Chapter 4: I am so bright my dad calls me son.

Oct 3, 2006

กลับมาพบกันอีกครั้งครับ กับผม มิสเตอร์ อ๋อง ทักษิณ

ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ประเทศไทยของเราเพิ่งจะได้นายกรัฐมนตรีท่านใหม่ เป็นท่านที่ 24 หลังเหตุการณ์ที่คปค. ได้เข้ามารักษาสถานการณ์ของบ้านเมือง หลายๆท่านผู้เชี่ยวชาญ ก็ได้ลงความเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะส่งผลที่ดีต่อประเทศไทยโดยรวม โดยจะเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจหรือภาวะทางการเงินของประเทศไม่ได้รับผลกระทบมากถึงขั้นเกิดความเสียหาย และฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติในระยะเวลาอันสั้น

หลังจากนี้ ก็คงจะมีการแต่งตั้งครม. เพื่อเข้ามาบริหารบ้านเมืองในช่วงที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผู้ที่จะเข้าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ก็จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาการงานหรือกระทรวงนั้นๆ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี และในเรื่องนี้ ผมก็อยากจะฝากท่านผู้อ่าน ไปถึงการเลือกตั้งคราวหน้าด้วยว่า เราน่าจะเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ (ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ) ที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในสาขาการงานด้านนั้นๆ ได้เข้ามาบริหารประเทศ บริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้องนั้นๆบ้าง

คงพอเท่านี้สำหรับข่าวคราวเหตุการณ์บ้านเมือง หากเขียนมากไปกว่านี้ จะกลายเป็นบทความการเมือง ไม่ใช่มุมภาษาอังกฤษ

ในบทนี้ ผมอยากจะพูดถึงคำในภาษาอังกฤษ ที่เขียนเหมือนกัน หรืออ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่มีความหมายต่างกัน และมักจะถูกนำมาล่อเลียนซึ่งกันและกัน อย่างเช่น ชื่อของบทนี้ที่ผมเขียนไว้ว่า “I am so bright my dad calls me son” ในความหมายจริงๆที่ผู้พูดต้องการจะบอกคือ ผมฉลาดมาก จนพ่อผมเรียกผมว่าพระอาทิตย์ ฟังภาษาไทยแล้วก็งง แต่ลองมาดูที่ประโยคภาษาอังกฤษกัน คำที่เป็นจุดสำคัญในประโยคนี้คือ คำว่า “Bright” และคำว่า “Son” โดยคำว่า “Bright” มีความหมายว่า สว่าง แต่ก็ยังหมายความถึง ฉลาด ได้ด้วย ส่วนคำว่า “Son” หมายถึง ลูกชาย (ซึ่งก็เป็นคำที่พ่อจะเรียกลูก ซึ่งเป็นลูกผู้ชาย) แต่การออกเสียงของคำนี้ ไปเหมือนกับคำว่า “Sun” ซึ่งหมายถึง ดวงอาทิตย์ หรือ พระอาทิตย์ สรุปก็คือผู้พูดประโยคดังกล่าว ต้องการจะบอกว่า ฉันฉลาด(Bright)นะ ขนาดพ่อของฉันยังเรียกฉันว่า ดวงอาทิตย์(Sun)เลย ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะเขาเป็นลูกชายและพ่อของเขาก็เรียกเขาว่า Son(ลูกชาย)จริง เถียงไม่ได้ (แต่จะฉลาดมากจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้ว่าเจ้าหมอนี้มันเข้าใจภาษาอังกฤษดี และสามารถจะเอามาพูดกวน”Bata” กวนโอ๊ยของเรา ให้ได้อมยิ้ม ได้เหมือนกัน)

ลองมาดูและวิเคราะห์ ตัวอย่างอื่นๆครับ “He has so many degrees he could start his own heat wave” หรือ ไอ้หมอนี่มันมีปริญญาหลายใบมากเลย จนมันสามารถที่จะสร้างคลื่นความร้อนขึ้นมาเองได้ โดยในประโยคนี้ คำว่า “Degree” ซึ่งในประโยคหมายถึง "ปริญญา" แต่ผู้พูดจะให้เราแปลความหมายเป็น องศาของความร้อน หรือ องศาของอุณหภูมิ ดังนั้น ท่านๆที่เรียนมาและมีปริญญาหลายๆใบ เดินไปไหนมาไหน ก็ระวังไฟไหม้ชาวบ้านด้วยนะครับ มีปริญญาน้อยๆอย่างผู้เขียน ไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องกลัวว่า จะเกิดไฟไหม้เพราะเรา (มันน่าเห็นใจหรือน่าหมั่นไส้ ไม่รู้นะ)

อีกตัวอย่างนึง ผมไม่แน่ใจนะครับว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เพราะก็รับฟังเขาเล่าต่อๆกันมา โดยเรื่องมันก็มีอยู่ว่า มีนางงามชาวไทยท่านหนึ่ง ไปเข้าประกวดในเวทีนางงามนานาชาติ และถูกสัมภาษณ์จากกรรมการ เป็นภาษาอังกฤษ โดยกรรมการถามนางงามท่านนั้นว่า “What is your favorite food?” (อาหารจานโปรดของคุณคืออะไร) นางงามท่านนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานอย่างสาวไทยว่า “Salad” (สลัดค่ะ) แล้วกรรมการก็ถามต่อไปว่า “OK, what about the dressing?” (แล้วน้ำปรุงสลัดล่ะ) นางงามของเราก็ตอกกลับ เอ้ย ตอบกลับไปในทันที ด้วยความภาคภูมิใจว่า “Thai silk” (ผ้าไหมไทยค่ะ) ก็ถือว่าเป็นน้ำปรุงสลัดรสใหม่ครับ เพราะคำว่า “Dressing” ที่กรรมการถาม ท่านหมายถึง น้ำปรุงสลัด แต่นางงามของเราเข้าใจว่าเป็น “Dressing” ที่หมายถึง การแต่งตัวหรือเครื่องแต่งกาย ก็เลยตอบไปว่า ผ้าไหมไทย (ซึ่งผมว่าฝรั่งเขาก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นน้ำปรุงสลัดรสใหม่แบบไทยๆก็ได้ ใครจะไปรู้) สรุปแล้วเรื่องนี้ จะโทษนางงามของเราไม่ได้ ต้องโทษกรรมการฝรั่งว่า ถามไม่คะเลียร์เอง มาโทษชั้นไม่ได้

มีตัวอย่างนึง ซึ่งอาจจะสื่อความหมายในทางที่ผิด และเป็นไปในแง่ลบได้ เช่น มีนักเรียนต่างชาติท่านหนึ่ง(ผู้เขียนไม่ได้บอกนะ ว่าเอาตัวเองมาเป็นตัวอย่าง และถ้ามีคนถาม ผู้เขียนก็จะไม่มีวันที่จะยอมรับ) ถูกครอบครัวชาวอเมริกันเชิญไปทานอาหารค่ำ เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งฝรั่งเขาก็จะจัดอาหารค่ำชุดใหญ่ มีการตกแต่งสวยงาม โดยมีไก่งวงเป็นอาหารหลัก พ่อหนุ่มชาวไทย เอ๊ย ชาวต่างชาติผู้นั้น ก็เอ็นจอย กินนิ่ง (Enjoy Eating) อย่างเต็มที่ จนอิ่มแปล้ พุงกาง หลังจากนั้น 2 วัน เพื่อมารยาทที่ดี ก็ส่งการ์ดไปขอบคุณครอบครัวดังกล่าว โดยประโยคนึงในการ์ดใบนั้น เขียนว่า “…Thank you so very much for the wonderful dinner. I left your house all fed up…” โดยพยายามจะบอกว่า ขอบคุณมากๆๆๆครับ ผมออกมาจากบ้านของคุณ ด้วยอาการอิ่มม๊ากเลย (…all fed up…)” ส่งการ์ดไปแล้ว ก็นั่งอมยิ้ม ข้าเจ๋ง มากเลย ใช้ถ้อยคำที่สวยหรู รู้จักใช้ Passive Voice ใช้สำนวน ใช้กริยาช่อง 3 ของคำว่า “Feed” ที่แปลว่า เลี้ยงหรือให้อาหาร (fed up) “โอ๊ย ภูมิใจ,” เขาตะโกนออกมา โดยไม่เกรงใจเพื่อนข้างๆห้อง แต่หลายวันต่อมา เมื่อสมองของเขาพัฒนาขึ้น จึงค้นพบสัจจะธรรม อันว่า คำว่า “Fed up” ฝรั่งเขาจะพูดเมื่อรู้สึกเบื่อหรือเอือมระอากับอะไรอย่างมากๆ เช่น “I’m so fed up with you” หรือ ฉันรู้สึกเบื่อและเอือมระอากับนายจริงๆ เมื่อค้นพบสัจจะธรรมข้อนี้แล้ว เขาก็จะง่อยไปเลยอย่างเห็นได้ชัด เป็นเวลานาน คิดอยู่ในใจว่า กูจะไปอธิบายกับครอบครัวนั้นยังไง น่าสงสารจริงๆเลย กระทาชายนักเรียนนอกท่านนี้ (ซึ่งไม่ใช่ผู้เขียน)

ยังมีอีกหลายประโยคครับ สำหรับคำลักษณะนี้ แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในการเขียน(คงบี๊ซี่มากเลยนะ) จึงต้องขอจบเพียงเท่านี้ก่อน ไว้โอกาสหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ จริงๆแล้ว ผู้เขียนอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับคำ 2 คำที่มีความหมายในทางตรงข้าม แต่เรามักจะนำมาพูดคู่กัน อย่างเช่น คำว่า “Soft Rock” หรือ “Pretty Ugly” ซึ่งเราจะเรียกคำลักษณะนี้ว่า “Oxymoron” ซึ่งมีอยู่หลายคำครับ เอาไว้ว่างๆ จะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง

เช่นเคยครับ ก็จะต้องจบบทความด้วย คำคม สำหรับบทนี้ ขอเสนอประโยคที่ว่า “Sometimes, discovering of a new dish means more to some people than discovering of a new planet.” แปลตรงๆก็คือ บางครั้ง การค้นพบสูตรอาหารจานใหม่ มีความหมายกับใครบางคน มากกว่าการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่เสียอีก ถ้าจะตีความหมายก็คือ เราควรจะใส่ใจ ให้คุณค่า และมีความสุข กับสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา ใกล้ๆกับเรา หรือเป็นสิ่งที่เราควรจะต้องกระทำ การค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ ก็เป็นสิ่งที่ดีต่อมวลมนุษยชาติ แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวเรา เรายังคงมีภาระหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องกระทำ ลูกยังจะต้องไปโรงเรียน เราก็ยังคงต้องไปทำงาน แก้ปัญหาในหน้าที่การงาน บางครั้งลูกชายอายุ 5 ขวบของผู้เขียน เล่นเกม แล้วสามารถที่จะก้าวหน้าไปถึงด่าน(หรือระดับ)ต่อไป ได้ตัวการ์ตูนหรือตัวเล่นใหม่ๆมา มันก็จะสร้างความสุขให้กับแกอย่างมาก วิ่งไปบอกคนโน้นคนนี้ แล้วเราเองก็จะมีความสุข และมีความยินดีไปกับแกด้วยเช่นกัน

ประเด็นสำคัญก็คือ ในบทบาทและในหน้าที่การงานของแต่ละคน ในแต่ละระดับ สิ่งที่เราทำจะมีผลและเชื่อมโยงกับระดับที่สูงขึ้นต่อไป เป็นระดับชั้น จนถึงระดับที่สูงสุด ระดับชาติ หรือแม้แต่ในระดับโลก เชื่อมโยงกันไป ดังนั้น เราแต่ละคน จะต้องทำหน้าที่และบทบาท ของเราแต่ละคนให้ดีที่สุด อย่างถูกต้อง และสิ่งที่เราทำก็จะส่งผลไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไป รวมถึงระดับที่ต่ำลงมา ถ้าทุกๆคนในทุกๆระดับกระทำเช่นนี้ สังคมโดยรวมก็จะแข็งแกร่งและดีไปเอง แล้วพบกันใหม่บทต่อไปครับ สวัสดี

Very best regards krub,

Ong Taksin

Back to more English Corner