โรงเรียนสอนธุรกิจ กับ MLM
 
บทนำ
                หากคุณเชื่อว่า คนที่จะร่ำรวยได้จะต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณคงจะต้องมองหาโอกาส ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจสักตัว แต่คุณเชื่อ หรือไม่ การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ก็ไม่ได้การันตี ว่าคุณจะประสบความสำเร็จ หรือร่ำรวยเสมอไป ในทางตรงกันข้ามการเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณจะต้องลงทุน และที่แน่นอนคือ คุณมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว หรือขาดทุน ขอให้คุณพิจารณาคำกล่าวที่ว่า“ธุรกิจส่วนใหญ่ ล้มเหลวไป ภายใน5ปีแรก” หรือ “95%ของธุรกิจมักล้มเหลว มีแค่5% เท่านั้นที่รอด” หรือ “เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ ล้มเหลวถึง3ครั้ง กว่าจะสำเร็จ ยิ่งใหญ่ได้”

        แล้วหาก คุณต้องการร่ำรวย ประสบความสำเร็จในธุรกิจ  บางทีเราก็เริ่มต้นไม่ถูกเหมือนกัน วันนี้ผมชวนคุณมาลองทำธุรกิจ MLM แล้วเราช่วยกัน คิด ช่วยกันหาแนวทาง หลังจากที่ผมลองมาอยู่พักหนึ่งแล้ว จนขณะนี้มีทีม 400กว่าคน ผมพยายามสื่อ สิ่งเหล่านี้กับทีม ของผม เพื่ออะไร เพื่อให้เขาเข้าใจ สิ่งที่ถูกต้อง การทำMLM ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตื้อ ไปง้องอน ไปหลอกให้เขามาประชุม แล้วผลที่ตามมา เราเสียเพื่อน เสียความไว้วางใจจากพี่น้อง เหมือนๆกับ คนที่ทำMLMในปัจจุบันปฏิบัติ จนทำให้เกิดภาพลบในธุรกิจ นี้   วันนี้หากคุณมาทำMLM กับธุรกิจของMinery แล้วอยู่ทีมเดียวกับผม เราจะมาปรับกลยุทธ์การทำงานกันใหม่ ผมไม่ได้เก่งอะไร แต่เราจะมาเปิดใจรับรู้ความจริงกัน แบบผมเปิดใจ ให้กับทีมงาน ก่อนที่จะชวนมาร่วมงาน กัน

                                                              ฉัตรชัย  สิริยานนท์ (หม่องฯ) 29 ก.ย.2546

การตลาด ของการขาย

         เมื่อมีการผลิตสินค้า ออกมาผลิตภัณฑ์ หนึ่ง ต้องมีการวางขาย หากเป็นผลิตภัณฑ์ ในครัวเรือน ย่อมไม่สามารถผลิตออกมาได้ไม่มากเนื่องจาก มีอุปสรรคของการผลิตไม่ว่า ด้านอัตรากำลังคน หรือเครื่องจักร การวางสินค้าตัวนั้น เพื่อการจัดจำหน่าย ย่อมไม่เป็นเรื่องซับซ้อน บางครั้งเดินเร่ขายในท้องถิ่นนั้นๆ ก็สามารถจำหน่ายได้หมดโดยไม่ยาก ตรงนี้มันประกอบกับการเป็นที่ร้จักอยู่แล้ว ในท้องถิ่นนั้นๆ แต่หากเกิดมีการตั้งโรงงานผลิต มีขีดความสามารถในการผลิตมากๆ การขายแบบเดินเร่ขาย ในท้องถิ่นนั้น ย่อมไม่พอกับความต้องการ สินค้าย่อมเหลือ ต้องกระจายสินค้านั้นออกไปยังท้องถิ่น อาจจะดำเนินการในหลาวิธี เช่นวิธีนำไปฝากขายในท้องถิ่นอื่นๆก่อน เนื่องจากสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก ย่อมทำให้ผู้ซื้ออยากที่จะตัดสินใจ ควักกระเป๋าจ่าย แม้นสินค้าตัวนี้จะดีจริงมีคุณภาพ นี่จึงเป็นที่มาของการ ต้องการทำการตลาด เพื่อให้ขายสินค้านั้นให้ได้

พอมาถึงตรงนี้ เราจะทำการตลาด อย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นหลัก 4P ที่ประกอบด้วย product Promotion place Price ตรงนี้จะไม่กล่าว เพราะมันเป็น ทฤษฎี กันเกินไป แต่ที่เราเห็น ก็ คือการใช้วิธีโฆษณา ให้รู้จักสินค้า เป็นอันดับแรก ที่เราคุ้นๆกัน ไม่ว่า จะเป็นวิธี แหกปากปาวๆโฆษณา เวลาไปตั้งจุดจำหน่ายสินค้า การปิดป้ายโฆษณา การโมษณา ผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ แต่นั่นแหละ ทุกจุกทุกขั้นตอน ของการทำการโฆษณา ย่อมมีค่าใช้จ่าย มากหรือ น้อยขึ้นอยู่กับสื่อที่ใช้ หากเป็น โทรทัศน์ จะแพงที่สุด เพราะเขาคิดเป็นนาที ต่อครั้ง อย่างของช่อง7สี ช่วงเวลาข่าว ค่าโฆษณา นาทีละ4แสนกว่าบาท ต่อครั้ง เพราะฉะนั้น ลองคำนวณเอาคร่าวๆหากสินค้าไหน หากเราเจอในโทรทัศน์ บ่อยๆ นั่นแสดงว่า เขาใช้งบตรงนี้เดือนละเกือบเป็น100ล้านเชียว ตรงนี้ คุ้ม ไหม

 เป็นคำถาม…ที่นักการตลาด นักบริหาร ทุกคนจะมีคำตอบหลากหลาย การคุ้ม มันต้องอยู่ที่จุดสินค้านั้นๆ ขายออก แต่ระยะแรกๆ มักจะไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมักจะต้องตั้งงบตรงนี้ เป็นหลายร้อยล้าน เพื่อโมษณาหลายๆช่องของโทรทัศน์ เพราะอะไร …ก็ เพราะคนชอบดูรายการไม่เหมือนกัน เป็นประการแรก และอีกประการ ท่านอาจจะไม่เชื่อ ว่า อุปสรรคอีกตัวที่ต้องทำให้ต้องลงโฆษณา มาก ก็ เพราะ รีโมทโทรทัศน์ ฟังแล้วอาจจะนึกว่ามันเป็นได้ อย่างไร ก็ เวลาโฆษณา ธรรมชาติของคนย่อมกดรีโมท เปลี่ยนช่อง ก็ ของมันอยู่ในมือกดเมื่อไร ก็ ได้

ตรงนี้ แหละ ที่ทำให้ นักการตลาด นักบริหารปวดหัวมานัก ต่อนักแล้ว เพราะตรงนี้คือต้นทุนอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นสินค้าในปัจจุบัน ทีเราใช้ๆกินๆ กันอยู่ หลาย ยี่ห้อที่ต้นทุนผลิตจริงๆ 1บาท +ค่าโฆษณา3-4บาท +ค่ากำไรอีก50สตางค์+ค่ายี่ปั้ว +ซาปั้ว +จั๊บปั้ว มาถึงปลายทางให้เราซื้อบริโภค มันจึงกลายเป็น10บาท ได้โดยถือว่าเป็นเรื่องปกติ

ต้องใหญ่ถึงจะอยู่
           ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ( เมื่อ สค.46) กล่าวถึงทิศทางของเศรษฐกิจโดยรวมของโลกว่า ที่ผ่านมาในภาคของธุรกิจโดยรวมของโลก ทวีความใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆบางองค์กรมียอดรายได้ของบางบริษัทเป็นเม็ดเงินมากกว่าจีดีพีของบางประเทศ

เมื่อภาคธุรกิจใช้หลักการที่ว่า “ต้องใหญ่ถึงจะอยู่” พยายามขยายกิจการและการลงทุนเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือเกิดover investment หรือ over capacity ในหลายอุตสาหกรรม กระทั่งนำไปสู่สงครามราคาในเวลาต่อมา ส่งผลให้หลายบริษัทต้องควบรวมกิจการกัน มีการปรับองค์กรเสียใหม่ เพื่อค้นหาจุดแข็งในองค์กรเพื่อนำไปต่อสู้กับคู่แข่งในตลาด

ดร.สุวิทย์ กล่าว ว่า การแข่งขันกันที่สิ่ง ฉาบฉวยภายนอกไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากองค์กรใดสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้บริโภคได้เท่าไหร่ยิ่งจะได้เปรียบ ต้องใช้หลักการแข่งขันที่เรียกว่า Hi-tech/Hi touch หมายความว่าในตัวผลิตภัณฑ์

จะต้องทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่ต้องทำความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองสิ่งนี้ต้องดำเนินไปควบคู่กัน หลักการนี้นำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า “Creative Industry”

แนวโน้มของเศรษฐกิจในโลกอนาคตจะอยู่ที่ธุรกิจด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง7%ของเศรษฐกิจโลก โดยความคิดสร้างสรรค์จะถูกใช้เป็นกุญแจสำคัญในแผนการตลาด โดยให้น้ำหนักกับเรื่องของอารมณ์ให้มากขึ้นนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับงานทางด้านเทคโนโลยี (Functional+Emotional) แปรจากสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ (Value) ให้กับผู้บริโภค

จะเห็น ได้ว่า ขณะนี้ หาก ทำธุรกิจ ใดๆ ก็ ตาม หากไม่ใหญ่ ไม่โตพอ ย่อมจะแจ้งเกิดได้ยาก มันหมดสมัย เรื่อง เก่ง+เฮง แล้ว หาก ท่านไม่ทำใหญ่ ระดับลงทุน10ล้าน 100ล้าน ไม่ต้องอะไร มากหรอกแค่ขายก๋วยเตี๋ยว อย่างเดียว ยังมีแฟนชายน์ ที่จะเป็นอะไร ต่อมิอะไร เลย เพราะบริษัท ทุกบริษัทฯในทุกด้าน ไม่ว่า จะทำอะไร จะมีการขยายสาขา การค้า ให้ ครอบคลุม หากเราจะทำเพียงเล็กๆ ก็ ย่อมใด้แค่กลุ่มเป้าหมายเล็กๆ และเม็ดเงินที่จะมาเป็นผลกำไร ก็ไม่มาก และ ไม่มีโอกาส โต

 

โรงเรียนสอนธุรกิจ เมื่ออยากจะเป็นเศรษฐี

หากคุณเชื่อว่า คนที่จะร่ำรวยได้จะต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณคงจะต้องมองหาโอกาส ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจสักตัว แต่คุณเชื่อ หรือไม่ การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ก็ไม่ได้การันตี ว่าคุณจะประสบความสำเร็จ หรือร่ำรวยเสมอไป ในทางตรงกันข้ามการเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณจะต้องลงทุน และที่แน่นอนคือ คุณมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว หรือขาดทุน ขอให้คุณพิจารณาคำกล่าวที่ว่า

“ธุรกิจส่วนใหญ่ ล้มเหลวไป ภายใน5ปีแรก” หรือ “95%ของธุรกิจมักล้มเหลว มีแค่5% เท่านั้นที่รอด” หรือ “เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ ล้มเหลวถึง3ครั้ง กว่าจะสำเร็จ ยิ่งใหญ่ได้”

เมื่อคุณอ่านถึงประโยคเหล่านี้ ไม่สามารถทำให้คุณเปลี่ยนความตั้งใจ และคุณยังยืนยันความตั้งใจเดิมของคุณที่จะเป็นเศรษฐีให้ได้ คุณคงต้องมามองทางเลือกในการลงทุนเป็นเจ้าของธุรกิจ 3 ประเภท คือ

1.การสร้างบริษัทใหญ่ๆขึ้นมา (ต้นทุนการเป็นเจ้าของ ธุรกิจ สูง คุณต้องมีเงินมากพอ)

2.การเลือกซื้อแฟรนไชร์ (ต้นทุนสูง ทำงานภายใต้ข้อสัญญา)

3.การเข้าร่วมธุรกิจ แบบขายตรง หรือการตลาดแบบเครือข่าย (วิธีการที่ใหม่ เหมาะสำหรับคนพร้อมที่จะเรียนรู้)

คุณจะเห็นว่าการจะเป็นเจ้าของธุรกิจ 2 ประเภทแรกนั้น ต้องมีต้นทุนสูง คือใช้เงินลงทุนมาก ในกรณีคุณไม่มีเงินลงทุน แต่มุ่งมั่นที่จะเป็นเศรษฐีจากการเป็นเจ้าของธุรกิจให้ได้ คุณคงเหลือทางเลือกที่ 3 ประการเดียว

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะร่วมธุรกิจแบบเครือข่ายขายตรง สิ่งแรกที่จะต้องทำ คุณต้องเลือกบริษัทให้ รอบครอบ เพราะว่าบริษัทส่วนใหญ่มักจะบอกว่า สุดยอดทั้งสินค้า แผนการตลาด องค์กร แต่ในปัจจุบันสิ่งที่ต้องเน้นให้คุณดู คือ การฝึกอบรม ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จะบอกว่ามี แต่ที่จริงแล้วไม่มี หรืออีกนัยหนึ่งแค่การฝึกแค่เพียงสอนคุณให้เป็นพนักงานขายสินค้า มากกว่า จะเป็นเจ้าของธุรกิจ การฝึกอบรมที่คุณต้องการคือ กระบวนการเรียนรู้ทางธุรกิจที่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณ ให้แตกต่างไปจากเดิมให้ได้

การเข้าร่วมธุรกิจขายตรง ถือว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จากผู้สอนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในโลกธุรกิจ ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนในโรงเรียนธุรกิจทั่วๆไป ที่มักจะพบว่า อาจารย์ผู้สอนไม่เคยมีประสบการณ์จริงในการทำธุรกิจเลย สักนิดเดียว อย่างเก่งก็เรียนจากกรณีศึกษา(Case Study)ไม่มีโอกาสลงมือทำ

        สารบัญบทความ              หน้าต่อไป

1