เรื่องสั้นๆของลุงอินน์ |
||
|
|
|
ผมเอาเรื่องสั้น กึ่งบทความ ต่อไปนี้นำมาให้อ่านกัน เพราะชอบในลีลา ของผู้เขียน ที่เขียนบรรยากาศ ธรรมชาติในชนบท ของทางเหนือจนมองเห็นภาพเก่าๆในอดีตได้ อย่างแจ่มชัด ทั้งยังสอดแทรกแนวปรัชญาของวิถีชีวิต ได้อย่างกลมกลืน ปนเจ็บแสบ ลุงอินน์ คือนิคเนม นามปากกา ของหนุ่มใหญ่วัย40กว่าๆ ที่ผ่านการมีครอบครัว แต่ตอนนี้คงเหลือเพียงครัว จึงไม่สงสัยว่า ผม และลุงอินน์เจอกันแต่ละครั้งไม่ว่าจะบรรยากาศทางเหนือ หรือ ใน กทม เรา2คนตะบี้ตะบันกินเหล้า เหมือนกับว่าเหล้ามันจะขาดแคลน ในวันรุ่ง พรุ่งนี้ ลองอ่านเรื่องราวที่ เขาเขียน ก็พอจะมองภาพ ของลุงอินน์ออก หม่องฯ 28ก.ย.46 คิดถึงบ้าน
หนาวจะตายอยู่แล้ว...น้องแก้วยังไม่เห็นใจบ้าง... รักๆพี่หน่อยน้องนางเห็นใจพี่บ้าง เถิดนะแม่คุณ... แตร แร แร้ แหร่ แร แต แร้ แร แร แรแหร่ แหร่ แร... ฯลฯ เสียงแหลมเล็ก..เด็กน้อยวัย10 ขวบ ที่จำเนื้อเพลงของครูสุรพล... หนาวนี้พี่ตายแน่ ได้มั่งไม่ได้มั่ง..ตะเบ็งก้อง ร้องเพลงลั่นคุ้งน้ำอย่างมีความสุข.. บนคอของเจ้าหนูคล้องด้วย พวงดอกงิ้วสีแดงสด ร้อยด้วยเส้นของเถาย่านาง เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวในการมาเล่นน้ำในตอนเย็น จะต้องเก็บดอกงิ้วป่ากลับบ้านทุกวัน เป็นของฝากแม่ ดอกงิ้วเมื่อแกะเอากลีบดอกออก เอาแต่ก้านเกษตร ตากแดดให้แห้ง.. ก็จะกลายเป็น ส่วนประกอบอาหารอย่างหนึ่ง และเก็บไว้ได้เป็นปีๆ เป็นการถนอมอาหารแบบชาวบ้าน เรียกมันว่าดอกงิ้วแห้งก็แล้วกัน... เวลาทำขนมจีน..เวลาแกงแค(คล้ายแกงป่าแต่ใส่ข้าวคั่ว)..นำมาแช่น้ำใช้เป็น เครื่องประกอบอาหารดังกล่าว บ่ายคล้อยแล้ว..หลังเลิกเรียน เด็กๆก็จะพากันวิ่งไล่กัน ลงไปยังแม่น้ำสายหลักที่ทุกคนเกิดมาก็เห็น ใช้เป็นที่ฝึกว่ายน้ำ อาบดื่ม กิน แถมยังมีปลานาๆชนิดเป็นอาหารเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน แม่น้ำสายนี้ นอกคนแล้วสัตว์เลี้ยงวัวควายก็ได้ประโยชน์เช่นเดียวกันกับคน ท้องน้ำสมบูรณ์ด้วยจอกแหน อากาศร้อนๆมันลงมากินจอกแหนกันเป็นฝูงๆ เมื่อแสงตะวันคล้อยทิวเขาที่อยู่เบื้องหน้า จะกลายสีเป็นน้ำเงินสด ต้นงิ้วสูงชนิดแหงนคอตั้งบ่า ลำต้นสีขาวเงินสะท้อนแสงตะวันทาบ ดอกสีแดงสดเต็มต้น ไม่มีใบ ตัดกับท้องฟ้าน้ำเงินสด ยากที่จะหาภาษาใดมาบรรยายถ่ายทอดถึงความสวยงามยามนี้ได้....เสียงนกที่ทะเลาะแย่งน้ำหวาน และตัวหนอน บนยอดงิ้ว นกนานาๆชนิด นานาเสียง สร้างความวุ่นวายกลบคุ้งน้ำเวลานั้น.... ที่แม่น้ำ..คนหลายวัยก็ทะยอยกลับจาก ชายป่า...สาวๆมากันเป็นกลุ่ม..กลับจากไร่ข้าวโพดเชิงดอย... หยอกล้อกรี๊ดกร๊าดตามประสาแม่หญิง ..วางหาบสัมภาระ.....นุ่งกระโจมอกถลาลงลงเล่นน้ำ...ดำผุดดำว่าย ลุงป้าอาวอาก็มาหอบลูกจูงหลานมาด้วย..เจ้าตัวเล็กคลานต้วมเตี้ยมไม่กลัวจมน้ำหัวร่อเอิ๊กอ๊ากชอบใจเมื่อพี่ใหญ่วักน้ำเย็นสาดหยอกล้อ....มองไปไหนยามนี้จำเต็มด้วยผู้คนคราคร่ำลงมาอาบดื่มกิน แม่น้ำสะอาดสายนี้.... เพลาพลบค่ำกำลังจะย่ำมาอีกไม่นาน....พี่น้องต่างสะกิดเตือนไม่ให้เพลิดเพลินเกินเวลากลับบ้าน เมื่อผลัดผ้าเสร็จ ต่างเริ่มกลับหอบหิ้วสัมภาระ กระเตงเจ้าตัวเล็กใส่เอว..ที่พอเดินได้ก็วิ่งตาม หรือไม่ก็ขึ้นหลังความกับผู้พี่...เวลาไม่นานนัก..มันเหลือแต่รอยน้ำเปียกหยดเป็นทาง..และรอยเท้าของวัวควาย.. รอยเกวียนเคลื่อนที่ ควันไฟลอยอ้อยอิ่งเหมือนเสียดายไม่อยากให้วันนี้ผ่านไป...และมันจบวันด้วยความมืดปกคลุมที่สุด... เมืองเหนือมีสามฤดู คือร้อน ฝน หนาว ผมไม่ชอบฤดูร้อน เมื่อตอนเด็กๆเพราะมันอึดอัดนอนไม่หลับ หัวค่ำไอร้อนจากไฟป่ามากับสายลมหัวค่ำ ผมต้องออกมานอนนอกชาน แต่โชคดีที่มีดวงดาวให้ดูและจินตนาการไปตามประสาเด็กๆ ผมรู้จักดาวลูกไก่เป็นดาวแรก ผมตื้นตันคอตีบเมื่อฟังเพลงแหล่ของพระพรภิรมย์(สมันท่านยังไม่บวช)สงสารลูกไก่ 7 ตัวเป็นอย่างมาก ผมชอบฤดูฝน เพราะได้วิ่งเล่นน้ำฝนเก็บหอยโข่งและปูตามท้องนา หญ้าเปียกน้ำนุ่มเท้าชะมัดผมวิ่งแข่งเพื่อนไปพักใหญ่ตะข้องใบเล็กก็เต็มไปด้วยหอยและปู ผมยังไม่เก่งแต่ก็คิดไว้ในใจว่า วันหนึ่งผมต้องดักไซใส่เบ็ดเป็นแบบรุ่นพี่ที่เริ่มเป็นหนุ่มแล้ว ผมชอบฤดูหนาว ผมหลงไหลความสวยของพระจันทร์ของฤดูหนาว เสียงนกเค้าแมวร้องถลายามดึก ใบไม้สีเงินยาม เปียกน้ำค้างโดนแสงจันทร์ทาบทา ไหวหน่อยๆเพราะแรงลม เขาทะมึนสีเทาเกือบดำ...จันทร์กลมโตเหลืองสดค่อยไต่สูงขึ้น..แสงของจันทร์ขับไล่ท้องฟ้าน้ำเงินเข้มค่อยเปลี่ยนเป็นเหลืออมฟ้าจางๆ...กลิ่นควันไฟสุมไล่ยุงลอยมาตามลมเบาๆ...ตะเกียงน้ำมันก๊าดเปลว ไฟไหวเอนเพราะแรงลม...เป้าหมายคืนนี้คงหนีไม่พ้นไปแอ่วสาวบ้านเหนือ...กะว่าถ้าพูดกันเข้าใจ ปีนี้คงนอนหายหนาว....อา! หนุ่มดอยอย่างเรา ครก...กะลา...หมา...คนแก่ น้ำพริกเป็นอาหารหลักของคนไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยทวดก่อนทวดของทวดมาแล้ว สารพัดน้ำพริก ผมคงไม่ต้องบอกแล้วนะครับว่ามีน้ำพริกอะไรบ้าง เพราะตั้งแต่เกิดเราก็เจอแต่น้ำพริก...สิ่งที่เป็นเครื่องมือทำน้ำพริกก็คือครก... ครกบางอันมีอายุยืนยาวคู่ตระกุล....ครกบางลูกอายุมากกว่าผมอีกอะไรจะทนทานเท่าครกไม่มีแล้ว เพราะคุณยายตำตั้งแต่ยังสาวจนมาถึงปัจจุบัน ครกก็ยังอยู่ในสภาพดี... เคยมีคนล้อเลียนครก เช่นเอาครกไปจำนำมั่ง...ว่าเป็นไอ้ครกมั่ง...แต่ไปๆมาๆก็หนีไม่พ้นครก...เพราะต้องกินน้ำพริกจากครก ส่วนประกอบอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนไทยที่ขาดไม่ได้ก็คือกะทิ... งานบวชงานบุญ งานแต่งงานดอง พ่อตาตายแม่ยายหนี บวชชีโกนจุก ขนมกับข้าวคาวหวานหนีไม่พ้นกะทิ....วันเพ็ญเดือน 12 เมื่อคราวเป็นเด็กจำได้ จะทำโคมไฟไปจุดงานลอยกระทงก็ยังต้องพึ่งกะทิ เคี่ยวเอาน้ำมันจากกะทิที่เรียกว่าน้ำมันมะพร้าว ควั่นเชือกฝ้ายให้เป็นตีนกา จุ่มน้ำมันมะพร้าในกะลาเล็ก จุดเรียงรายกลิ่นหอมแข่งแสงจันทร์....กะทิมาจากเนื้อมะพร้าวในกะลา(ใครจะเถียงว่ามาจากชาวเกาะก็ตามใจ) เมื่อเอาเนื้อออกไปแล้วกะลาก็ถูกเหวี่ยงลงไปใต้ถุนบ้าน ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแล ซ้ำยังว่าให้สะดุ้งอีกว่า ใครอยู่ใต้กะลาโง่บ้างหล่ะ...และยังไปว่ากบว่าอึ่งมันอีกว่าอยู่ใต้กะลาแล้วโง่.. ปัจจุบันกะลายังเจอข้อหาให้ยุงลายอาศัยอีกเลยถูกสั่งให้ทำลาย....ฮ่วย.. หมา..สุนัขธรรมดา หมาน้อยดังสุดๆ พ.ศ.2504 เพราะคนแปลผิด สุกรแปลว่าหมาน้อยๆธรรมดา ผู้ใหญ่ลี..อ่ะ..ตัวการ...ประโยชน์ของสุนัขแบบไทยๆนั้นมากมาย หมาไทยอยู่คู่บ้านคู่เมือง เฝ้าบ้าน เข้าป่าเป็นเพื่อน ผมเห็นตาผมลงโทษไอ้กาง(เวลาวิ่งขามันกาง)โดยการ ขลิบใบหูมันดูโหดไปหน่อย แต่เห็นตาบอกว่ามันชอบอู้เวลาออกป่า ทำยอดตก พักนี้หาแลนหาตะกวดไม่ได้...แต่ที่เห็นตามบ้านนอกคอกนา หมาก็ยังมีบทบาทคู่กับคน.....ในเมืองผมเห็นแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ..หมาไทยมันโดนข้อหาเป็นพวกจรจัดเลยถูกจับทำหมัน...ต้องให้สูญพันธุ์ไม่งั้นเมืองบางกอกไม่สิวิไล...ผิดกับหมาฝรั่งเข้ามาได้ดิบได้ดี....มีเสื้อผ้าใส่ เจ็บไข้มีหมอรักษา แถมยังเข้าร้านตัดขนได้อีก..อาหารการกินของมันบางอย่างแพง กว่าที่ผมรับประทานเสียอีก...กรรมของสุนัขไทยไป... ครับสุดท้าย..คนแก่ จะเจอหน้าลูกหลานทีก็ตอนทอดผ้าป่า...สงกรานต์..เข้าพรรษาเท่านั้นยังไม่พอ ลูกเต้าเลี้ยงไม่ไหวก็เอาไปให้พ่อแม่ซึ่งเป็นคนแก่เลี้ยง..น่าสงสารผู้เฒ่าแทนที่ใช้ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายแบบคนสมัยเก่า คือเข้าวัดเข้าวาปฎิบัติธรรมหรือได้พักผ่อนบ้าง..... กลับต้องมาไล่ปล้ำลิงตัวเล็กๆซึ่งเป็นลูกของคนรุ่นใหม่(เขาเรียกตัวเองว่าอย่างนั้น)....อนิจจาคิดกันอย่างไรหนอ...ไม่กลัวกรรมตามทัน นี่คือองค์ประกอบของสังคมแบบไทยๆ...เสียดายความเป็นอยู่แบบไทยๆเราที่กำลังหายไปทุกที...ไม่รู้จะไปร้องขอความเป็นไทยคืนจากไหน...ผมไม่ได้ตีตนไปก่อนไข้นะครับไม่เชื่อลองดูสิ่งเหล่านี้ว่าได้รับการสนใจและอนุรักษ์มากน้อยแค่ไหน... ครก กะลา หมา คนแก่...ผมว่าบางคนไม่รู้จักหรือคนลืมไปแล้วด้วยครับ...สวัสดี ยากแม้แต่จะตั้งชื่อ มันเป็นเรื่องยากที่จะเขียน..และตั้งชื่อ จำความได้เมื่อผมเป็นเด็ก...บ้านผมอยู่ไกลโพ้น รอบๆหมู่บ้านมีแต่ท้องทุ่งนา มองไปทางไหน มีแต่ความเขียวขจี อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ในแม่น้ำมี กุ้ง หอย ปู ปลา ไม่มีตลาดสด ไม่มีเงินตรา ทุกอย่างไปหาเก็บเอาเอง เข้าป่าหาเห็ด หน่อไม้ หาเช้ากินบ่าย หาบ่ายกินค่ำ หาค่ำกินเช้า กลางวันก็มีเหล่านกน้อยใหญ่ประสานเสียง ร่าเริง ขับกล่อม ในกลางคืนก็มีเสียงกบเขียดแมลงกลางคืนทำหน้าที่ขับกล่อมแทน มหรสพทันสมัย ทุกชีวิตช่างประสานกลมกลืน ดำเนินตามสภาพฤดูกาล ร้อน ฝน หนาว.... รุ่นแล้วรุ่นเล่า ทวดของทวด ปู่ของปู่ ตาของตา ยายของยาย จากไป รุ่นใหม่ อาว อา ป้าลุง เข้ามาแทน แต่อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีตัวตนแล้วผมก็ได้รับคำบอกเล่าว่า ท่านเหล่านั้นอยู่บนหิ้ง หัวนอนพ่อ จึงไม่แปลกที่เวลาผมอยู่บ้านคนเดียวได้ เพราะรู้ว่ามีปู่ย่าตายายอยู่เป็นเพื่อนตลอด.. ต่อมา มีคนมาบอกว่าอย่าเดินเท้าเปล่านะเพราะในดินมีตัวพยาธิ มันจะไชเข้าในผิวหนังเข้ามาอยู่ ในท้องผม... ต่อมามีรถฉายหนังเอาเครื่องดื่มมาขาย บอกว่ามันบำรุงกำลัง มีคุณค่าทางอาหารสูง ผมไม่เข้าใจ มันเป็นผงๆสีน้ำตาลรสขมๆกลิ่นพิลึก มันจะสู้เขียดกบทาเกลือปิ้งไฟได้ไง... ต่อมาทางการบอกว่าหมู่บ้านผมมีคอมมิวนิส ผมไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมเดินหาจนทั่วหมู่บ้าน ไม่เคยเจอ... ต่อมาทางการได้ทำถนนหมู่บ้านให้ใหม่ ผมได้ยินพ่อพูดว่า ความเจริญๆๆ...อะไรกันแค่ถนนควายเดินนี่นะหรือ... ต่อมาสาวแก่แม่หม้ายเริ่มหายไปจากหมู่บ้าน แม่ผมบอกว่าเขาไป "ล่องใต้กัน" ผมคิดว่าคงสนุกนะเพราะคืนเดือนหงายเต็มฟ้า ผมก็เดิน "ล่องกอง(เดินตามถนน)" ทุกคืนๆ ต่อมามีชาวนาแต่งเครื่องแบบเรียกตัวเองว่า"เกษตรอำเภอ" เอาอะไรต่อมิอะไรมาให้ชาวบ้าน พาไปนั่งฟังเขาบอกว่าเป็นเกษตรแผนใหม่... ต่อมาตั๊กแตนในนาข้าวผมตายเรียบ ปูปลา หอยโข่ง เขาบอกว่าห้ามเก็บมากินนะ มันมีสารพิษเพราะเขาฉีดยาฯ ในนาข้าวหมดแล้ว ผมงงอีกคนฉีดยาทำไมไม่ตาย... ต่อมาอำเภอบอกว่า ใครไม่มีตังค์ซื้อยาฉีดนา ปุ๋ย ให้ไปยืมใช้ได้ที่ ธกส.คนเลยแห่กันไปรอยืมกันเต็มเลย...ต่อมามีคนมาซื้อที่นา เขาถมแล้วแบ่งเป็นแปลงๆปลูกบ้านเป็นหลังบอกว่าเป็นหมู่บ้านจัดสรร มีบริเวณเล็กกว่าคอกควายบ้านผมอีก...โถ..คนบ้านผมอยู่บ้านปูนหายใจไม่ออกหรอก พื้นที่ต้องกว้างๆ ..ไม่รู้คิดได้อย่างไร พ่อค้าคนนั้น... ครับ....ความเจริญที่พ่อผมบอก มันย้อมสีให้หมู่บ้านผมเสียใหม่.....ไม่มีใครห้ามใครได้เพราะทุกคนไชโย โห่ร้อง รับความเจริญ....ครูบ้านผมสามารถไปสอนหนังสือได้ แต่พอความเจริญมา ต้องกระเสือกระสนขายที่ซื้อรถเก๋งขับ คันเดียวไม่พอเพราะเมียก็เป็นครูต้องเอาอีกคันหนึ่ง..เดี๋ยวนี้ต้องจอดเอาผ้าคลุมไว้ แบบเลี้ยงไก่ชนกางมุ้งเป็นขี้ข้ารถ....ผมเห็นอะไรต่อมิอะไรถูกทำลายด้วยความเจริญ...ทำไงดีครับผมจะบอกให้ชาวบ้านกลัวความเจริญ แบบผมบ้าง..!! มดง่าม ลมพัดความหอมของกลิ่นดินที่ถูกฝนแรกชะชุ่มฉ่ำไปทุกอณูคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณทุ่งนั้น เรียกร้องเอา สีสรรของธรรมชาติกลับคืนภาวะเดิม... ดินดำ.... น้ำฟ้า...พฤกษา เขียวขจี แสดแดงสด..มวลดอกไม้ หลายหมื่นแสนล้านชีวิตน้อยใหญ่พลิกฟื้น...ชีวิตน้อยใหญ่.... และเริ่มเคลื่อนไหวรับรุ่งอรุณของวันนั้น.. เหล่าผีเสื้อบินว่อน... บ้างบินปั่นเป็นเกลียว... หลากสี วนขึ้นสู่ฟ้าเบื้องบน บ้างก็ถลาไปตามแรงลมพัดไม่มีใครรู้ว่ามันกำลังไปไหนทำอะไรกัน...นกริมน้ำตะบึงเสียงต่ำและค่อยๆสูงขึ้นๆ ... ที่เนินดินแห่งนั้น ขบวนแห่ มดสีดำตัวจิ๋วเลื้อยยาวมาเป็นทาง มันเดินตามกันอย่างมีระเบียบ นิ่ง สงบ ทำให้เกิดความฉงนว่ามันทำกันได้อย่างไร..... "...ชีวิตที่ล้มเหลว ขาดที่พึ่งพา..... บ้านเมืองวุ่นวายไร้จุดยืน......คนหลงละเมอเพ้อฝัน...ลอยละล่อง...ไร้น้ำหนักแห่งสติสัมปชัญญะ...ไม่เข้าใจตัวเอง...ไม่รู้จักบทบาทหน้าที่ตัวเอง...ดิ้นรนกระเสือกกระสน ลากพาตัวเองเข้าสู่บ่วงสัญญาประชาคม.. ด้วยม่านเขลาบดบัง หลงผิดว่าตัวเองทำได้ๆ......นี่หรือคน" ...และที่เนินดินแห่งนั้น..บัดนี้ไร้ร่องรอยของเหล่ามดน้อย...มันคงจบหน้าที่ของมันแล้ว.... แสงตะวันกำลังลาลับขอบฟ้า..ความมืดคงปกคลุมในอีกไม่นาน...ภาพแห่งความทุกข์ของมวลมนุษย์กำลังริบหรี่จางหายไปกับความรู้สึก..... สิ้นวันของวันนั้น....เมื่อเคลิ้มหลับไป
หนุ่มบีเอ็ม สมพรรับเงินเดือนงวดแรกอย่างตื่นเต้น พับเงินใส่กระเป๋าอย่างปราณีตบรรจง ตลอด 3ปีแห่งการรอคอยเพื่อให้พ้นภาวะแห่งการว่างงานมันทรมาณสุดๆตั้งแต่เขาจบอาชีวะปวส.ด้านโรงงานมา เขาซาบซึ้งกับคำว่าตกงานอย่างถึงแก่น มันใช่ใช่เขาคนเดียวที่อับอาย พ่อแม่ ที่อุตส่าห์ส่งเสียเข้าไปเรียนถึงวิทยาลัยชั้นดี ก็ไม่วายตกเป็นขี้ปากชาวบ้านด้วย แม้ว่าครอบครัวเขาพอมีอันจะกิน แต่เขาก็ยังถูกมองว่าเกาะพ่อแม่กินอยู่ดี เมื่อมีงานแล้ว สมพรก็มีหน้ามีตาหายอายพ่อแม่ก็หน้าบานไปด้วย เขาแต่งตัวไปทำงานด้วยเครื่องแบบของโรงงานสุดเท่ห์ ขึ้นรถโดนสารเข้าไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมที่โรงงานตั้งอยู่ ปีหนึ่งผ่านไป ลูกผู้ชายจะคิดถึงปัจจัยหลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างที่จัดว่าสำคัญในความคิดคือรถจะเป็นรถเก๋ง ปิ๊กอัพ ได้ทั้งนั้น ยิ่งตอนนี้สมพรได้เลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกแล้ว จะย่ำขึ้นรถแบบเดิมก็กระไรอยู่ "เราน่าจะมีรถใช้สักคัน คนจะได้ไม่ดูแคลนเอา" เขาเกิดความอยากและอายขึ้นทุกวันที่ต้องโหนรถรับส่ง ไป-กลับโรงงาน เขาพูดกับพ่อถึงความจำเป็น พ่อก็ดีใจหายจัดการขายที่ดินบางส่วนไปให้ลูกชายเอาไปดาวน์รถใช้ สมพรชอบใจ บีอ็มคันหนึ่งสีดำสวยมาก แต่งครบเครื่อง ราคาสองแสนเศษ เขามีแสนห้าที่พ่อให้ก็เลยดาวน์ รถมือสองคันนี้ใช้ รถคันนี้มันเยี่ยม วิ่งไวปานจรวจแบบสปอร์ตสองประตูโหลดเตี้ยแบบแค่อากาศผ่านได้ แรกๆเขาไม่สนใจว่าเติมน้ำมันครั้งละห้าร้อยบาท มันสุดเท่ห์เก๋ไก๋จริงๆเวลาขับมันเข้าไปโรงงาน เมื่อราศีหนุ่มดีขึ้น เป็นธรรมดาสาวๆย่อมสนใจ หนุ่มบีเอ็มดำมะเมี่ยม เพื่อนฝูงก็มากหน้าหลายตาขึ้น ข้าวปลาอาหารครั้นจะรับประทานร้านในโรงงานเช่นเดิมก็กระไรอยู่ ชักอายต้องชวนเพื่อนออกหารับประทานข้างนอก จากเดิมมื้อละ 30บาทก็เลื่อนระดับเป็น 200-300บาททันที ยิ่งมื้อเย็นวันไหนไม่กลับบ้านนั่งร้านอาหารที่ระรื่นหูด้วยคำยกยอของนักร้องสาวๆละก็ ไม่หนี 1000-2000บาท ชีวิตคนรุ่นใหม่ที่มีระดับมันเป็นอย่างนี้เองหรือ เขาแอบคิดยามมีสติ อนิจจัง..ไม่เที่ยง วันนี้เขาเดินทางเข้าโรงงานเหมือนครั้งแรกเคย..บีเอ็มเสียเข้าอู่ช่างตีราคากว่าสามหมื่นบาท เขามองยอดคงเหลือในสมุดฝาก มันคงหมดพอดีและต้องปิดบัญชี เงินที่ฝากมาตั้งแต่แรกทำงาน บีเอ็ม คันนี้เอาไปหมดแล้ว แถมที่ดินยังหายไปอีกส่วนหนึ่ง..เขาตอบคำถามคนรู้จักด้วยคำถามซ้ำๆว่ารถไปไหน อายหรือไม่อายดี? เขาเดินออกจากเต้นรถยนต์ ด้วยความสบายใจ หลังหันดูป้ายสีเหลือง ตัวหนังสือสีแดงเขียนว่า"ขายถูก" เขายิ้มให้เซลส์ขายรถยนต์อย่างฝากความหวัง จากนั้นไม่นาน...หนุ่มบีเอ็มคนใหม่ก็มายืนล้วงกระเป๋าลูบๆคลำๆบีเอ็มคันนั้น และไม่กี่นาทีเขาก็กวักมือเรียกเซลส์แมน.. กลับสารบัญข้อเขียน สารบัญหน้าแรก
|
|
|