|
Chapter 7: Ironically, I've lived my life very
lively.
May - June, 2010
สวัสดีครับ
ท่านผู้อ่านที่เคารพ
English
Corner (Again
ตามที่คาดการณ์เอาไว้)
หายเงียบไป 1
ปีพอดี
เขียนบทที่
6 (EC6)
เมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว
และก็เป็นเรื่องที่จะเป็นเหตุบังเอิญหรือเปล่าก็ไม่รู้
เวลาผ่านไป 1
ปี
ประเทศของเรา
ก็ยังมีเหตุวุ่นวายทางการเมือง
เหมือนกับเมื่อเดือน
พ.ค.
ในปีที่ผ่านมา
ผู้เขียนก็ขอร่วมส่งกำลังใจ
และภาวนาให้บ้านเมืองของเรา
กลับคืนสู่สภาวะสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง
โดยเร็ววันครับ
(อีกครั้ง
อย่างเคยครับ
ก่อนอื่น
ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า
ผู้เขียนพยายามที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับท่านผู้อ่าน
ในสิ่งที่ถูกกล่าวถึงให้ได้มากที่สุด
ดังนั้น
หากท่านผู้อ่านต้องการที่จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องราวนั้นๆ
ก็สามารถคลิ๊กที่ชื่อ
หรือสิ่งที่ถูกกล่าวถึงนั้นๆ
ที่ผู้เขียนได้ขีดเส้นใต้เอาไว้
ได้เลยครับ
อีกทั้งเพื่อให้การLinkไปที่เวปไซต์ต่างๆ
ซึ่งอาจจะรวมถึงไฟล์ภาพเคลื่อนไหว
มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นหากท่านผู้อ่านใช้อินเตอร์เน็ต
ความเร็วสูงซักนิด
ซักประมาณอย่างต่ำ
4Mbps
หรือที่พูดกันทั่วๆไปว่า
4เม็ก
ก็จะดีครับ)
สำหรับหัวข้อของ
English
Corner ในบทนี้
ผู้เขียนอยากจะพูดถึงคำในภาษาอังกฤษ
ที่ออกเสียงเหมือนกัน
(อาจเขียนไม่เหมือนกัน)
แต่มีความหมายต่างกัน
หรือคำที่เขียนเหมือนกันและออกเสียงเหมือนกัน
แต่มีความหมาย
ได้หลายความหมาย (Homonym Words)
ยกตัวอย่าง
ชื่อของบทนี้
ที่บอกว่า "I've
lived my life very lively" คำว่า
"Live" ที่อยู่ข้างหน้า
จะออกเสียงและมีความหมาย
ต่างจากคำว่า
"Live" ที่อยู่ข้างหลัง
(ทั้งๆที่เขียนเหมือนกัน)
"Live" คำหน้า
ออกเสียงว่า
"ลิฝ"
(ตามพจนานุกรม
สอ เสถบุตร
ฉบับอังกฤษ-ไทย)
แปลในประโยคนี้ว่า
"ใช้ชีวิต"
ส่วน "Live" คำหลัง
ออกเสียงว่า
"ไลฝ"
และแปลในประโยคนี้ว่า
"อย่างมีชีวิตชีวา"
และคำว่า "Life"
ก็จะออกเสียงใกล้เคียงและคล้ายกับคำว่า
"Live" ตัวหลังมาก
(และมีความหมายต่างกัน)
จะต่างกันที่เสียง
f กับเสียง
v ที่ท้ายคำ
เพราะเสียง f
กับเสียง v
เมื่ออยู่ท้ายคำ
เวลาออกเสียง
บ่อยครั้งจะแยกเสียงไม่ออก
แต่ถ้า f กับ
v อยู่หน้าคำ
เช่น คำว่า "Fan"
กับ "Vane" จะสามารถที่จะแยกแยะได้ง่ายกว่า
ว่าเสียงไหนเป็นเสียง
f เสียงไหนเป็นเสียง
v
คำเหล่านี้
ทั้งที่เขียนเหมือนกัน
แต่ออกเสียงต่างกัน
หรือเขียนไม่เหมือนกัน
แต่ออกเสียงเหมือนกันหรือคล้ายกัน
หรือเขียนเหมือนกัน
ออกเสียงเหมือนกัน
แต่ความหมายแตกต่างกัน
มีอยู่มากมายในภาษาอังกฤษ
ซึ่งผู้เขียนจะนำมาบอกเล่ากันในที่นี้
ซักคำสองคำ
เท่าที่พอจะนึกได้
แต่ก่อนอื่น
เหมือนเคยครับ
ก็คงจะต้อง
มาบอกเล่า
เรื่องเหตุบ้านการเมือง
และเรื่องอื่นๆ
ที่น่าสนใจ (บ้าง
ไม่น่าสนใจบ้าง)
กันก่อนครับ
มีอยู่สิ่งหนึ่ง
ที่อ่านทำให้เกิดความสับสน
หรือเข้าใจความหมายผิดไปได้
ในการพูดภาษาอังกฤษ
ก็คือเรื่องของ
"สำเนียง"
หรือ "Accent" ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า
มันมีความแตกต่างกัน
สำเนียงอังกฤษก็แบบหนึ่ง
สำเนียงอเมริกันก็แบบหนึ่ง
สำเนียงออสเตรเลียก็แบบหนึ่ง
คนที่คุณเคยกับสำเนียงหนึ่งสำเนียงใดมากๆ
อาจจะเป็นไปได้ที่จะฟังคนที่พูดอีกสำเนียงหนึ่งคลาดเคลื่อนได้
มีเรื่องที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่เรื่องหนึ่ง
ซึ่งผู้เขียนคิดว่า
อาจเป็นไปได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น
อาจจะเกี่ยวข้องกับ
ความไม่เข้าใจในสำเนียง
(Accent) ของการพูดที่แตกต่างกัน
เขาบอกว่า
มีชายตาบอดคนหนึ่ง
ถูกปฏิเสธไม่ให้นำสุนัขของเขาเข้าไปในร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย
เพราะพนักงานของร้าน(ซึ่งเป็นคนเอเชีย
แต่ไม่ใช่คนไทย)บอกว่า
ไม่สามารถที่จะนำ
"Gay Dog" หรือ
"สุนัขที่เป็นเกย์หรือรักเพศเดียวกัน"
เข้าไปในร้านได้
ชายตาบอดจึงเอาเรื่องดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาล
แล้วก็ได้รับชัยชนะ
และทางร้านต้องขอโทษและเสียค่าปรับให้กับชายตาบอดเป็นเงิน
$1,500
เรื่องของเรื่องมันก็คือว่า
ที่ร้านเขียนป้ายติดเอาไว้ว่า
"Guide Dogs Welcome" ซึ่งก็หมายความว่า
"ยินดีต้อนรับสุนัขนำทาง"
ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่ผู้เขียนขอตั้งข้อสัณนิฐานเอาเองว่า
อาจเป็นไปได้ว่า
พนักงานที่ร้าน(ซึ่งเป็นคนเอเซีย)
อาจได้ยินและเข้าใจ
คำที่ชายตาบอดพูดว่า
"Guide Dog" เป็นคำว่า
"Gay Dog" ด้วยอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับสำเนียงของคนออสเตรเลีย
จึงเข้าใจว่า
ชายตาบอดพูดว่า
"Gay Dog" หรือเปล่า
ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง
เพียงแต่ขอตั้งข้อสัณนิฐานเอาเอง
จากข่าวที่ได้อ่าน
ถึงกระนั้นก็เถอะ
ผู้เขียนเองก็ยังสงสัยว่า
ถึงจะเป็น "Gay
Dog"จริงๆ
แล้วมันจะแตกต่างจาก
"Guide Dog" ยังไง
ทำไมถึงไม่ยอมให้
"Gay Dog" เข้าร้าน
ก็ยังงงๆอยู่เหมือนกัน
และเมื่อเร็วๆนี้
ผู้เขียนได้ไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ซึ่งนอกจากจะมีการลดแลกแจกแถมกันเป็นปกติแล้ว
ทางร้านค้ายังมีข้อเสนอเพิ่มอีกว่า
หากเราไม่เอาถุงใส่
เขาก็สามารถที่จะลดราคาลงให้อีก
ถามว่าเขาทำอย่างนั้นเพื่ออะไร (แล้วผมจะหอบของไปยังไง)
เขาบอกว่า
เป็นการรณรงค์เพื่อลดจำนวนของถุง
ซึ่งก็จะส่งผลไปช่วยเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน
โอกิโดกิ (Okedoke) โอเค
เราเข้าใจ
(แต่หอบของออกไปจากร้านแบบนี้
รปภ.
ไม่จับแน่นะ)
ปัญหาภาวะโลกร้อน (Global
Warming) เป็นปัญหาของโลก
แล้วถุงหนึ่งใบ
จะช่วยเรื่องปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร
เป็นเรื่องที่น่าคิด
น่าศึกษาครับ
หลายๆคน
หลายๆหน่วยงาน
ก็ได้มีการนำเสนอปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน
สาเหตุ
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
สาเหตุหลักก็คงเป็นเรื่องของภาวะเรือนกระจก
(Greenhouse Effect) ที่ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น
ทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย
ซึ่งต่อไปมันก็อาจจะทำให้น้ำท่วมโลกได้
ต้นเหตุหลัก
ก็มาจากมลพิษที่ถูกปล่อยไปในอากาศ
ปัจจุบันก็มีการรณรงค์ต่างๆมากมาย
เช่น
การประหยัดไฟ
รวมถึงการประหยัดถุง
ฯลฯ
นอกจากนั้นแล้ว
ก็ยังมีผู้หวังดี
ที่พยายามไปเสาะแสวงหา
สาเหตุอื่นๆมาอีก
ยกตัวอย่างเช่น
การหย่าร้าง
ใช่ครับ
ท่านผู้อ่านอ่านไม่ผิด
การหย่าร้าง
เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน
เรื่องราวมันเป็นยังไง
มีการศึกษาพบว่า
เมื่อคู่สมรสหย่าร้างกัน
ทำให้ต้องแยกกันอยู่
ทำให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้น
เช่นเวลาอยู่ด้วยกัน
อาจเปิดไฟดวงเดียว
(หรือไม่เปิดเลยซะด้วยซ้ำ
ในบางอารมณ์)
เปิดทีวีเครื่องเดียว
แต่เมื่อแยกกันอยู่
ทุกอย่างก็ต้องเพิ่มเป็นสองเท่า
อย่างน้อยที่เห็น
ก็คือ
ต้องเปิดไฟสองดวง
ทีวีสองเครื่อง
สิ้นเปลืองพลังงานเป็นสองเท่า
ดังนั้นคุณๆที่กำลังคิดจะหย่าร้างกัน
ลองตรึกตรองกันดูให้ดี
อีกทีครับ
เพราะคุณคงไม่อยากจะได้ชื่อว่า
เป็นสาเหตุของปัญหาภาวะโลกร้อน
ใช่มั๊ยครับ
แต่ Ironically
(คำๆนี้
ในความหมายที่ผมจะพูดถึง
ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี
พจนานุกรมต่างๆ
ก็แปลกันไว้หลากหลาย
เช่น แดกดัน
เสียดสี
กระทบกระเทียบ
อะไรในทำนองนี้
แต่ความหมายที่ผมจะหมายถึง
น่าจะเป็นในลักษณะที่ว่า
"ไม่อยากเชื่อเลย
ว่าจะเป็นเช่นนั้นได้"
อะไรทำนองนั้น)
But, ironically, คนที่ออกมารณรงค์เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน
(เจ้าของที่มาของภาพยนต์เรื่อง
An Inconvenient Truth ที่ได้รับรางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยมออสการ์
ในสาขาสารคดียอดเยี่ยม
และเพลงประกอบยอดเยี่ยม
ในปี 2006 และที่สำคัญท่านได้รับรางวัลโนเบล
สาขาสันติภาพ
จากการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าวนี้
ในปี 2007) อย่างท่านอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ
Al Gore ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง
ได้ประกาศแยกทางกับภรรยา Tipper Gore หลังจากที่แต่งงานกันมานาน
40 ปี
แต่ผู้เขียนว่า
ระดับท่าน Al
Gore แล้ว
ท่านก็อาจจะรู้เกี่ยวกับ
เรื่องการศึกษาที่ว่า
การหย่าร้าง
เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภาวะโลกร้อน
เพราะท่านบอกว่า
แยกทางกัน
หรือ Separation ไม่ได้บอกว่า
หย่าร้างกัน
หรือ Divorce (ก็เพียงแต่นำมาวิเคราะห์ให้ได้ยิ้มกันเล่นๆครับ
เพราะเหตุผลที่ท่านจะทำอะไร
หรือไม่ทำอะไร
ในเรื่องนี้
คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องของปัญหาภาวะโลกร้อน
เป็นแน่)
นอกจากเรื่องดังกล่าวข้างต้นแล้ว
มนุษย์ก็ยังพยายามเสาะแสวงหาผู้ที่จะนำมากล่าวโทษหรือตำหนิ
ในเรื่องนี้
(Finding Someone to Blame หรือในภาษาไทย
ก็อาจบอกว่า
"หาแพะ"
แต่ หาแพะ
แล้วจะไปเจอสัตว์อะไรกันบ้าง
อ่านต่อไปครับ)
โดยพวกที่ตกเป็นเหยื่อ(หรือเป็นแพะ)รายล่าสุดก็คือ
พวกสัตว์ประเภทวัว
ควาย แล้วก็แกะ
ใช่แล้วครับ
ท่านผู้อ่าน
อ่านไม่ผิด
เจ้าทุยตัวดำๆที่ท่านเห็นกำลังกินหญ้าอยู่ในท้องทุ่งนา
สนทนาพาที
อยู่กับนางนกเอี้ยง
ทำไม่รู้ไม่ชี้
อยู่นั่นแหละครับ
ใช่แล้วครับ
เขาละ
ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภาวะโลกร้อน
เป็นได้อย่างไรครับ
เรื่องของเรื่องมันก็มีอยู่ว่า
ปัญหาอยู่ที่ลมที่มันผาย
(Cow Farts)ออกมาครับ
มีการศึกษา(อีกแล้วครับท่าน)
พบว่า
ลมที่สัตว์ต่างๆ
เหล่านี้ผายออกมา
จะมีก๊าซมีเทน
(Methane, CH4)
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาภาวะเรือนกระจก
น่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะครับ
ถามว่า
แล้วจะมีใครมาช่วยพวกวัว
พวกควาย
เหล่านี้ได้บ้าง
ตอบว่า
มีครับ
นั่นก็คือ
เจ้าจิงโจ้ (Kangaroo) ใช่ครับ
เจ้าจิงโจ้จะเป็นพระเอกของเรา
เพราะมีการศึกษา(อีกแล้ว
จริงๆ
ไม่เชื่อคลิ๊กดูได้)
ว่าลมผายของจิงโจ้
จะช่วยได้
ช่วยได้อย่างไร
นักวิทยาศาสตร์พบว่า
ด้วยระบบการย่อยอาหารของจิงโจ้
ทำให้ลมที่จิงโจ้ผายออกมา(รวมทั้งของหนักของมันด้วย)
จะไม่มีก๊าซมีเทนอยู่
ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความคิดว่า
จะทำอย่างไรให้ระบบการย่อยอาหารของวัวควายเป็นเหมือนของจิงโจ้
เพื่อจะได้ไม่ให้มีก๊าซมีเทน
ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก
ถูกปล่อยออกมา
เวลาที่ท่านๆเหล่านี้ผายลม
หากแต่ผมว่า
ท่านนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น
อาจจะต้องเร่งมือหน่อยครับ
ในการศึกษาเรื่องดังกล่าว
เพราะเนื่องจากพวกสัตว์ประเภทวัวควาย
ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน
เจ้าจิงโจ้
ซึ่งน่าจะเป็นพระเอกในเรื่องนี้
แต่อาจกลับจะต้องมาซวยเพราะเรื่องนี้
เพราะเพื่อเป็นการลดปริมาณสัตว์ประเภทวัวควาย
(Cattle) ก็มีคนออกมาให้ความเห็นว่า
ให้คนหันมากินเนื้อจิงโจ้แทน
โดยเวปไซต์แห่งหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย
(ซึ่งมีจิงโจ้เป็นสัญญลักษณ์ประจำชาติ)
ก็ได้ลงบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน
เป็นแบบนี้
ก็น่าสงสารเจ้าจิงโจ้มันเหมือนกันนะครับ
อยู่ของมันดีๆแท้
แม้แต่ลมผายก็ยังไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
เวรกรรมจริงๆ
แต่หากจะพูดกันจริงๆแล้ว
ปัญหาภาวะโลกร้อน
ก็เป็นปัญหาจริงๆ
ซึ่งเราจะต้องหันมาพิจารณากันอย่างจริงจัง
ในหลายๆประเทศก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
และได้มีการดำเนินการรับมืออย่างจริงจัง
ที่ที่หนึ่งซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างคือ
ที่นิวยอร์คซิตี้
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งท่านผู้อ่านทุกท่านก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว
ว่ามีที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเล
ที่นั่น
เขาตระหนักดี
ในเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน
เรื่องที่น้ำแข็งที่ขั้วโลก
ละลายเพิ่มขึ้นทุกวัน
และระดับน้ำทะเลก็เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ
แล้วเขาก็เตรียมการรับมือกับมัน
โดยใช้หลักการคิดเชิงบวก
(Positive Thinking) คือวางแผนที่จะน้อมรับ
น้ำจำนวนมหาศาลที่จะเพิ่มเข้ามา
วางแผนผังเมืองให้เป็นคล้ายๆกับเมืองเวนิซ
(Venice) ในประเทศอิตาลี
ที่เต็มไปด้วยคูคลอง
ไม่คิดที่จะสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเล
เหมือนอย่างที่เคยมีการสร้างกัน
ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
(Saint
Petersburg) ประเทศรัสเซีย
เป็นต้น โดยกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าของความคิดในเชิงบวกนี้
คือกลุ่มวิศวกรและสถาปนิกของพิพิธภัณฑ์
The Museum of Modern
Art ในเมืองนิวยอร์คซิตื้
โดยได้มีการจัดแสดงแนวความคิดที่ว่านี้ไว้
ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้
หากท่านผู้อ่านสนใจที่จะชมตัวอย่างของการจัดแสดงที่ว่านี้
คลิ๊กที่นี้ครับ
และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้ว
ก็อดที่จะคิดถึงประโยคที่ผู้คนมักพูดกันว่า
"กรุงเทพน้ำจะท่วม"
"กรุงเทพจะจมน้ำ"
ซึ่งสาเหตุหนึ่ง
ก็มาจากเรื่อง
ปัญหาภาวะโลกร้อน
โดยเรื่องนี้
ก็มีการพูดจากันมานาน
ซึ่งผู้เขียนคิดว่า
ความเป็นไปได้
มันก็น่าจะมี
ก็เลยมาคิดว่า
เราได้เตรียมรับมือ
และแก้ปัญหาในเรื่องนี้
กันแล้วหรือยัง
หน่วยงานใดของภาครัฐ
ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
และดำเนินการในเรื่องนี้
ท่านผู้อ่านที่ทราบข้อมูลเรื่องนี้
แบ่งปันความรู้และข้อมูลกันได้นะครับ
เมื่อพูดถึงเรื่องสภาวะแวดล้อมแล้ว
ตอนนี้ก็กำลังมีเหตุการณ์
ซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็น
ความหายนะทางสภาวะแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา
(The worst environment disaster in American history) ไปแล้ว
นั่นก็คือเรื่องที่ฐานขุดเจาะน้ำมัน
Deepwater Horizon ที่อยู่ในอ่าวเม็กซิโก
นอกชายฝั่งรัฐหลุยส์เซียน่า
เกิดระเบิดขึ้น
ทำให้น้ำมันรั่วและพวยพุ่งออกมาจากท่อน้ำมันใต้ทะเล
ตลอดเวลา (ดูภาพ)
ถึงวันนี้
เหตุการณ์ก็ผ่านมา
กว่า 1 เดือนแล้ว
(การระเบิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่
20 เม.ย. 2553) แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะหยุดการรั่วของน้ำมันได้
สภาวะแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง
ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ตามการคาดการณ์จากแหล่งข่าวต่างๆ
ปริมาณน้ำมันที่รั่วออกมา
อาจจะสูงถึง
20,000 - 40,000 บาร์เรลต่อวัน
หรือประมาณ
3,180,000 - 6,360,00 ลิตรต่อวัน
ซึ่งก็ถือเป็นจำนวนที่มากโขอยู่ทีเดียว
หายนะในครั้งนี้
ก็ต้องถือว่า
รุนแรงกว่าเมื่อครั้งที่เกิดน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน
EXXON Valdez นอกชายฝั่งรัฐอลาสก้า
ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อปี พ.ศ. 2532
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้
ก็ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากเรื่องหนึ่ง
สำหรับรัฐบาลของท่านประธานาธิบดีโอบามา (Obama
Administration) และไม่กี่วันมานี้เอง
(8 มิ.ย. 53) ท่านประธานาธิบดีโอบามาก็ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจ
ต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของผู้รับผิดชอบ
โดยกล่าวกับรายการทีวีรายการหนึ่งว่า
ท่านจะปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้อง
"To figure out whose ass to kick" (เพื่อจะได้รู้ว่า
จะต้องเตะก้นใคร
หรืออีกนัยหนึ่งคือ
ปัญหาอยู่ที่ใคร
จะได้จัดการกับคนหรือองค์กรนั้นๆ)
โดยที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีโอบามา
ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า
แสดงความโกธรต่อความหายนะที่เกิดขึ้นนี้
น้อยไปซักหน่อยและช้าไปซักนิด
(คงอยากให้ท่านประธานาธิบดี
ไปหาก้นเตะให้เร็วกว่านี้หน่อย
ละมัง) เรื่องนี้
ที่มันเป็นเรื่องขึ้นมา
ก็สืบเนื่องจากว่า
ชาวอเมริกันมองว่า
ประธานาธิบดีโอบามา
เป็นผู้ที่มีบุคลิกนิ่มนวล
การพูดจาก็จะสุภาพเรียบร้อย
จนอาจทำให้คน(อเมริกัน)จำนวนไม่น้อย
เกิดความรู้สึกว่า
ไม่กระตือรือร้นหรือเข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ควรกับเรื่องที่เกิดขึ้น
จนทำให้ท่านประธานาธิบดีจำต้องพูดอะไรแรงๆออกมาบ้าง
By the way, คำว่า "Kick
Ass" แปลตรงๆก็จะแปลว่า
"เตะก้น"
แต่อาจจะมีความหมายอีกว่า
"เล่นงาน/ลงโทษ"
"ชนะอย่างขาดลอย"
หรือว่า "ยอดเยี่ยมมาก"
ก็ได้
แล้วแต่สถานการ์และตำแหน่งที่ใช้ในรูปประโยค
สำหรับผู้เขียนแล้ว
Ironically, (คำนี้อีกแล้ว)
เรื่องที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ
สิ่งที่ควรจะทำงานและป้องกันไม่ให้ฐานขุดเจาะน้ำมันแห่งนี้ระเบิดก็คือ
อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า
"Blowout Preventers" ซึ่งแปลตรงๆก็คือ
"ตัวป้องกันการระเบิด"
ซึ่งตามที่ปรากฎเป็นข่าว
ก็คือว่า
เจ้าตัวป้องกันการระเบิดนี่
มันไม่ทำงาน
ซึ่งฟังดูแล้วมันก็น่ากลัว
มันน่าจะเป็นอะไรที่จะต้องถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
ให้แน่ใจว่า
มันใช้งานได้
ลองนึกภาพพวกอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร(Fuses)ทั้งหลาย
ที่มีอยู่ตามบ้าน
เครื่องใช้ไฟฟ้า
หรือเครื่องทำน้ำอุ่น
ที่เรามอบความไว้วางใจให้กับมัน
แต่ถ้าสิ่งที่เรามอบความไว้วางใจนั้น
มันใช้การไม่ได้ละ
จะเกิดอะไรขึ้น
ลองนึกดูเล่นๆ
ซึ่งเรื่องดังกล่าวข้างต้น
ก็กำลังถูกเชื่อมโยงไปที่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นหนึ่ง
ว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล(Regulators)การดำเนินการต่างๆเหล่านี้
ได้มีการทำตามหน้าที่และมีความรัดกุมมากแค่ไหน
และก็เป็นผลทำให้
ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
ได้ตัดสินใจ
ลาออกไป
สำหรับฐานขุดเจาะน้ำมันแล้ว
หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล
คือ หน่วยงานที่มีชื่อว่า
Minerals Management Service หรือว่า
MMS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงกิจการภายใน
หรือ US Department of Interior
โดยที่ผ่านมา
มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง
ความมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเกินไป
ระหว่างผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแล(Regulator)
กับผู้ที่ถูกควบคุมกำกับดูแล(Regulated)
มีรายงานเรื่องการรับของขวัญต่างๆ
โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ
จากบริษัทเอกชน
ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องนำมาให้ความสำคัญ
เพราะที่ผ่านมา
หายนะต่างๆที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของสถาบันการเงิน
จนรัฐต้องเข้าไปอุ้ม
ด้วยเงินภาษีของประชาชน
หรือเรื่องของการระเบิดของเหมืองในรัฐเวอร์จิเนียตะวันตก
ที่ผ่านมาเมื่อเร็วๆนี้
ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการดำเนินธุรกิจ
ที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของRegulatorsทั้งสิ้น
ผู้เขียนยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา
เพื่อที่จะย้อนกลับเข้ามาถึงบ้านเมืองของเรา
ที่ก็มีหน่วยงานและระบบการควบคุมกำกับดูแลเช่นกัน
เพื่อทุกฝ่ายจะได้ตระหนักถึงหน้าที่และความสำคัญในสิ่งที่เป็นหน้าที่
สิ่งที่จะต้องทำ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่า
Ironic ก็คือว่า
เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิด
และน้ำมันรั่วออกมาแล้ว
มันน่าที่จะมีขั้นตอนและวิธีการที่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว
แต่เท่าที่ติดตามข่าว
ดูเหมือนว่า
มันไม่ค่อยจะชัดเจนในเรื่องนี้
เหมือนเป็นการลองผิดลองถูก
จนมีผู้คนมากมายตั้งแต่เด็กมัทยม
ไปจนถึงดาราฮอลิวู๊ดชื่อดัง
พยายามที่จะเสนอแนวทางแก้ไขต่างๆไปยัง บริษัท
BP (ไม่ใช่เป็นคำย่อของบริษัท
ฺBritish Petroleum ซึ่งเราๆท่านๆอาจเข้าใจนะครับ)
ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานการขุดเจาะน้ำมันดังกล่าว
ก่อนหน้านี้BPก็ได้พิจารณาวิธีการที่เรียกว่า
"Junk Shot" โดยการโยนยางรถยนต์เก่าๆ
เศษขยะต่างๆ
หรือแม้กระทั่งลูกกอล์ฟลงไป
เพื่อให้เกิดการอุดตันและขวางการรั่วไหลของน้ำมัน
ผู้เขียนฟังดูแล้ว
ก็คิดในใจว่า
วิธีแก้ไขตามหลักการ
มันไม่น่าจะเป็นการโยนลูกกอล์ฟลงไป
อย่างไรก็ตาม
BP ก็ได้ใช้วิธีการที่เรียกว่า
"Top Kill" โดยการปั๊มโคลนลงไปในจุดที่น้ำมันรั่ว
แต่เท่าที่ติดตามข่าว
วิธีการดังกล่าวก็ยังไม่ได้ผล
หากท่านผู้อ่านมีวิธีการอะไรดีๆ
ก็ลองส่งไปที่
BP ดูนะครับ
เพราะคาดว่า
ขณะที่ผู้อ่านได้อ่านบทความนี้
ปัญหาดังกล่าวก็คงจะยังแก้ไขไม่ได้ครับ
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า
เรื่องหนึ่งที่ถูกตั้งเป็นคำถาม
และถูกเชื่อมโยงถึงปัญหาของการเกิดการระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันในครั้งนี้
ก็คือ
เรื่องการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง (ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือของเอกชน
เองก็ตาม)
โดยในเรื่องดังกล่าวนี้
ผู้เขียนมีความเห็นว่า
สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยป้องกันการเกิดปัญหา
สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อที่ควรที่จะต้องปฏิบัติ
เป็นหลักการที่น่าจะสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้
ในทุกหน้าที่การงาน
นั่นก็คือ การที่เราจะทำอะไร
หรือดำเนินการใดๆก็ตาม
เราจะต้องมี
"ความรู้"
ควบคู่ไปกับ
"คุณธรรม"
(ซึ่งคำว่า
"ความรู้คู่คุณธรรม"
ผู้เขียนก็เห็นถูกเขียนติดไว้เป็นคำขวัญที่อาคารเรียน
มาตั้งแต่สมัยที่เป็นเด็กนักเรียนประถมแล้ว)
"ความรู้"
หมายถึง
ในการทำงานใดๆ
เราจะต้องมีความรู้และประสบการณ์ในงานนั้นๆ
ผู้เขียนคิดว่า
งานทุกงาน
อาชีพทุกอาชีพ
จะต้องมีหลักการที่เป็นองค์ความรู้
ตามหลักวิชาการเฉพาะด้าน
ในการที่จะทำงาน
หรือทำอาชีพนั้นๆ
วิศวกรจะออกแบบอะไรซักอย่าง
ก็จะต้องทราบว่า
จะต้องหาค่าอะไรบ้าง
และค่าต่างๆเหล่านั้นจะต้องอยู่ในเกณฑ์ของความปลอดภัยที่ถูกระบุและกำหนดไว้อย่างชัดเจน
พ่อค้าแม่ค้าที่จะทำก๊วยเตี๋ยวซักชาม
ก็จะต้องรู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง
ต้องเอาเส้นมาลวกก่อน
ระหว่างนั้นก็ต้องเอาลูกชิ้นลวกน้ำร้อนเตรียมไว้
อะไรทำนองนี้
และการเลือกคนที่มีความรู้
ประสบการณ์
และความชำนาญในเรื่องนั้นๆ
มาทำงาน
เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ
อย่างที่มีสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า
"Put the right man to the right job" คนๆนั้นสามารถที่จะเป็นพวกเดียวกับเราได้
(แบบนั้นยิ่งดี
จะได้ทำงานร่วมกันได้ดี)
แต่คนๆนั้น
ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้
มีประสบการณ์
และมีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ
มีตัวอย่างบางตัวอย่างที่ผมอยากจะขอเอ่ยถึง
คือ
กรณีที่นายกรัฐมนตรีอินเดีย
ไปเชิญชาวอินเดียที่ทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์
(Cornell University) ในประเทศสหรัฐอเมริกา
มาเป็น India's Chief Economic Advisor (หัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจ)
หรือในกรณีที่ประธานาธิบดีโอบามา
เลือกคนที่ได้รับรางวัลโนเบล(แม้จะมีเชื้อสายเอเชีย)
มาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน
(Secretary of Energy) เป็นต้น
แล้วก็ยังมีตัวอย่างของการแต่งตั้ง
คนที่เราไว้วางใจเข้ามาทำงาน
ดังกรณีที่ประธานาธิบดีโอบามา
เปลี่ยนตัวผู้บัญชาการกองกำลังในประเทศแอฟริกานิสถาน
จาก พล.อ. Stanley
McChrystal (ซึ่งแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี
George
W Bush) เป็น
พล.อ. David
Petraeus เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายเป็นไปด้วยความราบรื่นขึ้น
โดยท่านนายพลทั้งสองท่าน
ก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์
ความรู้ ความสามารถ
ในงานด้านนี้เป็นอย่างดี
สาเหตุหนึ่ง(ที่ผู้เขียนคิด)ที่สหรัฐอเมริกายังคงกำลังและการรบในประเทศแอฟริกานิสถาน
ก็เพราะเชื่อว่า
ผู้ที่ถูกกล่าวหา
ว่าบงการและอยู่เบื้องหลัง (Mastermind)
เหตุการณ์
911 หรือ นาย Osama bin Laden ยังคงวนเวียนอยู่แถวๆนั้น
นั่นเอง
ส่วนเรื่องของ
"คุณธรรม"
หลักๆก็คือ
การทำงานอย่างตรงไปตรงมา
ตามอำนาจหน้าที่และขอบเขตของงานที่ได้รับ
หรือหากจะพูดเป็นภาษาอังกฤษก็อาจพูดได้ว่า
"Do your duty right the right way" หรือ
ทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง
ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
ครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่จะมาเป็นองค์ประกอบในเรื่องของคุณธรรมได้
ก็คือ
"ความพึงพอใจในตนเอง"
(Self Satisfactory) รู้จักการมีความสุขและหาความสุขจากสิ่งที่เรามีอยู่
จากสิ่งที่เราเป็นอยู่
หากเรามีความพึงพอใจ
เราก็จะไม่สนใจกับสิ่งล่อใจ
ที่มีผู้หวังประโยชน์นำมาเสนอ
แต่อย่างไรก็ตาม
ไม่ได้หมายความว่า
จะให้เราหยุดพัฒนาตัวเองนะครับ
เราจะต้องพัฒนาตัวเอง
พัฒนางาน
พัฒนาธุรกิจที่เราทำอยู่
พัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป
อยู่ตลอดเวลา
อย่างมีความรู้
สมาธิ สติ
และปัญญา
ครับ
การนำความฉลาดหลักแหลม
ความฉลาดเฉียว
เล่ห์เหลี่ยม
ชิงไหวชิงพริบ
มาใช้ในการทำงาน
จะไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ
และไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและหยั่งยืน
เสมือนเรื่องของนักธุรกิจที่ใช้ความเฉลียวฉลาดหลักแหลมของตน
มาหลอกผู้คน
ตามที่ผู้เขียนเคยเขียนเอาไว้ในบทที่
6 (EC6) ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า
ปัจจัยที่ทำให้เกิดหายนะทางธุรกิจที่ผ่านมา
ซึ่งทำให้สถาบันการเงินมากมาย
ทั่วโลก
ต้องปิดตัวลง
ก็เป็นเพราะการกระทำที่คิดว่า
หลักแหลม
เฉลียวฉลาด
และ แยบยล อย่างที่ว่า
ในการทำงานผู้เขียนเห็นว่า
มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควร
ที่เราควรที่จะต้องใช้
"Knowledge" หรือ
"ความรู้"
มากกว่า
"นกรู้"
หรือคนประเภท
"Birds know" ครับ
และ คำว่า "Commission" มันมีได้
เป็นสิ่งที่
อาจมีกฎหมายกำหนด
และสังคมอาจยอมรับได้
แต่คำว่า "Corruption" มีไม่ได้
เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
และสังคมไม่ยอมรับ
ครับ
พักเรื่องเครียดๆ
มาลองดูเรื่องอื่นๆ
เรื่องที่เบาๆ
จากโลกอินเตอร์เน็ตกันบ้าง
ในบทที่ 6 (EC6)
ผู้เขียนเคยเขียนถึงปรากฎการณ์ของคุณป้า
Susan
Boyle ที่เคยร้องเพลงในรายการ British's Got Talent
แล้วสร้างความตะลึงงัน
และทำให้ป้าโด่งดังในเวลาต่อมา
โดยเมื่อเร็วๆนี้ก็มีเด็กชายอีกคนหนึ่ง
ที่ได้โด่งดัง
เพราะวีดีโอการเล่นเปียนโนและร้องเพลงของเขา
ที่ปรากฎอยู่ใน
Youtube.com เด็กชายคนนี้ชื่อ
Greyson Chance ซึ่งร้องและเล่นเปียนโน
เพลงชื่อ Paparazzi
ของนักร้องชาวอเมริกันที่มีภาพลักษณ์เป็นของตัวเอง
ที่ใช้ชื่อว่า
Lady Gaga
ซึ่งก็โด่งดังจนทำให้
Greyson ได้เซ็นสัญญาเป็นนักร้องใหม่ในค่ายเพลงใหม่ถอดด้ามของดาราตลก/เจ้าของรายการทอล์คโชว์ชื่อดัง
Ellen Degeneres โอกาสมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอครับ
ขอให้มีความสามารถและตั้งใจจริง
อย่างเจ้าหนู
Greyson ครับ
(ลองดู เพลง Paparazzi เวอร์ชั่นของ
Lady Gaga ครับ)
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ปรากฎอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต
ซึ่งผู้เขียนอ่านแล้ว
ก็มีความรู้สึกว่า
เรื่องแบบนี้มันมีด้วยหรือ
เรื่องที่ว่านี่ก็คือ
มีหญิงสาวสวยท่านหนึ่ง
ถูกให้ออกจากงาน
ไม่ใช่เพราะเธอทำงานไม่เอาไหน
ไม่ใช่เหตุผลใดๆเกี่ยวกับการทำงานของเธอเลย
แต่เธอกลับถูกให้ออกจากงานเพราะเธอ
"Too Hot" ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิในร่างกายของเธอมันสูงเกินไปนะครับ
แต่คำว่า "Too
Hot" ในความหมายนี้
หมายถึง
เธอเซ็กซี่เกินไป
(โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมงานชาย
ถ้าจะให้เดา)
ถามว่า
มันเป็นเหตุผลที่จะทำให้คนต้องถูกให้ออกจากงานได้จริงๆหรือ
ซึ่งเรื่องนี้เธอเองก็กำลังฟ้องร้องบริษัทดังกล่าวอยู่
ท่านผู้อ่านลองดูเรื่องราวของเธอครับ
แล้วใช้วิจารณญาณกันเอาเองว่า
"Is she really too hot?" บางท่านอาจจะตอบว่า
ใช่
บางท่านอาจจะบอกว่า
ไม่มั่ง
อะไรจะขนาดนั้น
(ก็คงจะต้องแล้วแต่รสนิยมของแต่ละท่านครับ)
อีกเรื่องหนึ่งในขณะนี้
ที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้
นั่นก็คือ
เรื่องของ
การแข่งขันฟุตบอล
World Cup 2010 ที่กำลังแข่งขันกันอยู่ที่ประเทศ
South Africa ซึ่งหลายๆท่านก็คงนั่งลุ้น
คอยชม
คอยเชียร์
กันอยู่ สำหรับผู้เขียนแล้ว
ก็จะดูเมื่อมีโอกาสจริงๆ
หรือนัดสำคัญๆ
อย่างนัดชิงชนะเลิศ
อะไรแบบนี้
แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากเขียนเกี่ยวกับ
World Cup ครั้งนี้
ก็คือเกร็ดเล็กๆน้อยที่เกิดขึ้น
อย่างเช่นปัญหาเรื่องเสียงของเจ้าปี่Vuvuzela ที่ชาวแอฟริกาใต้ใช้เป็นอุปกรณ์ในการเชียร์
ซึ่งชาวประเทศอื่นจะไม่ค่อยมีความสุขกับมันนัก
อย่างกรณีนี้ก็จะเป็นเว็ปไซต์แห่งหนึ่งที่ให้คนโวต(Vote)ว่าควรที่จะแบน(Ban)ปี่ดังกล่าวนี่หรือเปล่า
เรื่องนี้ก็แล้วแต่จะคิดกันครับ
แต่จะไปแบนสิ่งที่เหมือนจะเป็นธรรมเนียมประเพณีของชาติของเขา
คงจะไม่ได้
กระมังครับ
อีกเรื่องก็คงจะเป็นเรื่องของ
"ฟุตบอลผีสิง(?)"
หรือ "Possessed Ball" โดยมีนักเตะ
รวมถึงผู้รักษาประตู
หลายท่าน
บ่นว่า
ฟุตบอล Jabulani จาก
Adidas ซึ่งเป็นฟุตบอลที่ใช้อย่างเป็นทางการในการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้
มันแย่
ไม่เหมาะสม
นักเตะบางท่านบอกว่า
เหมือน "'It's Like It
Doesn't Want to Be Kicked" หรือ
"มันเหมือนกับว่า
มันไม่ต้องการที่จะถูกเตะ"
(ผีสิง?) มันจะอะไรก็แล้วแต่ครับ
แต่อย่างที่เขาพูดกันว่า
"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"
ท่านผู้อ่านที่รอดูคู่ดึกๆ
ก็คงจะต้องหูไวตาไวกันหน่อยครับ
แต่อาจจะต้องถึงขั้นห้อยพระไว้ป้องกันด้วยหรือเปล่า
ก็ต้องลองพิจารณาดู
(แต่จริงๆแล้ว
ใน World Cup แต่ละครั้ง
ทาง Adidas ก็จะมีลูกฟุตบอลใหม่
ออกมา
เพื่อใช้ในการแข่งขันครั้งนั้นๆ
และก็จะมีบรรดานักเตะ
มากบ้างน้อยบ้าง
บ่นทุกครั้งไป
เช่นกัน)
อีกเรื่องที่อ่านแล้ว
ก็อดอมยิ้มไม่ได้
ก็คือ
การส่งกรรมการเข้าไปเรียนรู้เรื่องคำสบถ
(Curse/Swear Words) ในภาษาอังกฤษ
เพื่อที่จะได้รู้ว่า
ถูกนักเตะกล่าวคำสบถใส่
จะได้ลงโทษ
ให้ใบเหลือง
ใบแดง
หรือไล่ออกจากสนามได้
อ่านเรื่องนี้แล้ว
ผู้เขียนก็คิดว่า
ฟังไม่รู้เรื่อง
มันก็น่าจะดีแล้ว
จะได้ไม่ต้องโกธร
ไม่ต้องมีใครเดือดร้อน
ไปเรียนรู้
เพื่อให้รู้ว่าเขาด่าเราทำไม
สมมุติว่านักเตะรวมหัวกัน
และบอกว่า
ถ้าจะด่ากรรมการอย่างแรงๆ
ให้พูดว่า "You
are awesome" หรือ
"คุณยอดเยี่ยมมาก"
สงสัยว่า
แบบนี้จะถูกกรรมการไล่ออกจากสนามหรือเปล่า?
ถ้าผู้อ่านติดตามงานเขียนของผู้เขียนมา
ก็คงพอจะเดาได้นะครับ
ว่าผู้เขียนคงจะต้องเชียร์ทีมอเมริกา
(เมื่อคืนวันที่
23 มิ.ย. 53 ได้ดูทีมอเมริกายิงเข้าประตูอัลจีเรีย
ในนาทีสุดท้าย
ผ่านเข้ารอบ16ทีม
เรียกว่า
ได้เฮกันทั้งบ้านเลย
คลิ๊กดู Highlight กันได้ที่นี่ครับ)
แต่ไม่รู้ว่าจะไปได้แค่ไหน
เพราะในกีฬาประเภทนี้
อเมริกายังเป็นรองอยู่
ในอเมริกา
ถ้าพูดคำว่าฟุตบอล
เขาหมายถึง
"American
Football" แต่ถ้าเล่นกันแบบที่เล่นที่บอลโลก
เขาจะเรียกมันว่า
"Soccer" สำหรับผู้เขียนเอง
ณ ขณะนี้
กีฬาที่กำลังติดตามก็คือ
การแข่งขันกีฬาบาสเก็ตบอลอาชีพรอบชิงชนะเลิศของอเมริกา
หรือที่เรียกว่า
"NBA Finals" ซึ่งมีทีมโปรด(ตั้งแต่สมัยที่ไปเรียนที่อเมริกา
ปี ค.ศ. 1979) คือทีม
Boston Celtics
(แชมป์ฝั่งตะวันออก)
กับทีม LA Lakers (แชมป์ฝั่งตะวันตก)
ซึ่งขณะที่เขียนบทความนี้อยู่
ผลการแข่งขันเสมอกันอยู่
3 ต่อ 3 เกม
ต้องตัดสินในเกมที่
7 หากทีมใดชนะ
ก็จะได้แชมป์สำหรับปีนี้ไปครอง
ก็ต้องลุ้นกันในเกมที่
7 ครับ
มาดูในแวดวงธุรกิจกันบ้าง
เรื่องหนึ่งที่กำลังมีการพูดถึงกันอยู่มากในขณะนี้
ก็คือเรื่องที่ประเทศจีน
ปล่อยให้ค่าเงินหยวน
แข็งค่ามากขึ้น
(ก่อนที่การประชุม
G20 จะมีขึ้น)
โดยเท่าที่ผ่านมา
จีนถูกวิพากวิจารณ์ว่า ตรึงค่าเงินหยวนเอาไว้
ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
ทำให้ประเทศคู่ค้าอื่นๆเสียเปรียบทางด้านการค้า
(ทำให้สินค้าของจีนมีราคาถูกกว่า)
ที่ว่าไม่เป็นไปตามกลไกตลาดนั้น
ผู้เขียนพอที่จะอธิบายให้ฟังพอสังเขปได้ดังนี้ครับ
คือส่วนใหญ่แล้วในการที่จะสั่งซื้อสินค้า
หรือสั่งผลิตสินค้าจากประเทศจีน
ผู้สั่งผลิต(สมมุติเป็นบริษัทๆหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา)
จะต้องใช้วิธีการโอนเงิน
(T/T) (ซึ่งในการค้าขายกับประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่
จะต้องทำแบบนี้คือต้องโอนเงินไปก่อน)
เป็นเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
ไปเข้าบัญชีของบริษัทคู่ค้าที่อยู่ในประเทศจีน
ซึ่งตามปกติแล้ว
บริษัทที่รับโอนเงินมา
จะเป็นเพียงบริษัทนายหน้า
จะไม่ได้ผลิตสินค้าเอง
จะต้องส่งคำสั่งการผลิต
ไปตามโรงงานเล็ก
โรงงานน้อย
ทั่วประเทศจีน
และโรงงานเหล่านั้น
ก็จะรับเฉพาะเงินหยวน
ไม่รับเงินดอลลาร์
ดังนั้น
บริษัทนายหน้าดังกล่าว
จะต้องนำเงินดอลลาร์ที่ได้รับ
ไปแลกเป็นเงินหยวน
เพื่อส่งต่อไปให้ยังโรงงานผู้ผลิต
จะกี่โรงงานก็แล้วแต่
ซึ่งการดำเนินการในรูปแบบนี้
จะกระทำกันเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
ความต้องการเงินหยวน
ในแต่ละวัน
จึงมีมาก และตามหลักเศรษฐศาสตร์
เมื่อมีความต้องการมาก
เงินหยวนก็จะต้องมีค่ามากขึ้น
แพงขึ้น
หรือ
แข็งค่าขึ้นไป
แต่ที่ผ่านมา
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
ค่าของเงินหยวนไม่ได้แข็งค่าขึ้น
ตามกลไกของตลาดที่ว่า
ก็จึงเป็นที่สงสัย
ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น
ก็ต้องยอมรับว่า
ในเรื่องของการค้าขายแล้ว
ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า
เราก็คงยังจะต้องเรียนรู้อะไรต่ออะไรดีๆ
อีกมากมาย
จากประเทศจีนครับ
วกออกไปซะไกลเลย
กลับเข้ามาที่เนื้อหาของ
English Corner บทนี้
กันอีกครั้งครับ
เรื่องของคำที่คล้ายกัน
ทั้งการสะกด
และ/หรือ
การออกเสียง
แต่มีความหมายที่แตกต่างกัน
ลองมาดูประโยคนี้ครับ
"I don't dig why you are digging that grave" อย่างในประโยคนี้
"Dig" คำแรกหมายถึง
"เข้าใจ"
"Dig" คำที่สองแปลว่า
"ขุด"
ประโยคนี้แปลว่า
"ผมไม่เข้าใจว่าคุณขุดหลุมศพนั่นทำไม"
คำว่า "To", "Too",
และ "Two" ทั้ง
3 คำนี้ออกเสียงเหมือนกัน
แต่ท่านผู้อ่านคงทราบว่า
มีความหมายต่างกัน
"Are you tripping?" ไม่ได้หมายความว่า
"คุณกำลังท่องเที่ยวอยู่รึ"
หากแต่ "Tripping" ในที่นี่หมายถึง
"บ้า"
"เพี้ยน"
หรือ "เสียสติ"
ก็คือ
เขาถามว่า
"เธอจะบ้ารึเปล่า"
คำว่า
"Sale" กับ "Sail"
สองคำนี่ก็ออกเสียงเหมือนกัน
อีกคำที่น่าสนใจ
คือ คำว่า
"Game" เช่น "I'm
so game for this game" หรือ
"ผมพร้อมมากเลยสำหรับเกมเกมนี้"
อย่างคำว่า
"Gay" ก็มีความหมายได้ทั้ง
"มีความสุข"
และหมายถึง
"พวกรักร่วมเพศ"
มาดูอีกซักประโยคครับ
"That fly just flies by me" "แมลงวันนั่นเพิ่งจะบินผ่านผมไป"
มีอีกหลายคำครับที่ออกเสียงเหมือนกัน
แต่เขียนไม่เหมือนกัน
และมีความหมายต่างกัน
อาทีเช่น "Bear"
กับ "Bare"
"Base" กับ "bass"
"Knight" กับ "Night"
หรือ "Write" กับ "Right" หรืออย่างเช่น
คำว่า "Flour" ซึ่งหมายถึง
แป้ง กับ
คำว่า "Flower" ซึ่งหมายถึง
ดอกไม้
ก็ออกเสียงคล้ายคลึงมาก
ตัวอย่างของคำว่า
"Life" กับ
"Live" ที่ออกเสียงคล้ายกันมาก คำแรกออกเสียง
"ไลฟ"
ลงท้ายด้วย
f คำหลังออกเสียง
"ไลฟว"
ลงท้ายด้วย
คำแรก (life) หมายถึง
ชีวิต
คำที่สอง (live) หมายถึง
มีชีวิตชีวา,
เป็นๆ, หรือถ่ายทอดสด
เป็นต้น
ตามที่บอกไปแล้วในตอนต้นแล้วว่า
ถ้า f และ v
อยู่ท้ายคำ
จะแยกเสียงได้ค่อนข้างยาก
สองคำนี้ถ้าถูกใช้ในประโยค
ก็จะพอแยกได้
ว่าเป็นคำไหน
เช่น My life is very lively. (ชีวิตของฉันมีสีสัน)
พอจะรู้ว่าคำแรกต้องเป็น
"life" คำหลังต้องเป็น
"live" หรือประโยคที่ว่า
The live broadcast...(การถ่ายทอดสด)
มีตัวอย่างของ
เรื่องที่น่าจะเป็นความสับสนของการใช้คำว่า
"Life" กับ
"Live" ในสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
คือสถานการณ์การชุมนุมประท้วง
ที่ทางรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ว่า
จะเป็นพื้นที่ที่จะใช้กระสุนจริง
โดยมีการใช้ภาษาอังกฤษว่า
"Life Firing Zone" ซึ่งจริงๆแล้ว
มันน่าจะต้องใช้คำว่า
"Live Firing Zone" หรือ
"Live Bullets Zone" มากกว่า
ถ้าใช้คำว่า
Life Firing Zone มันจะหมายถึง
พื้นที่ยิงสิ่งมีชีวิต
หรือ
พื้นที่สังหาร
มากกว่า (หากจะแปลความหมายในแง่ที่เป็นลบมากๆ)
อาจเป็นไปได้ว่า
การสั่งการอาจเริ่มต้นด้วยคำว่า
Live Firing Zone (ไลฟว
ฟายเออริง
โซน)
แต่พอถึงตัวผู้ปฎิบัติ(คนเขียนป้าย)กลับกลายเป็น
Life Firing Zone (ไลฟ
ฟายเออริ่ง
โซน)
เพราะคำว่า
Live กับ Life มันออกเสียงเหมือนกันมาก
นั่นเอง
(เดาเอานะ
จริงๆเป็นเพราะอะไร
ก็สุดที่จะรู้ได้ครับ)
อย่างที่บอกครับ
คำเหล่านี้มีอยู่มากมาย
การที่จะรู้ว่า
เป็นคำใด
หรือ
ควรจะมีความหมายอย่างไร
ก็ขึ้นอยู่กับ
การนำมาใช้ในประโยค
และสถานการณ์ในขณะนั้นครับ
ก็ลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันดูครับ
แหล่งข้อมูลที่จะสามารถช่วยเราได้มากที่สุด
ก็คงจะหนีไม่พ้น
Dictionary ครับ
ทั้งแบบออนไลน์และเป็นเล่มๆทั่วไป
และเมื่อเรียนรู้คำอะไรใหม่ๆขึ้นมา
ก็นำมาบันทึกรวบรวมไว้ในสมุดของเรา
ก็จะสามารถช่วยได้มากเลยทีเดียวครับ
และหากสนใจก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์แห่งนี้ครับ
เดินทางมาถึงย่อหน้าสุดท้ายแล้วครับ
สำหรับ English
Corner บทนี้
ซึ่งโดยปกติผู้เขียน
จะจบบทด้วย
"คำคม"
"คติเตือนใจ"
หรือ
"สำนวนคำพูดต่างๆ"
แต่สำหรับบทนี้
อยากจะขอเปลี่ยนแปลงบ้าง
โดยขอจบด้วยบทเพลงครับ
ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ณ
ช่วงเวลานี้
จะเป็นการเริ่มต้นของการปิดเทอมภาคฤดูร้อน
หรือที่เรียกกันว่า
"Summer" สำหรับผู้เขียนแล้ว
ในสมัยที่เรียนอยู่ที่นั่น
ทุกการปิดภาคฤดูร้อน
ก็จะไปหางานทำ
(ร้าน 7-11 บ้าง
ภัตตาคารหรือร้านอาหารบ้าง
หรือในฟาร์มโคนม
รีดนมวัว
ก็เคยมี)
เพื่อหาประสบการณ์
(แต่จริงๆแล้ว
เพื่อหาเงินครับ)
แล้วในช่วงเวลาดังกล่าว
ซึ่งว่างเว้นจากการเรียน
ก็จะมีโอกาสที่จะได้ซื้อ
ได้ฟังเพลงมากหน่อย
ผมเชื่อว่า
หลายๆท่านที่ไปเรียนในต่างประเทศก็คงจะเห็นด้วย
ว่าสิ่งหนึ่ง
ที่ทำให้เราเอาตัวรอด
เรียนจบกลับมา
คือการได้ฟัง
ได้ผ่อนคลาย
ได้เพลิดเพลิน
และได้สัมผัสกับบทเพลงต่างๆ
ทำให้ไม่เถลไถลไปทำอะไร
ซึ่งไม่ถูกต้องและไม่สมควรกระทำ
เพลงแรกที่อยากนำเสนอ
(By the way, many thanks to Youtube.com) เป็นเพลงของ
Cat
Stevens นักร้องชาวอังกฤษ
ชื่อเพลงว่า
"Wide World" เพลงต่อไป
เป็นเพลงที่ผู้เขียนฟังบ่อยมากเพลงหนึ่ง
ชื่อเพลง "You've
Got a Friend" เวอร์ชั่นที่ร้องโดย
James Taylor แล้วลองมาฟังอะไรที่ร็อคๆกันบ้างนะครับ
เพลง "Sharp
Dressed Man" ของวง ZZ
Top ตามมาด้วยเพลงชื่อ
Against the Wind ของ Bob Seger และปิดท้ายด้วยเพลงอมตะของ
Simon & Garfunkel เพลง
"Bridge Over Troubled Water" เวอร์ชั่นแสดงสดที่
Central Park,
New York City ครับ
สุดท้ายนี้
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ท่านผู้อ่านจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง
ไม่มากก็น้อย
จาก English
Corner บทนี้
นะครับ
แล้วพบกันใหม่
ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ก็คงจะเป็นปีหน้า
และเมื่อถึงตอนนั้น
ผู้เขียนหวังว่า
คงจะไม่ต้องเริ่มบทความด้วยเรื่องของความวุ่นวายในประเทศของเรา
อีกนะครับ
ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน
มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์
มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่และการงานที่ทำ
สวัสดีครับ
Very best regards krub,
อ๋อง
ทักษิณ
Back to more English Corner
|