|
Chapter 6: Fluke, Foul, Free, Fan, and Game.
May, 2009
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพ
English Corner
หายเงียบไป เกือบปี เขียนบทที่ 5 (EC5)
เมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว มัวแต่ยุ่งๆกับชีวิต มาเปิดดูอีกที เวลาผ่านไปเกือบปี
ก็คงจะได้เวลา ที่จะต้องเขียนบทต่อไป
English Corner บทที่ 6
บทนี้ จะพูดถึงคำต่างๆ ที่ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พูดเหมือนกัน
และมีความหมายอย่างเดียวกัน ก็ลองมาดูกันครับ ว่ามีคำอะไรบ้าง
และทีไปที่มาเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่น ตามธรรมเนียมครับ ก็คงต้องพูดถึง
เรื่องราวต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม อยู่ ณ ปัจจุบันก่อน
(ก่อนอื่น ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า
ผู้เขียนพยายามที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับท่านผู้อ่าน
ในสิ่งที่ถูกกล่าวถึงให้ได้มากที่สุด ดังนั้น
หากท่านผู้อ่านต้องการที่จะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องราวนั้นๆ
ก็สามารถคลิ๊กที่ชื่อ หรือสิ่งที่ถูกกล่าวถึงนั้นๆ
ที่ผู้เขียนได้ขีดเส้นใต้เอาไว้
ได้เลยครับ)
บทที่แล้ว
(EC5)ได้พูดถึง เรื่องนักการเมือง
เอาไว้ มาถึงวันนี้
สิ่งที่เขียนเอาไว้ก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในแง่ของคุณสมบัติของนักการเมือง
ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ (13 เม.ย. 52)
บ้านเมืองแทนที่จะได้เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ไทย แต่กลับมีเหตุรุนแรง มีการประท้วง
มีการปราบปรามผู้ประท้วง
ประชาชนที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายใดกำลังได้รับความเดือดร้อน ได้รับอันตราย
เกิดความไม่มั่นคงในชีวิต ทั้งนี้และทั้งนั้น อาจจะสามารถสรุปได้เลยว่า
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากปัญหาที่เป็นแก่นสารของประเทศ
แต่ทั้งหลายทั้งปวงมันเกิดขึ้นจากเรื่องของการเมือง จากนักการเมืองโดยแท้
แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี เพราะชาวบ้านทั่วๆไปอย่างเราๆกำลังเดือดร้อน จะไปทำงาน
ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก เด็กจะไปเรียน คนป่วยจะไปโรงพยาบาล ก็มีปัญหา
ต่อไปมันก็จะถึงขั้นจลาจล ผู้ไม่ประสงค์ดี ผู้จนตรอก ผู้ฉวยโอกาส
ก็จะอาศัยสถานการณ์ ทำการปล้นสะดม ภาพก็คงจะเหมือนกับที่เราดูข่าวทางทีวี
ของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่ยังไม่พัฒนาทั้งหลาย เกรงว่ามันจะพัฒนาไป
จนกระทั่งถึงขั้น ที่จะไม่มีที่ที่ปลอดภัย แม้แต่ในรั้วบ้านของเราเอง
และเมื่อมันถึงวันนั้นแล้ว เราก็จะพากันเดือดร้อนกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็น
เหลืองหรือแดง ดำหรือขาว รวยหรือจน เพราะฉะนั้นแล้ว เราทุกคนจะต้องช่วยกัน
ไม่ให้ประเทศที่เป็นที่รักยิ่งของเรา ต้องก้าวไปสู่จุดนั้น
ใครจะผิด ใครจะถูก เราไม่รู้
เพราะมูลเหตุต่างก็มาจากเรื่องของการเมือง เป็นการเล่น เกม /Game
(การเมือง) ของคนบางกลุ่ม บางคณะ อย่างแท้จริง แต่ที่รู้ๆตอนนี้ก็คือว่า
Things มัน Go
So Big แล้ว จะปราบปรามอย่างไร
จะจับคนเข้าคุกซักกี่คน มันก็คงจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะมันเป็นเรื่องของการเมือง
มันก็จะต้องแก้ด้วยการเมือง
ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ต้องการที่จะเข้าไปให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้
เพราะอยู่นอกขอบเขต แต่ที่คิดว่าพอจะให้ความคิดเห็นได้ ก็คือว่า จริงๆแล้ว
ผู้เขียนคิดว่า บ้านเมืองของเรามันเดินไปข้างหน้าได้
ไม่ใช่เพราะนักการเมืองอาชีพ แต่เพราะนักทำงานอาชีพ
เพราะบุคคลากรที่เป็นแกนหลักของประเทศ บรรดาข้าราชการประจำ
บรรดานักธุรกิจต่างๆสาขาอาชีพ บรรดาลูกจ้างพนักงานต่างๆ บรรดาพ่อค้าแม่ขาย
บรรดาผู้ประกอบอาชีพสุจริตต่างๆ บรรดานักร้อง นักแสดง ผู้ที่ให้ความบันเทิง
ท่านๆเหล่านี้แหละครับที่เป็น ผู้ขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้น องค์กรต่างๆเหล่านี้
ต้องเข้มแข็ง ต้องดำรงไว้ซึ่งหลักการและหลักปฎิบัติในการทำงาน
ต้องทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง ตามหลักการและวิธีการที่ถูกต้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการประจำ
ซึ่งต้องมีหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนให้ระบบต่างๆของประเทศเดินต่อไปได้
ต้องฝากความหวังไว้กับท่านผู้กำกับสถานีตำรวจต่างๆ
ที่จะต้องดูแลความสุขสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ
ต้องฝากความหวังไว้กับเทศบาลต่างๆ ที่จะให้มีคนมาดูแล เก็บขยะ
รักษาความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมือง
ต้องฝากความหวังไว้กับหน่วยงานที่ดูแลระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
ที่จะทำให้เรามีน้ำประปา มีไฟฟ้าใช้ ต้องฝากความหวังไว้กับนักธุรกิจต่างๆ
ที่จะทำให้เรามีสิ่งอุปโภคบริโภค มีเงินทองหมุนเวียนในประเทศ
ต้องฝากความหวังไว้กับบรรดาเพื่อนทหาร ที่จะดูแลให้เกิดความมั่นคงในประเทศชาติ
ต้องฝากความหวังไว้กับพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ที่จะมีผัดไทยกุ้งสด ส้มตำ
และอะไรอร่อยๆ ขายให้เราได้รับประทานกัน บุคคลต่างๆเหล่านี้แหละครับ ที่
ผู้เขียนคิดว่า
จะนำพาประเทศของเราให้รอดพ้นจากวิกฤติและเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไปได้
ย้อนกลับไปที่เรื่องการเมือง
ผู้อ่านหลายๆท่านคงจะคิดอยู่ในใจว่า
แล้วนายคิดว่า จะให้ทำยังไงล่ะ
เมื่อวิพากษ์วิจารณ์แล้ว ผู้เขียนก็คงจะต้องมีพันธะผูกพันในการให้ความคิดเห็น
ให้ข้อเสนอแนะ เดี๋ยวจะเป็นเหมือนเหล่านักวิชาการหลายๆท่าน
ที่มีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียว แต่ไม่เคยเสนอทางออก หรือ
หนทางปฎิบัติที่ดีหรือเหมาะสม ดังนั้น ถ้าจะถามผู้เขียนว่า
แล้วจะทำยังไงล่ะ นาย
Wise
Guy
ผู้เขียนก็คงจะให้ความคิดเห็นได้เพียงว่า
ปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่หลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่เรามี ที่เราใช้กันอยู่
แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่ผู้เข้าไปใช้มัน ซึ่งก็คือเหล่าบรรดานักการเมืองทั้งหลาย
นั่นเอง ดังนั้น หากมีโอกาสในครั้งต่อไป คนไทยเราก็ควรที่จะต้องถอยหลัง
ตั้งสติก่อนสตาร์ท ตรึกตรองให้ดี คิดให้ถี่ถ้วน ทำการบ้าน แล้วเลือกคนที่ดี
คนที่มีความรู้ความสามารถ คนที่มีวุฒิภาวะที่เหมาะสม คนที่มีเจตนาดี
คนที่มีความตั้งใจ ที่จะเข้าไปทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยแท้จริง
หากเราได้ตรงนี้แล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า อะไรๆ มันก็น่าจะดีขึ้น
ไม่มากก็น้อยครับ
(อย่างน้อย ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ และทำได้ด้วยตัวเราเองครับ)
พูดเรื่องการเมืองแล้ว ก็คงต้องพูดเรื่องอื่นๆบ้าง
ซึ่งตอนนี้(พ.ค.
52)ก็มีเรื่องของ
Swine Flu
แปลตรงๆก็แปลว่า ไข้หวัดหมู
อย่างที่ทุกท่าน ก็คงจะได้ทราบข่าวคราวกันไปแล้ว
รวมถึงความพยายามที่จะกำหนดชื่อที่เหมาะสม (ต่างชาติเรียก
H1N1 หน่วยงานไทยเรียก ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่
2009)
แต่ที่ผู้เขียนจะเล่า มันจะเกี่ยวกับคำว่า
ไข้หวัดหมู
กล่าวคือ มีประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่ง
ที่ตื่นตัวกับเรื่องไข้หวัดหมูนี้มาก จนถึงกระทั่งให้มีการกักกันหมู
แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือว่า หมูตัวนั้น เป็นหมูตัวเดียวที่มีอยู่ในประเทศ
(ว่ากันไปแล้ว ประเทศไทยเรา ก็มี"หมูตัวเดียว"เหมือนกันนะ)
แล้วก็อยู่ในสวนสัตว์อยู่แล้ว (ประเทศดังกล่าว
เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งก็จะไม่บริโภคหมู)
ถ้ามันพูดได้ มันอาจจะพูดว่า
มากักผมอีกทำไม
ปกติผมไม่ได้ยุ่งกับหมูตัวไหนอยู่แล้ว ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน เม็กซิโกก็ไม่ได้ไป
แล้วจะไปติดโรคจากใครมา ได้โปรด
เป็นหมูที่น่าสงสารจริงๆ อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ลองคลิ๊กไปอ่านต่อ
ที่นี่ครับ
เรื่องที่ฮือฮากันอีกเรื่องหนึ่ง (เม.ย. 52)
ก็คือเรื่องที่ ผู้หญิงสูงอายุชาวอังกฤษท่านหนึ่ง
ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาที่จัดว่าไม่สะสวยนัก
แต่ก็สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาเหล่ากรรมการและผู้ชมในรายการ
Britishs Got
Talent (รายการแสดงความสามารถ)
ด้วยการร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
จากการดูภาพลักษณ์ภายนอกของเธอ โดยกรรมการ(สาวสวย)ท่านหนึ่ง ได้บอกว่า
เหมือนเป็นการเตือนสติให้คนได้คิดว่า อย่าดูคน เพียงจากรูปร่างหน้าตาภายนอก
ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า คนจำนวนไม่น้อยเลย ที่เป็นเช่นนั้น
(พิจารณาคนจากเพียงรูปลักษณ์ภานนอก) ลองคลิ๊กดูคลิปจากYouTube
ที่นี่ครับ
ว่าป้า
Susan Boyle แกไม่สวย แต่ร้องเพลงเพราะยังไง
(ยอมรับว่าตอนดูคลิปนี้ครั้งแรก
ผู้เขียนก็อึ้งกับบรรยกาศและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ดูครั้งต่อๆไป
ก็จะไม่ค่อยรู้สึกอะไรมาก อาจเป็นเพราะว่า ไม่รู้จักเพลงที่ป้าแกร้อง
ไม่รู้ว่าเพลงต้นฉบับ มันเป็นอย่างไร ไพเราะมากน้อยแค่ไหน)
มีเรื่องที่เกี่ยวกับวงการบันเทิง
อีกเรื่องหนึ่งที่ฮือฮาไม่แพ้กัน คือเรื่อง การประกวด
Miss
USA 2009 ที่ Miss
California ตอบคำถามกรรมการในรอบ
2 คน สุดท้าย แล้วบังเอิญว่า
กรรมการที่ถามเป็นชายเกย์ แล้วก็ถามว่า
เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้การแต่งงานของเกย์ เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ปรากฎว่า
คำตอบของ Miss California
ไม่ได้ตอบว่า
ปุ๋ยรักเด็ก
หรืออะไรที่เป็นกลางๆ แต่กลับตอบคำถามในลักษณะที่สร้างความไม่พอใจอย่างมากๆ
ต่อบรรดาเหล่าเกย์ทั้งหลาย จนมีการพูดกันว่า เธอไม่ได้ตำแหน่ง
Miss USA
ก็เพราะกรรมการที่เป็นชายเกย์ผู้นั้น กดคะแนนของเธอ ให้คะแนนเธอต่ำ
แม้เธอจะไม่ได้ตำแหน่ง แต่ก็กลายเป็นคนดัง (กว่า
Miss North Carolina ที่ได้ตำแหน่ง
Miss USA เสียอีก) ในข้ามคืน
จากนั้น เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะมีการขุดคุ้ย
อดีตที่ไม่ดีต่างๆของเธอขึ้นมา ก็ปรากฎเรื่องการกล่าวหาว่า เธอไปทำหน้าอกมา
และปรากฎมีภาพเปลือยอกของเธอ ออกมาเผยแพร่ ซึ่งจริงๆแล้ว
เป็นการผิดกฎของการประกวด แต่ปรากฎว่า ท่าน Donald Trump (อภิมหาเศรษฐีโลก)
เจ้าของและผู้จัดการประกวด เข้าใจในเหตุผลและความจำเป็นที่เธออ้างมา
จึงไม่ตัดสิทธิ์ของเธอจากตำแหน่งที่ได้รับ ซึ่งเรื่องนี้
ก็ถูกคนอเมริกันนำไปวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุสนานกันเลยทีเดียว ลองมาดูคลิป
YouTube ที่เธอตอบคำถามกันครับ
ว่าทำไมถึงได้สร้างความไม่พอใจ ต่อบรรดาเกย์ทั้งหลาย ได้มากถึงขนาดนั้น คลิ๊ก
ที่นี่ครับ
เมื่อไหร่จะพูดเรื่องภาษาอังกฤษซักทีนี่
ผู้อ่านหลายท่านคงอยากถาม ก็ขอเขียนถึงอีกเรื่องเดียวครับ
คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ณ เวลานี้ จะไม่พูดเรื่องนี้คงไม่ได้
เพราะตอนนี้ ทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ
ประเทศไทยเราเองก็กำลังจะกู้เงินเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท
ซึ่งฟังดูแล้วก็น่าเป็นห่วง เพราะนั่นมันก็หมายถึงหนี้สิน
ซึ่งคนในชาติจะต้องแบกรับภาระ
แต่นั่นอาจจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องในแง่เศรษฐศาสตร์ก็ได้ ผู้เขียนไม่รู้
ไม่ได้มีความรู้แตกฉานเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรดี
ให้สามารถอยู่รอดปลอดภัยไปได้
อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนพยายามจะนำมาใช้กับตัวเองให้มากที่สุด
นอกจากเรื่องการประหยัดแล้ว ก็มีเรื่องของการทำให้สิ่งที่มีอยู่หรือที่จะทำ
ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด (Utilization)
ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ
ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นกล่อง(กระดาษ)ที่บรรจุนมสดขายตามท้องตลาด จะสังเกตเห็นว่า
ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยม
แต่ขวดน้ำอัดลมทั่วไปจะเป็นขวดกลมๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะหลักการUtilizationทางเศรษฐศาสตร์ที่ผมว่า
เรื่องของเรื่องก็คือว่า นมสดจะต้องถูกเก็บไว้ในห้องเย็น(ตู้เย็น)ตลอดเวลา
การที่ภาชนะบรรจุเป็นสี่เหลี่ยม ก็เพื่อจะให้สามารถเก็บในห้องเย็น
ให้ได้ปริมาณ(ปริมาตร)มากที่สุด เพราะหากภาชนะเป็นขวดกลมๆ ในเนื้อที่
ที่เท่ากัน
รูปทรงกลมจะสามารถถูกบรรจุได้ปริมาณ(ปริมาตร)น้อยกว่ารูปทรงสี่เหลี่ยม
การบรรจุนมสด(ซึ่งต้องอยู่ในห้องเย็นตลอดเวลา ต่างจากน้ำอัดลม
ที่ไม่ต้องอยู่ในห้องเย็นตลอดเวลา) ในกล่องรูปทรงสี่เหลี่ยม ก็จะสามารถทำให้
ใช้พื้นที่การจัดเก็บให้เกิดประโยชน์ ได้อย่างสูงสุด
ผู้เขียนเคยใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาวเวลาทำงาน
เพราะคิดว่าตัวเองเป็นระดับผู้บริหาร จะต้องใส่สีขาว แต่ปรากฎว่าเสื้อสีขาว
มีอายุการใช้งานที่สั้น สีจะหม่น นำไปใช้อะไรอีกไม่ได้ ต้องซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ
เป็นการสิ้นเปลือง จึงหันมาใส่เสื้อเชิ๊ตที่เป็นสีแทน ก็สามารถใช้ได้
ก็ไม่เห็นมาใครมาว่าอะไร ผู้บังคับบัญชาก็ยังปฏิบัติกับเราเหมือนเดิม
ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังปฎิบัติเหมือนเดิม ความรู้ความสามารถที่เราใช้ในการทำงาน
ก็ทำได้เหมือนเดิม ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปเสียเงินซื้อเสื้อเชิ๊ตสีขาวบ่อยๆทำไม
ทุกวันนี้ผู้เขียนก็พยายามที่จะ
Stop Spending หยุดการใช้จ่ายโดยสิ้นเชิง
จะใช้เงินเฉพาะกับเรื่องที่จำเป็น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต
คงจะไม่ไปซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ เพียงเพราะว่ามันมีรุ่นใหม่ออกมาอย่างแน่นอน
เวลาที่จะใช้เงินในเรื่องอะไร ผู้เขียนก็มักจะเทียบจำนวนเงินที่คิดว่าจะใช้นั้น
กับจำนวนของจานข้าวแกง หรือจำนวนของชามเกี๊ยวเตี๋ยว (หรืออีกนัยหนึ่งคือ
จำนวนมื้ออาหาร) ที่เงินจำนวนนั้น สามารถที่จะซื้อได้ (เช่น เงิน 100
บาท ก็น่าจะเท่ากับ ก๊วยเตี๋ยว 3 ชาม หรือ
ข้าวแกง 3 จาน
ซึ่งก็น่าจะทำให้ คนหนึ่งคน ดำรงชีวิตอยู่ได้หนึ่งวัน) ก็จะทำให้เห็นว่า
คุณค่าของเงินที่มีอยู่นั้นมันมากน้อยเพียงใด
สมควรที่จะจ่ายไปกับสิ่งที่เราต้องการจะซื้อ ณ เวลานั้น หรือไม่
จริงๆแล้ว ผู้เขียนคิดว่า เศรษฐกิจโลกที่เป็นปัญหาอยู่ ณ
ขณะนี้ ไม่ได้เกิดจากคนทั่วๆไป อย่างเราๆ ท่านๆ แต่เกิดจากบุคคลกลุ่มหนึ่ง
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการเงิน) ที่คิดว่าตนเองฉลาดหลักแหลม
แล้วเอาความที่คิดว่าฉลาดหลักแหลมนั้น หาประโยชน์ใส่ตัว
และในที่สุดสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นทำ ก็ส่งผลกระทบต่อคนไปทั่วโลก แล้วถามว่า
คนเหล่านั้น ตอนนี้มาเดือดร้อนกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่
ผู้เขียนตอบได้เลยว่า
ไม่ทุกคน
ตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน พลังงานจะไม่มีการสูญหาย
แต่อาจเปลี่ยนไปเป็นพลังงานรูปอื่น ดังนั้นเงินที่พวกเราๆท่านๆไม่มี
อาจจะไปอยู่ในกระเป๋าของใครอีกคนหนึ่งก็ได้ พูดง่ายๆก็คือว่า
ขณะที่หลายท่านกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจ ต้องตกงาน ต้องเดือดร้อนเรื่องเงิน
แต่อาจจะมีบางท่านที่รวยขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น
ทฤษฎีง่ายๆแบบนี้ มันจะเป็นไปได้หรือเปล่าครับ ลองคิดดู
คนอย่างนาย
Bernard Madoff เจ้าของ
Ponzi Scheme
ที่เพิ่งจะถูกจับไป
ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างของคนที่ใช้ ความที่คิดว่าฉลาดหลักแหลม หลอกเอาเงินคน
(อ้างว่าจะเอาไปลงทุนให้ ผลกำไรงดงาม)ไปได้มากกว่า
50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
(เป็นเงินไทยเท่าไหร่ก็ลองคิดดู) หรือในกรณีของ
Subprime
ที่ธนาคารให้สินเชื่อบ้านกับคนที่ไม่อยู่ในสถานะที่จะใช้คืนได้
ธนาคารก็ได้เพิ่มยอดสินเชื่อ คนที่กู้มา ได้เงินมา
มากกว่ามูลค่าบ้านที่เอาไปจำนอง ก็เอาเงินส่วนที่เกินไปซื้อรถ
ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว แล้วก็ทิ้งบ้านนั้นไปเลย ไม่คิดที่จะมาชำระหนี้
(กลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL
ไปในทันที) เหตุผลที่ไปกู้
Subprime มา
ก็เพียงเพื่อจะเอาเงินส่วนที่ได้เกินมาไปใช้ เหมือนเป็นความคิดที่หลักแหลม
แต่ในที่สุดแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ มีมากๆเข้า ธนาคารก็ล่ม เศรษฐกิจก็ล่ม
แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ล่มด้วยหรือเปล่าไม่รู้ (แถมได้ข่าวว่า
เกือบจะได้โบนัส จากเงินที่รัฐบาล เอามาช่วยเหลืออีกด้วย)
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับสถาบันที่ทำธุรกิจประกันชีวิต
ที่มีปัญหา คือ มีคนทำประกันชีวิตให้กับ
Mr. A เมื่อ
Mr. A ตาย
เขาก็จะได้รับเงินผลประโยชน์จากบริษัทประกัน ฟังดูมันก็มีหลักการดี
ไม่เห็นจะเป็นปัญหาตรงไหน แต่ปัญหาก็คือว่า คนที่ทำประกันชีวิตให้กับ
Mr. A (ซึ่งอาจจะกำลังจะตาย)
ไม่ได้มีคนเดียว แต่มีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อ Mr. A ตาย
จึงมีคนจำนวนมาก มาเรียกร้องรับเงินผลประโยชน์จากบริษัทประกัน
ทำให้บริษัทเกิดปัญหาขึ้น ไม่มีเงินจ่าย มีกรณีแบบนี้มากๆเข้า บริษัทก็ไปไม่รอด
มันก็เลยต้องมาตั้งคำถามว่า กรณีดังกล่าว มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
บริษัทไม่รู้หรือ ไม่มีมาตรการป้องกันหรือ หรือทั้งหลายทั้งปวง ก็เกิดจาก
ความที่คิดว่าฉลาดหลักแหลมของคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง คนใน
และคนนอกบริษัท
สุดท้ายกับเรื่อง
ความคิดที่ว่าฉลาดหลักแหลม
แล้วทำให้เศษรฐกิจส่วนรวมพัง ผู้เขียนก็อยากจะขอเล่านิทานเรื่องหนึ่ง
ซึ่งมีผู้เล่าให้ผู้เขียนฟัง ซึ่งเรื่องมันก็มีอยู่ว่า ชาวนาคนหนึ่ง
ได้เสนอขายม้าของเขา ให้กับนักธุรกิจรายหนึ่ง ในราคา 100
เหรียญ ชาวนารับเงินสดจากนักธุรกิจไป
100 เหรียญ แล้วบอกว่า
จะนำม้ามามอบให้ในวันรุ่งขึ้น วันต่อมา ชาวนามาพบนักธุรกิจ แล้วบอกว่า
ม้าตายแล้วเมื่อคืน นักธุรกิจจึงบอกว่า งั้นขอเงิน 100
เหรียญคืน แต่ชาวนาบอกว่า ไม่มีให้
เพราะได้นำเงินไปใช้หนี้หมดแล้ว นักธุรกิจบอกว่า งั้นไม่เป็นไร
เอาม้าที่ตายแล้ว มาให้เขาก็แล้วกัน ชาวนาถามว่า จะเอาม้าที่ตายแล้วไปทำไม
นักธุรกิจบอกว่า จะเอาไปออกสลาก
นักธุรกิจนำม้าตัวดังกล่าวไปออกสลาก
(เสมือนหนึ่งว่าม้ายังมีชีวิตอยู่) โดยเขาขายสลากไปใบละ
2 เหรียญ ใครซื้อสลากใบละ
2 เหรียญไป แล้วตรงกับเลขที่ออก
ก็จะได้ม้าไป ก็ปรากฎว่ามีคนจำนวนมาก อยากที่จะได้ม้าไปในราคาตัวละ
2 เหรียญ ก็เลยมีคนซื้อสลากไป
100 ใบ เป็นเงิน 200
เหรียญ (สรุปว่า ณ เวลาดังกล่าว
นักธุรกิจผู้นี้ มีกำไร 100
เหรียญ) เมื่อถึงเวลาออกสลาก
ก็มีผู้ถูกรางวัล และได้ม้าไป แต่เมื่อเขาได้ม้าไปและพบว่าม้าตายแล้ว
ก็กลับมาร้องเรียนที่นักธุรกิจ นักธุรกิจท่านนั้น ก็บอกว่า ผมขอโทษ
ผมเองก็ไม่รู้ว่าม้าตายแล้ว งั้นผมขอคืนเงินค่าสลาก
2 เหรียญของคุณ ให้คุณไปก็แล้วกัน
ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ชายผู้นั่นได้รับเงิน
2 เหรียญของตนคืนแล้ว ก็กลับไป
นักธุรกิจก็กระหยิ่มยิ้มย่องว่า ด้วยความฉลาดหลักแหลมของข้า
ข้ายังได้กำไรและสามารถทำเงิน
98 (100-2) เหรียญ ได้ภายในวันเดียว
เยี่ยมยอดจริงๆ
นี่คือตัวอย่างครับ แต่มาลองคิดดูดีๆ
เรื่องนี้น่าจะมีปัญหาตามมา หรือเปล่าครับ มีกลิ่นม้าตายโชยมารึเปล่า
นักธุรกิจคนนั้น สมควรที่จะทำเช่นนั้น (หลอกคนอื่น เพื่อประโยช์ของตนเอง)
หรือเปล่าครับ ลองคิดดู มันจะเหมือนกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา
จากการกระทำที่คิดว่าฉลาดหลักแหลม ของคนบางกลุ่มหรือเปล่า ลองคิดดูเล่นๆครับ
เขียนถึงเรื่องที่เป็นเรื่องบ้าง ไม่เป็นเรื่องบ้าง
มาพอควรแล้ว กลับมาพูดถึงเรื่อง ภาษาอังกฤษของเราดีกว่า ในมุมภาษาอังกฤษ บทนี้
ผู้เขียนจะพูดถึง คำที่พูดเหมือนกัน และเข้าใจตรงกัน
ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ มันก็เป็นคำที่ใช้เหมือนๆกัน
มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใครก็ใคร ไม่ไทยก็อังกฤษ
ที่จะต้องเป็นฝ่ายที่เอาคำของอีกฝ่ายหนึ่งมาใช้ หรือจะเป็นคำที่เป็นภาษากลาง
ใครใช้ก็ได้ แล้วก็จะเข้าใจตรงกัน
ผู้เขียนได้ทดสอบคำเหล่านี้ กับลูกชายอายุ
8 ขวบของผู้เขียน ซึ่งแน่นอนว่า
ไม่สัดทัดในภาษาอังกฤษอย่างแน่นอน ปรากฎว่าลูกเข้าใจความหมายของทุกคำ
(ที่ใช้ในภาษาอังกฤษด้วย) ที่ยกขึ้นมา นั่นก็แสดงว่า คำเหล่านั้น
ใช้กันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่เข้าใจกัน ในภาษาไทย คำต่างๆที่ว่าก็อย่างเช่น
คำว่า แฟน
กับ Fan
ซึ่งก็ให้ความหมายอย่างเดียวกัน คำว่า ฟรี
กับ Free คำว่า
ฟาว์ล
กับ Foul คำว่า
เกม
กับ Game
ที่ผู้เขียน เขียนถึง (เรื่องเกมการเมือง) ในตอนต้น คำว่า "สลัม" กับ "Slum"
หรือ บางคำที่บางท่านอาจจะนึกไม่ถึง เช่นคำว่า ฟลุ๊ค
กับ Fluke
คำที่เป็นภาษากลางอย่างที่ผมตั้งขอสังเกตไว้ คงจะไม่มี
คงจะต้องเป็นในลักษณะที่ภาษาหนึ่ง เอาคำของอีกภาษาหนึ่งมาใช้ ด้วยหลายๆสาเหตุ
คำส่วนใหญ่ ก็พอจะสามารถบอกได้ว่า น่าจะเป็นภาษาใดที่ยืมคำของภาษาใดมาใช้
สาเหตุที่นำมาใช้ ก็อาจเป็นเพราะ ในภาษาของตน ไม่มีสิ่งนั้น จึงไม่มีคำเรียก
สิ่งนั้น หรือ ภาษาหนึ่งอาจจะเริ่มขึ้นมาก่อน แล้วเป็นที่นิยมแพร่หลาย
ไปยังอีกภาษาหนึ่ง
คำบางคำก็บอกยาก เช่นคำว่า ฟรี
กับ Free
ในทั้งสองวัฒนธรรม (ไทยและเทศ) ก็น่าจะมีสิ่งนี้เหมือนกัน จะบอกว่า
คนไทยไม่เคยมีเรื่องของของฟรี พอเห็นฝรั่งมีของฟรี ก็เลยเอามั่ง
รวมถึงยังเอาคำของฝรั่ง(คำว่า "Free")มาใช้ด้วย
อย่างนี้มันคงจะไม่ใช้ หรือว่า บังเอิญใช้เหมือนกัน ใช้ตรงกัน
อย่างนี้มันก็ไม่น่าจะใช่ หรืออย่างคำว่า
ฟลุ๊ค
กับ Fluke
ก็เช่นกัน ที่บอกยากว่า ที่ไปที่มาเป็นอย่างไร
คำบางคำก็ชัดเจน ว่ามาจากภาษาอังกฤษ เช่น คำว่า วีดีโอ เกม ฟุตบอล คอนกรีต
คำบางคำ ก็ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น คำว่า ไอติม
กับ Ice cream คำว่า
คลอง
กับ Canal หรือ
คำว่า นาม
กับ Noun
ส่วนหลายๆคำ ก็ชัดเจนว่าไปจากภาษาไทย เพราะฝรั่งไม่มี อย่างเช่น คำว่า ทุเรียน
กับ Durian
หรือเดี๋ยวนี้ ก็เริ่มมีคำว่า
ผัดไทย
กับ Pad Thai คำว่า
ต้มยำกุ้ง
กับ Tom Yum Koong เป็นต้น
แต่มีคำฝรั่งอยู่คำหนึ่ง ที่มีที่มาที่ไป
จากภาษาไทยอย่างแน่นอน มีเรื่องเล่า มีคำยืนยันที่ชัดเจน คำนั้นก็คือ คำว่า มังคุด
ซึ่งภาษาอังกฤษคือ
Mangosteen
(แมง-โก้-สะ-ตีน) คำนี้มาจากภาษาไทยแน่นอน เพราะฝรั่งไม่มีผลไม้ชนิดนี้
แล้วยังมีหลักฐานยืนยัน ที่ได้เล่าสืบต่อกันมา ถึงที่ไปที่มาของคำๆนี้
โดยเรื่องเล่าดังกล่าว มันก็มีอยู่ว่า...
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ยังมีฝรั่งนายหนึ่ง
มาเที่ยวเมืองไทย และวันหนึ่งก็เดินเข้าไปเที่ยวตลาดสด
ไปเห็นแม่ค้านั่งขายมังคุดอยู่ สงสัยจึงปรี่เข้าไปถาม ว่าผลไม้อะไร
ว็อต
ฝรั่งถามแม่ค้า แม่ค้าพอจะเข้าใจคำถาม แต่ภาษาอังกฤษไม่กระดิก ก็เลยตอบไปว่า
มังคุด
ฝรั่งไม่เคยรู้จักมังคุด เคยได้ยินแต่ว่าเมืองไทยมีมะม่วง (Mango) ก็เข้าใจว่า
แม่ค้าหมายถึงมะม่วง จึงย้อนถามกลับไปว่า
แมง-โก๊ะ?
แม่ค้าก็บอกว่า
ไม่ใช่ นี่มัน มังคุด
ฝรั่งยังฟังไม่ถนัด ยังคิดว่า แม่ค้าพูดว่า
มะม่วง
จึงย้อนถามกลับไปอีก
แมง-โก๊ะ?
แม่ค้าก็ตอบกลับมาอีก
ไม่ใช่...มังคุด
ฝรั่งถามอีก
แมง-โก๊ะ? แม่ค้า
(เริ่มมีอารมณ์ไม่จอย)
มังคุด
ฝรั่ง: แมง-โก๊ะ? แม่ค้า: มังคุด!!!
ฝรั่ง: แมง-โก๊ะ? แม่ค้า: มังคุด!!!
ฝรั่ง: แมง-โก๊ะ? แม่ค้า (เริ่มเซ็งมาก): มังคุด!!!
ฝรั่ง: แมง-โก๊ะ? แม่ค้า
(ชักมีอารมณ์): มังคุด!!!
ไปมาแบบนี้ ประมาณ 10 นาที
จนในที่สุด แม่ค้าสุดจะกลั้น ฝรั่ง: แมง-โก๊ะ?
แม่ค้า (ตวาดเสียงดังลั่น ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว สุดจะทน) : แมงโก๊ะ
ส้นตีน นะซิ บอก มังคุด มังคุด แมงโก๊ะอยู่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง
ฝรั่ง: โอ้
แมงโกสะตีน ไอซี ไอซี
จบข่าว.......
บางคำ ก็มีที่มาที่ไปอย่างที่เล่าให้ฟัง นั่นแหละครับ
ส่วนคำอื่นๆ จะมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครยืมใครมาใช้ รบกวนท่านผู้อ่าน
ไปหาข้อมูลกันต่อนะครับ บทนี้ ว่ากันมายาวเยียดแล้ว ต้องขอจบเพียงเท่านี้ก่อน
ก่อนจบก็เช่นเคยครับ ต้องมีสำนวนอะไรดีๆมาฝาก (จริงๆแล้ว
เป็นวิธีการของผู้เขียน ที่จะให้ตนเอง จำสำนวนต่างๆเหล่านั้นได้
จึงได้เอามาเขียน เพื่อให้ตนเองจดจำได้ เพราะอะไรก็ตามที่ได้เขียนลงไป
หรือที่เราได้นำมาใช้ เราก็มักจะจำมันได้ตลอดไป) สำหรับบทนี้
ขอทิ้งท้ายด้วยสำนวนที่ว่า
Turn A Blind Eye (หลับตาข้างหนึ่ง)
เป็นสำนวนหมายถึง ทำหลับหูหลับตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น รู้แต่ทำเป็นไม่รู้ ครับ
แค่นี้ก่อนนะครับ จนกว่าจะถึงบทต่อไป (ปีหน้าหรือเปล่า
ก็ไม่รู้) In the meantime (ในระหว่างนี้),
ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน โชคดี มีสุขภาพกาย สุขภาพใจ ที่แข็งแรงสมบูรณ์
มีอยู่มีกิน ทุกๆท่านครับ สวัสดีครับ
Very best regards krub,
Ong Taksin
Back to more
English Corner
|