COVID 19

#ThoughtOfTheDay

200421

Disclaimer:

 

วัตถุประสงค์ในการเขียนบทความนี้

ก็เพื่อแบ่งปันข้อมูล

และ เสนอความคิดเห็น

ที่อาจจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างสรร ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

โดยไม่มีเจตนาที่จะท้วงติง หรือตำหนิ การทำงานของบุคคล และ/หรือ หน่วยงานใดๆ

 

สิ่งที่เขียนต่อไปนี้ เป็นการรวบรวม ข่าวและข้อมูล จากแหล่งต่างๆ

และจะอ้างอิงถึง โดยการลิ้งค์ไปที่ข้อมูล ในทุกโอกาสที่ทำได้

 

โดยจะมีการสอดแทรกความคิดเห็น ที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล และ/หรือ หน่วยงานใดๆ

และหากไม่ถูกต้อง และไม่เป็นตามสถานการณ์ที่แท้จริง ด้วยข้อมูลที่ได้รับไม่ครบถ้วน

ก็ขออภัยผู้ที่เกี่ยวข้อง เอาไว้ โอกาสนี้ ด้วยครับ

 

 

Ep. 4 “When to Reopen”

 

เริ่มมีการพูดถึง การที่จะปลดล็อค (Unlock) กลับมาเริ่มการใช้ชีวิตเหมือนปกติ (Reopen) ทั้งในต่างประเทศ แล้วก็ในบ้านเรา

 

ถ้าถามความเห็นส่วนตัวของผม ถ้าจะให้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติ ได้จริง ก็จะมีปัจจัยพิจารณาได้แค่ 2 ทาง คือ

 

1.     ต้องมีวัคซีน (ก็น่าจะอีกเป็นปี)

2.     ต้องมียารักษา เหมือนเราเป็นไข้หวัด แล้วก็ไปหายาแก้ไข้หวัดมากิน (อันนี้ หลายหน่วยงานก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่ก็ไม่รู้จะเมื่อไหร่

 

ก็จะเห็นว่า ถ้าจะให้รอ 2 ปัจจัยที่ว่ามา ผู้คนคงไม่ยอมรับ (รวมถึงตัวผมเอง ^_^ )

จากปัญหาหลัก คือเรื่อง ปากท้องของประชาชน

เราก็เลยต้องมาคิดกัน ว่าทำอย่างไร จะให้อะไรๆ มันเดินหน้าไปได้ ผู้คนทำมาหากินได้ ภายใต้กรอบที่ทุกคนต้องยอมรับ และปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด (ที่ท่านโฆษกโควิด ท่านพูดบ่อยๆ คือ “การ์ดอย่าตก” (มะรู้ ถ้าไม่ใช่นักมวย จาเข้าใจป่าว ^_^ )

 

 

 

เราลองมาดูข้อมูล ของประเทศที่เขาปลดล็อคไปแล้วบ้าง ว่าเขามีปัจจัยให้ปลดล็อค อย่างไรบ้าง

เช่นที่เมือง Wuhan (Allegedly, ต้นตอของเรื่องนี้)

23 มค 63 ปิดเมือง Wuhan

17 กพ 63 ยอดผู้ติดเชื้อสูงสุด

18 มีค 63 ยอดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ (เกือบ 2 เดือน หลังปิดเมือง / 1 เดือน หลังมียอดผู้ติดเชื้อสูงสุด)

25 มีค 63 จังหวัด Hubei (จังหวัดที่มีเมือง Wuhan เป็นเมืองหลวง) ผ่อนคลายเรื่องการเดินทาง (1 สัปดาห์ หลังยอดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์)

8 เมย 63 ปลดล็อค Wuhan (14 วัน หลังยอดผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์)

 

 

 

ซึ่งถ้าดูเผินๆ ก็เหมือนการเอาตัวเลขของผู้ติดเชื้อ และระยะเวลา 14 วัน มากำหนด ซึ่งก็จะคล้ายๆกับสิ่งที่ทุกๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย จะนำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณา

แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนักคือ มาตรการที่จีน ค่อนข้างที่จะเข้มข้นและเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอหยุดการระบาด (Stay Home) การแยกกักกันผู้ติดเชื้อ (Isolate)

โดยที่ Wuhan จะเป็นการ Isolate แบบรวมการ และมีการรักษาแบบรวมการ สร้างโรงพยาบาลขึ้นมา เพื่อเป็นที่รักษาแบบรวมการ ง่ายต่อการควบคุม

 

 

 

อีกทั้ง ยังกำหนดมาตรการหลังการปลดล็อคอย่างเคร่งครัด

Social Distancing หน้ากากอนามัย และที่สำคัญ คือประชาชน จะต้องมีข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ (Barcode) เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ว่าผ่านการตรวจหาเชื้อ และไม่มีเชื้อ COVID 19

 

 

 

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่จำเป็นที่จะต้องนำมาพิจารณาตลอดเวลา

ตือ Methodology ในการที่จะจัดการการเจ้า COVID 19 รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

นั่นคือ Testing, Tracing, and Isolation

 

 

 

การดำเนินการดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการควบคุม สิ่งที่เขาเรียกว่า Number of Infection Rate หรือ Ro ( R Naught)

คือ ตัวเลขที่แสดงว่า ผู้ติดเชื้อ 1 คน จะสามารถ Infectคน ได้กี่คน

เช่น ถ้า Ro = 1 หมายความว่า ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่ให้กับคนอื่น ได้ 1 คน กรณีนี้ ตัวเลขผู้ที่ติดเชื้อ ก็จะคงที่

ถ้า Ro > 1 หมายความว่า ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่ให้กับคนอื่น ได้มากกว่า 1 คน กรณีนี้ ตัวเลขผู้ที่ติดเชื้อ ก็จะเพิ่มขึ้นแบบExponentially และเกิด การแพร่ระบาด (Epidemic หรือ Pandemic)

และ ถ้า Ro < 1 หมายความว่า ผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่ให้กับคนอื่น ได้น้อยกว่า 1 คน กรณีนี้ ตัวเลขผู้ที่ติดเชื้อ ก็จะไม่เพิ่มขึ้น และ การแพร่ระบาด (Epidemic หรือ Pandemic) ก็จะไม่เกิด

 

การคำนวนหาค่า Ro ก็มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อยากทราบรายละเอียด สามารถหาอ่านได้ครับ

หลายๆสื่อ ก็ได้มีการนำเสนอค่า Ro ในประเทศต่างๆเอาไว้

 

 

 

พูดถึงเรื่อง Ro ก็มีเรื่องที่อยากจะเม้าต์ ^_^

เมื่อวาน (20 เมษ 63) ฟังท่านโฆษกโควิดพูดว่า (ถ้าฟังไม่ผิดนะครับ ถ้าฟังผิดก็ขออภัยท่านโฆษกโควิด มา ที่นี้ด้วยนะครับ)

ท่านบอกว่า ตัวเลข Ro ของไทย คือ 1.12 แล้วก็ยกตัวอย่างตามรายงานว่า

ถ้าคำนวนตามหลักการระบาดวิทยา

หากตัวเลขผู้ติดเชื้อตอนนี้ เป็น 200 จุดหนึ่ง (in time) ก็จะลดลง เหลือ 20

ผมฟังแล้วก็งงๆ และไม่แน่ใจว่า พูดเรื่องเดียวกันกับท่านโฆษกโควิด หรือป่าว

เพราะ ถ้า Ro = 1.2 (i.e. > 1) ตัวเลขมันมีแต่จะต้องพิ่มขึ้น เพราะมันเป็น Exponential Function

 

 

 

ตามที่ผมได้นำเหนอไปแล้ว ที่เมกาก็มีแนวทางการ Reopen ออกมา

WHO ก็มีมาตรการ 6 ข้อ ออกมา อ่านแล้วก็ไม่ได้คำตอบ (อยากรู้เหมือนกันว่า The Who จะว่ายังไง)

เหตุผลที่ป่าว ที่ทำให้นาย Trump ตัดความช่วยเหลิอ (WHO) ^_^

 

 

 

สรุปแล้ว ก็คงต้องมีการปลดล็อคครับ แล้วก็คงดูเรื่องตัวเลขเป็นหลัก

แล้วก็ต้องเป็นการปลดล็อคแบบมีเงื่อนไข Caveats

 

ต้องระลึกไว้เสมอว่า This invisible beast (aka COVID) ยังคงอยู่

ยังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องที่เป็นหัวใจ

นั่นก็คือ การ Testing, Tracing และ Isolating

 

 

 

อย่าให้ตัวเลข มาเป็นเครื่องชี้นำเราเพียงอย่างเดียว

เพราะเรากำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น

 

ตามที่ผมเคยเขียนเอาไว้

คือ คงยังต้องตระหนักเอาไว้ในใจ

ว่า ยอดผู้ติดเชื้อ น่าจะมีมากกว่าตัวเลขที่ถูกแสดงออกมา

 

เพราะ จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่ง ที่ติดเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการ

แต่สามารถที่จะแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้

รวมถึงผู้ป่วย ที่ไม่เข้ารับการรักษา โดยตัวแลตัวเองไปตามศักยภาพ

และที่ต้องพึงระวังคือ หนึ่งในผู้ติดเชื้อเหล่านี้ อาจเป็นผู้ที่เขาเรียกว่า Super Spreader

ที่สามารถแพร่เชื้อให้กับคนจำนวนมากๆได้

 

 

 

มีการเปรียบเทียบศึกครั้งนี้ เหมือนการนำ Apollo 13 กลับสู่โลก เมื่อ 50 ปีที่แล้ว

 หากทุกคนร่วมมือ ร่วมใจร่วมคิด ทุกอย่างก็เป็นไปได้ครับ

 

 

 

พบกันใหม่ในตอนต่อไปครับ ที่จะพูดเรื่อง

จะเปิด อะไร (What to Reopen) และ

จะเปิด อย่างไร (How to Reopen)

 

สวัสดี COVID Free ทุกท่านครับ

 

 

 

Just a thought na krub. เผื่อมีประโยชน์

Very thank you for the prestigious of your time krub.

 

 

Ep. 3 “Trump’s 3 Phases”                                            COVID 19: Table of Contents                               Ep. 5 “What to Open and How”