กองไฟยามหนาว
หน้าหนาวปีนี้ หนาวเช่นทุกปีที่ผ่านมา ความหนาวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสูงของที่ตั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านของเราอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 600 เมตร อากาศจึงหนาวมากในหน้าหนาว
ช่วงต้นหนาว บรรยากาศในหมู่บ้านเงียบเหงาเกือบทุกบ้านร้างไม่มีคนอยู่ เพราะต้องไปเกี่ยวข้าวและนอนที่ไร่ข้าว
ทุกคนมีความสุขกับรวงข้าวเหลืองอร่าม คนเฒ่าคนแก่มักร้องเพลงกะเหรี่ยงที่สืบทอดกันมาแต่โบราณขณะเกี่ยวข้าวไปด้วย ส่วนหนุ่มสาววัยรุ่นเปิดวิทยุฟังเพลงลูกทุ่งหรือเพลงไทยสมัยนิยม และพยายามร้องคลอตามด้วยสำเนียงที่ไม่ชัด
ครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้า ช่วยกันเกี่ยว ตาก และฟาดข้าว อากาศภายนอกแม้จะหนาว แต่ภายในครอบครัวช่วยเหลือกันอย่างอบอุ่น ทั้งฟางข้าวที่ฟาดแล้วนำมากองเป็นกระโจมนอนอุ่นดีนัก
เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จจะขนเมล็ดข้าวที่ฟาดแล้วมาเก็บในยุ้งฉางข้าว ที่บ้านของแต่ละครอบครัว จากนี้ไปบรรยากาศในหมู่บ้านก็คึกคักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ยามโพล้เพล้หลังอาหารเย็นหญิงสาวนำข้าวเปลือกที่ตากแห้งไว้แต่กลางวัน ไปทำให้เป็นข้าวสารด้วยครกกระเดื่อง ชายหนุ่มเสร็จจากการอาบน้ำแต่งตัวจะมาช่วยหญิงสาวตำข้าว พูดจาหยอกล้อกันตามประสาหนุ่มสาว
หัวค่ำ รอบกองไฟเป็นที่รวมของคนทุกวัย การนั่งผิงไฟและ พูดคุยกับญาติพี่น้องอย่างสนิทสนม ทำให้ความหนาวคลายลงทั้งทางกายและใจ
คืนหนึ่งรอบกองไฟหน้าบ้านลุงจะพง มีคนหลายคนหลายวัยนั่งผิงไฟคุยกัน
"เป๊ก
เป๊ก
เป๊ก" เสียงดังมาจากในป่าติดหมู่บ้าน
ทุกคนเงียบฟัง
"เสียงเก้ง" หว้าอุทานเบา ๆ
"เป๊ก
เป๊ก
เป๊ก
เป๊ก" เสียงเก้งยังดังเป็นระยะ ๆ
"ไปดูด้วยกัน" ตั๊กโจบอกหว้า แล้วรีบกลับไปบ้านของตนเอง
"เอ็งไม่ต้องเอาปืนไปหรอกใช้วิธีดูดใบไม้เรียกเอา นี่ไฟฉาย" ลุงจะพงพูด พลางส่งไฟฉายให้หว้าผู้เป็นลูกชาย "เสียงแหลม ๆ อย่างนี้ต้องเป็นเก้งตัวผู้แน่"
ตั๊กโจกลับมาพร้อมด้วยปืนแก๊ปและไฟฉาย
"สงสัยจะมากินลูกมะขามป้อมสุกที่ท้ายไร่ซากของเรา เอ็งไปใกล้ ๆ แล้วดูดใบไม้เรียก" ลุงจะพงบอกลูกชาย
หว้าและตั๊กโจเดินลับไปในความมืด
ทุกคนนั่งผิงไฟเงียบ ๆ คอยฟังเสียที่จะเกิดขึ้น
"ปื๊ด
ปื๊ด
ปื๊ด" เสียงแหลมเล็กดังมาจากทางที่หว้าและตั๊กโจไป เว้นระยะห่างกันราว 2 วินาที
"เสียงอะไรล่ะตา" ดาปือหลานสาวคนเล็กซึ่งเพิ่งเข้าโรงเรียนปีนี้ถามลุงจะพง
"เสียงไอ้หว้าดูดใบไม้ เก้งได้ยินก็คิดว่าเป็นเสียงเพื่อนมันบาดเจ็บก็จะวิ่งเข้ามาดู"
เสียงดูดใบไม้ดังเป็นจังหวะ แต่ไม่มีเสียงปืน จนพักใหญ่เสียงดูดใบไม้ก็เงียบไป สักครู่ก็ดังใหม่เป็นรอบที่สอง พักใหญ่ก็เงียบอีกครั้ง
หว้ากับตั๊กโจกลับมาโดยไม่ได้อะไร
"ไม่เจอเลย ดูดใบไม้ตั้งนานมีแต่รอยเท้าแถวต้นมะขามป้อม" หว้าบอกลุงจะพง
"สงสัยไอ้หว้าดูดเสียงไม่เหมือนเก้งเลยไม่เข้ามา" ตั๊กโจให้ความเห็น
"ไม่จริงหรอก" ลุงจะพงส่ายหน้า "ไอ้หว้าดูดเสียงเหมือนแล้ว หากเก้งได้ยินต้องเข้ามาแน่นอนเก้งคงไปที่อื่นจนไม่ได้ยินเสียงดูดใบไม้ ถึงไม่ได้มา"
ทุกคนเงียบฟังลุงจะพง เพราะรู้กันทั่วไปในหมู่กะเหรี่ยงแถบนี้ว่า สมัยหนุ่มลุงแกเคยท่องเที่ยวไปทั่วทั้งทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง ทะลุไปจนเข้าเขตพม่า ไม่นานมานี้มีคนไปเที่ยวลึกเข้าไปในเขตพม่า ห่างจากหมู่บ้านเราไม่น้อยกว่า 300 กิโลเมตร ชาวกะเหรี่ยงในพม่า ยังเล่าลือถึงความสามารถของลุงจะพงสมัยหนุ่ม
"แปลกนะ" ลุงจะพงพูดต่อ
"สัตว์นี่โดยสัญชาตญาณแล้วมันรักกันมาก อย่างเก้งนี่พอได้ยินเสียงเพื่อนบาดเจ็บ ต้องรีบวิ่งเข้ามาดู คนเราเองยังมีสัญชาตญาณอย่างนี้น้อยกว่าสัตว์อีก ยิ่งคนในเมืองแล้วยิ่งแย่ ลุงเคยเห็นคนถูกรถชน นอนกลิ้งอยู่กลางถนนไม่เห็นมีใครเข้าไปช่วยเลย มีแต่ยืนดูเฉยๆ"
"แต่เก้งก็โดนคนหลอก แล้วมันก็ต้องตาย มันไม่ดีไปกว่าคนแน่" ตั๊กโจพูด
"จริงของเอ็ง เก้งโง่กว่าคนเลยโดนคนหลอก" ลุงจะพงพูดช้าลง "แต่คนก็ใช่ว่าจะฉลาดเอาตัวรอดพ้นจากการหลอกลวงได้ คนด้วยกันเองนี่แหละที่หลอกกันเอง
มีหลายอย่างที่เขาหลอกเราว่าดีว่างาม ให้เราหลง คนแก่ๆ รุ่นลุงยังพอมองเห็นเท่าทันบ้านเลยรักษาความเป็นคนกะเหรี่ยงเอาไว้ได้แต่พอรุ่นเอ็ง รุ่นลูกเอ็ง จะเห็นดีเห็นงามไปกับเขาหมด โดนเขาหลอก และในที่สุดก็จะตายเหมือนกับเก้ง"
"อะไรบ้านล่ะลุง ที่เขาหลอกน่ะ" ตั๊กโจถาม
"ก็ที่พวกหนุ่มสาวสมัยนี้นิยมนั้นแหละ มัวแต่แต่งตัว เต้นติ๊ดชึ่ง ติ๊ดชึ่ง เชื่อและเลียนแบบตามวิทยุ โทรทัศน์ ไม่รู้ดอกว่าเขาหลอกทั้งนั้น ให้เห็นว่าดี ว่าเจริญ แต่จริง ๆ แล้วแย่ลงซะมากกว่า ของสมัยใหม่อย่างนั้นมาหลอกลุงไม่ได้ดอก"
ลุงจะพงขยับดุ้นฟืนเก่าที่เริ่มมอดเข้ากอบรวมกัน แล้วหยิบดุ้นฟืนใหม่ใส่เพิ่ม ด้วยหวังว่าฟืนดุ้นใหม่จะลุกโชติช่วงสว่างไสวไม่แพ้ฟืนดุ้นเก่า
----------------------------------------------------------
|
| © 2000-2001 by Karen Studies and Development Centre. Report technical problems to [email protected] . This document was build on: 22/06/2001 . Best view in IE4xor higher,800x600 pix.Font Medium. |
|