|
Chapter 5: Thais come, Farangs
come.
May, 2007
กลับมาพบกันอีกครั้งครับ
กับ
มิสเตอร์ อ๋อง
ทักษิณ
ก่อนอื่น
ผู้เขียนขออธิบายหัวข้อของบทนี้
ก่อนนะครับ
แปลเป็นไทยก็คือว่า
"ไทยมา
ฝรั่ง(ก็)มา(ด้วย)"
หรืออีกนัยหนึ่งคือ
"ไทยคำ
ฝรั่งคำ" (ตามคำอ่าน
ของชื่อบท)
ก่อนที่จะงงกันไปใหญ่
ก็คือ
บทนี้จะพูดถึงเรื่อง
การพูดไทยคำ
ฝรั่งคำ
มันมีความจำเป็นจริงหรือ
แต่ก่อนอื่น
คงต้องพูดถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน
ในขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้อยู่
เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ
การยุบและไม่ยุบพรรคการเมืองดังสองพรรค
ในส่วนของผู้เขียนคงจะไม่พูดถึงประเด็นทางการเมือง
เพราะไม่ใช่บทความการเมือง
แต่อยากจะพูดถึงประเด็นหนึ่ง
ซึ่งเป็นข้อสังเกตของผู้เขียน
ข้อสังเกตที่ว่าก็คือ
มันมี(จริงๆ)อาชีพ "นักการเมือง"
ซึ่งท่านเหล่านี้
ไม่ได้ทำอาชีพอื่น
(ตามที่ปรากฎต่อสาธารณชนนะครับ)
ที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็น
"งานจริงๆ"
(Real Jobs) เช่น
เป็นพนักงาน7-11
เป็นเสมียนบริษัท
เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย
เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย
เป็นทหาร เป็นตำรวจ
เป็นคนขายประกัน
ฯลฯ
แม้จะไม่มีสภา
ท่านเหล่านั้นก็ยังดำเนินกิจการทางการเมือง
ออกมาเรียกร้อง
ให้ความคิดความเห็น
ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อให้ท่านเหล่านั้นได้กลับไปมีตำแหน่งทางการเมืองอีก
โดยเราๆท่านๆก็พอจะทราบว่าตำแหน่งต่างๆเหล่านั้น
เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีค่าตอบแทนสูง
อีกทั้งยังให้โอกาสในการไปดำเนินกิจการงานในเรื่องอื่นๆได้อีก
มานั่งคิดดูแล้ว
ก็ต้องยอมรับว่า
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ทีโชคดี(หรือจะบอกว่ามีบุญก็ว่าได้)
ที่ได้เข้ามาทำงานการเมือง
ซึ่งดูแล้วจะเป็นงานที่ทำได้ยาวนานพอสมควร
ถามว่าท่านเหล่านั้นมีความรู้
ความสามารถ
มากกว่าท่านอื่นๆ
ที่ไม่ได้ทำงานการเมือง
หรือไม่
เรื่องนี้ตอบยาก
อาจจะหรืออาจจะไม่
แต่ต้องยอมรับว่าท่านเหล่านั้น
โชคดี(มีบุญ)
เรื่องแบบนี้บางครั้งไม่เชื่อ
ก็ต้องเชื่อครับ
ที่เขาบอกว่า
แข่งอะไรก็แข่งได้
แต่แข่งบุญ
แข่งวาสนา
แข่งไม่ได้
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ
ผู้ที่ได้รับผลบุญนั้นแล้ว
จะต้องคงไว้ซึ่งความดี
เพื่อส่งให้ผลบุญยั่งยืนต่อไป
(คิดว่าอย่างนั้นนะ)
แต่ที่พล่ามมาทั้งหมดนี่
เพียงเพื่ออยากจะบอกว่า
พรรคใดที่ต้องการผู้สมัครหน้าใหม่
ก็ติดต่อ
ส่งจดหมาย
นำสาร DHL EMS อีเมล์
SMS MMS หรือขว้างหิน
มาทางผู้เขียนได้เลยนะครับ
ลองหันไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศต้นแบบของประชาธิปไตยประเทศหนึ่ง
กันซักนิด
ประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้ก็กำลังมีการหาเสียงเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
ซึ่งจะมีขึ้นในประมาณปลายปี
2008 เราอาจจะมองว่า
ผู้ที่เข้ามาแข่งขันขั้น
เป็นผู้ที่ประชาชนคุ้นเคย
เนื่องจากส่วนใหญ่ก็จะเป็นวุฒิสมาชิก(Senator)
หรือไม่ก็จะเป็นผู้ว่าการรัฐ(Governor)
แต่ก็จะไม่ใช่กลุ่มบุคคลกลุ่มเดิม
มีการเปิดโอกาสให้กับคนใหม่ๆ
ไม่ว่าหญิงหรือชาย
ผิวขาวหรือผิวดำ
อย่างเช่น
ตัวเต็ง Hillary
Clinton (ภรรยาอดีตประธานาธิบดี
คลินตัน) หรือวุฒิสมาชิกน้องใหม่ผิวดำจากอิลลินอยส์อย่าง
Barack
Obama
ในขณะเดียวกับในทุกๆการเลือกตั้งประธานาธิบดี
ก็จะพรรคอิสระส่งคนเข้ามา
และก็จะมีการเลือกสรรหา(Draft)บุคคลที่ไม่ใช่นักการเมือง
เข้ามาร่วมแข่งขันด้วย
ซึ่งบุคคลที่เคยได้รับการเลือกสรรหา(Drafted)และชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี
ก็คือ Dwight David Eisenhower ผู้เขียนคิดว่าหากประเทศเรามีการทำเช่นนั้นบ้างก็น่าจะดี
เพราะผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า
ประเทศของเรามีคนเก่งและมีความเหมาะสมอยู่เป็นจำนวนมาก
เพียงแต่เราจะต้องพยายามและหาท่านเหล่านั้นให้พบเท่านั้นเอง
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญและจะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
คือสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยที่จะแก้ไข
ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในทางตรงและทางอ้อม
ในการแก้ไขปัญหานี้ครับ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ว่ามันยากคือ
มันเป็นสถานการณ์ของการก่อการร้าย
อย่างในกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศอิรัคในขณะนี้
ขนาดประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่เป็นต้นแบบของตำราการรบมากมาย
ยังไม่สามารถที่จะรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีทหารอเมริกันบาดเจ็บและเสียชีวิตภายหลังสงคราม
(Post War) มากกว่าในช่วงของการทำสงครามอย่างมากมายเลยทีเดียว
และส่วนใหญ่จะเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า
"IED" หรือ
"Improvised Explosive Device" หรือภาษาไทยก็คือ
"อุปกรณ์ระเบิดแสวงเครื่อง"
(หรือศัพท์ที่ไม่เป็นทางการที่ใช้กันบ่อยก็คือ
"Roadside Bomb" หรือ
"ระเบิดข้างถนน")
คำว่า
"Improvised" ก็หมายถึง
การคิด
การทำ
การดัดแปลงขึ้นมาใหม่
แบบนักดนตรีที่เล่นแบบ
"Improvisation" ก็จะเล่นแบบคิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น
ไม่มีการกำหนดมาก่อน
ซึ่งก็จะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่จะป้องกัน
ผู้ก่อการร้ายจะใช้วิธีการวางและการจุดระเบิดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
แต่ล่าสุดก็ได้ข่าวว่า
กองทัพสหรัฐได้ออกมาแถลงว่า
สามารถที่จะติดตามได้ทุกรูปแบบแล้ว
ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนก็คงจะยืนยันไม่ได้
อย่างไรก็ตาม
มีเวบไซต์หนึ่งของCNN
ที่ผู้เขียนใช้ติดตามข่าวสงครามในอิรัค
ซึ่งก็มีข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว
ซึ่งถ้าผู้อ่านสนใจก็ลองคลิกไปที่นี้ครับ
ยังมีเรื่องสำคัญๆที่เกิดขึ้นในประเทศของเราอีกมากมายหลายเรื่อง
แต่คงจะต้องกลับมาพูดเรื่องภาษาอังกฤษในแนวคิดของ
อ๋อง ทักษิณ
กันต่อ
ผู้เขียนกำลังพูดถึงเรื่อง
"Thais come, Farangs come. (ไทยคำ
ฝรั่งคำ) หรือไทยมา
ฝรั่งก็มา
การพูดไทยคำฝรั่งคำ
อย่างที่เราได้ยินคนหลายๆคนพูดกันบ่อยๆ
(รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย)
มันมีความจำเป็นจริงหรือ
ถ้าจะว่ากันไปตรงๆ
บางครั้งมันก็มีความจำเป็น
ไม่ใช่ว่าคนที่พูดจะดัดจริต
หรืออวดอ้างความเป็นนักเรียนนอก
แต่อย่างใด ความจำเป็นที่ว่านั้น
ผมจะขอลองสรุปเป็นข้อๆดังนี้ครับ
คือ
หนึ่ง
คำบางคำ
ใช้กันมาเนิ่นนาน
จนเกิดความเคยชิน
เป็นปกติ
พูดแล้วคนเข้าใจ
อย่างเช่น
คำว่า OK หรือ
คำว่า Make Sense เช่นหากเราพูดว่า
"มันไม่Make
Senseเลยเรื่องนี้"
เราจะพอเข้าใจกว่าการพูดว่า
"มันไม่สมเหตุสมผลเลยเรื่องนี้"
(ซึ่งก็จะเข้าใจได้เช่นกัน
แต่คนก็จะนิยมพูดอย่างแรกกันอาจกว่า
ซึ่งอาจเป็นเพราะมันบอกความรู้สึกได้ชัดเจนกว่า)
อีกคำที่ได้ยินบ่อยๆ
ก็อย่างเช่น
คำว่า "Fair" อย่างในประโยคที่ว่า
"มันไม่แฟร์เลย"
ยังมีอีกหลายคำนะครับ
ลองช่วยกันยกตัวอย่างดู
สอง
คำภาษาอังกฤษบางคำ
หาคำไทยแทนไม่ได้
หรือแทนแล้วกลับทำให้ไม่รู้เรื่อง
กันไปใหญ่
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าผู้จัดการท่านหนึ่งบอกกับเจ้าหน้าที่ธุรการคนหนึ่งว่า
"รบกวนช่วยเอาไฟล์(File)นี้ไปปริ้น(Print)ให้หน่อย"
เจ้าหน้าที่คนนั้น
ก็จะไปดำเนินการตามคำสั่งได้อย่างถูกต้อง
แต่ถ้าผู้จัดการท่านนั้น
จะแปลเป็นภาษาไทยให้หมดก่อน
แล้วจึงพูดว่า"รบกวนช่วยเอาแฟ้ม(File)นี้ไปพิมพ์(Print)ให้หน่อย"
งานที่ได้รับกลับมา
อาจจะไม่เป็นไปดังต้องการ
เจ้าหน้าที่ธุรการอาจจะเอาอะไรซักอย่างไปนั่งพิมพ์(ดีด)มาให้
คำบางคำที่เมื่อใช้แทนแล้วอาจจะไม่รู้เรื่องกันไปใหญ่
ยกตัวอย่างเช่น
ในวิชาฟิสิกส์มีคำๆหนึ่ง
ซึ่งผมได้ยินครั้งแรกก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
คือคำว่า "การกระจัด"
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
"Displacement" หมายถึงระยะทางระหว่างจุด
2 จุด
ซึ่งคำว่า
"การกระจัด"
มันก็ยากที่จะทำให้เข้าใจได้เลย
ว่ามันคือระยะทางระหว่างจุด
2 จุด
หรือคำบางคำ
หากใช้ภาษาอังกฤษจะเข้าใจมากกว่า
เช่นคำว่า
"วีดีโอ"
(Video) หรือที่ภาษาไทยใช้คำว่า
"วีดีทัศน์"
เป็นต้น
สาม
ภาษาไทยบางคำเป็นศัพท์เฉพาะหรือเป็นคำที่เป็นทางการ
ซึ่งบางครั้งผู้ที่ไม่ได้ใช้อยู่เป็นประจำ
หรือไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง
ก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้
ยกตัวอย่างเช่น
คำว่า"บูรณาการ"
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องนำมาประกอบกับการทำงานในทุกภาคส่วน
ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ต้องยอมรับว่า
แรกๆก็ไม่เข้าใจโดยลึกซึ้งเช่นกันว่า
จริงๆแล้วความหมายที่ถูกต้องของคำคำนี้คืออะไร
ผู้เขียนเคยนึกไปถึงคำสมาธิ
คำสนธิ
คิดว่าคำคำนี้มาจากคำว่า
"บูรณะ" รวมกับคำว่า
"การ" หรือเปล่า
ซึ่งมันก็คงไม่ใช่
ก็พยายามหาคำตอบที่ชัดเจน
จนมีท่านผู้รู้ท่านหนึ่งบอกผมว่า
ให้นึกถึงคำว่า
"Integrated" ผมจึงได้ถึงบางสะพานใหม่
(ใช้แทนบางอ้อ
เพราะใช้กันบ่อยแล้ว)
และมีความเข้าใจในคำคำนี้มากขึ้น
ว่ามันคือการทำงานแบบรวมการ
รวมทรัพยากรนั่นเอง
สามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมากขึ้น
หรือว่าถ้ายังไม่ตรงนัก
ก็ขอความกรุณาท่านผู้อ่านช่วยแนะนำด้วยครับ
อีกคำที่เคยไม่เข้าใจคือคำว่า
"กุศโลบาย"
ซึ่งเดิมผู้เขียนเข้าใจว่าเป็น
"นโยบายที่เป็นกุศล"
แต่จริงๆแล้วมันคือ
"Tactic" ซึ่งมีหมายความไปในทาง
กลอุบาย
หรือ แผนการอันแยบยลมากกว่า
ไม่ใช่
นโยบายที่เป็นกุศล
อย่างที่หลงเข้าใจ
(เกือบจะใช้ผิดไปอีกแล้ว
มั๊ยละ)
สี่ หรือ
บางครั้งก็เป็นภาษาที่พูดในกลุ่มคน
กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ
โดยจะเข้าใจกันภายในกลุ่ม
ซึ่งหากเราบังเอิญไปได้ยินเข้า
ก็คงจะต้องทราบและเข้าใจในประเด็นนี้
แต่อย่าให้ผู้เขียนยกตัวอย่างคำเหล่านี้เลยนะครับ
เพราะผู้เขียนไม่ได้สังกัดกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ
ดังนั้น
หากท่านผู้อ่านได้ยินใครซักคนพูดแบบ
"Thais come, Farangs come." ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเขาคนนั้น
"ดัดจริต"
"หัวนอก"
"เห่อฝรั่ง"
หรืออะไรนะครับ
คงต้องดูว่า
ผู้พูด พูดไปด้วยเหตุ
หรือเจตนาใด
ถ้าวิเคราะห์แล้วมันไม่เข้ากรณีใดเลย
ก็เสนอความคิดเห็นส่วนตัวไปได้เลย
เพื่อไม่ให้ภาษาไทยของเราต้องเสื่อมลง
หรือผิดเพี้ยนไป
แต่อย่างไรก็ตามภาษามันก็คงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา
ซึ่งผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้
จึงไม่อาจที่จะให้ความเห็นใดๆมากไปกว่านี้ได้
คงต้องขอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญและท่านที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงครับ
เช่นเคยครับ
ก็จะต้องจบบทความด้วย
คำคม สำหรับบทนี้
ขอเสนอประโยคที่ว่า
“Problems are there just to bring out the best in you.” ก็หมายความว่า
ปัญหาต่างๆที่มันเกิดขึ้นมา
มันเพียงแต่จะทำให้เราได้นำสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราออกมา
หรืออีกนัยหนึ่ง
มันจะทำให้เรารู้ว่า
เรามีศักยภาพแค่ไหน
ปัญหาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
มันจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
ไม่ว่าเราจะทำอะไร
ก็คงจะต้องหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นให้มันหมดสิ้นไป
แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องระลึกไว้เสมอเช่นกัน
ว่าจะต้องนำปัญหาเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน
คนเก่งทำผิดได้
แต่ทำผิดซ้ำไม่ได้
สวัสดีครับ
Very best regards krub,
Ong Taksin
Back to more English Corner
|