแสน และเรียนพลเมืองของโยนกนครว่า
ชาวยวน
ตำนานเงินยางเชียงแสนได้กล่าวถึงปู่เจ้าลาวจก เป็นผู้ตั้งอาณาจักรเงินยาง
หรือ หิรัญนคร เมื่อ พ.ศ. 1181 เป็นยุคที่สองต่อจาก โยนกนาคพันธุ์
ซึ่งล่มสลายไปแล้ว โดยตั้งเป็นศูนย์กลางอยู่ ณ บริเวณเดียวกับ โยนกนาคพันธุ์เดิม
แต่ไพร่บ้านพลเมืองส่วนใหญ่อยู่กันหนาแน่นที่ปากแม่น้ำกกสบแม่น้ำโขง
อาศัยน้ำท่า ที่อุดมสมบูรณ์ทำนา การปกครอง บ้านเมืองก็ใช้พื้นที่ทำนาเป็นเกณฑ์การแบ่งเขต
เช่น แบ่งเป็นพัฒนา หมื่นนา แสนนาและล้านนา เป็นต้น มีเมืองเชียงแสน
เป็นเมืองสำคัญและมีเมืองเล็กเมืองน้อยที่เรียกว่า เวียง เกิดขึ้น
ตามบริเวณที่ราบลุ่มน้ำต่างๆ อีกมากมาย
ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 บริเวณลุ่มแม่น้ำกก มีการ
สร้างบ้านแปลงเมือง
โดยพญามังราย(พ.ศ. 1781 - 1860) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย บุตรของพญาลาวเม็ง
(ผู้ปกครองหิรัญนครเงินยาง) และพระนางเทพ คำข่าย (เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงรุ้ง)
ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทนพญาลางเม็งที่เมืองหิรัญนคร เงินยาง เชียงแสน
ในปี พ.ศ. 1802 และได้ทรงย้ายราชธานีจากเมืองหิรัญนครเงินยาง (ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมือง
เชียงแสน) มาสร้างราชธานีแห่งใหม่ที่ริมฝั่งแม่น้ำกก เมื่อ พ.ศ.
1805 และได้ขนานนามราชธานีแห่งนี้ว่า
เชียงราย ซึ่งมีความหมายว่า
"เมืองของพญามังราย"
จากนั้นได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติเชื้อสาย
ลัวะ จักราช เช่นเมืองเชียงไร เมืองปง เมืองเวียงคำ เชียงเงิน เชียงช้าง
เชียงของ ฯลฯ เข้ามาไว้ในอำนาจ รวมทั้งได้สร้าง เวียงฝางขึ้นมาในปี
1812
ต่อมาพระองค์ได้ขยายอำนาจสู่ดินแดนลุ่มแม่น้ำปิง สามารถยึดเมืองหริภุญชัย
(ลำพูน) ได้ในปี 1817 และได้เมืองอังวะพุกามในปี 1832 โดยได้นำเอาช่างจากพุกามมาไว้ที่เชียงแสนด้วย
หลังจากนั้น พระองค์จึง ย้ายราชธานีมายังบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง โดยสร้างเมือง
นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ.1839 และครองราชย์อยู่ที่เชียงใหม่ตลอด
โดยให้ขุนคราม ราชโอรสไปครองเมืองเชียงรายแทน เชียงรายจึงกลายสภาพ
เป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่
ภายหลังการย้ายราชธานีของพญามังราย เชียงรายก็ถูกเปลี่ยนเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชและ
ในระยะต่อมาบทบาท เมืองเชียงรายก็ถูกริดรอนลง เมื่อเชียงใหม่เกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงอำนาจกันเอง
อาณาจักรล้านนาก็เริ่มเสื่อมและเสียเอกราชให้แก่พระเจ้าบุเรงนอง
กษัตริย์พม่าเมื่อพ.ศ. 2101 เมืองเชียงรายจึงตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพม่านานถึง
200 ปี โดยในระหว่างที่พม่าเข้ามามีอำนาจนั้น พม่าได้ฟื้นฟู เมืองเชียงแสนเป็นเมืองสำคัญในการปกครองของหัวเมืองเหนือ
ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี อาณาจักรไทยได้ทำสงครามกับพม่าหลายครั้ง
จน บรรดาผู้นำของคนไทยตอนเหนือ เช่น พญาจ่าบ้าน พญากาวิละ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้ากรุงธนบุรี
ได้ทำการต่อสู้กับพม่าที่เรียกว่า
ฟื้นม่าน เพื่อช่วยขับไล่พม่าออกไปจากล้านนาไทย
แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ต่อมาพญากาวิละเป็นผู้มีบทบาทมาก ในการเกลี้ยกล่อมให้บรรดาเมืองต่างๆ
ในล้านนาร่วมมือกันต่อสู้พม่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเห็นความสำคัญของอาณาจักรล้านนาไทย
จึงทรงสนับสนุนให้ ทัพมาช่วย และโปรดเกล้าสถาปนาเชียงใหม่ขึ้นเป็นประเทศราช
และแต่งตั้งให้พญากาวิละเป็นพระเจ้ากาวิละ ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในปี 2347 พระเจ้ากาวิละ ได้ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสน และกวาดต้อนผู้คน
บริเวณเมืองต่างๆ ออกไปทั้งหมด ทำให้เมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองเชียงรายกลายเป็นเมืองร้าง
ในปี 2386 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมืองเชียงรายได้รับการฟื้นฟู บูรณะขึ้นอีกครั้ง มีฐานะเป็นเมืองบริวาร
ของเชียงใหม่ โดยมีเจ้าหลวงธรรมลังกาเป็นเจ้าเมืององค์แรก และ นับตั้งแต่ปี
2400 เป็นต้นมา การปกครอง เมืองเชียงราย ในฐานะเป็นเมืองบริวารของเมืองเชียงใหม่
ประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่เรียกว่า "เจ้าขัน 5 ใบ"
เป็นคณะปกครองเมืองเชียงราย ประกอบด้วย เจ้าหลวง พระยาอุปราช พระยาราชวงศ์
พระยาราชบุตร และพระยายุรีรัตน์ เป็นผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังมี "เต้าสนามหลวง"
ประกอบด้วยเจ้านายขุนนางชั้นสูง ทำหน้าที่ปกครองบ้านเมือง และเมืองเชียงราย
มีเจ้าหลวง และเจ้านาย บุตรหลานเชื้อสายราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนปกครองเป็นระยะเวลานานถึง
60 ปี (พ.ศ. 2386 - 2446) จนมีการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่
5
สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินนโยบายสร้างความเป็นเอกภาพ
ทางการเมือง โดยค่อยๆ ริดรอนอำนาจของเจ้าผู้ครองนคร พยายามไม่ให้เกิดความขัดแย้งในการดึงอำนาจ
เข้าสู่ส่วนกลาง นับตั้งแต่ปี 2427 จนถึง 2442 ได้ประกาศจัดตั้งมณฑลพายัพ
และเป็นการยกเลิกหัวเมือง ประเทศราชล้านนาไทย ทำให้ล้านนาไทยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง
ตั้งแต่ปี 2463 - 2453 รัฐบาลได้ส่งข้าหลวงคือ พ.ต. หลวงภูวนาทนฤบาล
มาดูแลเมืองเชียงราย โดยให้รวมเมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า
เมืองพะเยา แม่ใจ ดอกคำใต้ แม่สรวย เชียงคำ เชียงของ ตั้งเป็นหัวเมืองจัตวา
เรียกว่า
เมืองเชียงราย อยู่ในมณฑลพายัพ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่
6 ได้มีการยกเลิกการปกครอง แบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองเชียงรายจึงมีฐานะเป็นจังหวัด
โดยเมืองฝางถูกแยกเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่จนถึงปี พ.ศ.
2520 อำเภอพะเยา พร้อมกับอีก 6 อำเภอบริวารจึงถูกยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
:
Chiang
Rai Today : เชียงรายปัจจุบัน
..กลับสู่ด้านบน