โรคของกุหลาบ


หากคุณคิดจะปลูกกุหลาบสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงก็คือโรคกุหลาบซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ปลูกกุหลาบต้องพบเจอ โรคกุหลาบจะทำให้กุหลาบของคุณไม่สมบูรณ์ ใบไหม้เหลือง ดอกไม่งาม ดอกเน่าเสียหรือแม้แต่ต้นอาจตายได้ โรคกุหลาบจึงนับเป็นศัตรูที่สำคัญของกุหลาบเพราะบางครั้งกว่าจะทราบ กุหลาบของคุณก็เกิดโรคไปแล้ว สิ่งที่จะช่วยกุหลาบของคุณได้ก็คือการป้องกันมากกว่าการรักษาโรคกุหลาบมีมากมายได้แก่

โรคราสีเทา (Botrytis)

ดอกตูมจะเป็นจุดสีน้ำตาล และลุกลามขยายใหญ่ ทำให้ดอกเน่าแห้ง

วิธีการป้องกันและรักษา เพื่อไม่ให้ดอกกุหลาบถูกฝนควรปลูกกุหลาบในโรงเรือนพลาสติก กำจัดใบหรือต้นที่เกิดโรค ฉีดพ่นสารเคมีด้านข้างและด้านบนดอกด้วย คอปเปอร์ ไฮดร๊อกไซด์ แมนโคเซ็บ หรือ คอปเปอร์ อ๊อกซี่คลอไรด์ เพื่อไม่ให้เชื้อราแพร่กระจาย

 

โรคใบจุดดำ (Black spot)

        โรคนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งปีแต่จะเกิดรุนแรงมากในช่วงฤดูฝน หรือฤดูหนาวที่มีน้ำค้างมาก สปอร์ของราที่อยู่บนใบแก่ที่ร่วงตามพื้นดินหรือที่อยู่ตามง่ามกิ่งจะปลิวไปติดใบที่ไม่เป็นโรค เมื่อได้รับความชื้นติดต่อกันประมาณ 6-8 ชั่วโมง สปอร์จะงอกเข้าไปในต้น หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ อาการก็จะ
ปรากฎขึ้น ใบกุหลาบที่เกิดโรคจะเป็นจุดดำบริเวณผิวด้านบนของใบ ขนาดจุดประมาณ 1/4 นิ้ว ในแต่ละจุดจะเห็นเส้นใยเป็นขุย เมื่อเป็นมากใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง กุหลาบจะชงักการเติบโต

วิธีการป้องกันและรักษา กำจัดใบหรือต้นที่เกิดโรคโดยนำไปเผาไฟทิ้ง หลีกเลี่ยงการรดน้ำที่เปียกต้นและใบเนื่องจากใบที่เปียกจะเป็นที่เพาะเชื้อราได้อย่างดี ควรฉีดพ่นยากำจัดเชื้อราที่ใบและต้นเพื่อเป็นการป้องกันก่อนเกิดโรคเพราะเมื่อเกิดโรคแล้วจะไม่มียารักษาได้

 

โรคราแป้ง(Powderly mildew)

        เกิดจากเชื้อราSphaerotheca pannosa ที่สปอร์ของราแพร่กระจายมาตามลม เชื้อนี้จะระบาดได้ดีโดยเฉพาะในอากาศที่กลางคืนหนาวและชื้นส่วนกลางวันอากาศอุ่นและแห้ง โดยมากมักเกิดกับใบย่อยหรือยอดอ่อน ที่ใบจะมีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายแป้งเคลือบอยู่บนผิวใบทั้งด้านบนและใต้ใบ ทำให้ใบหงิกงอ ถ้าเป็นมากใบอาจเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือดำและร่วง ถ้าเป็นที่ดอกตูมดอกจะไม่บาน

วิธีการป้องกันและรักษา กำจัดใบที่เกิดโรครวมทั้งใบที่ร่วงตามพื้นดินทิ้ง ฉีดพ่นด้วยยาเบนเลท คาราเทนหรือกำมะถันผง สำหรับกำมะถันผงควรฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น ถ้าใช้ในวันที่อากาศร้อนจัดจะทำให้ใบไหม้

 

โรคราสนิม (Rust)

        เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งซึ่งแพร่กระจายได้ดีในอากาศชื้น โรคนี้มักเกิดในฤดูฝนและเกิดกับใบแก่ โดยที่ใต้ใบจะมีผงสีส้ม คล้ายผงแป้ง ส่วนด้านบนของใบจะมีจุดสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเกิดขึ้น

วิธีการป้องกันและรักษา เด็ดใบที่เกิดโรคทิ้งรวมทั้งใบที่ร่วงตามพื้นดินทิ้งด้วย หลีกเลี่ยงการรดน้ำที่ใบเพราะเชื้อราจะแพร่กระจายได้ดีในน้ำ หากจำเป็นอาจฉีดพ่นด้วยยาที่มีส่วนประกอบของกำมะถัน

 

โรคเพลี้ยหอย

       เพลี้ยหอยหรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เพลี้ยเกล็ดมีชื่อเรียกทั่วไปเป็นภาษาอังกฤษว่า Scale insect เป็นแมลงปากดูดอยู่ในอันดับ Homotera เพลี้ยหอยหรือเพลี้ยเกล็ด เป็นแมลงชนิดปากดูดน้ำเลี้ยงพืช อยู่ในกลุ่ม โดยเกาะแน่นตามใบ ซอกกาบใบ ลำต้น หรือแม้กระทั่งราก ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ทรุดโทรม ใบมีสีเหลือง ช่อดอกสั้น ขนาดดอกเล็กลงอย่างมาก และถ้ามีการทำลายมาก ๆ พืชอาจเหี่ยวจนถึงตายได้
มักจะระบาดมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ส่วนฤดูกาลอื่นก็พบกระจายอยู่ทั่วไป ไม่มาก
นานๆเจอทีค่ะ เจอแล้วมันมันส์เขี้ยวเล็กน้อย เพราะเห็นเป็นตุ่มๆตามกิ่งก้านของกุหลาบ เห็นแล้วอย่ารอช้า หายามาฉีดนะค่ะ ไม่งั้นจะลามไปต้นอื่นอย่างรวดเร็ว

 

วิธีการป้องกันและรักษา

- ก่อนนำพืชจากที่อื่นเข้ามาปลูกในส่วน ควรตรวจดูไม่ให้มีเพลี้ยหอยติดไป
- หมั่นตรวจดูโดยเฉพาะในสวน ถ้าพบเพลี้ยหอยก็แยกมาทำการรักษา หรือถ้าเป็นมาก ๆ ก็ควรเผาทิ้งเสีย
- ใช้ยาฆ่ามดเพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายของเพลี้ยหอย
เช่นสารพวกคาร์บาริล หรือไดอะซินอน ฉีดพ่นหรือราดตามรังมด
- ถ้ามีการระบาดทำลายไม่มากนัก ทำการรูดเพลี้ยหอยออกจากพืชแล้วทำลายเสีย และพ่นยากำจัดเสีย

 

 

 

 

 


All Site Contents Copyright ©  by Siritorn Bunloet.All Reserved.