
7.ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ - ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกัน, ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ , ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ, ทฤษฎีบูรณาการ, ทฤษฎีสัจนิยม, ทฤษฎีสัจนิยมแนวใหม่, แนวคิดเสรีนิยม
ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกันเชิงซับซ้อน หรือที่มักเรียกว่า ทฤษฎีพึ่งพาอาศัยกัน โดย โรเบิร์ต โอ.เคียวเอน และดจเซฟ เอช.ไน ได้แบ่งการพึ่งพาอาศัยกันออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
- การพึ่งพาอาศัยกันแบบอ่อนไหว เช่นผลกระทบทางด้านการค้าอันเกิดจากการขึ้นราคาน้ำมัน
-การพึ่งพาอาศัยกันแบบอ่อนแอ หมายถึงเศรษฐกิจของรัฐจะทรุดลงถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมหลัก เช่น ท่องเที่ยว
ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ในระดับภูมิภาค) ของ Bela Balassa
1.) ความร่วมมือจัดตั้งเจตการค้าเสรี ร่วมมือกันเพื่อขจัดอุปสรรคการค้ายกเลิกภาษีทางการค้า
2.) สหภาพศุลกากร คือข้อ 1 +ยังใช้ระบบภาษีศุลกากรกับนอกกลุ่มอัตราเดียวกัน
3.) ตลาดร่วม คือขยายความร่วมมือด้านการค้าถคงขนาดที่เปิดโอกาสให้ทุน แรงงาน ฯลฯ อย่างเสรีในกลุ่ม
4.) สหภาพทางเศรษฐกิจ 1+2+3 กำหนดนโยบายสังคม เศรษฐกิจ การเงิน การคลังร่วมกัน
5.) สหภาพทางการเมือง คือใช้นโยบายทางการเมืองและความมั่นคงอันเดียวกัน
ทฤษฎีระบบทุนนิยมโลก ของ เอมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์

1.รัฐวงใน มีอำนาจสูงสุดเป็นที่ตั้งรัฐพัฒนาอุตสาหกรรม G7+1
2.รัฐกึ่งวงนอกเป็นกันชนระหว่างวงในกับวงนอก เช่น พวกประเทศ Nics
3.รัฐวงนอก พวกประเทศกำลังพัฒนา
ทั้ง 3 วงนี้ ต่างในด้าน เทคดนโลยี ทรัพยากร ทหาร ความรู้ แรงงานฯลฯ
ทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power)
เป็นทฤษฎีบอกว่า โลกไม่เกิดปัญหารุนแรงหากมีความได้ดุลอำนาจ เพราะต่างฝ่ายต่างดุลอำนาจอีกฝ่าย เช่น จีนกับสหรัฐ
แก่นของทฤษฎีดุลแห่งอำนาจ
1.การแย่งชิงอำนาจ
2.การแย่งชิงดินแดน
3.การแสวงหาพันธมิตร
4.การมองโลกจากความเป็นจริงที่เป็นอยู่ เช่น ไทย-เขมร
ตัวแบบในการตัดสินใจนโยบายต่างๆ (นโยบายต่างประเทศ)
ปัจจัยภายใน -สภาพการเมืองภายใน
-สภาวะผู้นำและทัศนคติ
-ภาวะเศรษฐกิจภายใน
-ขนาด ที่ตั้ง อาวุธ ทหาร
-ทรัพยากรธรรมชาติ
-พลังประชากร
-กลุ่มผลประโยชน์
-มติชนและสื่อมวลชน
ปัจจัยภายนอก อิทธิพลของมหาอำนาจ
-เหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศต่างๆ
-สถานการณ์การเมืองระดับโลก
ทฤษฎีบูรณาการ( Integration Theory)
บูรณาการ หมายถึง การให้รัฐทั้งหลายมาร่วมมือกันเพื่อแสวงหาความมั่นคง สันติภาพและความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เกิดจากแนวคิดการรวมกลุ่ม แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
Tranactionalism นักคิดคือ Karl W. Deutsch ซึ่งเป็นผู้บกเบิกแนวคิดในการรวมกลุ่ม โดยการรวมกลุ่มหมายถึง การสร้างประชาคมที่มีความมั่นคง มีกระบวนการที่ทำให้ สมาชิกมีอุปนิสัยคล้ายกัน เกิดสถาบันต่างๆในประชาคม ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่รวมสมาชิกเข้าด้วยกัน โดยกระบวนการการรวมกลุ่มจะต้องผสมผสานกันทางการเมือง(รัฐเดียวหรือรัฐรวม) ,สนองความต้องการของหน่วยการเมืองนั้น รวมตัวอย่างกลมกลืนจนเป็นประชาคมเดียวกัน (ภาษา,วัฒนธรรม,อุปนิสัย,ระบบเศรษฐกิจ,สถาบันการเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้มากที่สุด)สถาบันจะคอยส่งเสริมให้สมาชิกมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อสันติ (ไม่ใช้สงคราม-ร่วมกันลดกำลังอาวุธ) และให้ทุกฝ่ายพึ่งพาอาศัยกัน
แนวคิดของ David Mitrany ซึ่งเป็นพวก Functionalism กล่าวว่า ความร่วมมือกันในสาขาใดสาขาหนึ่งจะชวยส่งเสริมให้มีการร่วมมือกันในสาขาอื่นๆด้วย (ความร่วมมือมักเริ่มจากเศรษฐกิจ สังคมก่อน และกลายเป็นองค์การที่มีอำนาจทางการเมืองในที่สุด)
แนวคิดของ Ernst Haas เป็นพวก Neo-Functionalism เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้ข้อสรุปว่าการตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะนำไปสู่การจัดตั้งระบบระหว่างประเทศที่มีอำนาจเหนือรัฐในที่สุด
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
- ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Integration Theory)
เป็นทฤษฎีที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆมีการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ดังจะเห็นจากทั่วโลกได้เกิดการรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆมากมาย
ทฤษฎีบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีนักวิชาการนำเสนอหลายคนแต่ที่มีชื่อเสียงคือทฤษฎีการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคของ Bela Balassa (เบลา บาลาสซา) เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายการบูรณาการของยุโรป ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
บาลาสซ่าเสนอว่าขั้นตอนของการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมี 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.ความร่วมมือจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area / Agreement: FTA) หมายถึง การร่วมมือกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกภาษีทางการค้าระหว่างกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรีระหว่างประเทศสมาชิก โดยประเทศสมาชิกยังจัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มได้ตามนโยบายของตนเอง
เวลานี้การรวมตัวของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังอยู่ในขั้นตอนนี้คือการจัดเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)
2.สหภาพศุลกากร (Custom Union) หมายถึง ประเทศสมาชิกนอกจากจะยกเลิกภาษีทางการค้าลดอุปสรรคระหว่างกันแล้วยังใช้ระบบภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน หรือมี Common Custom Policy
3. ตลาดร่วม (Common Market) หมายถึง การขยายความร่วมมือด้านการค้าถึงขนาดที่เปิดโอกาสให้ทุน แรงงาน การประกอบการเคลื่อนไหวอย่างเสรีภายในกลุ่ม เช่นแรงงานในเยอรมันไปทำงานในฝรั่งเศส ในอังกฤษ และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ ได้อย่างเสรี
4. สหภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Union) เป็นการรวมตัวกันตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 + 2 + 3 รวมกับการกำหนดนโยบายสังคม เศรษฐกิจ การเงิน การคลังร่วมกัน
5. สหภาพการเมือง (Political Union) ถือเป็นจุดสุดท้ายของการบูรณาการทางเศรษฐกิจ หมายถึง การใช้นโยบายการเมืองและความมั่นคงอันเดียวกัน เช่นเดียวกับ United States of America ขั้นตอนนี้ยังคงเป็นไปได้ยากเพราะรัฐต่าง ๆ ยังอยากสงวนอำนาจอธิปไตยในการกำหนดนโยบายการเมืองและความมั่นคงของตนเองอยู่
ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ มักมีวัตุประสงค์ทางการเมืองและการทหารแอบแฝงอยู่ และในปัจจุบันจะมากขึ้น เช่น กลุ่ม แอฟริกา (AOU) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น AU (เน้น เศรษฐกิจ เลียนแบบ อียู) ซึ่งเคยตกเป็นเมืองขึ้นจึงต้องการรักษาเอกราชและอำนาจและผลประโยชน์ของประเทศและเพื่ออำนาจต่อรองในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
(ทฤษฎีนี้เหมาะสำหรับไปใช้อธิบายความร่วมมือในทางเศรษฐกิจแบบกลุ่มประเทศ เช่นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอาเซี่ยน อียู หรือกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆของโลก)
ทฤษฎีสัจนิยม (Realism Theory)
มองโลกในแง่ร้าย รัฐมีความชั่วร้าย และ รัฐเป็นผู้แสดงบทบาทที่สำคัญ เน้นผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ รัฐต้องการความมั่นคงปลอดภัย ต้องมีสัมพันธมิตรเพื่อถ่วงดุลอำนาจ
นักคิดที่สำคัญของยุคนี้คือ Hunt J. Morgan Thau
สัจนิยมนิยมเป็นทฤษฎีการเมืองโลกที่มีความสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากด้านการศึกษานั้น สัจนิยมยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แนวคิดความสงสัย (Skepticism) เกี่ยวกับความสามารถของเหตุผลมนุษย์ที่จะที่ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าที่ดีงามถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ในงานของนักทฤษฎีทางการเมืองยุคคลาสสิก เช่น Thucydides, Machiavelli, Hobbes และ Rousseau ซึ่งแก่นคิดที่ตรงกันคือ รัฐจะค้นหาตัวเองในเงาของอนาธิปไตย เพื่อที่ความมั่นคงของตัวเองจะไม่ถูกเอาไป ในสถานการณ์เช่นนี้จึงมีความสมเหตุสมผลสำหรับรัฐที่จะแข่งขันเพื่ออำนาจและความมั่นคง
แนวคิดหลักของนักสัจนิยม ใช้แนวความคิดเรื่อง อำนาจ (Power) ในการศึกษาทำความเข้าใจพฤติกรรมหรือการกระทำของผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ และปรากฎการณ์ระหว่างประเทศ
การเมืองระหว่างประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากรัฐในโลกที่มีสภาพอนาธิปไตยระหว่างประเทศ (International Anarchy) ที่เต็มไปด้วยอันตราย และเพื่อความอยู่รอดของรัฐ (ความมั่นคงปลอดภัย) เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่รัฐต้องการ รัฐจึงพยายามให้ได้มาซึ่งอำนาจมากที่สุดเท่าที่รัฐกระทำได้ เน้นการดิ้นรนเพื่ออำนาจ
(อนาธิปไตย หมายถึง ปราศจากการควบคุม หรือไม่มีกฎข้อบังคับ)
นิโคลัส เจ.สปีคแมน ,อาร์โนลด์ วูลเฟอร์ และ เค.เจ.โฮลสติ ให้คำนิยามว่า อำนาจ หมายถึงความสามารถ( ability) หรือขีดความสามารถ(capability) ของผู้แสดงบทบาทระหว่างประเทศ ที่ทำให้ผู้แสดงบทบาทอื่นกระทำในสิ่งที่ตนต้องการให้กระทำหรือไม่กระทำในสิ่งที่ตนไม่ต้องการให้กระทำโดยใช้ความรุนแรง เช่น สงคราม การบังคับ หรือการข่มขู่ การลงโทษ หรือการแซงชั่น หรือการโน้มน้าวจูงใจ การให้รางวัลการให้ผลประโยชน์หรือผลตอบแทน หรือการให้ความช่วยเหลือและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เป็นต้น
สัจนิยม ผู้แสดงบทบาท(รัฐ)จะต้องยึดอำนาจ,ผลประโยชน์ของชาติ,ความมั่นคงปลอดภัย, มองโลกในแง่ร้าย ,ยึดหลักการถ่วงดุลแห่งอำนาจ ,เสถียรภาพรหว่างประเทศ จะต้องสถานภาพเดิม หรือไม่มีสงคราม
เนื่องจากเป็นการดิ้นรนเพื่ออำนาจ-การเมืองแห่งอำนาจ รัฐจะทำทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ รัฐจะยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ดังนั้นการกำหนดนโยบายในประเทศและต่างประเทศจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ (หมายเหตุ..ผลประโยชน์ของชาติที่สำคัญ คือ ความมั่นคงปลอดภัย)
ทฤษฎีสัจนิยมแนวใหม่ (Neorealism)
มีแนวคิดว่าปรากฏการณ์ระหว่างประเทศเกิดจาก โครงสร้างระบบระหว่างประเทศ
โครงสร้างระบบระหว่างประเทศ (Structure of International System) คือแบบแผนความสัมพันธ์ของตัวแสดงระหว่างประเทศ ประกอบด้วยตัวแปร ว คือ
1. ความมากน้อยของอิทธิพล และทางเข้าสู่ทรัพยากรธรรมชาติของสมาชิกในระบบระหว่างประเทศ โดยทรัพยากรธรรมชาติแยกเป็น ทรัพยากรที่สัมผัสได้ และทรัพยากรที่สัมผัสไม่ได้ โดยเส้นทางเข้าสู่ทรัพยากรธรรมชาติสามารถกระทำได้จาก ------เป็นเจ้าของ,ลงทุน---------ซื้อ--------ยึดครอง
2. ความมากน้อยของขั้วอำนาจ (Pole) ขั้วอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มี 3 อย่างคือ ทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ ขั่วอำนาจจะใหญ่หรือเล็กสามารถวิเคราะห์ได้จากองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบคือ
- สามารถควบคุมตัวแสดงอื่นได้มากน้อยแค่ไหน ด้านใด
- สามารถควบคุมผลลัพท์ระหว่างประเทศในด้านความร่วมมือ และความขัดแย้งได้มากน้อยเท่าใด
- สามารถควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ มากน้อยแค่ไหน
****** ระบบขั้วอำนาจใน IR เป็นระบบหลายขั้วอำนาจโดยมีศูนย์ขั้วอำนาจ (Uni-Multi Prural System)
จุดต่างระหว่างสัจนิยมใหม่ และสัจนิยม คือ สัจนิยมจะเน้นเรื่องของอำนาจเป็นประเด็นในการวิเคราะห์ และเน้นเอาหน่วยประกอบและคุณสมบัติตามภาระหน้าที่ของหน่วยจึงไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือ การแบ่งสรรอำนาจซึ่งเกิดขึ้นอย่างอิสระไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยแต่ละหน่วยเหล่านั้น ในทางตางกันข้ามสัจนิยมใหม่จะอธิบายว่าโครงสร้างมีผลต่อพฤติกรรมและผลที่เกิดขึ้นอย่างไร
แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism)
แนวคิดเสรีนิยมเดิมนั้นอยู่ในความคิดทางการเมืองซึ่งย้อนไปถึงนักคิดอย่าง John Locke ในปลายศตวรรษที่ 17 แก่นความคิดหลักในแนวคิดเสรีนิยมบนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ความคิดเสรีนิยมบนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงต้นมีมุมมองว่าระเบียบในธรรมชาติถูกฉ้อฉลโดยผู้นำรัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและนโยบายที่ล้าสมัย เช่น สมดุลแห่งอำนาจ นักคิดเสรีนิยมยุครู้แจ้งยังเชื่อว่าศีลธรรมที่เป็นสากลที่มีอยู่สามารถบรรลุผลโดยการใช้เหตุผลและผ่านการสร้างรัฐที่มีรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมไปมากกว่านี้การไม่ควบคุมการเคลื่อนไหวของประชาชนและสินค้าสามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเกิดสันติได้ง่ายขึ้น
เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) แสดงให้เห็นถึงความท้าทายเชิงทฤษฎีที่ซับซ้อนมากขึ้นต่อแนวคิดสัจนิยมร่วมสมัย โดยอธิบายความคงทนของสถาบันระหว่างประเทศถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในบริบท ตามที่พวกเสรีนิยมใหม่ว่านั้น สถาบันระหว่างประเทศมีอิทธิพลต่อการใช้กำลังกันอย่างไม่ระมัดระวังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเปลี่ยนแปลงลักษณะของรัฐและผูกมัดไว้ในแผนความร่วมมือต่างๆ อาจกล่าวได้ว่าเสรีนิยมสันติประชาธิปไตย (democratic peace liberalism) และเสรีนิยมใหม่นั้นเป็นความคิดหลักในแนวคิดเสรีนิยมในปัจจุบัน