



1. เว็บเพจ (webpage) คือ หน้าต่างที่สามารถแสดงข้อมูลตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ เพลง หรือวีดีโอ โดยในทุกหน้าต่างที่มีข้อมูลเหล่านี้ภายในเว็บไซต์นั้นจะถูกเรียกว่า webpage ซึ่งสร้างด้วยภาษา HTML (Hyper Text Markup Language) เป็นโครงสร้าง และมีภาษาอื่น ๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องตามความต้องการของเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งอาจจะทำเอง หรือจ้างผู้พัฒนาเว็บไซต์ ภาษาเหล่านี้ได้แก่ ภาษา PHP ภาษา SQL เป็นต้น
เว็บเพจ เปรียบเสมือนหน้าในของหนังสือทุก ๆ หน้า ที่มีเนื้อหาและรูปภาพ เพื่อแสดงข้อมูลให้กับผู้อ่าน สำหรับเว็บเพจก็แสดงข้อมูลให้กับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ นอกจากข้อความและรูปภาพที่มีอยู่ใน เว็บเพจแล้ว สิ่งที่มีอยู่ภายในเว็บเพจอีกอย่างก็คือ Hyperlink ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง เว็บเพจ เข้าหากัน เพียงแค่เราคลิกที่ Hyperlink ในเว็บเพจก็จะปรากฏหน้าเว็บเพจใหม่ที่มีการเชื่อมโยงไปถึง เว็บเพจที่ดีควรมีโครงสร้างที่ดีมีเนื้อหาที่ดี มีขนาดตัวอักษรที่เหมาะสม ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินพอดี สำหรับภาพที่ใช้ประกอบในเว็บเพจ นิยมใช้ไฟล์รูปภาพที่มีนามสกุล .jpg, .png และ .gif เป็นต้น เพราะมีขนาดที่เหมาะสมและการแสดงสีที่สวยงาม โดยรูปภาพแต่ละชนิดจะได้มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน เช่น กล้องดิจิตอล สแกนเนอร์หรือแม้กระทั่งสร้างจากโปรแกรมออกแบบกราฟฟิกส์
2. Webhosting คือ พื้นที่การใช้งานในอินเทอร์เน็ต โดยการเช่าพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง Server ของผู้ให้บริการ โดยเครื่อง Server นี้จะเชื่อมต่อ Internet ความเร็วสูงและ online 24 ชม.
สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โฮสติงมีลักษณะที่เปรียบเทียบได้เหมือนกับ ฮาร์ดดิสก์ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ฉะนั้นถ้าคุณมีพื้นที่การใช้งานโฮสติ้งที่มาก คุณก็จะสามารถเก็บ ไฟล์, รูปภาพ, เอกสาร และอื่น ๆ ได้มากตามไปด้วยเช่นกัน บางครั้งเราอาจเรียกได้หลายแบบเช่น โฮสติง โฮสติ้ง เว็บโฮสติง โฮส แต่ทั้งหมดก็มีความหมายเหมือนกัน
เว็บโฮสติ้ง มี 2 แบบ คือ Windows Hosting และ Linux Hosting โดยแยกตามระบบปฏิบัติการ (OS) ที่ตัวเว็บโฮสติ้งใช้งาน ซึ่งมีอยู่ 2 ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานคือ Microsoft Windows Server และ Linux
ความแตกต่างระหว่างระบบปฏิบัติการ 2 ระบบนี้ คือ ตัว Windows Hosting สามารถใช้งานได้กับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา ASP ,ASP.net และ PHP ได้ในขณะที่ตัว Linux Hosting สามารถใช้งานกับเว็บไซต์ที่เขียนโดยภาษา PHP ได้เท่านั้น แต่หากเว็บไซต์ของคุณเขียนโดยใช้ HTML ก็สามารถเลือกใช้เว็บโฮสติ้งได้ทั้ง 2 แบบ โดยที่การแสดงผลของทั้ง 2 ระบบไม่ต่างกัน แต่แนะนำให้ใช้เป็น Linux Hosting เพราะจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
3. Homepage คือ คำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ โดยเป็นทางเข้าหลักของเว็บไซต์ เมื่อเปิดเว็บไซต์นั้นขึ้นมา โฮมเพจ ก็จะเปรียบเสมือนกับเป็นสารบัญและคำนำที่เจ้าของเว็บไซต์นั้นได้สร้างขึ้น เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์องค์กรของตน นอกจากนี้ ภายในโฮมเพจก็อาจมีเอกสารหรือข้อความที่เชื่อมโยงต่อไปยังเว็บเพจอื่น ๆ อีกด้วย ในหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์ มักประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1. โลโก้ (logo) คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจดจำเว็บไซต์ของเราได้ นอกจากนี้แล้วโลโก้ยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราดูมีเอกลักษณ์อีกด้วย
2. เมนูหลัก (link menu) เป็นจุดที่เชื่อมโยงข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งรวบรวมไว้ในรูปแบบของปุ่มเมนู หรือข้อความที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถรับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของเว็บไซต์ได้ควรมีข่าวใหม่ ๆ เนื้อหาใหม่ ๆ มาตลอด
3. โฆษณา (Banner) เป็นส่วนที่สำคัญอีกเช่นเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่มีโฆษณาจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และช่วยกระตุ้นความสนใจเพราะมักใช้ภาพเคลื่อนไหว (Gif Animation) ประกอบซึ่งจะทำให้เว็บไซต์ของเราดูตื่นตาตื่นใจมากขึ้น จากการวิจัยพบว่าภาพเคลื่อนไหวยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นถึง 30% แต่ไม่ควรมีโฆษณามากเกินไปและควรจัดวางตำแหน่งให้เหมาะสมอีกด้วย
4. ภาพประกอบและเนื้อหา (content) เป็นส่วนที่ให้สาระความรู้กับผู้เข้าชม ซึ่งเนื้อหาที่ให้จะต้องมีขนาดพอเหมาะไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป ควรมีการปรับเนื้อหาให้ใหม่ทันกับปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา จัดวางเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ที่เข้ามาชมเนื้อหาและการมีภาพที่เกี่ยวข้องประกอบอยู่ยิ่งจะทำให้เว็บไซต์เป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
5. การใช้สีให้เหมาะสมกับหน้าโฮมเพจ (color) เพราะสีแต่ละสีจะให้ความรู้สึกที่มีผลด้านอารมณ์กับผู้เข้าชมในลักษณะที่แตกต่างกันไป
4. Web server คือ Server ที่ให้บริการแจกจ่ายข้อมูลแก่ Client โดยอาศัยการทํางานแบบ HTTP (Hypertext Transfer Protocol) เป็น Protocol เบื้องตน ที่ทํางานบน Transmission Control Protocol (TCP) ที่ใช้ในการจัดรูปแบบ การรับส่ง การเชื่อมโยงเอกสาร และสื่อผสมต่าง ๆ เช่น รูปภาพ ข้อความ รวมไปถึงภาพเคลื่อนไหวและข้อมูลเสียง ซึ่งเป็นการบริการพื้นฐานของ World Wide Web (www)
มีการทํางานที่มีทั้งฝั่ง server จัดเตรียมและส่งข้อมูลต่าง ๆ ที่มีการร้องขอจากทางฝั่ง Client โดยใช้ Web Browser ในการรองขอขอมูล จากฝั่ง Server และนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้งาน โดยปกติแล้ว Apache Web Server ทํางานที่ Port 80 สําหรับ HTTP และ Port 443 สําหรับ HTTPS โปรแกรมที่นิยมนำใช้เป็นเครื่องบริการเว็บ ได้แก่ อาปาเช่ (Apache Web Server) และไมโครซอฟท์ไอไอเอส (Microsoft IIS = Internet Information Server) เป็นต้น
5. Web browser คือ โปรแกรมที่ใช้สำหรับท่องอินเทอร์เน็ต (sufring the Internet) คือใช้ในการเปิด web page และอย่างอื่นอีกมาก โปรแกรมที่ใช้สำหรับเป็นประตูเปิดเข้าสู่โลก WWW (World Wide Web) หรือพูดกันอย่างง่ายก็คือโปรแกรมที่ใช้สำหรับเล่นอินเทอร์เน็ตที่เรานิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) จะเข้าใจในภาษา HTML นี้คือเหตุผลว่าทำไมต้องใช้ภาษา HTML ในการสร้างเว็บเพจ เพราะโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์นั่นสามารถเข้าใจ และสามารถทำงานตามคำสั่งของภาษา HTML ได้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ
6. URL คือ ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator คือ ที่อยู่ (Address) ของข้อมูลต่าง ๆใน Internet เช่น ที่อยู่ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันเว็บไซต์ เป็นแหล่งที่อยู่ใหม่ของหลาย ๆ ธุรกิจช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายและยังสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาเว็บไซต์เป็นแหล่งที่รวมรวบข้อมูลต่าง ๆ ไว้และแสดงให้เห็นผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ปกติแล้วเว็บไซต์จะมีชื่อและที่อยู่ของมันเองเพื่อให้ระบุได้ว่าเป็นเว็บไซต์ของใครโดยชื่อของเว็บไซต์หรือ Domain name (โดเมน เนม) จะไม่ซ้ำกันของแต่ละเว็บซึ่งการเปิดให้บริการเว็บไซต์จะมีการจดโดเมนเนมก่อนจึงจะสามารถให้บริการได้
รูปแบบของ URL จะประกอบด้วย
http://www.mindphp.com/support/urlfaq.htm
1. ชื่อโปรโตคอลที่ใช้ (http ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocol)
2. ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และชื่อเครือข่ายย่อย (www.mindphp)
3. ประเภทของเว็บไซต์ (.com) ซึ่งมีอยู่หลายประเภท คือเช่น .com (Commercial),.edu (Educational),.org (Organizations),.net (Network), .co.th (บริษัทในประเทศไทย ดูเพิ่มเติมที่นี่) ฯลฯ
4. ไดเร็กทอรี่ (/support/)
5. ชื่อไฟล์และนามสกุล (urlfaq.htm)
7. Domain name คือ ชื่อที่ใช้ระบุลงในคอมพิวเตอร์เพื่อไปค้นหาในระบบ โดเมนเนมซีสเทม (Domain Name System) เพื่อระบุถึงไอพีแอดเดรสของชื่อนั้น ๆ เป็นชื่อที่ผู้จดทะเบียนระบุให้กับผู้ใช้เพื่อเข้ามายังเว็บไซต์ของตน บางครั้งเราอาจจะใช้ "ที่อยู่เว็บไซต์" หรือ "Web Address" แทนก็ได้
โดเมนเนม หรือ ชื่อโดเมน เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากไอพีแอดเดรสนั้นจดจำได้ยาก และเมื่อเจ้าของเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงไอพีแอดเดรส ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสใหม่ ยังคงใช้โดเมนเนมเดิมได้ต่อไป เงื่อนไขการตั้งชื่อโดเมนเนม อักขระที่จะใช้ในการตั้งชื่อโดเมนเนม ได้แก่ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลขและ "-" (ยัติภังค์) คั่นด้วย "." (มหัพภาค) มีความยาวตั้งแต่ 1 ถึง 63 ตัวอักษร ตัวอักษรตัวใหญ่ A-Z หรือตัวอักษรตัวเล็กถือว่าเหมือนกัน เมื่อนำโดเมนเนม มาตั้ง DNS ไปที่โฮสติ้ง (และที่โฮสติ้งต้องตั้งรับโดเมนเนมที่ชี้เข้ามาด้วย) คุณก็จะสามารถเข้าเว็บผ่านโดเมนเนมได้ แต่ถ้าไม่มีโดเมน คุณก็จะต้องเข้าเว็บไซต์ผ่านหมายเลขไอพีของเว็บโฮสติ้งแทน เช่น http://61.19.246.213/~username/ เป็นต้น
8. ISP คือ หรือ Internet Service Provider (อินเตอร์เน็ต เซอร์วิส โปรไวด์เดอร์) คือ องค์กรที่ให้บริการการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น 3BB, True, DTAC, AIS, CAT, TOT, Beenets, Symphony การเข้าสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตในแต่ละครั้งเราจำเป็นต้องเข้าผ่าน ISP ซึ่ง ISP จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่น ๆ ทั้งนอก และในประเทศ ซึ่งเราจะเปรียบเทียบ ISP เป็นเหมือนกับประตูทางเข้าออกของข้อมูลนั้นเอง แล้วบริษัทที่ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต โดยผู้ให้บริการจะเชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับเทคโนโนยีรับส่งข้อมูลที่เหมาะสมในการส่งผ่านอุปกรณ์ Protocol (โปรโตคอล) อย่างเช่น ไดอัล, ดีเอสแอล, เคเบิลโมเด็ม, ไร้สาย หรือการเชื่อมต่อระบบไฮสปีด ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ISP เป็นองค์กรที่ให้บริการสำหรับการเข้าถึงและการใช้ที่อินเตอร์เน็ต ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอาจจะจัดในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เชิงพาณิชย์ ชุมชนที่เป็นเจ้าของ ไม่แสวงหาผลกำไร หรือของเอกชน ซึ่งผู้ใช้หรือลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของหรือมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองรวมไปถึงบริษัทก็ต้องมีการจดทะเบียน หรือที่เรียกกันว่า จดทะเบียนโดเมนนั้นเอง บริการอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการโดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมักจะรวมถึง อินเทอร์เน็ต การขนส่งอินเทอร์เน็ต ชื่อโดเมน ลงทะเบียน เว็บโฮสติ้ง เป็นต้น
9. HTML คือ ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language คือภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการแสดงผลของเอกสารบน website หรือที่เราเรียกกันว่าเว็บเพจ ถูกพัฒนาและกำหนดมาตรฐานโดยองค์กร World Wide Web Consortium (W3C) และจากการพัฒนาทางด้าน Software ของ Microsoft ทำให้ภาษา HTML เป็นอีกภาษาหนึ่งที่ใช้เขียนโปรแกรมได้หรือที่เรียกว่า HTML Application
HTML เป็นภาษาประเภท Markup สำหรับการการสร้างเว็บเพจ โดยใช้ภาษา HTML สามารถทำโดยใช้โปรแกรม Text Editor ต่าง ๆ เช่น Notepad, Editplus หรือจะอาศัยโปรแกรมที่เป็นเครื่องมือช่วยสร้างเว็บเพจ เช่น Microsoft FrontPage, Dream Weaver ซึ่งอํานวยความสะดวกในการสร้างหน้า HTML ส่วนการเรียกใช้งานหรือทดสอบการทำงานของเอกสาร HTML จะใช้โปรแกรม web browser เช่น IE Microsoft Internet Explorer (IE), Mozilla Firefox, Safari, Opera, และ Netscape Navigator เป็นต้น
10. HTTP คือ Hypertext Transfer Protocol (HTTP) โปรโตคอลในระดับชั้นโปรแกรมประยุกต์เพื่อการแจกจ่ายและการทำงานร่วมกันกับสารสนเทศของสื่อผสม ใช้สำหรับการรับทรัพยากรที่เชื่อมโยงกับภายนอก ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งเวิลด์ไวด์เว็บ การพัฒนา http เป็นการทำงานร่วมกันของเวิลด์ไวด์เว็บคอนซอร์เทียม (W3C) และคณะทำงานเฉพาะกิจด้านวิศวกรรมอินเทอร์เน็ต (IETF) ซึ่งมีผลงานเด่นในการเผยแพร่เอกสารขอความเห็น (RFC) หลายชุดเอกสารที่สำคัญที่สุดคือ RFC 2616 (เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542) ได้กำหนด HTTP/1.1 ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน http เป็นมาตรฐานในการร้องขอและการตอบรับระหว่างเครื่องลูกข่ายกับเครื่องแม่ข่าย ซึ่งเครื่องลูกข่ายคือผู้ใช้ปลายทาง (end-user) และเครื่องแม่ข่ายคือเว็บไซต์ เครื่องลูกข่ายจะสร้างการร้องขอ http ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ ที่จัดว่าเป็น ตัวแทนผู้ใช้ (user agent) ส่วนเครื่องแม่ข่ายที่ตอบรับ ซึ่งเก็บบันทึกหรือสร้าง ทรัพยากร (resource) อย่างเช่นไฟล์ html หรือรูปภาพ จะเรียกว่า เครื่องให้บริการต้นทาง (origin server) ในระหว่างตัวแทนผู้ใช้กับเครื่องให้บริการต้นทางอาจมีสื่อกลางหลายชนิด อาทิพร็อกซี เกตเวย์ และทุนเนล http ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้ชุดเกณฑ์วิธีอินเทอร์เน็ต (TCP/IP) เท่านั้น แม้ว่าจะเป็นการใช้งานที่นิยมมากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตก็ตาม โดยแท้จริงแล้ว http สามารถ "นำไปใช้ได้บนโปรโตคอลอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ หรือบนเครือข่ายอื่นก็ได้ "http คาดหวังเพียงแค่การสื่อสารที่เชื่อถือได้ นั่นคือโปรโตคอลที่มีการรับรองเช่นนั้นก็สามารถใช้งานได้
คำศัพท์