"ความตายลึกลับของกะเหรี่ยงคลิตี้
"
เรื่องและภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ที่มา : สารคดี ปีที่ 17 ฉบับที่ 209 เดือนกรกฎาคม 2545 |
สองชั่วโมงกว่าบนระยะทางร่วม ๑๐๐ กิโลเมตร จากตัวอำเภอทองผาภูมิ เราเลียบผ่านเส้นทางเข้าป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าใหญ่ทางฝั่งตะวันตก ลึกเข้าไปในเขตป่าสงวนที่กำลังเตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ข้ามเขาหลายลูก ผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง ก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางที่คลิตี้ล่าง--หมู่บ้านกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นปลายทางของเรา ทางเข้าหมู่บ้านเป็นสะพานไม้ทอดข้ามลำห้วยชื่อเดียวกับหมู่บ้าน พ้นจากสะพานไม้เป็นเนินเขาที่มองลงมาจะเห็นกระท่อมน้อยใหญ่ กระจายตัวเป็นหย่อม ๆ อยู่ในราวป่า แวดล้อมด้วยทิวเขาและแมกไม้ร่มครึ้ม
กระท่อมส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยใบหวาย มีบ้างที่ปลูกสร้างอย่างมั่นคงด้วยไม้กระดาน กระท่อมแต่ละหลังตั้งอยู่ไม่ไกลจากลำธาร สัมผัสได้ถึงความชุ่มเย็น ของธารน้ำใสที่มีฝูงปลาแหวกว่าย...
มองจากภายนอก หมู่บ้านในป่าใหญ่ที่อากาศชุ่มเย็นตลอดปี มีลำธารน้ำใสไหลผ่าน ทั้งยังมีทิวเขาทอดยาวโอบล้อมเป็นฉากหลัง น่าจะเป็นหมู่บ้านในฝันของหลายคนทีเดียว หากจะมองข้ามความจริงที่ว่า เหนือหมู่บ้านคลิตี้ล่างขึ้นไปเพียง ๑๐ กว่ากิโลเมตร เป็นที่ตั้งของโรงแต่งแร่ตะกั่วขนาดใหญ่ ที่นับเป็นแหล่งผลิตหัวแร่ตะกั่วที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่สำคัญ ลำธารน้ำใสที่ไหลผ่านหมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นลำน้ำสายเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวกะเหรี่ยงร่วม ๕๐๐ คนในหมู่บ้านสองแห่ง คือคลิตี้บนและคลิตี้ล่าง หากยังเป็นธารน้ำสายเดียวกับที่รองรับน้ำเสีย จากโรงแต่งแร่แห่งนี้ด้วย
เป็นเวลานับสิบปีมาแล้ว ที่หางแร่ตะกั่วความเข้มข้นสูงจากโรงแต่งแร่ ถูกปล่อยลงสู่ลำห้วย และเปลี่ยนหมู่บ้านกลางป่าใหญ่ ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ให้กลายเป็นหมู่บ้านที่ผืนดินและธารน้ำ เอิบอาบด้วยพิษจากสารตะกั่ว
ปริมาณตะกั่วในลำน้ำและผิวดินที่สูงกว่าระดับปรกติหลายพันเท่า ทำให้วัวควาย ตลอดจนชาวบ้านทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ล้มป่วยและตายลงอย่างลึกลับต่อเนื่องกันมาหลายปี จนเมื่อปี ๒๕๔๑ ชาวบ้านคลิตี้ล่าง จึงได้เข้าร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจหาสาเหตุ กระทั่งพบกรณีการปนเปื้อนของสารตะกั่วปริมาณสูง จากการที่โรงแต่งแร่ปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วย
เรื่องราวของชาวบ้านคลิตี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ส่งผลให้หน่วยงานหลายแห่ง ไม่ว่ากรมทรัพยากรธรณี กรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ ต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด มีบุคคลระดับรัฐมนตรีลงพื้นที่ ก่อนจะมีการแถลงจากทางการในเวลาต่อมาว่า ปัญหาทุกอย่างได้รับการแก้ไขเรียบร้อย โรงแต่งแร่ถูกปิด ลำน้ำได้รับการฟื้นฟู และผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารตะกั่วได้รับการดูแลรักษาอย่างดี...
ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวปลายเดือนมีนาคม ๒๕๔๕ เรากลับมาเยือนหมู่บ้านคลิตี้ล่างอีกครั้ง ทั้งเพื่อร่วมงานปีใหม่ของชาวกะเหรี่ยงที่จัดขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี และเพื่อเยี่ยมเยียนถามไถ่ข่าวคราวของชาวคลิตี้ล่าง ว่ายังอยู่ดีมีสุขกันอยู่จริงหรือไม่ ?
เหมืองและเมืองตะกั่ว
มนุษย์รู้จักตะกั่วมานานกว่า ๖,๐๐๐ ปี ตะกั่วเป็นโลหะหนัก สีเทาเงิน มีจุดหลอมเหลวต่ำ เปลี่ยนรูปทรงได้ง่าย ทนต่อการสึกกร่อน เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยแทรกตัวอยู่ในแหล่งหินและแร่
ในประเทศไทย บรรดานักขุดแร่ต่างทราบกันดีว่า แหล่งแร่ตะกั่วที่สำคัญนั้น อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณนี้มีการทำเหมืองตะกั่วสืบเนื่องกันมายาวนานหลายยุคสมัย ทั้งยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ยืนยันอายุการทำเหมืองย้อนหลังไปได้ถึง ๑,๕๐๐ ปีทีเดียว ปัจจุบันการผลิตแร่และโลหะตะกั่วในบริเวณนี้ มีมูลค่าตกประมาณปีละ ๕๐๐ ล้านบาท
ในปี ๒๕๑๐ บริษัทตะกั่วคอนเซนเทรตส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้สร้างโรงแต่งแร่ตะกั่วขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณหมู่บ้านคลิตี้บน ตำบลนาสวน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อผลิตตะกั่วคอนเซนเทรตส์หรือหัวแร่ตะกั่วที่มีความเข้มข้นสูง โดยวิธีการลอยแร่ ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยนำตะกั่วดิบมาจากเหมืองบ่องาม ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๖ กิโลเมตร
โรงแต่งแร่ขนาดใหญ่แห่งนี้ เปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี เป็นเวลายาวนานพอ ๆ กับที่น้ำเสียจากกระบวนการผลิต ซึ่งรวมถึงสารตะกั่ว ถูกปล่อยลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ที่สำคัญ ตะกั่วเหล่านั้นไม่ได้เพียงตกตะกอนสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องน้ำ หากได้แทรกซึมเข้าสู่สัตว์น้ำที่เป็นอาหารหลักของชาวบ้าน ปนเปื้อนไปกับน้ำดื่มน้ำใช้ กลายเป็นมฤตยูที่แฝงตัวรอเวลาคร่าชีวิตชาวคลิตี้ลงทีละน้อย
หลังจากที่ชาวบ้านกว่า ๓๐ คนทยอยล้มตายลงอย่างลึกลับ มีการร้องเรียนจากชาวบ้าน กระทั่งกรณีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ของโรงแต่งแร่แห่งนี้ตกเป็นข่าวครึกโครมในปี ๒๕๔๑ กรมควบคุมมลพิษจึงได้เข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำ และดินตะกอนในลำห้วยคลิตี้ไปตรวจ และพบว่าปริมาณสารตะกั่วในดินตะกอนท้องน้ำ บริเวณเหนือโรงแต่งแร่ มีค่าถึง ๒๒๘-๖๖๕ มิลลิกรัม/กิโลกรัม และบริเวณใต้โรงแต่งแร่ที่มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วย พบปริมาณสารตะกั่วสูงสุดถึง ๖๘,๙๒๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขณะที่ปริมาณสารตะกั่วในระดับที่ปลอดภัยตามมาตรฐานนั้น ระบุไว้ว่าไม่ควรเกิน ๑๐๐ มิลลิกรัม/กิโลกรัม
จึงไม่แปลกอะไรที่ชาวบ้านจากหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งอาศัยน้ำจากลำห้วยแห่งนี้หล่อเลี้ยงชีวิต จะกลายเป็นมนุษย์ตะกั่ว ที่มีปริมาณตะกั่วสะสมในร่างกายสูงที่สุดในประเทศ
ที่น่าทึ่งก็คือ กรมทรัพยากรธรณีได้มีคำสั่งปิดโรงแต่งแร่แห่งนี้ (เป็นการสั่งปิดครั้งที่ ๓ หลังจากที่เคยถูกสั่งปิดมาแล้วสองครั้ง ด้วยข้อหาเดียวกัน) พร้อมทั้งสั่งปรับกรณีปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วย สร้างความเสียหายให้แก่ส่วนรวมเป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปี ในอัตราสูงสุดถึง ๒,๐๐๐ บาท !
ก่อนจะเดินทางเข้าไปที่หมู่บ้านคลิตี้ล่าง เราถือโอกาสแวะไปที่คลิตี้บน เพื่อดูร่องรอยของโรงแต่งแร่ที่ถูกปิดทำการไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๑
โรงงานขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ "โรงแต่งแร่ตะกั่วคลิตี้" นั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ห่างจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเพียง ๖ กิโลเมตร
เราเดินเท้าขึ้นไปบนเนินเขา ด้านหน้าโรงงานเราพบบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นเพียงบ่อดินธรรมดา ไม่มีการปูลาดด้วยวัสดุกันน้ำซึมลงสู่ใต้ดิน และไม่มีร่องรอยของระบบบำบัดน้ำเสียใด ๆ
เมื่อครั้งที่ตกเป็นจำเลยกรณีปล่อยน้ำเสียลงลำห้วย ทางโรงแต่งแร่อ้างว่า การที่น้ำเสียไหลทะลักลงห้วยคลิตี้ เป็นเพราะคันขอบของบ่อบำบัดน้ำเสียพังลงมา เนื่องจากถูกพายุฝนในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๔๑ ขณะที่ชาวบ้านบริเวณนั้นยืนยันว่า ไม่เคยเกิดกรณีฝนชะขอบบ่อดินพัง มีแต่เพียงการต่อท่อจากบ่อบำบัดน้ำเสีย ลงสู่ลำห้วยโดยตรง น้ำเสียจากน้ำยาล้างแร่ น้ำยาลอยแร่ ที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง รวมทั้งตะกั่ว ไหลลงลำห้วยมาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปีแล้ว
เดินต่อไปอีกเราก็เห็นถังสารเคมีใช้แล้วหลายใบ ถูกทิ้งไว้ตามป่าละเมาะข้างทาง โดยไม่มีการฝังกลบแต่อย่างใด ทั้งยังมีตะกั่วดิบกองสูงเป็นเนินเขาขนาดย่อมหลายกอง สภาพที่เห็นสอดคล้องกันดีกับผลสำรวจที่ว่า บริเวณโรงแต่งแร่ที่เราเดินย่ำเท้าไปมาอยู่นั้น มีปริมาณตะกั่วสะสมในดินสูงกว่ามาตรฐานนับพันเท่า ..ปริมาณตะกั่วดังกล่าว คงไม่น่ากลัวนักสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา ที่สัมผัสตะกั่วเพียงไม่กี่ครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของชาวบ้านคลิตี้ ซึ่งต้องใช้ชีวิตสัมผัสกับตะกั่วเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน !
จากคลิตี้บน เราขับรถมุ่งหน้าต่อไปยังเหมืองบ่องามของบริษัทตะกั่วคอนเซนเทรตส์ ซึ่งอยู่ในหุบเขาไม่ไกลจากโรงแต่งแร่ ปากทางเข้ามีด่านกั้นเขียนว่า "เขตเหมือง คนภายนอกห้ามเข้าเด็ดขาด" เราเสียเวลากับคนเฝ้าด่านเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะยินยอมให้เราขับรถผ่านป่าสงวนเข้าไปอีก ๕ กิโลเมตร จนถึงบริเวณเหมืองที่ได้รับประทานบัตร ๓๐๐ ไร่ การตั้งด่านห่างจากตัวเหมืองออกไปหลายกิโลเมตร ได้ทำให้พื้นที่เหมืองแผ่ขยายออกนอกเขตประทานบัตรไปอีกหลายพันไร่โดยปริยาย แต่ดูเหมือนจะไม่มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้คนใด สนใจกับการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติของเจ้าของเหมืองแห่งนี้นัก
เหมืองบ่องามเป็นเหมืองตะกั่วขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นเหมืองอุโมงค์ที่ขุดลึกลงไป ๑๐๐-๒๐๐ เมตรเพื่อหาสินแร่ เมื่อขุดตะกั่วขึ้นมาได้ จะใช้น้ำมาแยกแร่ตะกั่วออกจากดิน ขั้นตอนนี้จะได้ตะกั่วที่มีความบริสุทธิ์ประมาณ ๓๐ % ตะกั่วเหล่านี้จะถูกนำมากองรวมกันเป็นเนินเขาย่อม ๆ รอขนย้ายไปยังโรงแต่งแร่คลิตี้เพื่อแยกเอาหัวแร่ตะกั่ว โดยใส่สารเคมีที่มีคุณสมบัติทำให้ แร่ตะกั่วที่หนักสามารถลอยน้ำได้ จากขั้นตอนนี้จะได้หัวแร่ตะกั่วที่มีความบริสุทธิ์ประมาณ ๖๐ % จากนั้นจะขนย้ายมายังโรงงานถลุงแร่ ที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งที่นี่จะใช้ความร้อนอัดหัวแร่ตะกั่วเหล่านั้นอีกครั้ง จนได้ตะกั่วที่มีความบริสุทธิ์๙๙.๙๙ %
ในความเป็นจริง เหมืองบ่องามที่เราเข้าไปเยือนในวันนั้น หมดอายุประทานบัตรไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๙ แต่เท่าที่เห็น สภาพเหมืองไม่ได้ร้างไร้ผู้คนอย่างที่ควรจะเป็น จากปากทางเข้า ยังมีคนงานหลายคนกำลังซ่อมถนนให้อยู่ในสภาพใช้การได้ โรงงานและบ้านพักก็ยังมีคนอาศัยอยู่ ทั้งยังมีกองสินแร่ตะกั่วสูงขนาดเนินเขาหลายลูก ที่กองรอขนย้ายไปถลุงเป็นหัวแร่ตะกั่ว...
มนุษย์ใช้ประโยชน์จากตะกั่วในอุตสาหกรรมหลายอย่าง อาทิ การทำแบตเตอรี่ สี ท่อประปา กระสุนปืน ชิ้นส่วนประกอบของรถยนต์ และก่อนหน้านี้ก็นิยมเติมสารตะกั่วลงในน้ำมันเบนซินเพื่อให้การเผาไหม้ดีขึ้น
แต่สำหรับร่างกายมนุษย์เอง ตะกั่วไม่เพียงไม่มีประโยชน์ หากยังจัดเป็นสารที่ก่อพิษร้ายให้แก่ร่างกายด้วย พิษของตะกั่วซึ่งเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป ทำให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมัน จำเป็นต้องผลิตน้ำมันไร้สารตะกั่วออกมา เพื่อตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของคนในเมือง ที่ไม่ยอมเสี่ยงต่อการสูดดมควันพิษที่ปนเปื้อนสารตะกั่วอีกต่อไป
...เป็นเสียงเรียกร้องที่ต่างสุดขั้วกับเสียงของชาวบ้านคลิตี้ ซึ่งกว่าที่มันจะดังพอให้สาธารณชนได้หันมาใส่ใจ ชาวคลิตี้จำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ห่างไกลจากควันพิษ ก็ต้องกลายเป็นเหยื่อของมฤตยูร้าย ที่ซ่อนตัวอยู่ในลำน้ำซึ่งพวกเขาใช้ดื่มกินมาหลายชั่วอายุคน
บ้านเล็กในป่าใหญ่ ลำธารน้ำใส และความตายลึกลับ
จากคลิตี้บน เราเดินทางต่อลงมาอีกราว ๑๒ กิโลเมตร ก็มาถึงตัวหมู่บ้านคลิตี้ล่างได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ซึ่งตรงข้ามหากเป็นหน้าฝน หมู่บ้านแห่งนี้จะแทบถูกตัดขาดจากโลกภายนอก จากสภาพถนนดินที่ถูกฝนชะจนกลายเป็นถนนโคลนตลอดสาย ยากที่รถยนต์จะฝ่าข้ามไปได้
บริเวณหมู่บ้าน นอกจากไม้ผลที่ชาวกะเหรี่ยงปลูกไว้กินแล้ว ยังมีดงหมากสูงใหญ่อายุไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปีขึ้นอยู่รอบ ๆ หมากไม่ใช่ต้นไม้พื้นถิ่นในป่าแถวนี้ ขนาดและอายุของมัน พอจะเป็นหลักฐานได้ว่า กะเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ตามประวัติของหมู่บ้านบันทึกไว้ว่า ชาวกะเหรี่ยงโปว์สี่ครอบครัวได้อพยพมาอยู่ที่บ้านคลิตี้ล่างเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๔๔๐ เวลาผ่านไปร้อยปีเศษ ประชากรกะเหรี่ยงคลิตี้ล่างได้เพิ่มขยายขึ้นเป็น ๔๘ หลังคาเรือน ๒๓๒ คน แต่ก็ยังดำรงชีพแบบพอเพียง ไม่ต่างจากสมัยปู่ย่าตายาย ด้วยการทำไร่ข้าวชนิดพออยู่พอกิน พอถึงฤดูไร่ข้าว ทุกครัวเรือนจะหยอดเมล็ดข้าวพร้อมเมล็ดผัก อันได้แก่ พริก แตงเปรี้ยว ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักคะน้า ข้าวโพด ฯลฯ เอาไว้หมุนเวียนกินตลอดปี ผักที่กินไม่หมดจะดองใส่ไหไว้กินในหน้าแล้ง พริกนับเป็นรายได้สำคัญ เพราะคนนิยม มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงหมู่บ้าน ส่วนอาหารโปรตีนหลักของชาวบ้าน ก็คือปลาในลำห้วย
ชาวกะเหรี่ยงที่นี่เป็นพรานจับปลามือฉกาจ ชาวบ้านกินปลาในห้วยทุกวัน เช่นเดียวกับที่ดื่มและใช้น้ำจากลำห้วย โดยหารู้ไม่ว่ามีสิ่งแปลกปลอมซ่อนเร้นอยู่ในลำน้ำแห่งนี้มานานหลายสิบปีแล้ว
บ่ายแก่ ๆ ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ อันเป็นช่วงเริ่มต้นงานบุญปีใหม่ ความร้อนแรงของแสงแดดเริ่มคลายลง ชาวคลิตี้ล่างเกือบทั้งหมู่บ้านพากันมาชุมนุมที่วัด เพื่อร่วมพิธีสรงน้ำพระ จากนั้นก็ทยอยกันมารดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยน้ำผสมขมิ้น เสร็จจากพิธีหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงก็ลงมาเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็ตั้งวงเล่นสะบ้า ผู้คนมีรอยยิ้มกันถ้วนหน้า
โดยปรกติ ชาวกะเหรี่ยงเมื่อแต่งงานแล้วต้องแยกออกไปสร้างบ้านอยู่ใหม่ จะกลับมาพร้อมหน้ากันก็เมื่อมีงานบุญ ตกเย็น ลูกหลานที่แยกครอบครัวออกไปอยู่ที่อื่น จะกลับมากินข้าวที่บ้านพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตากัน หลังอาหารเย็นลูกหลานจะทำพิธีล้างเท้า โดยผู้เป็นลูกจะใช้น้ำผสมขมิ้นมารดน้ำ และลูบเท้าพ่อแม่ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ
ตกค่ำ ชาวบ้านนับร้อยคนกลับมารวมตัวกันที่ศาลาวัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้แก่ชาวคลิตี้ล่างกว่า ๓๐ คนที่ล้มตายด้วยโรคลึกลับ เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากที่โรงแต่งแร่คลิตี้ เริ่มปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตลงสู่ลำห้วย พิธีเริ่มต้นเมื่อเจ้าอาวาสวัดนำขวดแก้วหลายใบ ที่บรรจุกระดูกของผู้ตายมาตั้งกลางศาลา และจุดธูปเทียนทำพิธีสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย
หลังจากเสร็จพิธี กลุ่มพ่อบ้านเจ็ดแปดคนก็มาตั้งวงคุยกันกลางแสงจันทร์ริมลำห้วยคลิตี้ ซึ่งหลายปีก่อนนั่งไม่ได้เพราะน้ำในลำห้วยส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง คืนนั้นเดือนเต็มดวง แสงจันทร์กระจ่างฟ้าจนมองเห็นสีหน้า และแววตาของผู้คนในวงสนทนาได้ถนัด ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว แต่บทสนทนาในคืนนั้นกลับทำให้เราหนาวจับใจมากกว่า...
ผู้ใหญ่ยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เริ่มต้นเล่าประสบการณ์เมื่อกว่าสิบปีก่อนให้เราฟังว่า
"ตอนนั้นพวกเรายังชอบเที่ยวป่า ล่าสัตว์ มีครั้งหนึ่งเราไปล่าอีเก้งแถวเหมือง และไปเจอปลาตายลอยน้ำเต็มไปหมด ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร คิดว่าปลาคงตายเพราะเมาน้ำเสียที่ปล่อยมาจากโรงแต่งแร่ ช่วงนั้นน้ำเหม็นมากจนชาวบ้านไม่กล้ากิน หลังจากนั้นไม่นาน ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงก็ล้มตายบ่อยโดยไม่รู้สาเหตุ เรารู้แต่ว่าควายชอบไปนอนแช่น้ำในลำห้วย ที่ผ่านมามีควายตายไปแล้ว ๕๐ กว่าตัว และอาการที่ตายก็เหมือนกันหมด คือท้องอืดแข็งแล้วดิ้นตาย ครั้งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เอาเป็ดมาปล่อยลงลำห้วยหลายสิบตัว ปรากฏว่าอยู่ได้อาทิตย์เดียว เป็ดก็ทยอยตายไปจนหมด แต่ก็ยังไม่มีใครรู้อยู่ดีว่าตายเพราะอะไร จนมาระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ เป็นต้นมา ชาวบ้านก็เริ่มล้มเจ็บด้วยอาการคล้าย ๆ กัน คือจะปวดหัว ปวดตามข้อ ท้องร่วง ในที่สุดก็ตายไปหลายคนโดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร"
ถึงตอนนี้ผู้ใหญ่ยะเสอะเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเล่าต่อไปว่า
"ผมเสียลูกสาวไปเมื่อหกเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นแกอายุได้ ๑๒ ขวบ ตัวบวมไปทั้งตัว ผมพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอก็บอกว่าที่ตัวบวมเพราะป่วยเป็นโรคไต หมดเงินค่ารักษาไป ๗,๐๐๐ กว่าบาท แต่หมอที่โรงพยาบาลก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผมพาลูกไปหาหมอแผนโบราณ ให้กินสมุนไพร ก็รักษาไม่หาย สุดท้ายก็กลับมาตายที่โรงพยาบาล หลังจากป่วยมาได้สามปี ก่อนตายตัวบวมมาก"
พอผู้ใหญ่ยะเสอะพูดถึงการสูญเสียลูกสาว พ่อบ้านหลายคนก็ทยอยเล่าถึงชะตากรรมของครอบครัวตนเองออกมา
กำธร ศรีสุวรรณมาลา อดีตทหารเกณฑ์ หยิบใบกระโดนแห้งออกมามวนยาเส้นที่ปลูกเอง จุดไฟสูบใบยาเข้าเต็มปอด ก่อนจะบอกว่า ตัวเขาเองก็สูญเสียลูกไปถึงสองคน
"ผมเสียลูกคนแรกไปเมื่อแปดปีก่อน ตอนคลอดออกมาแรก ๆ ก็แข็งแรงดี แต่อยู่ได้ไม่นานตัวก็เขียว ผมไปหาหมอที่อนามัย หมอบอกว่าเด็กขาดออกซิเจน อยู่ได้อีกแค่แปดวันก็ตาย สามปีก่อนเมียผมคลอดลูกคนที่ ๒ แต่พอคลอดออกมาได้ครึ่งตัวก็ตาย เพราะหัวติด ต้องไปผ่าออกที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเด็กพิการหัวโต"
สมพงษ์ ทองผาไฉไล อายุ ๓๖ ปี เป็นอีกรายหนึ่งที่ต้องเสียลูกชายไป เมื่อ ๑๐ ปีก่อนลูกของเขาซึ่งอายุได้สามเดือน มีอาการตัวบวม สมพงษ์พาไปรักษาที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าตับบวม อยู่ได้ไม่นานก็ตาย อาการของลูกชายสมพงษ์ไม่ต่างจากลูกของ กิตติ นาสวนกิตติ ที่คลอดออกมาตัวบวม และหมอบอกว่าเกิดจากตับบวม อยู่ได้ไม่นานก็ตาย กิตติเสียลูกไปเมื่อปี ๒๕๓๒
ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผู้คนที่นี่ รู้แต่เพียงว่า การตายและอาการเจ็บป่วยส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงปี ๒๕๓๖-๒๕๓๙ อันเป็นช่วงเดียวกับที่ทางโรงแต่งแร่เดินเครื่องทำงานกันอย่างหนัก ปล่อยน้ำเสียลงสู่ห้วยคลิตี้ตลอดปี จนน้ำในลำห้วยมีสีเหลืองส่งกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง
ในที่สุด ปี ๒๕๔๑ หลังจากโรคลึกลับทำให้ผู้คนในหมู่บ้านล้มตายเป็นใบไม้ร่วง และชาวบ้านได้รวมตัวกันร้องเรียนต่อทางการ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ชาวบ้านจึงได้รับรู้ความจริงที่ว่า ลำห้วยที่ใช้ดื่มกินและหล่อเลี้ยงชีวิตมาหลายชั่วอายุคนนั้น เป็นแหล่งสะสมของสารตะกั่ว--มฤตยูร้ายที่คร่าชีวิตชาวบ้าน และสัตว์เลี้ยงไปตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ผู้ใหญ่ยะเสอะเล่าว่า "พอเราร้องเรียน ทางสาธารณสุขมาตรวจ ก็พบว่ามีสารตะกั่วในน้ำสูงมาก พอเขาเจาะเลือดพวกเราไปตรวจ ก็พบว่ามีสารตะกั่วในเลือดสูงมากด้วย จึงสั่งห้ามพวกเราไม่ให้กินน้ำในลำธาร"
จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษซึ่งเข้ามาตรวจวัดปริมาณสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ล่าง พบว่า มีปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อนในน้ำสูงถึง ๐.๕๗๔ มิลลิกรัม/ลิตร ในขณะที่ระดับการปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำดื่มที่มนุษย์บริโภคเข้าไปไม่ควรเกิน ๐.๐๑ มิลลิกรัม/ลิตร
นั่นหมายความว่าชาวคลิตี้ล่างที่ดื่มน้ำจากลำห้วยนี้มาโดยตลอด ได้รับสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้สูงถึง ๔๐-๗๕ เท่า
ในขณะเดียวกัน สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ซึ่งเข้ามาตรวจวัดปริมาณสารตะกั่วในเลือดของชาวบ้านคลิตี้ล่าง ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ก็พบว่าปริมาณสารตะกั่วในเลือดของชาวคลิตี้ล่างอยู่ในเกณฑ์สูงมาก คือ
เด็กอายุ ๐-๖ ปี มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดเฉลี่ย ๒๓.๕๖ ไมโครกรัม/เดซิลิตร
เด็กอายุ ๗-๑๕ ปี มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดเฉลี่ย ๒๘.๓๐ ไมโครกรัม/เดซิลิตร
ผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดเฉลี่ย ๒๖.๓๑ ไมโครกรัม/เดซิลิตร
ขณะที่ปริมาณสารตะกั่วในเลือดของคนไทยทั่วไปซึ่งกรมอนามัยสำรวจไว้เมื่อปี ๒๕๓๘-๒๕๓๙ มีค่าเพียง ๔.๙๒ ไมโครกรัม/เดซิลิตร
โดยทั่วไป มนุษย์มีโอกาสรับสารตะกั่วได้ผ่านทางอาหาร น้ำดื่ม หรือการหายใจ จากนั้นตะกั่วจะกระจายไปทั่วร่างกายผ่านทางเลือด และบางส่วนก็จะถูกกำจัดออกมาทางปัสสาวะ และถ้าร่างกายกำจัดไม่หมด ตะกั่วจะถูกนำไปสะสมไว้ในกระดูก เมื่อเอกซเรย์ก็จะเห็นเป็นแถบสีขาว ตะกั่วบางส่วนอาจไปเคลือบเซลล์ประสาทและสมอง ก่อให้เกิดอาการของโรคพิษตะกั่วเรื้อรัง ทำให้สมองไม่สามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อได้ตามปรกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหมดแรง มีอาการข้อมือ ข้อเท้าตก หรือปวดหัวเรื้อรัง อารมณ์แปรปรวน ความจำเสื่อม คิดช้า งุนงง เซื่องซึม ซึ่งถ้าเป็นมากก็อาจถึงแก่ชีวิต ส่วนตะกั่วที่อยู่ในเลือดจะไปยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ผู้มีตะกั่วในร่างกายมีเลือดน้อย อ่อนเพลียง่าย นอกจากนี้ตะกั่วยังทำลายระบบสืบพันธุ์ ทำให้อสุจิของเพศชายและไข่ของเพศหญิงผิดปรกติ รวมทั้งยังทำลายระบบทางเดินอาหาร ทำลายตับและไต ส่งผลให้มีอาการบวมผิดปรกติด้วย
กำธร มือจับปลาอันดับต้น ๆ ในหมู่บ้านบอกกับเราว่า ตัวเขาก็ป่วยเป็นโรคพิษตะกั่วเรื้อรังด้วยเช่นกัน
"ผมมีอาการปวดหลัง ปวดตามข้อ บางทีเสียวขึ้นไปตามท้ายทอย บางทีปวดหัวแทบแตก แต่ไม่มีไข้ บางครั้งเดินได้ ๑๐๐ เมตรจะก้าวขาไม่ออก พับขาไม่ได้ ต้องนั่งพัก ผมไปหาหมอเอกซเรย์ดูก็พบว่ามีเส้นตะกั่วสีขาวเต็มไปหมด หมอให้ยาลดสารตะกั่วในร่างกายมากิน อาการก็ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่หายขาด"
ส่วน วิจิตร อรุณศรีสุวรรณ ผู้มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดสูง ๔๖ ไมโครกรัม/เดซิลิตร กล่าวว่า ลูกคนเล็กวัย ๓ เดือนของเขาเพิ่งตายไปเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายนปีที่แล้วเป็นรายล่าสุด
"ลูกผมอายุได้ ๓ เดือน วันหนึ่งอาเจียน หายใจไม่ออก ผมพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา หมอให้ยากินตอนสี่ทุ่ม กินสองครั้ง แต่กินยาแล้วก็ไม่ดีขึ้น ตกดึกปากเริ่มดำ เริ่มมีอาการหายใจไม่ออก มาเสียชีวิตตอนเที่ยงคืน หมอบอกผมว่าลูกผมตายเพราะกินนมมากจนสำลักตาย พอเด็กตายทางโรงพยาบาลก็มาถามทันทีว่า จะส่งเด็กกลับบ้าน หรือให้ทางโรงพยาบาลจัดการ ตอนนั้นผมยังโศกเศร้าเสียใจ และมีเงินในกระเป๋าแค่ ๑,๕๐๐ บาท ไม่พอค่าจ้างเหมารถเอาศพกลับบ้าน ผมไม่รู้จะทำยังไงก็เลยปล่อยให้ทางโรงพยาบาลจัดการ"
ภายหลังการเสียชีวิต เด็กคนนี้ได้รับการเอกซเรย์ พบแถบเส้นสีขาวปรากฏในกระดูก อันแสดงถึงตะกั่วปริมาณสูงที่สะสมอยู่ในร่างกาย
แม้ในต่างประเทศจะมีการศึกษาพบว่า ตะกั่วสามารถถ่ายทอดจากมารดามาสู่เด็กได้ทางรกและน้ำนม และเด็กในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่เสียชีวิตเกือบทั้งหมด จะมีระดับตะกั่วในเลือดสูงกว่าปรกติมาก แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดศึกษาว่า สาเหตุการตายของเด็กสัมพันธ์กับการสะสมสารตะกั่วในร่างกายหรือไม่ เช่นเดียวกับการตาย และอาการป่วยลึกลับของชาวคลิตี้ล่างอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า ภาวะความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับตะกั่วหรือไม่ แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า อาการป่วยของผู้คนที่นี่มีลักษณะบางอย่างของโรคพิษตะกั่ว ไม่ว่าจะเป็นอาการบวมตามร่างกาย อาการปวดข้อ ปวดท้อง รวมถึงการที่เด็ก ๆ ที่นี่มีพัฒนาการทางสมองช้า บางคนมีอาการปัญญาอ่อน และที่สำคัญคือเกือบทุกครั้งที่มีการตรวจเลือด ชาวบ้านส่วนใหญ่มีปริมาณสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐานทั้งสิ้น
และผลของมันไม่ได้จบลงเพียงเมื่อโรงแต่งแร่ถูกสั่งปิดจากทางการ หากสารตะกั่วที่ถูกปล่อยลงสู่ลำห้วย ยังคงสะสมตกตะกอนอยู่ใต้ท้องน้ำ ปนเปื้อนอยู่ในผืนดิน แทรกซึมอยู่ในปลาและสัตว์น้ำ ในร่างกาย และถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกในครรภ์...
© 2000-2001 by Karen Studies and Development Centre. Report technical problems to [email protected] . This document was build on: 22/06/2001 . Best view in IE4xor higher,800x600 pix.Font Medium.
|
|
|