PARTICULAR VS UNIVERSAL

สุดาพร จิรานุกรสกุล


งานวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นสมัยใหม่นั้น นักประพันธ์จะสร้างสรรค์ผลงานของตนออกมาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งงานวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้นจากนักเขียนจำนวนมากอาจตอบสนองผู้อ่านทุกระดับชั้น ทุกสังคม ทุกวัฒนธรรม ในขณะที่ผลงานของนักเขียนจำนวนไม่น้อยที่ตอบสนองความต้องการเพียงบางกลุ่มหรือเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ณ ที่นี้จึงจะขอยกงานเขียนประเภทเรื่องสั้นในลักษณะ Postcolonial และงานเขียนทภายใต้ปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism เป็นกรณีศึกษาเพื่อทำให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างงานเขียนที่สามารถตองสนองแก่มหาชนและงานเขียนที่ตอบสนเฉพาะกลุ่ม

อันดับแรกที่จะกล่าวก็คือ งานเขียนประเภทเรื่องสั้นในแบบ Postcolonial งานเขียนในรูปแบบดังกล่าวนี้เป็นงานเขียนที่ได้รับการประพันธ์ขึ้นในช่วงก่อนหรือในยุคปัจจุบันของประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม และอาจได้รับการประพันธ์ขึ้นในประเทศที่ล่าอาณานิคมหรือประเทศแม่ได้เช่นกัน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวเนื่องกับการเข้ามาแสวงหาอาณานิคม การเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนอาณานิคมของประเทศผู้ล่าอาณานิคม หรือเกี่ยวข้องกับประชาชนในประเทศอาณานิคมนั้นๆเอง เนื้อหาส่วนใหญ่จะมุ่งประเด็นไปที่ การบิดเบือนประสบการณ์และความเป็นจริงโดยวัฒนธรรมจากกลุ่มประเทศแม่ อีกทั้งยังจารึกความต้อยต่ำของประชาชนในประเทศอาณานิคม

ผลงานในทฤษฎี Postcolonial นั้นจะถูกสร้างขึ้นท่ามกลางแนวความคิดของการต่อต้าน หรือแนวคิดของการต่อต้านในลักษณะที่ต้องการโค่นล้มอำนาจ แนวคิดในลักษณะดังกล่าวนี้ถูกสร้างขึ้นก็เพื่อต้องการเรียกร้องอิสรภาพ เสรีภาพที่พึงจะมีแต่กลับถูกริรอนไปโดยกลุ่มประเทศผู้ล่าอาณานิคม โดยจะแสดงออกมาในรูปแบบหรือลักษณะของอิสรภาพที่พึงจะมี พึงจะได้ของมนุษยชาติและการคงไว้ซึ่งบุคลิกลักษณะความเป็นปัจเจกชนของตัวเอง

อย่างไรก็ดีนักเขียนที่จัดอยู่ในเครือข่ายของทฤษฎี Postcolonial จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับความช่วยเหลือจากสื่อของประเทศตะวันตกหรือกลุ่มปรเะทศแม่ และด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นที่ว่า สื่อตะวันตกมีอิทธิพลต่องานเขียนประเภท Postcolonial ทำให้กลุ่มนักเขียนตามทฤษฎี Postcolonial ถูกจำกัดและตีกรอบในการทำงาน และมิได้รับอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานมากเท่าที่ควรจะได้รับ ตัวอย่างเช่น หากทางสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายอิทธิพลของประเทศแม่ ต้องการแก่นของเรื่อง(Theme) ให้เป็นไปในลักษณะเช่นไร นักเขียนกลุ่ม Postcolonial ก็จำเป็นที่จะต้องอยู่ในข้อจำกัดเหล่านั้นทันที อีกทั้ง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาสร้างสรรค์งานออกมาเพื่อนำเสนอต่อประเทศตะวันตก พวกเขาจำเป็นต้องใส่ความเป็นตะวันตกเข้าไปเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้อ่านที่เป็นกลุ่มมหาอำนาจตะวันตก จึงส่งผลให้การสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นนั้น มิได้ออกมาในลักษณะที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวหรือลักษณะที่เป็นท้องถิ่นของตนอย่างแท้จริง การที่นักเขียนตามทฤษฎีนี้ต้องสร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบที่มิได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ อาจมีสาเหตุมาจาก นักเขียนกลุ่มนี้ต้องการสื่อสารแก่กลุ่มประเทศแม่ว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร เพราะฉะนั้นผลงานที่ปรากฏออกมาจึงขาดความเป็นตัวตนและขาดคุณภาพ

นอกจากนั้นแล้ว แนวคิดในการผลิตผลงานที่สะท้อนวัฒนธรรม สังคม การเมือง ความเป็นชาตินั้น อาจกล่าวได้ว่าในประเทศอาณานิคมเองจะไม่มีวรรณคดีของชาติตัวเองเหมือนกันที่ชาติตะวันตกมี หรืออาจจะมีแต่ผลงานที่ผลิตขึ้นนั้นมิสามารถจัดอยู่ในรูปแบบของวรรณคดีที่มีมาตราฐานตามหลักสากล และไม่มีการให้คำจำกัดความกับลักษณะเฉพาะตัวของวัฒนธรรมของตน และชาวอาณานิคมอยู่ในโลกของความแตกต่างทั้งในเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ลักษณะความเป็นตัวตนของตัวเองจึงมิได้ถูกสะท้อนออกมาอย่างแท้จริง แต่ความเป็นตัวตนที่ถูกถ่ายทอดออกมาจะเป็นไปในรูปแบบลูกผสม (Hybrid) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกกับรูปแบบท้องถิ่น ซึ่งลักษณะลูกผสมดังกล่าวนี้จะถูกสร้างขึ้นโดยความพยายามของชาติอาณานิคมที่ต้องการสร้างสรรค์และแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด

แนวคิดในเรื่องเชื้อชาติ ความเป็นชาติและลักษณะความเป็นตัวตนนั้นเป็นเรื่องยากประการหนึ่งในการถ่ายทอดออกมาในประเพณี วัฒนธรรมของชาวอาณานิคม เพราะแนวคิดความเป็นชาติมันมิได้อยู่ในประเทศเหล่านี้ สาเหตุประการหนึ่งที่ประเทศอาณานิคมปราศจากความเป็นชาตินั้นก็เนื่องมาจาก ประเทศอาณานิคมนั้นถูกครอบครอง ครอบงำโดยประเทศแม่จนขาดเอกราช จนขาดลักษณะความเป็นชาติของตนอย่างแท้จริงซึ่งมันจะส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานทางวรรณคดีด้วยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ข้อจำกัดอีกประการที่จะต้องกล่าวถึง คือ เรื่องภาษา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากที่จะถ่ายทอดว่าประเทศอาณานิคมสามารถแก้ไข ปรับปรุงหรือสร้างลักษณะเฉพาะทางภาษาของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร เนื่องจากภาษาที่ประเทศอาณานิคมใช้ในผลงานของตัวเองนั้นมันมิใช่ภาษาที่เป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเองอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีภาษาแต่มันกลับเป็นรูปแบบภาษามิได้มีรูปแบบในการอ่านเหมือนกับภาษาอังกฤษที่เป็นสากล ที่มหาชนจะยอมรับ ซึ่งภาษาจะถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก สลับซับซ้อน เมื่อผลงานได้รับการผลิตโดยใช้ภาษาอังกฤษ ผู้อ่านที่เป็นเจ้าของภาษาจริงจะอ่านรู้เรื่องแต่มิได้เข้าใจอย่างที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารได้ครบถ้วน หรืออาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้แต่งต้องการที่จะสื่อสารอะไรให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการสร้างสรรค์ผลงานแบบ Postcolonial เกิดขึ้น มันจึงเป็นไปในแบบ ลูกผสม และการสะท้อนเรื่องราวความเจ็บปวดของประเทศชาติตนจะทำได้ดีได้อย่างไร หากภาษาที่ใช้มิใช่ภาษาที่เป็นของท้องถิ่นตนอย่างแท้จริง แต่กลับเป็นภาษาของชาติที่เข้ามาปกครองประเทศตน เฉกเช่นเดียวกับในเรื่องรูปแบบของวรรณคดี งานวรรณคดีที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยประชาชนในประเทศอาณานิคมนั้นมักจะใช้กลวิธีทางวรรณคดี เช่น การกล่าวอ้าง(Allusion) การเปรียบเทียบ(Metaphor) การใช้สัญลักษณ์(Symbol) ที่ไม่เหมาะสมเท่าที่ควร หรืออาจออกมาในลักษณะที่แปลกแยกไปจากการใช้กลวิธีทางศิลปะที่ใช้ในงานเขียนที่เป็นสากล เมื่อรูปแบบและลักษณะทางภาษาและกลยุทธ์ในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มันก็เป็นเรื่องยากที่งานเขียนประเภท Postcolonial จะถูกจดจำ ยอมรับ และเยินยอเกียรติเสมือนหนึ่งว่าเป็นงานวรรณคดีประเภทหนึ่ง

นักเขียนที่อยู่ในกรอบ ทฤษฎี Postcolonial พยายามแสวงหาหนทางเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมของบรรพบุรุษตนที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการครอบงำของประทศมหาอำนาจและพวกเขาพยายามเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสังคมอย่างเร่งด่วนมากเกินไป จนหลงลืมหรือถอยห่างสุทรียภาพที่ควรจะมีในงานวรรณคดีระดับสูงของตะวันตก ความคิดที่ว่า วรรณคดีที่อยู่ในระดับสูงหรือวรรณคดีที่ดีอาจถูกวางผิดตำแหน่งในวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมที่มีความเฉพาะตัวนั้น มันมิได้ส่งผลที่ดีต่อการสร้างสรรค์ทางวรรณคดีอย่างแน่นอน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็งจะซาบซึ้งและยอมรับผลงานที่จัดอยู่ในประเภท Postcolonial ได้ เฉกเช่นการยอมรับในผลงานวรรณคดีประเภทอื่น

พัฒนาการของวัฒนธรรมลูกผสม(Hybrid) ที่ถูกสร้างขึ้นในประเทศอาณานิคมเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่สม่ำเสมอ และแตกต่างกัน ซึ่งอาจจะท้าทายความคิด ความเข้าใจของระเบียบและสามัญสำนึกที่มิได้เป็นเฉพาะศูนย์กลางทางความคิดของประชาชนในประเทศแม่เท่านั้นแต่ยังเป็นศูนย์กลางของรูปแบบทางวรรณคดี ประเพณีที่ผลิตโดยผ่านความคิดแบบตะวันตกอีกด้วย คำว่า ลูกผสม(Hybrid) ที่ใช้ข้างตนนั้นมันจะไปเกี่ยวเนื่องไปถึงความคิดสำคัญประการหนึ่งในทฤษฎีPostcolonial กล่าวคือ มันเป็นการผสมผสานอย่างเป็นระบบของสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติจากวัฒนธรรมของประเทศอาณานิคม และประเทศแม่ การผสมกลมกลืนและการปรับตัวทางวัฒนธรรมมันจะออกมาในรูปแบบของความงดงาม ขณะเดียวกันมันได้แฝงความกดดันอยู่ในตัวเองเช่นกัน

ผลงานประเภทเรื่องสั้นในทฤษฎี Postcolonial ปกติจะใช้อย่างกว้างขวางเพื่ออ้างถึงงานเขียนในทุกๆช่วงหลังจากลัทธิการล่าอาณานิคมเกิดขึ้นครั้งแรก แม้ว่าบางครั้งจะใช้ในการสะท้อนลักษณะทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในตอนปลายของยุคล่าอาณานิคม หรือหลังจากความสำเร็จของการประกาศอิสรภาพก็ตาม ตัวอย่างผลงานในรูปแบบ Postcolonial ที่จะหยิบยกมาก็คือ ผลงานของ Sembene Ousmane จากเรื่อง Her Three Days และLooking for Rain God โดย Bessie Head

ในเรื่อง Her Three Days ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของ Sembene Ousmane ถูกนำมาจาก หนังสือรวมเรื่องสั้น Tribal Scarsในปี 1974 ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Len Ortzen เรื่องราวของ Normbe หญิงสาวผู้หนึ่งที่ต้องยอมรับหลัก Polygamy ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามบัญญัติของศาสนาอิสลาม แม้ว่าภายในจิตใจของหล่อนนั้นเต็มไปด้วยข้อโต้แย้งต่างๆมากมาย และภายใต้สังคมแบบ Polygamy นี่เองผู้หญิงหลายต่อหลายชั่วอายุคนต้องจำยอมรับสภาพดังกล่าวเฉกเช่นเธอ แต่การรอคอยสามีผู้เป็นที่รักอย่างไร้จุดหมายเริ่มบั่นทอนสภาพจิตใจและร่างกายเธอให้อ่อนแอลงไปตามกาลเวลา จุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอเริ่มต้นขึ้นและนำไปสู่การปฏิวัติเพื่อเรียกร้องสิทธิที่เธอพึงจะมีแต่กลับถูกริดรอนไป จาผลงานข้างต้นและผลงานอีกจำนวนไม่น้อยทำให้เราต้องยอมรับว่า Ousmane เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่มีพรสวรรค์และยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับซึ่งมีรางวัล Venice Film Festival เป็นตัวรับประกันความสามารถในด้านการกำกับ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าในเรื่อง ตัวละครหญิงสาวนั้นที่ถูกควบคุมและได้รับความกดดันจากบรรทัดฐานของสังคม หลักทางศาสนา การสร้างตัวละครภายใต้บริบทลักษณะดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนถึงการถูกกดขี่ทางจิตใจ ย่ำยีศักดิ์ศรี การถูกริรอนสิทธิเสรีภาพจนนำไปสูการปฏิรูป ปฏิวัติเพื่อเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพที่ตนพึ่งจะมี ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งการเขียนของ นักเขียน Postcolonial แม้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นกับตัวละครหลักในเรื่อง Her Three Days เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าเห็นใจ แต่มันมิอาจตอบสนองสังคมที่มีรูปแบบทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ลักษณะเชื่อชาติที่หลากหลายของคนทั่วโลกได้ เช่น บุคคลที่อยู่ภายใต้ความเชื่อของศาสนาพุทธซึ่งก็มีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องการครองเรือนแบบศาสนาอิสลามอยู่แล้ว คงจะมีความเห็นใจร่วมกับความไม่ไม่เข้าใจที่ว่า เพราะเหตุใดหล่อนจึงต้องยอมตกอยู่ในสภาพที่ไม่ได้รับความสำคัญและความยุติธรรม ซึ่งหล่อนก็เป็นหนึ่งในภรรยาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และคงจะไม่เข้าใจว่าเมื่อเกิดความอยุติธรรมขึ้นแล้ว Normbe ต้องการที่จะเรียกร้องสิทธิที่มีอย่างเต็มที่ภายในเวลา 3 วันในฐานะภรรยาคนหนึ่งกลับเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนักตามบรรทัดฐานทางสังคมในสังคมแบบอิสลาม ขณะที่ผู้อ่านที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหรือศาสนาที่มีลักษณะแบบเดียวกับ Normbe อาจเข้าใจถึงสภาวะของเธอได้มากกว่าและลึกซึ้งกว่า ซึ่งทำให้ผลงานของ Ousmane สามารถตอบสนองผู้อ่านได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น

ส่วนในเรื่อง Looking for Rain God โดย Bessie Head ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ The Correction of Treasures and Other Botswana Village Tales เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเกษตรกรชาวอาฟริกาที่ได้รันความทุกข์ความแห้งแล้งของภูมิประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ การเดินทางเพื่อแสวงหาที่ดินที่มีความสมบูรณ์จึงเริ่มขึ้นความร้อน ความแห้งแล้งที่ครอบครัวนี้ต้องประสบระหว่างการเดินทางด้วยเท้าทำให้ครอบครัวนี้ต้องหาที่พักระหว่างทางเพื่อหยุดพัก ซึ่งโดยปกติแล้ว ที่พักมักจะมีความอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่น และเต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธ์ แต่ในปีที่พวกเขาต้องเดินทางนี่เองสภาพแวดล้อมกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม แห้งแล้ง ไม้มีต้นไม้ชนิดใดเติบโตขึ้นมาบนพื้นดินเลย อย่างไรก็ดี เมื่อครอบครัวนี้ ซึ่งมีผู้นำที่เป็นผู้ที่อาวุโสที่สุดในครอบครัว คือ Mokgobja และ Ramadi ผู้เป็นลูกชายพร้อมด้วยภรรยา Tiro และลูกสาวอีก 3 ชีวิต ต้องดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตรก็จำเป็นต้องดำรงชีพด้วยเกษตรกรรมต่อไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหวังในการรอคอยความชุ่มฉ่ำจากสายฝนดูเหมือนจะค่อยๆริบหรี่ลงทุกที่ สภาพอากาศกลับทวีความแห้งแล้งขึ้น ครอบครัวนี้เริ่มเป็นกังวลกับสภาพการณ์ที่พวกตนประสบอยู่มากขึ้นๆเรื่อย ลูกสาวคนโต Nesta และมารดาของเธอเริ่มคร่ำครวญกับชะตาชีวิตที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตน ซึ่งเป็นตัวสร้างความกดดันให้เกิดขึ้นแก่ Mokgobja และ Ramadi มีเพียงน้องสาวคนเล็ก Neo เท่านั้นที่ยังมิได้ตระหนักถึงความเลวร้ายที่ครอบครัวเธอได้ประสบอยู่ ในไม่ช้า Mokgobja จำได้ถึงหนทางการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งแบบนี้ ดังที่เขาเคยประสบในตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่ ซึ่งก็คือการนำร่างมนุษย์มาสังเวยให้แก่เทพเจ้าท้องถิ่นที่ชาวพื้นเมืองอย่างพวกเขานับถือว่าสามารถนำพาความชุ่ชื้นของฝนมาให้แก่พวกเขาได้ ความทรงจำดังกล่าวนี้จะนำไปสู่การสังเวยเด็กน้อยไร้เดียงสาของครอบครัวนี้ แต่เมื่อการสังเวยยุติลง ฝนซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนากลก็มิได้ร่วงหล่นสู่พื้นดินตามที่พวกเขาหวังไว้ ครอบครัวนี้จึงเก็บสัมภาระและเดินทางกลับสู่ถิ่นกำเนิด เมื่อชาวบ้านถามถึง เด็กสาวคนเล็กของครอบครัวพวกเขาตอบเพียงว่าเด็กคนนี้เสียชีวิตลงแล้ว อย่างไรก็ดีเมื่อตำรวจต้องการทราบว่าหลุมศพของเด็กสาวผู้นี้อยู่ที่ใด มารดาของเธอได้เปิดเผยถึงการสังเวยชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อตำรวจทั้งหมด Mokgobja และ Ramadi ถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตดดยใช้กฏหมายจากต่างชาติหรือประเทศแม่ที่เข้ามาปกครองนั่นเอง

ในตอนท้ายของเรื่องสามารถสะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นถึงสภาพสังคมหลังการเข้ามาครอบครองของมหาอำนาจได้เป็นอย่างดี ถ้าหากการสังเวยด้วยชีวิตมนุษย์ดังกล่าวเกิดขึ้นในอดีตก่อนที่จะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาครอบครอง ก่อนที่คริสตศาสนาจะเผยแพร่เข้ามา พิธีกรรมที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมยอมรับว่าถูกต้อง แต่เมื่อตะวันตกเข้ามาครอบงำและนำระบบต่างที่ใช้ในสังคมของตนมาใช้ในประเทศอาณานิคม และใช้วัฒนธรรมของตัวเองตัดสินว่าสิ่งใดถูก หรือสิ่งใดผิด ทำให้การกระทำของแก่ Mokgobja และ Ramadi ให้ผลในทางตรงกันข้ามทันที สภาพสังคม บรรทัดฐานในสังคม ระบบการตัดสินคดีของชาวพื้นเมืองเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงเมื่อ จากเรื่องราวใน Looking for Rain God นั้น Head มุ่งประเด็นไปที่การต่อสู้และความยากลำบากของชีวิตของประชาชนแอฟริกา ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการเข้าครอบครองแอฟริกาใต้ของอังกฤษ และสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมของประเทศอาณานิคม เรื่องนี้สามารถแสดงให้เห็นชัดเจนถึงงานเขียนในรูปแบบ Postcolonial ทั้งสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดขึ้นในประเทศแอฟริกาซึ่งเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษ ความยากลำบากที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกลายๆ ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนกำหนดเข้าไปในเรื่อง เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเรื่อง Her Three Days เท่าใดนัก ผู้อ่านที่จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ Head ต้องการจะสื่อสารออกมาก็คงจะต้องอยู่ในบริบทที่คล้ายคลึงกัน เช่น อยู่ในประเทศอาณานิคมเหมือนกัน มีวัฒนธรรมการนับถือเทพเจ้าพื้นเมืองที่มีลักษณะเหมือนกัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้อ่านเป็นคนที่อยู่ต่างบริบทและวัฒนธรรม ความเข้าใจก็คงจะเกิดขึ้นไม่ลึกซึ้งเท่าใดนัก

อาจกล่าวได้ว่างานเขียนในรูปแบบ Postcolonial มันสามารถตอบสนองกลุ่มผู้อ่านได้เพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้นซึ่งถ้าผู้อ่านลองมองเปรียบเทียบกับผลงานในลักษณะที่มีอิทธิพลของแนวคิดปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialismแล้ว ผู้อ่านสามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างงานประพันธ์ทั้งสองรูปแบบได้อย่างชัดเจน งานเขียนที่มีอิทธิพลของ Existentialism นั้นสามารถตอบสนองกลุ่มคนได้กว้างขวางกว่าและเป็นสากลกว่างานในรูปแบบ Postcolonial มาก ผู้อ่านที่มาจากต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์และต่างวัฒนธรรมสามารถแบ่งปันทัศนคติ ข้อคิดและความเข้าใจผลงานแบบ Existentialism ได้มากกว่าและลึกซึ้งกว่า ซึ่งเมื่อกล่าวถึงผลงานแบบ Existentialism เราคงมิอาจมองข้ามนักเขียนผู้มากความสามารถนี้ไปได้ นั่นก็คือ Albert Camus

Camus เกิดและเติบโตขึ้นในประเทศแอลจีเรีย ซึ่งขณะนั้นประเทศแอลจีเรียตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสแล้ว ในปี 1931 เขาได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาทางด้านอักษรศาสตร์สาขาปรัขญาที่มหาวิทยาลัยในแอเจียร์ เขาเป็นผู้หนึ่งที่อาจจัดอยู่ในปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism ได้ ซึ่งถือว่าเป็นปรัชญาที่มีแนวโน้มว่าจะโดดเด่นที่สุดและเป็นที่นิยมในฝรั่งเศสมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีนักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ ไฮเดกเกอร์ กำลังเผยแพร่อยู่ ต่อมาฌอง-ปอล ซาร์ตนักปรัชญาชาวฝรั่งเศลนำมาเผยแพร่และขยายแนวคิดนี้ออกไปอย่างกว้างขวางและ Camus เองก็ได้รับอิทธิพลและนิยมแนวคิดนี้เช่นกัน

ปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism คือ แนวคิดที่ให้ความเป็นอิสระต่อการเลือกของบุคคล มนุษย์แต่ละคนมีเสรีภาพในการตัดสินใจ ไม่ใช่ถูกบังคับว่าต้องทำตามบทบาทค่านิยมหรือเหตุผลทางสังคม รวมทั้งต้องรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นของการเลือกและการตัดสินใจนั้นด้วย นอกจากแนวคิดที่ให้ความเป็นอิสระต่อการเลือกของบุคคลแล้ว ปรัชญาอัตถิภาวะนิยมยังมีแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาล ว่าเป็น “โลกแห่งความเป็นอยู่ หรือความมีตัวตนอยู่จริง” (The World of Existing) และมีแนวคิดว่าความรู้ที่แท้จริงคือ “สิ่งที่มนุษย์แต่ละคนเลือกกำหนดขึ้นมา แนวคิดเกี่ยวกับความดี หรือ จริยธรรม ของนักปรัชญากลุ่มอัตถิภาวนิยม คือ “จริยธรรมเป็นเสรีภาพของแต่ละคนที่จะเลือกปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ” และแนวคิดเกี่ยวกับความงาม หรือสุนทรียภาพ คือ “สุนทรียะ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามจารีตของสังคมแต่เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะสร้างขึ้นมา” ผลจากหลักปรัชญานี้ได้สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนในผลงานหลายต่อหลายเรื่องของเขา และก็รวมไปถึงงานเขียนเรื่อง The Guest ซึ่งเป็นผลงานประเภทเรื่องสั้นที่นับได้ว่าดีที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาเช่นกัน

ความตายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับความสำคัญมากในปรัชญาแบบ Existentialism ตามปรัชญา Existentialism กล่าวไว้ว่าความมีอยู่ของมนุษย์นั้นมีความหมายว่ามนุษย์ต้องมีอยู่หรือดำรงอยู่ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ดังนั้น จึงมีเวลาที่มนุษย์เริ่มมีขึ้น นั่นคือเวลาแห่งการเกิดและเมื่อมีการเกิดก็ย่อมมีเวลาแห่งการสิ้นสุดนั่นก็คือ ความตาย ความตายเป็นสัญลักษณ์ของความจำกัดของมนุษย์อย่างหนึ่ง สำหรับปรัชญาแบบ Existentialism นั้น มิได้ศึกษาความตายในฐานะที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่กลับศึกษาความตายในฐานะที่เป็นเหตุการณ์ของการมีอยู่ของมนุษย์ ดังนั้นคำนิยามของความตายตามปรัชญานี้ คือ การสิ้นสุดของมนุษย์ในฐานะที่เป็น สิ่งที่มีอยู่ในโลก ปรัชญานี้จะยอมรับว่า การตายเป็นเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์ ซึ่งเราจะต้องศึกษาด้วยประสบการณ์แห่งความตายของมนุษย์แต่ละคน หรือเป็นการศึกษาในแง่ปัจเจกชนไม่ใช่ในแง่สากล ในท้ายที่สุดเราจะพบว่ามนุษย์มีความจำกัด ถึงแม้มนุษย์จะมีเสรีภาพ อันจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่สามารถใช้เสรีภาพได้อย่างเต็มที่ ความตาย คือ ความจำกัดของมนุษย์และเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญและยอมรับ ถ้ามนุษย์พยายามปฏิเสธความตายแห่งตน ก็เท่ากับว่ามนุษย์ทำตัวเองให้ตกต่ำ เพราะฉะนั้น ความสูงส่งของมนุษย์ก็คือ การยอมรับมันนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านี้แล้ว Camus ยังได้ค้นพบแนวปรัชญาความไร้สาระหรือไร้ความหมาย (Absurd) อีกด้วย นอกเหนือไปจาก ปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialismและเรื่องความตาย ปรัชญาความไร้สาระหรือไร้ความหมาย (Absurd) นั้นมีต้นกำเนิดมาจากสภาพชีวิตที่ยากลำบากในวัยเยาว์ของเขาเอง ประกอบกับการได้รับอิทธิพลจากสภาพสังคมในปลายศตวรรษที่ 19 กล่าวคือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทแทนที่ความเชื่อทางศาสนา ดังนั้นช่องว่างเหล่านี้จึงทำให้ความเชื่อต่างสั่นคลอนไปด้วย พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์นี้ไร้ความหมาย และยังรวมไปถึงโลกก็ไร้ความหมายด้วยเช่นเดียวกัน มนุษย์จำเป็นต้องหันมาพึ่งพาตนเอง และสิ่งที่ตามมาก็คือ การให้ความสำคัญของปัจเจกบุคคลนั่นเอง มนุษย์ในทัศนะของ Camus มีคุณลักษณะ 3 ประการคือ ท้าทาย เสรีภาพและความปรารถนาอย่างแรงกล้า ประการแรก ท้าทาย มนุษย์จำเป็นต้องมีความท้าทาย ไม่ใช่ฝืนทนอยู่ในโลกที่ไร้เหตุผล ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาอีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของมนุษย์ ประการต่อมาคือ เสรีภาพ มนุษย์มักคิดว่าตนเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ แต่ความเป็นจริงแล้วเขากลับตกเป็นทาสของค่านิยมของสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพอย่างเหมาะสมเต็มที่ เสรีภาพในปรัชญาไร้สาระหรือ Absurd นั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเข้าใจถึงการที่เกิดมาเราต้องใช้ชีวิตกับสิ่งไร้ความหมาย เมื่อนั้นเราก็จะได้ชื่อว่า เป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง และประการสุดท้าย ความปรารถนาอย่างแรงกล้า เป็นคุณลักษณะที่ต่อเนื่องมาจาก 2 ประการแรก กล่าวคือ มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ดังนั้นจึงควรใช้ชีวิตตามที่ตนต้องการด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า แต่การกระทำนั้นจะต้องมีจิตสำนึกหรือสติอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

นอกจาก 3 ปรัชญาที่ได้กล่าวไว้ข้างตนนี้แล้ว Camus ยังก้าวต่อไปถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรื่องการแสวงหาสัจธรรมส่วนบุคคลและเรื่องเสรีภาพของปัจเจกบุคคลแต่เสรีภาพในงานประพันธ์ของ Camus ได้พัฒนาไปเรื่อย จนท้ายที่สุดเสรีภาพของปัจเจกบุคคลได้กลายเป็นเสรีภาพที่สร้างพลังให้แก่มนุษยชาติ เพื่อรวมพลังต่อสู้กับโลกที่ไม่เป็นมิตร โลกที่ไร้พระเจ้า Camus เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า แต่เห็นคุณค่าของการเชื่อว่ามีพระเจ้า เพราะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ Camus จึงไม่คิดที่จะลบล้างความเชื่อนี้ของผู้อื่น Camus กล่าวว่า คำสอนของคริศตศาสนาไม่เป็นอุดมคติจริงของมนุษยชาติ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเดือดร้อนของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ถ้าไม่มีอุดมคติที่เหมาะสมทันเหตุการณ์ มนุษยชาติก็คงจะต้องเดือดร้อนหนักขึ้นทุกวัน ซึ่งเป็นเหตุให้ Camus ต้องการปฏิวัติคำสอนของศาสนา ผู้อ่านจะเห็นว่าวรรณกรรมในเรื่องหลังๆของ Camus มีจุดหลักอยู่ที่คน เขาเริ่มพูดถึงปัญหาพื้นฐานของแต่ละคนและขยายกว้างไปจนถึงปัญหาการอยู่ร่วมกันในสังคม นอกจากนั้น ความคิดของเขายังเป็นไปในทางสร้างสรรค์เพื่อช่วยจรรโลงให้มนุษยชาติอยู่รอดต่อไปได้ Camus จึงได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ที่ให้แสงสว่างแก่มนุษย์ เขาเขียนและถ่ายทอดสิ่งที่เขาเห็นและรู้จริงให้แกเพื่อนมนุษย์

ปรัชญาประการสุดท้ายของ Camus ที่จะขอยกมากล่าวอ้างก็คือ ปรัชญาการขบถ ซึ่งหมายถึง การแสดงความต่อต้านต่อสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วย และไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เราจะเห็นได้ว่าปรัชญาแห่งการขบถนั้น ได้รับแรงผลักดันมาจากความท้าทายเสรีภาพและความปรารถนาแรงกล้าที่มีอยู่ในตัวมนุษย์นั่นเอง Camus เสนอว่าทุกคนมีสัญชาตญาณการขบถอยู่ในตัวอยู่แล้ว เมื่อใดที่คนต้องการแข็งข้อหรือต่อต้านกับความอยุติธรรมแล้ว เมื่อนั้นภราดรภาพก็จะเกิดขึ้น

จากหลักปรัชญาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ได้ส่งอิทธิพลต่องานเขียนของ Camus ในหลายต่อหลายเรื่อง รวมไปถึงเรื่อง The Guest เรื่อง The Guest เป็นเรื่องสั้นที่ถูกรวบรวมอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้น ชื่อ Exile and the Kingdom ภายหลังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Justin O’Brien ในเรื่อง The Guest นี้ กลับไปสู่ภูมิประเทศท้องถิ่นของประเทศแอลจีเรียเพื่อพรรณาให้เห็นความสะเทือนอารมณ์การตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับให้เลือกระหว่าง 2 สิ่งของตัวละครเอกของเรื่อง Daru ซึ่งมีอาชีพเป็นครูท้องถิ่นผู้ที่ลุกขึ้นต่อต้านการมีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดของฝรั่งเศส ในช่วงสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับแอลจีเรียที่กินเวลาตั้งแต่ปี 1954-1962 แก่น หรือ Theme ของเรื่องนี้คือ อิสรภาพ ความเป็นพี่น้อง ความรับผิดชอบ ศีลธรรมที่ขาดความชัดเจนและตัวเลือกที่ตัวละครหลักไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ซึ่ง Camus ได้หยิบยกมาจากชีวิตจริงของเขาเอง

Daru ซึ่งเป็นตัวละครหลักในเรื่อง The Guest เมื่อผู้อ่านลองเปรียบเทียบกับ Camus จะพบความเหมือนของเขาทั้งสอง กล่าวคือทั้งสองเป็นลูกครึ่งระหว่างฝรั่งเศสและแอลจีเรียเหมือนกันและ Daru หาเลี้ยงชีพโยการเป็นครู ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่ Camus ใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็น ฉากหลังในเรื่องจะถูกจัดอยู่บริเวณเทือกเขาทางตอนเหนือของแอลจีเรีย มีหิมะปกคลุม เป็นพื้นที่ที่ยากลำบากและโดดเดี่ยว ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งที่ไม่มีทั้งนักเรียนที่เป็นชาวพื้นเมืองหรือกลุ่มชนอาหรับมาเล่าเรียน Daru ถูกปล่อยทิ้งไว้ในตึกที่ว่างเปล่าแห่งนี้เพียงผู้เดียว เมื่อ Balducci ซึ่งเป็นตำรวจมาถึงพร้อมกับนักโทษ Balducci กล่าวกับ Daru ว่า เขาได้นำคำสั่งมาจากทางราชการว่า Daru จะต้องนำนักโทษผู้นี้ไปมอบให้แก่ตำรวจใน Tinguit โดยอ้างว่านักโทษผู้นำกระทำความผิด คือ เขาสังหารญาติของตัวเอง Daru ปฏิเสธการปฏิบัติตามภาระกิจดังกล่าวแต่เขาถูกย้ำเตือนว่านี่คือคำสั่งจากทางราชการ Balducci มอบปืนลูกโม่ให้แก่ Daru เผื่อว่าเขาอาจต้องการมันเพื่อป้องกันตัวเอง Arab กลายเป็นอาคันตุกะของ Daru ในบัดดล Daru ปฏิบัติต่อ Arab เฉกเช่นแขกผู้หนึ่ง ทั้งสองแบ่งปันอาหารซึ่งกันและกัน เมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยกัน Daru จึงถามเจ้า Arab ผู้นั้นว่าเพราะเหตุใดเขาจึงต้องสังหารญาติของตนเอง แต่เจ้า Arab ผู้นั้นกลับไม่เข้าใจคำถามของ Daru บรรยากาศของการสนทนาในระหว่างนั้นในตอนนั้นมันเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนการสนทนาธรรมดา เจ้าArab ตอบเพียงว่า ญาติผู้นั้นได้ทำผิดต่อตน ตกกลางคืน ทั้งสองต้องนอนร่วมห้องกัน Daru รู้สึกไม่ค่อยสบายใจและไม่สามารถนอนหลับลงได้ ขณะเจ้า Arab ได้ลุกขึ้นไปจากห้อง Daru เริ่มกังวลและคิดไปว่า Arab คงกำลังหลบหนี แต่ Arab เพียงลุกเพื่อไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น เช้าวันถัดมา Daru และ Arab เริ่มออกเดินทางไปสู่ Tinguit ขณะนั้นเอง Daru ได้มอบเงิน อาหารและบอกเส้นทางของที่จะนำไปสู่กลุ่ม Arab เร่ร่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้สามารถหาที่หลบภัยให้แก่เจ้า Arab ผู้นี้ได้ หลังจากนั้น Daru ก็จากไป นักโทษชาว Arab ผู้นี้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระที่จะเลือกชะตาชีวิตของตัวเองว่าเขาจะเป็นอิสระหรือจะเข้าไปสู่การลงโทษตามกระบวนการของกฏหมาย เมื่อกลับถึงโรงเรียน Daru พบข้อความซึ่งเขียนอยู่ที่กระดานว่า You handed our brother over, You’ll pay for this” Daru จึงตระหนักได้ทันทีว่า เจ้านักโทษผู้นี้ได้เดินทางเพื่อไปยัง Tinguit ซะแล้ว และเรื่องนี้ก็จบลงด้วยคำบรรยายที่ว่า “Daru looked at the sky, the plateau, and, beyond, the invisible lands stretching all the way to the sea. In his vast landscape he had loved so much, he was alone”

จากเรื่อง The Guest สิ่งที่ Camus ต้องการสะท้อนผ่านตัวละคร Daru ก็คือ การไม่ต้องการให้สังคมกำหนดว่าชีวิตของเขา(Daru)ควรจะเป็นเช่นไร ดังนั้นเขาจึงไม่ไปกำหนดบทบาทหน้าที่ของเจ้า Arab ว่าเขาต้องปฏิบัติตามสิ่งที่สังคมเห็นว่าเป็นเรื่องที่สมควรจะกระทำเช่นกัน โดย Daru จะปล่อยให้ Arab เลือกเองว่าชีวิตของเขาจะดำเนินไปในรูปแบบใดด้วยตัวของเขาเอง จากตอนท้ายของเรื่องเราจะเห็นได้ชัดเจนถึงอิทธิพลของปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism ที่ว่าให้เรารู้จักตัวเอง รู้จักธรรมชาติของตัวเราเองว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นระบบความคิดที่จะช่วยให้คนแต่ละคนศึกษาและเข้าใจตัวเอง รู้ปัญหาของตัวองและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองซึ่งตัวของ ตัดสินใจสิ่งต่างด้วยตัวเองและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ซึ่งเมื่อ เจ้า Arab เลือกที่จะเดินเข้าสู่คุก การลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายก็เกิดขึ้น และนั่นก็คือผลจากการตัดสินใจของเขาเอง มิใช่ความผิดของใคร Camus มิได้เสนอการแก้ไขปัญหาหรือ ไม่แม้กระทั่งจะเสนอคำถามที่ชัดเจนว่าเขาต้องการให้อะไรแก่ผู้อ่าน แต่ผู้อ่านเรื่องต่างหากที่จะมีคำถามและคำตอบของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เขาต้องการให้ผู้อ่านได้รับรู้ก็คือ ทุกคนสามารถสร้างตัวเลือกให้แก่ชีวิตของตัวเองได้และเมื่อคนๆนั้นๆได้เลือกแล้วว่าเขาจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางใดเขาก็ต้องยอมรับผลจากการตัดสินใจของเขาด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ Camus ยังได้สะท้อนแนวคิดเรื่องความตาย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า Daru สามารถยอมรับในสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจเลือกกระทำและยอมรับความตายที่จะมาถึงในอนาคตข้างหน้านี้แล้ว

แม้ว่าเรื่องสั้นทั้งสามเรื่องนี้จะถูกกำหนดอยู่ในประเทศที่เป็นอาณานิคมเหมือนกัน แต่มันกลับมีความแตกต่างที่ผู้อ่านสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ในเรื่อง Her Three Days นั้นจะถูกกำหนดอยู่ในวงสังคมที่แคบ นั่นก็คือการถูกจัดอยู่ภายใต้สังคมอิสลาม ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ก็มิได้เป็นไปในลักษณะดังวกล่าว เฉกเช่นเดียวกับเรื่อง Looking for a Rain God ซึ่งถูกกำหนดอยู่ในสังคมที่ยังคงมีอิทธิพลของวัฒนธรรมพื้นเมืองของท้องถิ่นตัวเองอยู่ ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องที่เฉพาะกลุ่ม และมันก็เป็นข้อจำกัดประการหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านที่อยู่ในลักษณะสังคมหรือบริบทที่แตกต่างจะสามารถทำความเข้าใจได้อย่างแจ่มชัด ในทางตรงกันข้าม แม้ว่า The Guest จะถูกกำหนดสถานที่ให้อยู่ในประเทศอาณานิคมเหมือนกับสองเรื่องแรกแต่ ผู้อ่านจะพบได้เองว่า Camus ได้สร้างฉากของเรื่องที่เป็นสากล เป็นความจริงที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆสังคม

เมื่อเราได้ศึกษาผลงานในลักษณะ Postcolonial และงานเขียนที่อยู่ในรูปแบบปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism เปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่า งานเขียนทั้งสองนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผลงานแบบ Postcolonial สามารถตอบสนองผู้อ่านได้เฉพาะกลุ่ม แต่งานเขียนในลักษณะ Existentialism สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้เป็นส่วนใหญ่และมีความเป็นสากลมากกว่ามาก ทำให้งานเขียนแบบปรัชญาลัทธิอัตถิภาวะนิยม หรือ Existentialism นี้ได้รับการยอมรับและยกย่องในหมู่มหาชน ในทางตรงกันข้าม ผลงานแบบ Postcolonial กลับถูกมองเป็นเพียงงานเขียนที่เป็นไปในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ หรือ Propaganda ให้แก่กลุ่มประเทศอาณานิคมเท่านั้น

 

 

 

 

           

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1