|
Chapter 1: Pity for Those Thai News Anchorpersons May 28, 2006 ผมดูผู้อ่านข่าวทีวีของบ้านเรา แล้วเกิดความสงสาร ในความพยายามที่จะออกเสียงภาษาอังกฤษของพวกเขา โดยที่ไม่มีความจำเป็นเลย และอาจจะไม่ถูกต้องเสียด้วยซ้ำ ในความเห็นของผม ที่ผมกำลังพูดถึงก็คือว่า เวลาที่ผู้อ่านข่าวทางสถานีโทรทัศน์(ที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย) อ่านข่าวที่มีคำภาษาอังกฤษอยู่ในนั้น พวกเขาก็จะพยายามออกเสียงภาษาอังกฤษของคำๆนั้น(เป็นสำเนียงอังกฤษ) ทั้งๆที่อยู่ในประโยคภาษาไทย ซึ่งส่วนใหญ่ที่พวกท่านเหล่านั้นจะทำ คือออกเสียงตัว"S"ที่อยู่ท้ายคำนั้นๆ ปัญหาอยู่ที่ไหนหรือครับ ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า หนึ่ง เมื่อนำคำภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ใช้คำแปลมาใส่ไว้ในประโยคภาษาไทย หรือพูดง่ายๆคือใช้เหมือนกับเป็นภาษาไทย มันก็จะมีการเขียนคำๆนั้นเป็นลักษณะของภาษาไทย ซึ่งสิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ ณ จุดนี้ก่อนเลย คือ ภาษาไทยไม่มีเสียงตัว"S"ดังกล่าว ในการเขียนคำภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เราก็มักจะพบว่า มีตัวการันต์อยู่บนตัวอักษรนั้นๆ ซึ่งเราทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ไม่ต้องออกเสียงตัวพยัญชนะนั้นๆ มีอยู่หลายคำครับ ที่ผมมักได้ยินผู้อ่านข่าวพูดกันบ่อยๆ แต่ขอยกมาเป็นตัวอย่างซัก 2-3 คำครับ คำที่พบเป็นประจำคือคำว่า"AIDS"หรือ"โรคเอดส์"นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้รวมในวลี "วันเอดส์โลก" เวลาที่ผู้อ่านข่าวอ่าน ก็จะอ่านว่า วัน...เอดS...โลก โดยที่ต้องหยุดชั่วขณะ เพื่อออกเสียง"S" ท้ายคำว่าเอดส์ ซึ่งก็ไม่น่าที่จะถูกต้อง และนำมาซึ่งปัญหาที่สอง ที่ผมจะได้พูดถึงต่อไป มีคำอื่นๆอีกที่เรามักได้ยินผู้อ่านข่าวพยายามที่จะพูด ในการอ่านข่าวที่เป็นภาษาไทย อาทิ คำว่า เมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษว่า New Orleans ซึ่งเป็นชื่อเมืองๆหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้อ่านข่าวก็จะออกเสียง"S"ท้ายคำ ทั้งๆที่อยู่ในประโยคภาษาไทย หรือชื่อประเทศฟิลิปปินส์ ก็เช่นเดียวกัน อีกคำที่พบบ่อยคือคำว่าGames(เกมส์) ซึ่งอยู่ในชื่อรายการการแข่งขันกีฬาต่างๆ เช่น เอเชี่ยนเกมส์ หรือ โอลิมปิคเกมส์ ซึ่งเราก็จะได้ยินผู้อ่านข่าวออกเสียง"S"ท้ายคำว่า"เกมส์" (ด้วยความภูมิใจ) อย่างชัดเจน อีกคำที่จะได้ยินเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่ผู้อ่านข่าวจะบอกราคาทองคำ คือคำว่า Ounce ซึ่งภาษาอังกฤษจะอ่านว่า "อาวซ" ในภาษาไทยจะใช้คำว่า "ออนซ์" คำนี้จะเป็นคำที่ผู้อ่านข่าวจะใช้ผิดอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ฟังดูแล้วก็อดขำไม่ได้จริงๆ โดยเวลาที่ผู้อ่านข่าวจะบอกว่า ราคาทองคำอยู่ที่เท่านั้นเท่านี้เหรียญต่อออนซ์ ผู้อ่านข่าวก็จะออกเสียงเอส(S)ต่อจากคำว่าออนซ์ (เป็นออนซ์ส อะไรทำนองนี้) ซึ่งในกรณีนี้จะต้องบอกว่า ผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง หมายความว่า หนึ่ง ภาษาอังกฤษ เวาเขาจะพูดว่าต่อหน่วยอะไร เขาจะใช้เอกพจน์ไม่ใช่พหูพจน์ อย่างเช่น Per Ounce (ต่อออนซ์) Per Kilogram (ต่อกิโลกรัม) ดังนั้นการที่พูดว่า ต่อออนซ์แล้วเติมเสียงเอส(S)เข้าไป ก็ผิดหนึ่งตลบแล้ว และจริงๆแล้วคำๆนี้ (Ounce) เวลาที่เป็นพหูพจน์ ไม่ได้ออกเสียงเอส(S)เฉยๆ เพราะลงท้ายด้วย "ce" เมื่อเป็นพหูพจน์จะเป็น "Ounces" แล้วจะต้องออกเสียงว่า "อาวเซส" ไม่ใช่ "อาว" แล้วตามด้วยเสียงเอส(S) เหมือนคำพหุพจน์โดยทั่วไป นี่ก็ถือว่าผิดตลบที่สอง เป็นการผิดทั้งขึ้นทั้งล่อง อย่างที่ผมกล่าวในตอนต้น แต่คน(ผู้อ่านข่าว)ก็ยังพูดกันอยู่ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เรื่องของการเอาหน่วยวัดในภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทย ผมมีอีกตัวอย่างหนึ่ง จากผู้ประกาศข่าวทีวีช่องหนึ่ง ซึ่งความจริงแล้วผมชอบผู้อ่านข่าวท่านนี้ และท่านเองก็มีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี ไปอยู่และเรียนที่อเมริกามาเป็นเวลานาน ได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรภาคภาษาอังกฤษ รวมทั้งให้เสียงภาษาอังกฤษในสื่อต่างๆมามากมาย แต่วันนั้นท่านอาจจะพูดเร็วไปหน่อย คือท่านพูดถึงข่าวที่มีเรือห้องสมุดมาจากที่ประเทศไทย ท่านบอกว่า เรือลำนี้ยาวมาก ยาวถึง "สี่ร้อยสามสิบฟุต" พูดเสร็จ ท่านก็รีบพูดแก้ว่า "ไม่ใช่ซิ ต้องเป็น สี่ร้อยสามสิบฟิต" คือท่านพูดภาษาไทย ท่านพูดว่า สี่ร้อยสามสิบฟุต มันก็ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่ สี่ร้อยสามสิบฟิต หากท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า โฟร์ฮันเดรด... ท่านถึงจะต้องใช้คำว่า ฟิต ท่านผู้อ่านคิดว่ายังไง หรือว่าผู้เขียนเข้าใจผิด เพราะได้พบเห็นเรื่องแบบนี้อยู่มากมาย ทุกๆวัน จนคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่ถูกไปแล้วก็ได้ ขนาดคนที่เก่งภาษาอังกฤษ คนที่ผมเชื่อมือ อย่างท่านที่ผมเอ๋ยถึง ท่านก็ยังพูด ปัญหาที่สอง ซึ่งผมคิดว่าสำคัญ คือทำให้ผู้อ่าวข่าวเหล่านั้นต้องเคอะเขินหรือกระอักกระอ่วนเอง โดยที่ไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะต้องคอยระวังและหยุด เพื่อที่จะออกเสียงดังกล่าว ทำให้เกิดความตะกุกตะกัก ซึ่งบางครั้งท่านเหล่านั้นก็แสดงถึงความที่ไม่มั่นใจนักในสิ่งที่พูดออกไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมในฐานะคนดูก็สามารถที่จะมองออก ผมถึงบอกว่าสงสารท่านเหล่านั้นครับ ที่ต้องพยายาม ทั้งๆที่มันไม่มีความจำเป็นเลย การพูดภาษาอังกฤษที่ดี ไม่ได้อยู่ที่การออกเสียงตัว"S" หรือออกสำเนียง(Accent)ให้มันมากเกินความเป็นจริง อย่างที่บางท่านอาจใช้คำว่า"ดัดจริต" ซึ่งฝรั่งเองก็อาจจะฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน อย่างเช่นที่เรามักได้ยินคนเอามาล้อกันบ่อยๆว่า มีบางท่านออกเสียงคำว่า"New York" ว่า "นิ้วโยก" หรือคำว่า "Good Night" ว่า "กุดไหน" ซึ่งถ้าสีกาพูดราตรีสวัสดิ์กับพระแบบนี้ พระท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าถามท่านว่า "คืนนี้ท่านจะจำวัดที่กุฏิไหน" (เรื่องมันก็จะยุ่งไปกันใหญ่) การพูดภาษาอังกฤษที่ดี ในความคิดของผม เป็นอย่างไร ผมจะได้ลองมานำเสนอให้ท่านได้พิจารณาต่อไป ผู้อ่านข่าวหรือพิธีกรบางท่าน พยายามที่จะพูดภาษาอังกฤษในลักษณะดังกล่าว มากเกินไป จนทำให้ผมต้องเลิกฟังไปเลยทีเดียว เพราะว่าเกิดความรำคาญและทำให้หงุดหงิดอย่างมาก ยกตัวอย่าง ผมเคยดูรายการประกาศผลรางวัลออสการ์ทางทีวี ซึ่งมีผู้บรรยายคนไทยเป็นผู้บรรยาย ก็ดูเหมือนว่าท่านจะมีความรู้และความช่ำชองทางเรื่องของภาพยนตร์ฮอลลิวูด ดีอยู่พอสมควร แต่เวลาที่ท่านพูดถึงชื่อนักแสดงหรือชื่อของภาพยนตร์ สำเนียงการพูดของท่านจะเปลี่ยนไป(อย่างมากๆ) จนผมเกิดความหงุดหงิดรำคาญ เพราะบางครั้ง บอกตรงๆว่าไม่รู้ว่าท่านพูดว่าอะไร ก็เลยต้องเลิกดูไปเลย และอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมต้องเลิกดูเลิกฟังไปเลย คือพิธีกรนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ซึ่งผมเคยฟังทางวิทยุ เมื่อฟังแล้ว ก็เหมือนท่านจะมีความรู้และหลักการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ดีพอสมควร แต่พอท่านพูดถึงชื่อหนังสือที่ท่านอ้างถึง หรือชื่อของคนที่ท่านอ้างถึง สำเนียงการพูด การออกเสียงคำเหล่านั้น จะเปลี่ยนไป จนผมบอกตรงๆว่ารำคาญมาก เพราะฟังเเล้วก็ไม่เข้าใจว่าท่านพูดว่าอะไร ทุกวันนี้เวลาได้ยินท่านผู้นี้ทางวิทยุหรือเห็นทางโทรทัศน์ ก็จะต้องรีบเปลี่ยนไปคลื่นอื่นหรือช่องอื่นทันที อย่างน่าเสียดาย เพราะจริงๆแล้วเนื้อหาที่ท่านพูด ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เรื่องการออกสำเนียงที่มากเกินไป จนบางครั้งฝรั่งอาจจะฟังไม่ค่อยใจ หรืออาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ผมมีอีกตัวอย่าง ผมเคยฟังพิธีกรสาวท่านหนึ่งพูดถึงหนังเรื่อง "Snakes on the Plane" หรือ "งูบนเครื่องบิน" แต่เวลาที่เธอพูดชื่อหนังเรื่องนี้ เธอจะใส่สำเนียงมากไปจนสิ่งที่เธอพูดมันออกมาเป็น "สะเน็ค ออน เดอะ เเพน" กลายเป็น "งูบนกะทะ"ไป ไม่ใช่ "งูบนเครื่องบิน" ตัวอย่างของการออกสำเนียงที่ผิด จนทำให้ความหมายของคำผิดไป อย่างที่บอกครับ การพูดภาษาอังกฤษที่ดี ไม่ใช่อยู่ที่การออกเสียง"S"ท้ายคำ หรือการOverdo(ขออภัย ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไร)ในการออกสำเนียง(Accent) แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ Smart A _ _ คุณอาจถาม ในความคิด ความเห็นของผม ผมว่ามันง่ายๆดังนี้ครับ ในการอ่านคำในภาษาอังกฤษ เราจะต้องออกเสียงทุกพยัญชนะที่อยู่ในคำๆนั้น (โดยรวดเร็วนะครับ) หากสามารถทำเช่นนี้ได้ เสียงที่ออกมาก็จะถือว่าใช้ได้ ยกตัวอย่างคำที่เมื่อก่อนผมนำมาใช้ในการฝึกออกเสียง คือคำว่า "World" หรือคำว่า "Girl" ซึ่งมีเสียงของตัวอักษร "R" และ "L" อยู่ติดกัน ซึ่งก็ถือว่ามีความท้าทายในการออกเสียง อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นหลักการที่ง่ายๆ คือการออกเสียง(Pronunciation)ของแต่ละคำ(รวมถึงในแต่ละประโยคด้วย)ให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพูดภาษาอังกฤษ เพราะการออกเสียงหนักเสียงเบาผิด อาจจะทำให้ความหมายผิดไป หรืออาจทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจได้ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า "Desert" หากเราเน้นเสียงผิด ความหมายก็จะต่างไป ทั้งๆที่เขียนเหมือนกัน หรือ ยกตัวอย่าง กรณีมีเพื่อนคนหนึ่งหยิบขวดน้ำปรุงรสของญี่ปุ่นขึ้นมา อ่านที่สลาก แล้วบอกผมว่า มัน"All Purpose" (ซึ่งหมายถึงว่า ใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง) แต่ที่ผมได้ยินเขาพูด คือ มัน"On Purpose" ซึ่งก็เป็นคนละความหมาย สร้างความฉงนงนงวยกันอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามครับ คำบางคำอาจจะมีข้อยกเว้น หรือความพิเศษในการออกเสียง อันเนื่องมาจากรากของคำที่อาจจะมาจากภาษาอื่นๆ หรือ อาจเป็นไปตามความนิยมที่กลายเป็นความยอมรับไปแล้ว สำหรับเรื่องนี้ ทางที่ดีที่สุดก็คงจะต้องพึ่งพจนานุกรม(Dictionary)ครับ โดยสรุปแล้ว เรื่องของสำเนียงไม่ใช่เรื่องที่สำคัญเลยในการพูดภาษาอังกฤษ หากท่านปฏิบัติตามหลักการง่ายๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เพราะจะเห็นได้ว่ามีสำเนียงเฉพาะมากมายในการพูดภาษาอังกฤษ แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในประเทศอังกฤษเอง ซึ่งจริงๆแล้วสำเนียงที่แตกต่างกันไป ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในภาษาอังกฤษ ผมเองก็ฟังคนโน้นคนนี้พูดภาษาอังกฤษมาเยอะ จนพอจะสามารถบอกได้ว่า นี่เป็นสำเนียงของคนเยอรมัน นี่ของคนฝรั่งเศส คนญี่ปุ่น คนเกาหลี คนอินเดีย คนทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะคนสิงคโปร์ เขาจะถือว่าสำเนียงของเขา (ซึ่งบางครั้งก็มีคนมาพูดว่าเป็น"Singlish") มีความพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ ต้องมีการอนุรักษ์เอาไว้ โดยมีเพื่อนชาวสิงคโปร์ของผมคนหนึ่งเป็นคนยุคที่3ของสิงคโปร์ ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ พอกลับประเทศก็จะพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ แต่ต้องมาพยายามฝึกตัวเองให้พูดภาษาอังกฤษสำเนียงสิงคโปร์ เพื่อที่จะอนุรักษ์สิ่งดังกล่าวนี้เอาไว้ ดังนั้น การพูดภาษาอังกฤษให้ดี จึงอาจไม่ได้อยู่ที่สำเนียง แต่อาจอยู่ที่การออกเสียงของคำและในประโยคให้ถูกต้อง และที่สำคัญคือความสามารถในการนำคำต่างๆมาร้อยเรียงกัน และสามารถที่จะสื่อสารให้ผู้ฟังเขาใจได้ โดยเมื่อเร็วๆนี้ ผมได้มีโอกาสฟังชาวสิงคโปร์ จากธนาคาร HSBC Singapore มาพูดถึงเรื่องหลักการการพิจารณาการให้เงินกู้กับภาคเอกชนในการดำเนินการโครงการประเภท Public Private Partnership (PPP/PFI) ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ไม่ง่าย แต่เขาก็สามารถที่จะร้อยเรียงถ้อยคำ และสื่อสารให้เราเข้าใจถึงเนื้อหา ได้อย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และสมบูรณ์ (ด้วยสำเนียงแบบชาวสิงคโปร์ขนานแท้และดั้งเดิมครับ) บ่อยครั้งเราจะพบว่า คำที่ผู้พูดนำมาพูด ล้วนเป็นคำที่พื้นๆที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน และเป็นคำที่เราทราบความหมายทั้งสิ้น แต่เมื่อถามตัวเองว่า เราจะสามารถนำและร้อยเรียงคำเหล่านั้น แล้วขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ บรรยาย หรือร่างจดหมายธุรกิจซักฉบับ อย่างพวกเขาเหล่านั้นได้หรือไม่ และบ่อยครั้งคำตอบคือไม่ได้ แล้วกรณีนี้จะให้ทำอย่างไร คุณคงอยากถาม และถ้าจะให้ตอบจริงๆก็คือ ผมเองก็ไม่มีทฤษฎีที่จะนำมาใช้ในการตอบคำถามดังกล่าวครับ แต่ก็คิดว่ามันน่าจะขึ้นอยู่กับความพยายาม และการฝึกฝนครับ ยิ่งให้ความสนใจ ยิ่งฝึกฝน และดำรงไว้ซึ่งหลักการง่ายๆที่ผมกล่าวไว้แล้วข้างต้น มันก็น่าจะทำให้เรามีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญขึ้นครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมใช้เป็นการส่วนตัว คืออย่าคิดว่าเรารู้แล้วหรือเก่งแล้ว ต้องคิดว่าเรายังไม่ดีพอ จะต้องปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา และรับฟังผู้อื่นอยู่เสมอ ย้อนกลับมาถึง ท่านผู้อ่านข่าวและพิธีกรทั้งหลายครับ หากเป็นข่าวภาคภาษาไทย ก็พูดภาษาไทยเถอะครับ แล้วก็ทำให้เป็นธรรมชาติ คืออ่านข่าวให้ผู้ชมผู้ฟังทราบ รูปแบบของการอ่านข่าว ทุกท่านก็ทราบว่า นำแบบอย่างมาจากสถานีโทรทัศน์ของประเทศโลกตะวันตก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา แต่บางครั้งเราก็Overdo It(ขออภัยอีกครั้งที่ใช้คำนี้ เพราะไม่รู้จะแปลว่าอะไร) จนกระทั่งไม่เป็นธรรมชาติ และสำหรับผมแล้ว มันเป็นความน่ารำคาญ (แล้วถ้ายังมีเรื่องคุยกัน ก็น่าจะคุยๆกันให้จบก่อนออกอากาศครับ อย่ามาคุยกันในระหว่างอ่านข่าว อยากฟังข่าวคราวที่เกิดขึ้น มากกว่าครับ) แต่ส่วนตัวแล้ว ผมก็คิดว่า ยังมีบางช่องครับที่ทำอย่างพอดีพองาม และผมก็อยากชมเชย (ใช่ว่าคำชมเชยของผมจะมีผลอะไรกับใคร แต่ก็อยากแสดงความคิดเห็นครับ) ขอยกตัวอย่างซักหนึ่งช่องครับ นั้นก็คือ คณะผู้อ่านข่าวของช่อง 7 ครับ ซึ่งหากผมสามารถเลือกได้ ผมก็จะดูข่าวช่องนี้ครับ ยาวหน่อยครับสำหรับบทแรกในEnglish Corner ซึ่งผมขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือหน่วยงานใดๆทั้งสิ้น วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อแสดงความคิดเห็น และหวังว่าอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้หนึ่งผู้ใดได้บ้าง ไม่มากก็น้อย สำหรับบทนี้ คงพอแค่นี้ครับ ไว้พบกันใหม่ ในบทต่อไป "Do the right thing the right way." สวัสดีครับ Very best regards krub, Ong Taksin Back to more English Corner |
|
|