การท่าเรือแห่งประเทศไทย |
||
การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นรัฐวิสาหกิจสาธารณูปการใน สังกัดกระทรวงคมนาคม ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่ง ประเทศไทย พุทธศักราช 2494 มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดดำเนินการและ นำมาซึ่งความเจริญของกิจการท่าเรือ เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน ปัจจุบัน การท่าเรือแห่งประเทศไทย รับผิดชอบบริหารท่าเรือที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือเชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และ ท่าเรือระนอง หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิ ราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2475 ความคิดริเริ่มที่จะก่อ สร้างท่าเรือของรัฐให้ทันสมัยโดย พลเรือโท พระยาราชวังสัน ซึ่งดำรง ตำหแน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้น ได้เสนอโครงการ ขุดลอกสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อส่งเสริมกิจการพาณิชย์นาวีให้เรือ เดินสมุทรขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้ามาบรรทุก - ขนถ่ายสินค้าจากท่าเรือ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แทนการลำเลียงสินค้าระหว่างกรุงเทพ- เกาะสีชังที่เคยปฎิบัติกันมาแต่เดิม และปรับปรุงท่าเรือที่มีอยู่ให้เป็นท่าเรือที่ ทันสมัย เพื่อส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ แต่โครงการดังกล่าวก็ต้อง ประสบกับอุปสรรคนานัปการ ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงได้ส่งเรื่องขอความช่วย เหลือไปยังสำนักงานใหญ่สันนิบาตชาติ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ สองปีต่อมา สันนิบาติชาติได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาสำรวจสภาเศรษฐกิจการต้าใน กรุงเทพ และสำรวจสถานที่สร้างท่าเรือของรัฐบาลไทย ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ได้เสนอให้มีการขุดลอกร่องน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และเสนอบริเวณที่จะ ก่อสร้างท่าเรือให้รัฐบาลไทยเลือก 2 แห่ง คือ ที่ปากน้ำสมุทรปราการ กับที่ ตำบลคลองเตย เป็นที่ก่อสร้างท่าเรือ ซึ่งก็คืออาณาบริเวณของ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการจัดสร้างท่าเรือขึ้น มีพลเอก พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการเป็นประธาน กรรมการดำเนินการขุดลอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา และสร้างท่าเรือ ที่ทันสมัยที่ตำบลคอลงเตย ตามข้อเสนอของสันนิบาตชาติ ปี พ.ศ. 2479 คณะกรรมการจัดสร้างท่าเรือดำเนินการประกวดการออกแบบก่อสร้าง ท่าเรือ ปรากฎว่า แบบก่อสร้างท่าเรือของ ศาสตราจารย์อากัตซ์ ชาวเยอรมันได้รับการคัดเลือก สำหรับการประกวดราคาค่าก่อสร้างท่าเรือ ปรากฎว่า บริษัท คริสเตียนีแอนด์นีลเสน ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างท่าเรือในวงเงิน 20 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2481 รัฐบาลได้จัดสร้างสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ ให้ หลวงประเสริฐวิถีรัถ นายช่างจากกรมรถไฟมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ ( พ.ศ. 2481 - 2486) และ ควบคุมการก่อสร้าง โดยมีนาย โรเบอร์ต ชวาทเก เป็นนายช่างที่ปรึกษา ขึ้นตรงต่อกระทรวงเศรษฐการ และเริ่มลงมือก่อสร้าง ท่าเรือที่คลองเตย ปี พ.ศ. 2483 รัฐฐาลได้สั่งต่อเรือสันดอน 1 จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และเริ่มขุดลอกร่องน้ำ แต่งานขุดลอกร่องน้ำและการก่อสร้าง ท่าเรือต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในขณะนั้น ท่าเรือกรุงเทพมีเพียงเขื่อนเทียบเรือยาว 1,500 เมตร มีโรงพักสินค้า 4 หลัง คลังสินค้า 3 ชั้น 1 หลัง (คลังสินค้าทัณฑ์บนปัจจุบัน) อาคาร OB (ตึกอำนวยการหลังเก่า) ปี พ.ศ. 2490 ได้เปิดดำเนินกิจการท่าเรือ โดยมี หลวงยุกตเสรีวิวัฒน์ เป็นผู้อำนวนการ และคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง คณะกรรมการจัดวาง นโยบายและควบคุมกิจการสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมเป็นประธาน ปี พ.ศ. 2491 นาวาเอกหลวงสุภีอุทกธาร (สุภี จันทมาส) ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักท่าเรือกรุงเทพ ดำเนินการซ่อมแซมอาคารต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลก พร้อมกับก่อสร้างเพิ่มเติม ปี พ.ศ. 2494 รัฐบาลกู้เงินจากธนาคารโลกมาดำเนินการขุดลอกร่องน้ำ สันดอนทางเดินเรือ จากปากน้ำสมุทรปราการ -ในแม่น้ำ เจ้าพระยา ถึง ท่าเรือคลองเตย รวมระยะทางประมาณ 66 กิโลเมตร และจัดซื้ออุปกรณ์ การยกขนสินค้ามาพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ ในเดือนพฤษภาคม 2494 รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่ง ประเทศไทย พุทธศักราช 2494 จัดตั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็น รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม พร้อมรับโอนกิจการท่าเรือจาก สำนักท่าเรือกรุงเทพ มาดำเนินการ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้รับการก่อตั้งเป็นต้น มา กิจการด้านการขนส่งทางน้ำได้มีการพัฒนาเรื่อยมาเป็นลำดับจนถึง ปัจจุบัน โดยในอดีตสินค้าที่ขนส่งทางทะเลเป็นเรือสินค้าทั่วไปและสินค้า กอง ท่าเทียบเรือที่มีอยู่ในขณะนั้น ได้แก่ ท่าเทียบเรือเขื่อนตะวันตก จำนวน 9 ท่า เป็นท่าสำหรับบรรทุก- ขนถ่านสินค้าทั่วไปและสินค้ากอง จนกระทั่งการขนส่งสินค้า ด้วยระบบคอนเทรนเนอร์ได้แพร่ขยายเข้ามาสู่ประเทศไทย ประมาณปี 2518 - 2520 การท่าเรือฯ จึงได้ดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบหเรือเขื่อนตะวันออกเพื่อใช้เป็นท่า อเนกประสงค์ และจัดให้รับตู้สินค้า โดยเปิดใช้งานในปี 2520
ตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา มีการบรรทุก- ขนถ่ายตู้สินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพจำนวนเพิ่ม มากขึ้นทุกปี จนท่าเรือกรุงเทพเริ่มแออัดเนื่องจากเครื่องมือทุ่นแรงที่จำเป็นสำหรับ บรรทุก-ขนถ่ายและเคลื่อนย้ายตู้สินค้ามีไม่เพียงพอ จนกระทั่งปี 2530 - 2531 เกิดภาวะความแออัดอย่างรุนแรง การท่าเรือฯ จึงได้เร่งพัฒนาท่าเทียบเรือเขื่อน ตะวันออกเป็นท่าเทียบเรือตู้สินค้า โดยติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่าในระยะเริ่มแรกจำนวน 7 คัน และได้จัดซื้อเพิ่มเติมจนปัจจุบันมีจำนวน 14 คัน ปรับปรุงพื้นที่หลังท่าให้ สามารถวางตู้สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือทุ่นแรงบริเวณ หลังท่า เพื่อใช้จัดเรียงตู้สินค้า และนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในกิจการ ทำให้ มีวิสัยสามารถทำการรับตู้สินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้าน ที อี ยู ภายหลังรัฐบาลได้มี นโยบายจำกัดตู้สินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพไว้ที่ 1 ล้าน อี ที ยู ต่อไป เพื่อลดปัญหา การจราจรและส่งเสริมให้มีผู้ไปใช้ท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากท่าเรือกรุงเทพเป็นท่าเรือแม่น้ำ ทำให้มีข้อจำกัดในการ รองรับ เรือสินค้าขนาดใหญ่ประกอบกับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้อง มีการพัฒนาท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับเรือและสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เกิด ภาวะความแออัดอย่างรุนแรงในปี 2530 - 2531 ทำให้รัฐบาลได้เร่งรัดให้มีการก่อสร้าง ท่าเรือแหลมฉบัง ซึี่งการก่อสร้างได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ปลายปี 2533 และเริ่มเปิดให้ บริการในเดือน มกราคม 2534 โดยในระหว่างการก่อสร้าง ได้มีการเปิดใช้ท่าเอกชน ในแม่น้้ำเจ้าพระยาสำหรับบรรทุกขนถ่ายตู้สินค้าเป็นการชั่วคราว เพื่อผ่อนคลาย ความแออัดที่ท่าเรือกรุงเทพ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้พัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพ งานบริการของการท่าเรือต่างๆ ที่อยู้ในความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังได้นำระบบการ บริหารจัดการสมัยใหม่และเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมาใช้ รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการ บริหารงานเป็นแบบธุรกิจเอกชน เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงานและรองรับการ ขยายธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในอนาคต ตลอดจนนำระบบรับรองมาตรฐานคุณภาพ ต่าง ๆ มาใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการ ณ วันนี้การท่าเรือฯ ได้ก้าวมา เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการค้าของ ประเทศ มีผลประกอบการที่ดีติด 10 อันดับแรกของรัฐวิสาหกิจที่นำเงินรายได้เข้ารัฐ สูงสุด ได้รับการประเมินผลงานจากรัฐบาลให้เป็นรัฐวิสาหกิจขั้นดีติดต่อกันหลายปี เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ ท่าเรือที่รับผิดชอบ
|
|
|
All Site Contents Copyright © by sakorn thimsree. All Rights Reserved
|
||