Chapter 2: "Please and thank you...," Barney says.

June 11, 2006

ตอนที่ไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาใหม่ๆ ผมก็คิดว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพูด เพราะเรื่องการฟัง ไม่น่าจะมีปัญหานัก ส่วนเรื่องไวยกรณ์(Grammar) นั้น ไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่แล้วคนไทยเราจะเก่งอยู่แล้ว บางครั้งจะเก่งกว่าฝรั่งเสียอีก

ผมก็นึกถึงเรื่อง การที่เด็กที่เกิดและโตในแต่ละประเทศ สามารถจะพูดภาษาของแต่ละประเทศนั้นๆ ได้อย่างไร เพราะเด็กสามารถที่จะพูดได้ เรียกพ่อเรียกแม่ได้ ขอเงินซื้อขนมได้ เถียงคุณพ่อคุณแม่ได้(กรณีนี้ เป็นบางรายนะครับ) ก่อนที่จะเข้าโรงเรียนเสียอีก

ผมก็เลยวิเคราะห์เอาเองว่า เด็กคงจะฟังผู้ใหญ่ ฟังคนรอบข้างพูด พร้อมกับดูอากัปกริยา มากๆเข้า ทุกๆวัน จนเกิดความเคยชิน จนสามารถที่จะพูดตามคำพูดต่างๆเหล่านั้นได้ ยกตัวอย่างเด็กที่มีพ่อแม่เป็นคนไทย แต่ไปเกิดและโตที่อเมริกา ก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนกับเจ้าของภาษา พอกลับมาเมืองไทยก็สามารถหางานดีๆทำได้ เพียงเพราะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนกับเจ้าของภาษา (อันนี้ เอาไปเป็นหลักอ้างอิงอะไรไม่ได้นะครับ อาจจะเผลอตัวระบายความรู้สึกออกไป เพราะความอิจฉา)

"ดังนั้น ใช่เลย ตรงเป้า ต้องทำตัวให้เหมือนเด็ก เรียนรู้ภาษาอังกฤษ เหมือนกับการเรียนรู้ของเด็กๆ แต่จะทำอย่างไรล่ะ" อ๋อง ทักษิณ คิด ...คิด คิด แล้วก็ปวดหัว

วิธีการหนึ่งที่ผมทำก็คือ ดูรายการทีวีที่เขาทำมาให้เด็กดู ทำมาเพื่อสอนเด็กในการพูด ออกเสียง สะกดคำ นับเลข และอื่นๆ ด้วยความหวังที่จะซึมซับความรู้ต่างๆเหล่านั้น เหมือนกับเด็กๆซึมซับ กลับเมืองไทยไปจะได้มีงานดีๆทำ (เผลอตัวระบายความในใจออกไปอีกแล้วเรา)

รายการหนึ่งที่ผมดู และดูมากเลย ก็เห็นจะเป็น Barney เจ้าตัวไดโนเสาร์สีม่วง พร้อมกับเพื่อนๆตัวการ์ตูน BJ และ Baby Bob และเด็กๆจริงๆอีกจำนวนหนึ่ง อย่างเช่น Shawn, Derek, Tosha, Kathy, Min และอีกหลายๆคน ที่จะมาคอยให้ความสนุกกับเด็กๆ พร้อมกับสอนเด็กๆเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ (ทุกวันนี้ ก็พยายามที่จะยัดเยียดให้ลูกๆของตัวเองดู แต่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า เพราะการ์ตูนจากญี่ปุ่นมาแรงเหลือเกิน)

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จาก Barney และเป็นหัวข้อของบทนี้ คือการฝึกให้ใช้คำว่า "Please" และ "Thank you" ให้เคยชิน และใช้อย่างเป็นประจำ เพราะมันจะส่งผลดีต่อตัวผู้พูด Barney สอนเรื่องนี้ไว้ โดยผ่านบทเพลงๆหนึ่ง เพลงที่ว่ามีชื่อว่า "Please and Thank You" เนื้อเพลงท่อนหนึ่ง บอกไว้ว่า "Please and thank you, they are the magic words...If you want nice things to happen, they are the words that should be heard." "คำว่า โปรด และ ขอบคุณ เป็นคำที่วิเศษ... ถ้าเราต้องการให้มีสิ่งดีๆเกิดขึ้น มันจะต้องเป็นคำที่พูดออกไป เพื่อให้ผู้ฟังได้ยิน"

ผมเองได้นำสิ่งนี้ มาประยุกต์ใช้กับตัวเองมาจนถึงปัจจุบันนี้ การใช้คำว่า "โปรด" "ได้โปรด" หรือ "ขอบคุณ" ในภาษาไทย อย่างมากเกินไป บางครั้งมันก็จะดูไม่เหมาะสม แต่ถ้าใช้ในภาษาอังกฤษแล้ว ผมคิดว่า ไม่มีคำว่ามากเกินไป สำหรับการใช้คำว่า "Please" และ "Thank you" ซึ่งผมก็จะพบว่า ตัวเองใช้มาก ในการเขียนจดหมาย หรืออีเมล์ภาษาอังกฤษ มีอีก 2 คำที่ผมแนะนำให้ใช้ ให้เคยชิน และอย่างเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเขียนจดมายหรืออีเมล์ภาษาอังกฤษ คือคำว่า "Kindly" และ "Appreciate" ลองดูตัวอย่างอีเมล์ฉบับนี้นะครับ

"Dear Sir:

Hi. How are you? First of all, I would like to express my appreciation and thank you for the opportunity to meet up with you over lunch on Friday. Referring to our discussion on your latest book, I would like to kindly ask you to please send me a copy at your most convenient time for my review. I am more than certain that my colleagues and cadets at the academy will find your book very interesting and fruitful.

Many thanks once again and your prompt reply would be very much appreciated. Should you have any questions or need more information regarding this matter, please do not hesitate to contact and let me know at any time.

Very best regards,

Ong Taksin"

จะเห็นว่า ผมพยายามที่จะให้มีคำต่างๆดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น "Please," "Thank you," "Kindly," หรือ "Appreciate" นอกจากนั้นยังมีคำอื่นๆที่ผมใช้ อย่างเช่น "Very" หรือ "Most" เพื่อมาขยายคำให้สละสลวยมากขึ้น การขยายคำหรือสำนวนให้สละสลวยยิ่งขึ้น สามารถทำได้โดยการใช้ Adverb ซึ่งผมจะได้นำมาพูดถึงในบทต่อๆไป

จริงๆ แล้ว อยากจะพูดถึงการเรียนภาษาอังกฤษ จากรายการทีวีในรูปแบบอื่นๆอีก แต่กระดาษหมดแล้ว(งงมั๊ย) คงต้องยกยอดไปบทหน้า

Barney ยังบอกบ่อยๆอีกว่า "Everyone is special in his or her own way" จงภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเราครับ Until next time, สวัสดีครับ 

Very best regards krub,

Ong Taksin

Back to more English Corner