เรื่องสั้น..           

สวัสดีครับเพื่อนฝูงมิตรสหาย
ผมเขียน ความคิดเมื่อจิตว่างมา12ตอนแล้ว ก็จะขอพักเปลี่ยนบรรยากาศ
เอาเรื่องสั้นที่ผม-ลุงอินน์แอบเขียนไว้มาให้อ่านเล่นสลับสัก 3-4 เรื่อง 
ยังไม่ได้ตีพิมพ์นะครับ เพราะไม่มีใครยอมเป็นเจ้ามือสักที 
ลองอ่านและช่วยวิจารณ์หน่อยครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง

ลุงอินน์

"ขอดด้ายปมหนึ่ง"
--------------------------

ผมจอดรถในโรงรถ ดับเครื่องยนต์ ดูนาฬิกาข้อมือบอกเวลา 01.00 น. เป็นเวลาปกติที่กลับบ้านทุกวัน
อากาศยามดึกกำลังเย็นสบาย บ้านปิดเงียบเชียบ ทุกคนในบ้านกำลังนอนหลับสนิท 
ผมเป็นคนไม่ทานเนื้อสัตว์ และไม่ใคร่ชอบรับประทานอาหารนอกบ้าน กลับมาจึงต้องเข้าครัว
รับประทานอาหารที่ภรรยาเตรียมไว้ หากไม่ขี้เกียจหรือเหนื่อยเกินไปก็จะอุ่นให้ร้อนเสียหน่อย แต่ถ้าวันไหนเหนื่อยมาก
ก็รับประทานไปตามที่มีอยู่ ผม ทำดังนี้เป็นกิจวัตร 
หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ผมจะนั่งพักผ่อนสักครู่ เปิดเคเบิ้ลทีวีดูรายการข่าว รายการกีฬา หรือ ภาพยนตร์
พอเอาเสียงเป็นเพื่อน ไม่ให้เงียบจนเกินไป บางครั้งก็เปิดนิตยสารอ่านผ่านๆ ประมาณว่าข้าวเรียงเม็ดแล้ว จึงอาบน้ำเตรียมตัวนอน
ก่อนจะเข้านอน ผมแง้มประตูห้องเด็ก เยี่ยมหน้าดูลูกชายหญิงสองคนวัยกำลังกินกำลังนอนของผม แสงไฟจากโถงทางเดิน
สาดส่องให้เห็นว่าทั้งสอง กำลังนอนหลับสนิทอย่างเป็นสุขใบหน้าระบายยิ้มน้อยๆ อย่างกำลังฝันดี ทำให้ผมหายเหนื่อย
เป็นปลิดทิ้งที่ได้เห็นลูกรักทั้งสองเจริญเติบโต แข็งแรงสมบูรณ์ ผมงับประตูเบาๆ กลัวว่าจะทำให้แกสะดุ้งตื่น
กลิ่นหอมของดอกไม้รวยรินเข้ามาในบ้าน ผมเหนื่อยจนนึกไม่ออกว่าเป็นดอกอะไรกันแน่ แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีจริงๆ
ผมเดินจรดปลายเท้ากลับเข้าห้องนอน ภรรยายอดรัก พอกหน้าขาว ติดโรลม้วนผมเต็มศีรษะ ผมเดาว่าพรุ่งนี้คงมีงานพิเศษ 
ไม่อยากรบกวนเวลานอนของเธอ นึกในใจว่าคืนนี้ก็ไม่ได้หอมแก้มเธอก่อนนอน ซึ่งผมเคยทำเป็นประจำเวลาที่เธอไม่ได้พอก
หรือโป๊ะอะไรต่อมิอะไรบนใบหน้า ซึ่งครั้งแรกที่เห็นก็ทำเอาผมตกใจแทบแย่ แกล้งร้องเสียงหลงจนเธอโกรธ แต่ผมก็จำไม่ได้อีก
นั่นแหละว่าผมหอมแก้มภรรยาก่อนนอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันแน่ ผมล้มตัวลงนอนลงบนเตียงอีกข้างเงียบๆ เธอขยับตัวเล็กน้อย 
แต่ไม่ได้ตื่นขึ้นมา
..ก่อนหลับตาลง ผมนอนคิดเรื่องงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ไปเรื่อยๆ จนผล็อยหลับไป...

ผมลืมตาตื่นอีกทีราว 6.30 น. ผมและเพื่อนร่วมทุนกันทำธุรกิจ เป็นกิจการส่วนตัว จึงไม่ต้องมีปัญหาเร่งรีบไปลงเวลาทำงาน
เหมือนครั้งที่ยังเป็นลูกจ้างบริษัท ผมเห็นโน๊ตสั้นๆ ของภรรยาบนโต๊ะเครื่องแป้งบอกว่าจะไปไหน ทำอะไร หลังจากไปส่งลูกๆ ไปโรงเรียนครับ
ชีวิตคนเมืองก็เป็นแบบนี้....ผมกลับบ้านไม่ทันส่งลูกเข้านอน และตื่นไม่ทันส่งลูกไปโรงเรียนเลย 

ผมจัดการธุระส่วนตัวยามเช้า อ่านหนังสือพิมพ์สองสามฉบับระหว่างดื่มกาแฟ แล้วก็ขับรถออกจากบ้าน วันนี้ที่บริษัทมีการประชุม
เริ่มโครงการใหม่

หลังการประชุมอันเคร่งเครียดผ่านไป เพื่อจัดวางแผนงานสำหรับโครงการใหม่ที่บริษัทรับงานออกแบบโรงงานและ
จัดตั้งระบบใหม่ทั้งหมด ผมเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานสนามของโครงการทั้งหมด ซึ่งว่ากันตามเนื้องานแล้ว งานสนามเป็นงานหนัก
เอาการ และมักจะมีปัญหาที่ไม่คาดถึงเกิดขึ้นให้แก้ไขมากกว่างานส่วนอื่น โดยเฉพาะงานด้านช่างทั้งหมด ลำดับต่อมาที่ประชุมจัด
ทีมงานที่เกี่ยวข้อง ผมจัดให้มีสองทีมหลักคือ ทีมงานช่าง และงานธุรการเฉพาะสำหรับโครงการแยกต่างหากจากสำนักงานใหญ่ 
ผมต้องการเสมียนธุรการเพิ่มในการจัดการ ด้านการทำค่าแรง เก็บเอกสาร ประสานงานกับสำนักงานใหญ่ เราตกลงใจจ้างคนใหม่
เพราะเจ้าหน้าที่เดิมของบริษัทล้วนแต่งานเต็มมือแล้ว ส่วนทีมช่างเรามีอยู่แล้วเพียงย้ายและสับเปลี่ยนกับส่วนโครงการอื่นที่เสร็จงาน
ใช้เวลาไม่นานการจัดทีมงานก็เสร็จสมบูรณ์ พวกเราพร้อมที่จะลุยงานหนัก ผมสั่งให้ทุกคนเข้าประจำสำนักงานชั่วคราว ณ ที่ตั้งโครงการนั้น
โดยเราใช้สำนักงานสำเร็จที่ทำจากตู้คอนเทนเนอร์สองตู้....

วันแรก ผมไปถึงสำนักงานชั่วคราว พร้อมกับวิศวกรสนามและโฟร์แมน เราคุยกันในรายละเอียดเรื่องงานทั้งหมดอีกครั้ง
ว่าใครจะต้องทำอะไร จะประชุมสรุปงานประจำวันตอนไหน ประสานกับซับคอนแท๊คเตอร์อย่างไร และที่สำคัญคือมาตรฐาน
การทำงานเราจะควบคุมกันแบบไหน ผมโชคดีที่ได้วิศวกรรุ่นน้องจบจากที่เดียวกันมาร่วมงาน จึงค่อนข้างจะคุยกันค่อนข้างง่าย
อย่างน้อยเขาก็เรียกผมว่าพี่ทุกคำ อมเรศ คุ้นเคยกับผมตั้งแต่ยังเรียนแม้ว่าจะอายุน้อยกว่าผมร่วมสิบปี เพราะเขาฝึกงานกับ
บริษัทที่ผมเคยทำงานมากก่อน เขาเป็นคนเอาจริงเอาจัง ไม่พูดมาก เข้าทำนอง พูดน้อยต่อยหนัก ทำให้ผมสบายใจเรื่อง 
ผู้ร่วมงานไปเปลาะหนึ่ง การประชุม มีพนักงาน ธุรการที่เลขานุการบันทึกการประชุม และหลังการประชุม เธอจะนำไปพิมพ์และ
ถ่ายสำเนาแจกให้ทุกคน เพื่อป้องกันการลืม ผมว่าคนที่คิดวิธีนี้น่านิยมมาก เพราะไม่มีใครปฏิเสธหรือเลี่ยงได้ว่าไม่ได้พูด ไม่ได้ทำ หรือลืม...
ซึ่งจะทำให้งานสะดุดได้ ผมมองหน้าหญิงสาวที่ทำงานจดบันทึกการประชุม ดูเธอเรียบร้อย แต่คล่องแคล่ว เวลาที่เธอไม่แน่ใจก็จะซักถามเพื่อ
จะจดบันทึกได้ไม่ผิดพลาด

สุดาดวง เป็นหนึ่งในทีมงาน ที่เข้ามารับผิดชอบงานด้านเลขานุการ ควบกับงานธุรการทั้งหมดของโครงการ เธออายุยี่สิบสี่ปี
ท่าทางคล่องหน้าตาสะสวยหมดจด ผมคัดเลือกเธอจากผู้สมัครเพราะเธอมีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว และจากประวัติของเธอ 
บอกว่าเธอทำงานควบคู่กับการเรียนไปด้วยทำให้ผมคิดว่าเธอจะต้องมีความรับผิดชอบสูงพอควร สุดาดวงต้องรายงานผมทุกวันเช้าและเย็น 
การติดต่อต่างๆ ที่เข้ามาโดยตรงถึงสำนักงานย่อย ทุกเช้า ผมจะต้องมีกาแฟร้อนหอมกรุ่นหนึ่งถ้วย ก่อนทำงานเสมอ ส่วนตอนเย็น 
ก็จะเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ หรือของว่าง ในระหว่างที่ฟังเธอนำงานมาเสนอ สุดาดวงช่วยให้ผมติดตามงาน และทำงานได้ราบรื่นขึ้น 
เธอทำงานได้ดีไม่ขาดตกบกพร่องจริงๆ ครับ 

การก่อสร้างดำเนินไปได้ดีทุกขั้นตอน เราแทบจะไม่มีอุปสรรคปัญหาหนักๆ นอกจากเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบางครั้ง
งานคืบหน้าจากโครงสร้างภายนอก การวางระบบสาธารณูปโภคภายใน และเครื่องจักรต่างๆ ที่ต้องใช้ในโรงงาน ระบบความปลอดภัย 
บางครั้งมีการทำงานล่วงเวลาบ้าง แม้แต่สุดาดวงก็มักจะอยู่ล่วงเวลากับทีมงานคนอื่นๆ ผมมักจะขลุกอยู่ที่สำนักงานชั่วคราวเสมอๆ 
จนดึก เพื่อวางแผนและขบคิดปัญหาที่เกิดขึ้น บางครั้งเจ้าของโครงการก็เข้ามาพูดคุย บางครั้งก็อยู่คุยกับหัวหน้าคนงานหลังเลิกงาน
เมื่อพบว่างานไม่เป็นไปตามที่วางไว้ผมพยายามดูแลเอาใจใส่คนทำงานทุกคนที่ผมรับผิดชอบ ผมเคยเป็นลูกจ้างมาก่อน ผมรู้ว่า
ผมต้องการนายจ้างแบบไหน ผมพยายามจะเป็นนายจ้างอย่างที่ผมอยากได้มาก่อน ผมสังเกตว่าเมื่อผมนั่งทำงานจนค่ำ สุดาดวงก็มักจะ
อยู่เลยเวลางานเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้นับชั่วโมงเพื่อคิดค่าทำงานล่วงเวลา เธอเรียนรู้การทำงานจากผมหลายอย่าง ซึ่งผมก็ถ่ายทอดให้
โดยไม่คิดอะไร

สุดาดวงเริ่มสนิทสนมผมมากขึ้น...เธอกล้าที่จะเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง เธอก็เหมือนหญิงสาวที่เข้ามาเรียนในเมือง 
พอเรียนจบแล้วก็ไม่อยากกลับบ้านเพราะบ้านไม่มีงานทำ ครั้นจะไปสอบเข้ารับราชการ ก็ยากเย็นแสนเข็ญ ง่ายที่สุดคือหางานทำใน
เมืองซึ่งรายได้ก็ดีตามสมควร ตามสูตรพ่อแม่แก่แล้ว น้องกำลังเรียนต้องรับผิดชอบทั้งหมด...ชีวิตก็อย่างนี้จริงๆ ธรรมชาติช่าง
สร้างนัก.... 

เมื่องานเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ผมกลับบ้านหัวค่ำขึ้น บางวันอาจจะได้กลับตั้งแต่สองทุ่ม สามทุ่ม พอได้พูดคุยยิ้มหัวกับ
ลูกๆ แต่ทว่า ผมไม่ค่อยได้เจอหน้าภรรยายอดรักของผมเท่าไร ภรรยามักจะมีงานประชุม อบรม สัมมนาต่างจังหวัดบ่อยๆ
ประชุมเตรียมงานสัมมนา ประชุมสรุปงานสัมมนา เรียกว่าตลอดเดือนก็ว่าได้ เสร็จจากประชุม ก็สัมมนา เสร็จจากสัมมนา ก็มีอบรม เสร็จจากอบรม 
ก็มีการดูงาน เสร็จจากการดูงาน ก็ยังมีงานเลี้ยงฉลองต่างๆ อีก บางครั้งต้องไปติดต่อกันหลายวันถึงสองสามสัปดาห์ หลังๆ นี่บางทีถึงกับ
ต้องไปค้างที่โรงแรมเพื่อเตรียมงานก็ยังมี ผมกับภรรยาติดต่อกันทางโทรศัพท์ราวกับว่าอยู่กันคนละบ้าน ผมกระเซ้าเธอว่าเธอเป็นข้าราชการ
ที่ขยันที่สุดในประเทศไทย


ครั้งหนึ่งที่เธอกลับบ้าน ผมเคยถามเธอ ได้รับคำตอบว่างานราชการคำสั่งต้องเป็นคำสั่งขัดขืนไม่ได้ ตำแหน่งงานเธอก็สูง
ขึ้น เสร็จงานแล้วจะให้กลับบ้านทำครัว ดูแลบ้าน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงลูก เหมือนตอนแต่งงานกับผมใหม่ๆ ไม่ได้ เหตุผลของเธอทำให้
ผมพูดไม่ออก เพราะตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่าจะช่วยกันทำมาหากิน สนับสนุนหน้าที่การงานของแต่ละฝ่าย ตอนนี้มีจะให้
เธอลาออกจากงานซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แม้นว่าผมจะมีปัญญาทำมาหาเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ เพราะเธอก็รักงานของเธอ
และเห็นว่า ลูกๆ ก็โตพอสมควรแล้ว เธอจึงน่าจะมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเธอก็ว่างานราชการมั่นคง ในขณะที่ธุรกิจ
ของผมอาจจะมีปัญหาเมื่อไรก็ได้... เพราะมีคู่แข่งไม่ใช่น้อย และเธอก็ไม่ใคร่ชอบหุ้นส่วนของผมเท่าไรนัก จะว่าไปอีกทีผมก็รู้สึกว่า
มีช่องว่างระหว่างเธอกับเพื่อนของผมทุกคนนั่นแหละ เพราะทุกคนค่อนข้างจะเอะอะ โผงผาง โวยวายตามประสาเพื่อนชาย

ในที่สุด เราแก้ปัญหาโดยการหาเด็กมาช่วยดูงานบ้านแทน ลูกๆ ก็มีรถรับส่งของโรงเรียน ต้นไม้ต้นไร่ สนามหญ้าก็จ้าง
คนมาดูแลเป็นครั้งเป็นคราว ปัญหาจุกจิกหมดไป ผมไม่กลับไปรับประทานอาหารที่บ้านอีกเพราะภรรยาเลิกทำไม่มีเวลาแบบเดิมอีก
และเด็กทำงานบ้านก็รับผิดชอบแค่ทำอาหารให้เด็กๆ และตัวเองกินเท่านั้น ทั้งบอกว่าทำอาหารอย่างที่ผมบอกไม่เป็น... หลังเลิกงาน
ผมแวะหาอะไรรับประทานก่อนเข้าบ้าน

เราสองคนสามีภรรยาประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานทั้งคู่ ลูกๆก็ได้เรียนโรงเรียนดีๆ มีรถรับส่ง เพราะเรามีเงิน
จับจ่ายใช้สอยแบบไม่อั้น.... ปีงบประมาณนั้น ภรรยาผมได้เลื่อนตำแหน่ง พร้อมกับเงินเดือนขึ้นสองขั้น โครงการที่ผมทำดำเนินไป
อย่างราบรื่น พร้อมกับบริษัทก็รับงานโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจกำลังบูมสุดขีด 

ระหว่างนั้น สุดาดวง มีปัญหาทางครอบครัว พ่อเสียชีวิตหลังจากป่วยอยู่ในโรงพยาบาลหลายเดือนด้วยโรคปอดเรื้อรัง เสีย
เงินรักษาพยาบาลไปไม่น้อย หลังจากจัดงานศพให้พ่อผู้จากไปไม่นานนัก แม่ของเธอก็ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคไตเสื่อมสภาพ 
ผมสังเกตว่าสุดาดวงเงียบขรึมลง จึงซักถามสารทุกข์สุขดิบ สุดาดวงบอกผมว่าเธอมีปัญหาการเงิน เพราะเงินออมหมด
ไปกับการรักษาและจัดงานศพให้พ่อ ซึ่งผมรับเป็นเจ้าภาพสวดหนึ่งคืนในนามของบริษัท เธอคงเห็นว่าผมเป็นที่พึ่งได้จึงขอความช่วย
เหลือจากผม ผมพร้อมด้วย อมเรศ วิศวกรรุ่นน้องคู่ใจ จึงไปดูเยี่ยมแม่ของสุดาดวงที่โรงพยาบาล พูดคุยกับแม่ของเธอ และหมอ
แล้ว ประจักษ์ว่าจริงตามที่เธอเล่าทุกอย่าง สังคมที่มันเหลื่อมล้ำแบบนี้ ในขณะที่ผมกับภรรยากำลังฟู่ฟ่า เจ็บป่วยก็เบิกราชการได้ตามจริง 
ทว่าสุดาดวงกำลังตกอับ แม้ว่าจะมีงานทำแต่รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ไหนจะแม่ ไหนจะน้องๆ 

ผมจัดการทุกอย่างตามที่เธอขอร้องโดยใช้เงินส่วนตัว ด้วยความจริงใจไม่หวังผล ผมเคยจนมาก่อนและรู้รสชาติดีว่าเวลา
ไม่มีเงินแล้วมันสาหัสขนาดไหน ผมอนุญาตให้สุดาดวงลาหยุดเมื่อจำเป็นภายใต้เงื่อนไขของบริษัท หรือกลับเร็วขึ้น เพื่อไปเยี่ยมและ
ดูแลจนแม่ออกจากโรงพยาบาล กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ ผมอนุมัติให้เธอเบิกเงินค่าล่วงเวลาได้เต็มที่ เธอกลับมาทำงานให้ตามปกติ 
มาคราวนี้ดูอะไรๆ ดีขึ้นหลายเท่า สุดาดวงใกล้ชิดผม มากผิดปกติ เมื่อเธอรู้ว่าผมไม่ได้กลับไปรับประทานอาหารที่บ้าน เธอก็ทำอาหาร
ไม่เนื้อสัตว์อย่างที่ผมชอบใส่กล่องมาฝาก เธอมีฝีมือพอดู ออกจะรสชาติดีเกือบเหมือนหรือดีกว่าที่ภรรยา ของผมเคยปรุงให้เสียด้วยซ้ำ 
ผมบอกเธอว่าไม่ จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่เธอก็เพียงแต่ยิ้มและปฏิบัติเช่นนั้นสม่ำเสมอ นอกจากนั้น เธอยังดูแลเครื่องดื่มร้อนและเย็นให้
ผมทุกครั้ง ที่กลับจากตรวจงานในโรงงาน เข้ามาในสำนักงาน บางครั้งมีผ้าเย็นอีกด้วย เธอยังอยู่ทำงานที่สำนักงานดึกมากขึ้นเท่ากับที่ผมอยู่ 
ผมเข้าใจว่าเธอคงสำนึกในสิ่งที่ผมปฏิบัติต่อเธอกระมัง...... ผมหรืออมเรศจึงมักจะขับรถไปส่งเธอหลังเลิกงานพร้อมกัน 

คืนหนึ่ง คุณแป๊ดภรรยาผมบอกว่าจะไปดูงานที่ยุโรป 14 วัน ซึ่งก็ต่อด้วยการลาพักร้อนต่ออีก 7 วัน เป็นช่วงที่ลูกๆปิดเทอมพอดี 
คณะดูงานไปด้วยกันราวสิบสองคน เธอหารือว่าจะจัดการกันอย่างไรจะพาเด็กๆไปฝากไว้กับย่าหรือยายดีไหม ผมไม่ขัดตามเคย ให้เธอจัดการ
ไปตามที่เธอเห็นควร เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะดูแลเด็กๆ ได้อย่างไรคนเดียวตลอดช่วงปิดเทอม ถ้าจะปล่อยไว้ที่บ้านกับพี่เลี้ยงก็เป็นห่วง 
ผมบอกว่า ตามใจ แต่จริงๆ ก็น่าน้อยใจนะครับ ไม่เห็นชวนผมไปด้วยถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วผมจะไปด้วยไม่ได้ เพราะเป็นช่วงเก็บงานก่อนปิด
โครงการ หลายปีหลังมานี่คุณแป๊ดไม่เคยบอกรักบอกคิดถึงผมเลย คุยกันก็มีแต่ธุระ คุยเสร็จก็หันไปโทรศัพท์ถึงคุณยายบอกฝากหลาน 
แล้วก็โทรหาใครอีกไม่รู้คุยกันจุ๋งจิ๋งเรื่องเตรียมตัวไปยุโรป ต้องทำผม เตรียมเสื้อผ้า ช่างไม่เหมือนกับแป๊ดคนเก่าเมื่อ 15 ปีที่แล้วเลยห่วงเราทุกๆ 
ก้าวที่เดิน 
ผมและลูกไปส่งภรรยาขึ้นเครื่องบิน คณะเดินทางดูตื่นเต้นกันดี ทั้งหญิงและชาย บางคนก็มีครอบครัวมาส่งเช่นเดียวกับ
เรา เดินทางกันโหลหนึ่ง คนไปส่งราวสองสามโหลนั่นแหละครับ ผมเองก็ไม่ค่อยจะสุงสิงสนิทสนมกับเพื่อนๆ ของภรรยาเหมือนกับ
ที่เขาไม่ยุ่งกับเพื่อนผม เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร รู้แต่ว่าไปกันสิบสองคน เป็นผู้ชายเสียเก้าคน ผู้หญิงแค่สามคน นี่ถ้าผมรู้
มาก่อน คงต้องยับยั้งแต่แรก ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจภรรยานะครับ แต่ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่จะให้ภรรยาเดินทางแรมวันแรมคืนกับผู้ชายอื่นๆ 
ในประเทศก็พอทน นี่ไปถึงเมืองนอกเมืองนา แต่ก็เกินกว่าจะแก้ไขแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย

จังหวะเดียวกันนั่นแหละครับ ที่งานโครงการก่อสร้างและวางระบบโรงงานของเราเสร็จสมบูรณ์ ส่งมอบได้ตามกำหนด
โบนัสจากการทำงานคราวนี้ก็คือ ไปฉลองกันที่เกาะกลางทะเลตามที่ทีมงานขอกันแถมพักร้อนนอกรอบอีกคนละ 3 วัน... 
บ้านพักตากอากาศคืนนั้นจึงอบอวลไปด้วยความสุข และเสียงหัวเราะ ทุกคนดื่มกิน และเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน สุดาดวงดูสดชื่น
แจ่มใส ไม่เงียบขรึมเหมือนช่วงก่อน ผมเองก็ปลอดโปร่งใจที่งานลุล่วงไปอีกชิ้น ที่สำคัญผม.....ผมได้รับรางวัลจากสุดาดวง..เธอนำมา
ให้ผมตอนย่ำรุ่ง...พร้อมทั้งบอกอย่าคิดอะไร ขอให้มีความสุขมากที่สุด เธอบอกว่าทราบถึงความเป็นไปในชีวิตผมดี..เธอให้โดย
มิได้หวังอะไรเช่นกัน...ผมเลยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ... สุดาดวงช่างนุ่มนวลหอมหวานละมุนละไม นานเหลือเกิน
แล้วที่ผมจมอยู่กับการทำงาน จนผมเกือบลืมถึงความงดงามของผู้หญิง โอ..สุดาดวง ผมอยู่กับสุดาดวงที่เกาะต่อตลอดช่วงพักร้อน 
ขณะที่ทีมงานคนอื่นๆ เดินทางกลับในเช้าวันต่อมา 


สามวันสามคืนนั้น ผมแทบจะลืมว่าผมเป็นใคร ไม่มีคุณแป๊ดหน้าขาว โรลเต็มหัว ไม่มีลูกรักทั้งสอง ไม่มีความปวดหัวกับ
การก่อสร้าง และระบบงาน ไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำกับฟ้า ผมกับสุดาดวง.... ผมอิ่มเอมจนแทบสำลัก มนต์เสน่ห์ของสุดาดวงทำให้ผมลืม 
ไปเลยว่าจะไปรับลูกๆ มาเที่ยวชายทะเล หลังจากกลับจากเกาะแล้ว ผมทำบัตรเครดิตให้เธอหนึ่งใบ และบอกให้เธอไว้ใช้จ่ายสำหรับครอบครัว 
แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เคยใช้มันเลย

ที่สำนักงานใหญ่ ผมกลับมานั่งทำงานตามปกติ บางวันต้องไปเยี่ยมไซต์งานต่างๆ ผมเสนอให้อมเรศ วิศวกรรุ่นน้อง
ขยับขึ้นมาคุมโครงการ แต่หุ้นส่วนคนอื่นๆ ยังเห็นว่าอมเรศมีประสบการณ์น้อย ในที่สุด เขาจึงพาทีมงานส่วนหนึ่งยื่นใบลาออก 
อมเรศบอกผมว่าเขาต้องการเปิดบริษัท ผมไม่ได้ว่าอะไร แม้นว่าจะเสียดายวิศวกรมือดีไป นึกในใจว่าคนรุ่นใหม่กล้าได้กล้าเสีย 
และเริ่มทำธุรกิจเร็วกว่ารุ่นผมหลายปี ทางสุดาดวงหมดสัญญาจ้าง ตามระยะเวลาที่กำหนด ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ 
ผมชั่งใจอยู่ว่าจะจ้างเธอให้ทำงานต่อในฐานะเลขาบริษัทดีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเธอทำงานได้ไม่บกพร่องเลย 
จนกระทั่งเธอเข้าสำนักงานมารับเงินงวดสุดท้าย....


เสียงเคาะประตูห้องทำงานเบาๆ สุดาดวงอยู่ในสูทสีกรมท่าผมยาวประบ่า เหมือนการเข้ามารายงานตัวกับผมครั้งแรก
"หนูมาลาคุณค่ะ" เสียงเธอเรียบปกติผมเห็นแววตาเศร้าๆ เธอปรากฏชั่วขณะ แต่ก็กลับปกติ
"ครับ โชคดี" ผมพูดอะไรไม่เป็นเอาดื้อๆ นึกถึงคืนวันที่เกาะขึ้นมากระทันหัน
"เอ้อ..." เธออึกอักเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็ส่ายหน้า
"ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ...ลาก่อนค่ะ" เธอวางซองสีชมพูบนโต๊ะ แล้วหมุนตัวกลับ เปิดประตูออกไป..
ผมเรียกเธอไม่ทันเสียแล้ว มัวแต่สนใจซองที่เธอวางบนโต๊ะ แผ่นการ์ดสีชมพูอ่อนหวาน มีกลีบดอกไม้โปรยปราย 
กลิ่นน้ำหอมลอยออกมา ผมไม่ชอบกระดาษหอมแบบนี้เลย มันทำให้ผมเวียนหัวจริงๆ ตัวหนังสือนูนทองปรากฎเด่นอยู่ที่นั่นด้วย

...........งานมงคลสมรสระหว่าง.......... 
นางสาวสุดาดวง รักงาม และ นายอมเรศ อมรรัตนกุล
ฯลฯ

กริ๊งๆๆๆๆๆ เสียงโทรศัพท์สายตรงของผม ผมคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างงงๆ การ์ดสีชมพูยังอยู่ในมือ
"ฮัลโหล..ที่รัก..แม่นะ"...เสียงภรรยาผมดังมาตามสาย สดชื่นแจ่มใส
"แม่จะถึงดอนเมืองพรุ่งนี้ 4 ทุ่มไปรับด้วยนะ แม่รักพ่อจัง แม่ซื้อของที่พ่อชอบมาให้ด้วยแหละ.."

......ผมไม่เคยได้ยินประโยคนี้มาหลายปี......

         <<Back To Main Menu>>


1