สีีสันแห่งตะวันออกกับศิลปะเซรามิคตระกูลคีนิ


เบื้องลึกของเซรามิคอุตสาหกรรมตระกูลคีนิ*

     

ภารกิจและพัฒนาการทางศิลปะของตระกูลคีนิเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาและวิเคราะห์แนวทางศิลปะที่รุ่งเรืองในอิตาลีระหว่างทศวรรษ 1800 และ 1900 ที่นักวิชาการให้ความสนใจอย่างลึกซึ้งมานานนับหลาย ๆ ปี ดังนั้นการศึกษามิติแห่งงานศิลปะเซรามิคของตระกูลคีนิ จึงควรย้อนกลับไปยังรากฐานและภารกิจของโรงงานเซรามิคซาน โลเรนโซ (Fornaci San Lorenzo) อันเป็นจุดกำเนิดของเซรามิคอุตสาหกรรมคีนิ เอกสารฉบับย่อชุดนี้จึงเป็นเสมือนการถ่ายทอดรูปแบบการเดินทางย้อนไปยังทศวรรษที่ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางศิลปะที่ตระกูลคีนิเติบโตขึ้นมาในดินแดนแห่งศิลปะแบบทอสคานีแท้ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก้าวสู่การผญจภัยครั้งสำคัญในโลกศิลปะเพื่อพัฒนารูปแบบสมัยใหม่ (modern style) จวบจนเวลาปัจจุบันผู้ที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์การผลิตของโรงงานเซรามิค .Fornaci San Lorenzo จากผลงานต้นแบบที่อยู่ในแถบเมืองบอร์โก ซาน โลเรนโซซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงความสำคัญของตระกูลคีนิในแว่นแคว้นนี้ต่างเห็นพ้องว่าเป็นผลงานศิลปหัตถกรรมที่มีคุณภาพสูงด้วยฝีมือช่างตระกูลคีนิมาอยู่ที่เมืองมูเจลโลตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1800 โดยมีปิเอโตร อเลซโซ เป็นต้นตระกูลปิเอโตรเป็นมัณฑนากรและถ่ายทอดฝีมือช่างลงมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน กาลิเลโอ คีนิ กล่าวไว้ในบันทึกวันที่ 25 กรกฎาคม 1946 ถึงผลงานลายเส้นของคุณปู่ปิเอโตร อเลซโซว่า

                        

Pietro Alessio Chini;Tito di Pietro Chini (Padre di Chino);Elio Chini (sarto) (Padre di Galileo)

Leto di Pietro Chini (pittore); Grancesco Lombardi;Eugenio Viliani;Leopoldo Romagnoli;Giovanni Francini

 

 

“ Era un autodidatta che con la sua sola passione per l’arte e volontà fattiva, considerando I tempi, era arrivato già a 26 anni (era nato nel 1800 e morto in età di anni 75) ad essere un abile e pratico Decoratore, Maestro ai figle che ben 5 (Tito mio Pedre, Pio, Dario, Siro, Leto), seguirono poi in Arte il suo indirizzo e la Tecnica da lui praticamente appresa. Il piccolo disegno indica anche l’indole di conservazione di quanto andava studiando e faceva in disegni e studi di lavori, livri che andava con intelligenza acquistando e che a noi nipoti rivelano la grande e instancabile passione dhe aveva di apprendere in ogni ramo di Arte fino agle ultimi anni della sua vita e che trasmise ai figle per l’Arte, ed allo Zio Lino per le ricerche storiche, ed a tutti, anche la passione per la musical in special modo ad Elio e Siro. (ปิเอโตร อเลซโซเป็นคนที่เรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องขอบคุณในความหลงใหลในงานศิลปะและความมุ่งมั่นของเขาซึ่งทำให้เขาเป็นมัณฑนากรที่เก่งกาจ ตอนอายุเพียง 26 ปี- เขาเกิดในปี ค.ศ. 1800 และเสียชีวิตตอนอายุ 75 ปี นอกจากนี้เขายังได้ถ่ายทอดความหลงใหลและความสามารถของเขาไปสู่ลูกชายทั้งห้า ติโต ผู้เป็นบิดาของ คีโน ปิโร ดาริโอ เลโต ผู้ที่ได้ดำเนินรอยตามแนวทางศิลปะตกแต่งของพ่อ ปิเอโตร อเลซโซชอบศึกษาและรักการอ่านหนังสือมากและมักจะซื้อหนังสืออ่านมากมายแสดงให้เห็นความหลงใหลอย่างไม่รู้จบสิ้นในการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะจวบจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตเขาความหลงใหลนี้ได้ถ่ายทอดมาสู่ ลูก ๆ ทุกคนรวมทั้งความโปรดปรานเสียงดนตรีด้วย)        

                ชื่อเสียงของตระกูลคีนิเป็นที่รู้จักกันดีในภูมิภาคของมูเจลโลจนถึงปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีความเปลี่ยนแปลงที่นำชื่อเสียงและความสำคัญมาสู่ตระกูล คือ คีนิสร้างฐานการผลิตใหม่ที่เมืองฟรอเรนซ์ในปลาย ปี ค.ศ. 1896 เป็นโรงงานเซรามิคเล็ก ๆ ชื่อว่า “L’Arte della Ceramica” ผลิตผลงานที่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะแนวทดลองเพื่อการพัฒนารูปแบบของศิลปะตกแต่งในแคว้นทอสกานีและอิตาลี  ผู้ควบคุมแนวทางศิลปะของโรงงานเซรามิคแห่งนี้คือ กาลิเลโอ คีนิผู้ที่เรียนรู้และเข้าใจในทันทีถึงทฤษฎีสุนทรียศาสตร์แนวใหม่ที่ได้แพร่อิทธิพลไปทั่วพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปแล้วในขณะนั้น ในการแสดงนิทรรศการตูริน “Exposixione di Torino” ในปี ค.ศ.1898 ผลงานของ “Arte della Ceramica” ได้ประสบความสำเร็จอย่างน่าเหลือเชื่อด้วยรูปแบบที่ทันสมัยเกินใคร  จากจุดเดิมที่เริ่มก่อตั้งโดย กาลิเลโอ คีนิ วิตตอริโอ กุนติ โจวานนิ มอยเตลาติชิ และ โจวานนิ วานนุซซิ (Galileo Chini, Vittorio Guinti, Giovanni Montelatici และ Giovanni Vannuzzi) ได้มีสมาชิกของตระกูลคีนิเข้ามาเสริมใน คือ คีโน กุยโด และออกุสโต (Chino, Guido และ Augusto) ปัญหาในการร่วมงานทำให้กาลิเลโอ คีนิและ คีโนแยกตัวออกมา แต่ในปี ค.ศ.1906 พวกเขาได้ร่วมมือกับปิเอโตร คีนิซึ่งเป็นพี่ชายของ คีโนกลับมาสร้างโรงงานเซรามิคที่ชื่อว่า“San Lorenzo” ขึ้นมาใหม่ที่บอร์โก ซาน โลเรนโซตั้งอยู่ในหุบเขามูเจลโล ที่ซึ่งเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดครอบครัวนี้ ชื่อใหม่ของกิจการแห่งนี้ไม่มีชื่อของคีโนอยู่ด้วยเพราะเขาเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคนิคเซรามิคของโรงงาน “Arte della Ceramica” มาก่อนจำต้องเก็บรักษาความลับในการผลิต ซึ่งการมาอาจมาทำงานใหม่อย่างเปิดเผยจะทำให้มีปัญหาหุ้นส่วนกิจการอันเก่าของเขาได้ ส่วนกาลิเลโอ คีนิซึ่งกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง คือผู้เขียนคำโฆษณาให้กับเซรามิคอุตสาหกรรมของโรงงานเซรามิค ซานโลเรนโซ เป็นคนแรก กล่าวคือในปี ค.ศ. 1906 มีการแสดงนิทรรศการที่เมืองมิลาน หรือ “Exposizione di Milano” ซึ่งกาลิเลโอ คีนิได้ร่วมแสดงผลงานของเขาเองในฐานะจิตรกร เขาเล็งเห็นความสำคัญว่าโรงงานเซรามิคแห่งใหม่ควรใช้โอกาสนี้เพื่อประชาสัมพันธ์เซรามิคอุตสาหกรรมของโรงงานให้เป็นที่รู้จัก ในครั้งนี้เขาเลือกไม่แสดงผลงานบนแท่นแสดงอย่างเป็นทางการ (อาจจะเป็นเพราะต้องการประหยัด) และในจดหมายลงวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1906 เขาได้เขียนถึงคีโนว่า

                                                           

“Caro Chino, stamane sono ripartito per Milano. Spero che tu sarai a manopolare I vasetti e che tu divida le idee mie ricevute in una lettera e cartolina che ti spedii costà. Allora siamo d’accordo! u spedisci a me presso la Segreteria Belle Arti Exposizione Milano – Ricordati delle sigle esse sono la cosa che almeno io credo più importante di tutto.” (กาลิเลโอเขียนถึงคีโนว่าเขาตัดสินใจไปมิลานอีกครั้ง   เขาหวังว่าคีโนยังคงทำงานเซรามิคอุตสาหกรรมอยู่และกาลิเลโอหวังว่าคีโนจะเห็นด้วยกับความคิดของเขาตามที่ได้ส่งรายละเอียดไปพร้อมกับจดหมายฉบับนี้ให้แก่คีโน  ยิ่งไปกว่านั้นกาลิเลโอ ได้ขอร้องให้คีโนส่งของบางอย่างมาให้เขาผ่านทางเลขานุการนิทรรศการศิลปะที่มิลาน สิ่งนั้นกาลิเลโอหมายถึง อักษรย่อของชื่อโรงงานแห่งใหม่ ที่เขาบอกว่าสำคัญเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ )

                                                              

 Cache-pot with tulips. Galileo Chini. About 1900.
Tulips are the flowers that are mostly used in the production of "Arte della Ceramica"; the choice of this flower is related to the sinuous elegance of this plant. 
© Liberto Perugi  

ตัวอักษรย่อของโรงงานแห่งใหม่นี้ เป็นสัญลักษณ์พิเศษเพื่อการรำลึกถึงนักบุญโลเรนโซผู้อุปถัมภ์เมืองบอร์โดซาน โลเรนโซ และมีดอกลิลลี่เล็ก ๆ วางเคียงคู่อยู่ด้วย  ผลิตภัณฑ์เซรามิคที่มูเจลโลส่วนใหญ่มาจากแนวความคิดการออกแบบลวดลายของกาลิเลโอที่ทำเป็นลายดอกไม้แบบธรรมชาติที่เห็นได้จากผลงานตอนที่เป็น “Arte della Ceramica”)  จนกระทั่งปี ค.ศ. 1911 เริ่มเปลี่ยนเป็นการประดิษฐ์ลวดลายขึ้นโดยรับอิทธิพลจาก “Secessione Viennese“ เป็นการก้าวเข้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า  Déco  style

                                                                                  

Vase with flower pattern and female face. Galileo Chini. Arte della Ceramica. About 1900.Collection Giuseppe Margheri
© Liberto Perugi

                ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสี มีการเปลี่ยนแปลงไป ในรูปแบบใหม่นี้โครงสีแบบนุ่มหรือโทนสีอ่อนซึ่งเป็นแบบฉบับของ “Arte della Ceramica” ก็เลิกใช้ไปและทดแทนด้วยโทนสีจัดมากขึ้น ดังเช่น ฟ้า, แดง, เขียว และน้ำตาล อันที่จริงแล้วสีเหล่านี้คือสีที่กาลิเลโอ คีนิใช้ในการเขียนภาพเฟรสโกและทำให้สีจัดและสดใสขึ้นด้วยเทคนิคการเคลือบด้วย metallic “lustri” เทคนิคนี้ใช้กันตลอดที่โรงงานเซรามิค ซาน โลเรนโซและสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบหลักของการผลิตเซรามิคของที่นี่     “lustro” ที่ใช้มีหลายประเภท เช่น สีทอง, สีเงิน, สีแดงทับทิม ซึ่งสีสุดท้ายนี้นิยมใช้กันมากสุด

                                                                               

Round tile with metallic "lustro". Galileo Chini. Arte della Ceramica. About 1900.
Collection Giuseppe Margheri
© Liberto Perugi  

                ในส่วนที่เกี่ยวกับวัสดุ มี “grès” เป็นองค์ประกอบสำคัญ  วัสดุนี้ใช้กันมาตั้งแต่ที่เป็น “Arte della Ceramica” แล้ว ซึ่งเป็นแบบที่มีสีเทา (grey type) และตกแต่งลวดลายด้วยสีฟ้าโคบอลต์บนพื้นหลังที่มีลวดลายเป็นธรรมชาติ เซรามิคที่ทำจาก grès และเซรามิคที่ทำจากเครื่องเคลือบ (majolica) มีอย่างแพร่หลาย มีลักษณะเด่นคือโครงสร้างและลวดลายประดิษฐ์จากทรงเรขาคณิต การตกแต่งลวดลายเถาเลื้อยประดับด้วยรูปทรงหรือใบไม้เล็ก ๆ โดยทั่วไปแล้ว การตกแต่งจะไม่ให้ความสนใจกับพื้นผิวทั้งหมดของชิ้นงาน การตกแต่งจะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผลงานและตัวพื้นหลังก็จะยังคงสภาพสีตามธรรมชาติของมัน อันที่จริงแล้วการผลิตด้วย grès มักจะมีการลงสีเคลือบโปร่งใสและในบางครั้งอาจมีการใช้ metallic “lustro” ด้วยเช่นกัน

                นอกจากนี้ เครื่องปั้นดินเผา แล้ว โรงงานเซรามิคโลเรนโซยังผลิตบานประตูประดับกระจกสีโดยมีคีโนเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้และทุ่มเททำมาก่อนหน้านี้หลายปี บานประตูประดับกระจกสีที่ผลิตจากที่นี่เคยได้รับรางวัลที่สองในการแข่งขันบานประตูประดับกระจกสีของที่โบสถ์ ชื่อ ซาน เปาโล อยู่ชานเมืองโรมเมื่อปี  ค.ศ.1908 รูปแบบศิลปะของบานประตูนี้แสดงอย่างเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นอิสระจากรูปแบบแนวประเพณีแบบฟรอเรนซ์ที่เห็นกันดาษดื่น และแสวงหาความเป็นสมัยใหม่

                                                                                       

The window of villa Agatina. Galileo Chini. 1919.
In this window it is possible to notice the Klimt influence.
© Liberto Perugi

 ความสำเร็จครั้งแรกก็คือ การแสดงผลิตภัณฑ์ในงานนิทรรศการเซรามิคชื่อ “Esposizione Torricelliana” ที่เมืองฟาเอนซาในปี ค.ศ.1908  เซรามิคของตระกูลคีนิได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพเทียบเท่ากับผลงานจากโรงงานเซรามิคสำคัญ ๆ ระดับนานาชาติทีเดียว ความสำเร็จครั้งนี้ชาวเมืองบอร์โก ซานโลเรนโซทั้งหลายต่างร่วมยินดีดังเห็นได้จากโทรเลขซึ่งส่งถึงกาลิเลโอ คีนิจาก เทเรซา และ เยริโน เยรินี ลงวันที่ 1 ธันวาคม 1908 ความว่า “Il loro pensiero gentile ci giunge graditissimo e mentre inviamo sentiti ringraziamenti ci congratuliamo di cuore meritati festeggiamenti loro tributati da compaesani”. อาจจะเพราะคีนิได้รับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย จึงทำให้ เทเรซา เยรินีเริ่มเข้ามาร่วมทุนด้วย  ในปี ค.ศ. 1909 จึงได้มีการเปิด  “Società Fornaci San Lorenzo Chini & Co. อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม โรงงานแห่งนี้ต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความอื้อฉาวอยู่ระยะหนึ่งตั้งแต่ในช่วงปีแรก ๆ ของการก่อตั้ง หลังจากที่ได้รับความสำเร็จจากการแสดงเซรามิคที่เมืองฟาเอนซาในปี ค.ศ. 1908 แล้วโรงงานเซรามิคซานยังได้รับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมายเช่นรางวัลกรังด์ปรีซ์และเหรียญทองจากแสดงนิทรรศการที่บรุคเซลส์ในปี ค.ศ.1910 และจากแสดงนิทรรศการที่ตูรินต่อมาในปี 1911 โรงงานเซรามิคของตระกูลคีนิได้ร่วมมือกับสถาปนิกชื่ออูโก จุสติ (Ugo Giosti) ทำงานตกแต่ง ศาลาแห่งทอสกานีในการแสดงนิทรรศการศิลปะนานาชาติที่โรม นำเสนอผลงานบานประตูประดับกระจกสีและพื้นที่ทำจาก grès คล้ายกับที่ทำที่มหาวิหารเมืองปิซ่า  ในปี ค.ศ. 1911 กาลิเลโอ คีนิได้จากบอร์โก ซาน โลเรนโซเพื่อเดินทางมายังประเทศสยามเพื่อเขียนภาพสีเฟรสโกประดับเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคมให้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ต้องเบนทิศทางทางศิลปะเซรามิคไปชั่วขณะ กาลิเลโอยินยอมให้โรงงานเซรามิคซาน โลเรนโซรับข้อเสนอสัญญาว่าจ้างทำเซรามิคประดับที่พระที่นั่งด้วยแต่เนื่องจากคีโนป่วยหนักจึงไม่อาจรับทำงานนี้ได้  แต่โรงงานก็สานต่องานประดับเซรามิคทนความร้อนสำหรับสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะ เรียกว่าแบบ “Lorenzo Berzieri” ที่เมืองซาลโซมายอเร โดยร่วมงานกับสถาปนิกชื่ออูโก จุสติ งานนี้เริ่มตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1923 การตกแต่งเซรามิคบนสถาปัตยกรรมแบบอลังการเช่นนี้สำเร็จได้ด้วยการประสานงานอย่างดีกับประติมากรชื่อ กุยโด คงโลริ และอริสติเด อโลอิซิ ทำให้ลวดลายประดับของเซรามิคสมบูรณ์งดงามลงตัวกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ใหญ่โต กาลิเลโอยังเป็นผู้เขียนภาพสีเฟรสโกบนผนังของโถงบันไดใหญ่ ที่เห็นได้ชัดว่ามีอิทธิพลตะวันออกซึ่งกาลิเลโอได้ซึมซับในช่วงระหว่างการพำนักที่ประเทศสยามระหว่างปี ค.ศ. 1911 จนถึง  ค.ศ.1914 การตกแต่งสถาปัตยกรรมอาคารแห่งนี้มีความสำคัญต่อกิจการโรงงานเซรามิคของคีนิเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านโครงสร้างการผลิต คือ มีการขยายเตาเผาให้ใหญ่ขึ้นและขนาดโดยรวมของโรงงานก็ปรับให้สามารถรับการผลิตงานขนาดใหญ่ได้ ส่วนผลิตโดยเครื่องกลึงก็เลิกไปเพื่อนำพื้นที่มาใช้งานหล่อพิมพ์ชิ้นส่วนเซรามิคเพื่อประดับสถาปัตยกรรมที่เมืองบ่อน้ำร้อน Terme Berzieri  ด้วยเหตุนี้ในงานแสดงนิทรรศการศิลปะที่เมืองเปซาโน ในปี ค.ศ.1924 โรงงานเซรามิคฐาน โลเรนโซจึงล้วนมีแต่ผลิตภัณฑ์เซรามิคจากเทคนิค mould-die ทั้งสิ้น  อย่างไรก็ตามต่อมาก็เริ่มฟื้นฟูเซรามิคอุตสาหกรรมจากเทคนิคการกลึงอีกครั้งและนำไปแสดงที่นิทรรศการศิลปะที่ปารีสและมอนซาในปี  ค.ศ.1925 ครั้งนั้นได้ซื้ออาคารของโรงงาน (ซึ่งเป็นโรงงานเก่า) ชื่อ “Florentia Ars” ซึ่งตั้งอยู่ที่ในเมืองฟรอเรนซ์ บนถนนชื่อเบอร์นาร์โด ทานุชชี  ในนิทรรศการครั้งนั้นมีการบันทึกไว้ว่า “La produzione del 1925 presentata quest’anno a Monza ed a parigi accanto ai tipi divenuti ormai tradizionali segna un risorgimento notevole nella famosa fabbrica toscana che negli ultimi anni s’era appartata dalle esposizione, occupata dalla decorazione sontuosa delle terme di Salsomaggiore. Pezzi bellissimi espone Galileo Chini specialmente nei grès e nelle maioliche a gran fuoco: il gusto della decorazione s’è mantenuto austero, con quel disegno netto, con quella colorazione sobria che conoscevamo. Ma I motivi si sono arricchiti. La tecnica s’è fetta più matura ed ardita, le vernici hanno assunto smalti ed iridi preziosi.” (นี่คือบันทึกเหตุการณ์ของการแสดงนิทรรศการศิลปะแห่งมอนซาและปารีสว่าด้วยการเข้าร่วมแสดงผลงานของโรงงานเซรามิคซาน โลเรนโซ กล่าวว่ากาลิเลโอ นำเสนอผลงานที่งดงามมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง grès และ เครื่องเคลือบ (majolica) เพราะรูปแบบลวดลาย ลายเส้นที่ชัดเจน การลงสีสันที่สง่างามและใช้เทคนิคต่าง ๆที่พัฒนาก้าวหน้ามาก) หลังการแสดงผลงานที่ปารีส กาลิเลโอก็เลิกเป็นผู้กำหนดทิศทางศิลปะของโรงงานและได้ติโต ลูกชายของคีโนรับช่วงดูแลแทน ติโตเขาร่วมบริหารโรงงานมานาม และแม้ว่าเขาจะได้รับอิทธิพลจากผลงานของกาลิเลโอ (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บานประตูกระจกของ โรงแรมโรมาที่ฟรอเรนซ์  แต่ติโตก็พยายามฟื้นฟูรูปแบบและรูปทรงของเซรามิคอุตสาหกรรมแบบเดิมที่ทำกันสมัยที่เป็นโรงงานเซรามิคซาน โลเรนโซ ลักษณะสำคัญของลดลายประดับคือการใช้รูปเรขาคณิตและสีสันที่หลากหลาย และเซรามิคบางแบบก็ตกแต่งแบบเรียบง่ายและดูเป็นทางการแบบเดียวกับผลงานเครื่องเคลือบดินเผาของ โจ ปอนติ (Gio Ponti) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนรูปคนลงสีรูปคน ที่โรงงานนี้มีลูกชายของคีโนอีกสองคนชื่อเอลิโอ และออกุสโต  เอลิโอเป็นนักเคมีดังนั้นเขาจึงทำงานในด้านเทคนิคในห้องปฏิบัติการส่วนออกุสโตเป็นประติมากรและทำงานเกี่ยวกับการสร้างแบบออกมา อย่างไรก็ตามเราไม่มีเอกสารข้อมูลเพียงพอที่จะอธิบายการดำเนินงานในโรงงานของลูกชานคิโน ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องยากที่จะพูดถึงงานที่ผลิตในโรงงานแห่งนี้ เรามีข้อมูลจากข่าวในการแสดงนิทรรศการศิลปะเช่น นิทรรศการที่อันแวร์ซา  (Anversa) ในปี ค.ศ.1930 ซึ่งออกุสโตรับงานตกแต่งซุ้มประตูของศาลาโคโลนีและติโตได้ตกแต่งเพดานโดม (cupola) สำหรับศาลาอิตาเลียนที่ออกแบบโดยวิศวกรชื่อ เควาลลีจากตูริน เราไม่พบงานเหล่านี้เพราะเป็นงานที่เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ และเมื่อนิทรรศการสิ้นสุดลงศาลาพวกนี้ก็รื้อกันไป  นอกจากนี้งานบานประตูประดับเซรามิคของอาคารที่คาสโตรคาโรไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนักแต่ผลงานนี้ถือว่าเป็นผลงานสำคัญชิ้นสุดท้ายของโรงงานเซรามิควานโลเนโซและควรมีการศึกษาอย่างลึกซึ้ง

                ผลงานเซรามิคของตระกูลคินิที่มีอยู่ที่ซานโลเรนโซเป็นผลงานระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง เป็นช่วงที่มีการรูปแบบของแนวทางแบบเดิมของโรงงานเซรามิคเก่าสมัยที่ใช้ชื่อว่า the Fornaci San Lorenzo และลูกชายของคีโนทั้งสองมีบทบาทมากที่สุดต่อการฟื้นฟูนี้ โรงงานต้องเผชิญกับวิกฤตในราวปี ค.ศ.1936 เนื่องมาจากการผลิตวัสดุตกแต่งสถาปัตยกรรมไม่ทำตลาดซึ่งอาจจะเป็นเพราะรสนิยมของประชาชนเปลี่ยนไป แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นโรงงานก็ดำเนินงานกิจการต่อมาจนถึงปี ค.ศ.1943 โรงงานได้ถูกระเบิด  คีโนจดบันทึกเหตุการณ์อันโหดร้ายที่จู่โจมเขาอย่างหนักหลังจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ถึงสองครั้ง นั่นคือ การเสียชีวิตของเอลิโอลูกชายของเขาในปี ค.ศ.1942 และ การเสียขีวิตของ เทเรซาภรรยาของเขา เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ.1943

“Il 30 Dicembre 1943 a ore 12:40. Incursione su Borgo San Lorenzo. Ha colpoto la zona a nord del paese recando molti danni a fabbricati e tantissime vittime. Per vero miracolo io, mia figlia Lina, mio figlio Augusto, mia nuora aurelia e le sue due bambine riccarda e Anna Rosa siamo rimasti salvi. Per la grazia ricevuta rimarremo in ogni giorno della vita, che vorrà ancora concederci, vivamente riconoscenti al miracolo del S.S. Crocifisso di Borgo San Lorenzo. E’ rimasta offesa La casa di abitazione nel Viale IV Novembre e la Manifattura da me creata, e tutto frutto del Lavoro che Iddio mi ha permesso fare e che ora mi ha tolto. Sia fatta intera la Sua Volontà Amen. Chino Chini.” ( ในบันทึกนี้คีโน คีนิได้พูดถึงการโจมตีของทหารที่ บอร์โก ซานโลเรนโซเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1943 ตอน 12.40 . การโจมตีครั้งนี้ได้ทำลายบ้านเรือนไปหลายหลังและฆ่าผู้คนไปมากมาย ในบรรดาบ้านที่ถูกทำลายได้มีบ้านของตระกูลคีนิและโรงงานด้วย แต่ยังโชคดีที่ไม่เกิดอันตรายกับคีโน คีนิ ลินาลูกสาวของเขา ออกุสโตลูกชายของเขา, ลูกสะใภ้อูเรเลีย และหลานสาวทั้งสองคน ริคาร์กาและอาน โรซา

ในบันทึกอีกฉบับ เมื่อปี ค.ศ.1944 คิโน คินิได้เขียนถึงเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตามมาหลังจากโรงงานที่ถูกทำลาย และการย้ายข้าวของที่เหลืออยู่ไปที่ วิลลา เปโคริ จิราลดี

“La sera del 29 Settembre ho portato al Convento delle R.R. Madri quanto era rimasto di sopravvissuto a Villa Pecori Giraldi e vi sono rimasto anche io con P. Labardi e con vitto e alloggio. Vi è poi in seguito trasportato anche quanto è rimasto della Produzione di Fabbrica.” ( วันที่ 29 ของเดือนกันยายน ในช่วงเวลากลางคืน คีโน คีนิขนข้าวของที่จะเอาไปวิลลา เปโคริมาไปยังคอนแวนด์ของ R.R. Madri หลังจากเกิดการโจมที่ของข้าสึกที่ซาน โลเรนโซ คีโน คีนี พักและกินอาหารที่คอนแวนด์กับลาบาร์ดี) หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้โรงงานเซรามิคซาน โลเรนโซของตระกูลคีนิก็ยังไม่สามารถที่จะเริ่มกิจการได้อย่างเป็นปกติเพราะขาดเงินทุน ติโตพยายามจะสร้างโรงงานใหม่ที่ มิลานแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะติโตเสียชีวิตลงก่อนในปี ค.ศ.1947 แม้ว่าการดำเนินงานจะหยุดชะงักลง ในเบื้องลึกของจิตใจของคิโนแล้วเขานึกถึงโรงงานจนวาระสุดท้ายแห่งขีวิตของเขา จริง ๆ แล้วเขาได้เขียนบันทึกในวันที่ 14 ของเดือนมกราคม ค.ศ.1953 ว่า “Stanco di riordinare tante carte che dopo! anderanno al fuoco, e che ho tenuto quale memoria della mia attività, svolta con l’aiuta della Divina Provvidenza eper La famiglia, per il mio Paese nativo e per l’Italia perché rimianga a ricordo ai miei cari nipoti.” (คีโน กล่าวว่าเขาเหนื่อยที่จะจัดการเอกสารใหม่ซึ่งอาจจะถูกทำลายลงอีกในอนาคต เขากล่าวว่าเขาได้เขียนบันทึกต่าง ๆ เพื่อเป็นความทรงจำรำลึกถึงกิจการของเขาที่เขาทำเพื่อครอบครัว เพื่อบอร์โก ซานโลเรนโซและเพื่อประเทศอิตาลีเอง บันทึกเหล่านี้ยังเป็นเสมือนสิ่งที่ระลึกให้แก่ลูกหลานของเขาต่อไปอีกด้วย)              



* แปลจากบทความ “Chini in Dept” เขียนโดย Gilda Cefariello Grosso  © 1998 - 2004 Polimedia s.r.l - All rights reserved แปลเป็นภาษาอังกฤษ  โดย Gianna Toni; แปลเป็นภาษาไทยเพื่อการสัมมนา โดยสิรินทรา บุญโญภาส บรรณาธิการแปล โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกวรรณ ฤทธิไพโรจน์ 

nav
Click here!
More...

 

ความสัมพันธ์ไทยกับอิตาลีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในวาระการทูลเกล้าฯ ถวายพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคม มรดกทางศิลปะแห่งสยามประเทศ
โดยทายาทของกาลิเลโอ คีนิ
(Galileo Chini) ให้เป็นสมบัติของประเทศไทย

ในโอกาสที่คุณเปาลา โปลิโดริ คีนิ (Paola Polidori Chini) ทายาทของกาลิเลโอ คีนิ (Galileo chini) ศิลปินที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้เข้ามาเขียนภาพจิตรกรรมประดับโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม มีความประสงค์จะมอบพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญนับเป็นมรดกของชาติให้เป็นสมบัติของประเทศไทยนั้น คณะกรรมการโครงการความสัมพันธ์ไทยกับอิตาลีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการเอเชียยุโรปศึกษา (สกว.) หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และบริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด (ในเครือซีเมนต์ไทย) เห็นสมควรจัดกิจกรรมทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมในรูปแบบการจัดสัมมนาทางวิชาการ สัมมนาพิเศษเพื่อปฏิบัติการทางศิลปะ การปฏิบัติการทางศิลปะและการแสดงนิทรรศการศิลปะภายใต้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียและยุโรปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการศึกษาและการเชื่อมโยงสู่ยุคปัจจุบัน ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ประการสำคัญ คือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคมทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นสมบัติของชาติต่อไป ตลอดจนเพื่อเผยแพร่ผลงานค้นคว้าในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียและยุโรปในรูปการสัมมนาทางวิชาการ การแสดงนิทรรศการศิลปะอันเป็นการสร้างบรรยากาศทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมแห่งเอเชีย - ยุโรปนประเทศไทย

คณะกรรมการโครงการความสัมพันธ์ไทยกับอิตาลีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เห็นควรให้ดำเนินการต่อเนื่องในสองวาระ วาระแรกเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคม มรดกทางศิลปะแห่งสยามประเทศให้เป็นสมบัติของประเทศไทย โดยคุณเปาลา โปลิโดริ คีนิ ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2547 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “สยามกับตะวันตกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2547 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การแสดงนิทรรศการ “ภาพถ่ายประวัติศาสตร์จากแผ่นดินสองรัชกาล” ระหว่างวันที่ 29-31 มีนาคม พ.ศ. 2547 ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ด้านศิลปะระหว่างอิตาลีและไทย และเป็นการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์และศิลปะจากอดีตข้ามกาลเวลาสู่ยุคร่วมสมัย จึงจัดการสัมมนาพิเศษเพื่อปฏิบัติการทางศิลปะเซรามิคเรื่อง “สีสันแห่งตะวันออกกับศิลปะเซรามิคตระกูลคีนิ” ในวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2547 ณ ห้อง 3104 ศูนย์รวม 3 มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ การทัศนศึกษาศิลปะสถาปัตยกรรม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ ของผู้เข้าร่วมสัมมนาในวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2547 และมีการประชุมปฏิบัติการทางศิลปะเฉพาะกลุ่มศิลปิน เรื่อง “ศิลปะเซรามิค: สยามและอิตาลีจากอดีตสู่ศิลปะร่วมสมัย” ร่วมกับศิลปินเซรามิค วิเยริ คีนิ ในวันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2547 ณ บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด (ในเครือซีเมนต์ไทย) จังหวัดสระบุรี ส่วนในวาระที่สอง คือการสร้างสรรค์ผลงานของกลุ่มศิลปินต่อเนื่องไป ตั้งแต่ 1 เมษายน – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 และสรุปด้วยการแสดงนิทรรศการศิลปะ “กาลิเลโอ คีนิ กับสีสันแห่งตะวันออก” ประกอบด้วยพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งคุณเปาลา โปลิโดริ คีนิ ทายาทของกาลิเลโอ คีนิ ได้มอบให้เป็นสมบัติของประเทศไทย ผลงานของกาลิเลโอ คีนิ : ภาพ Sketch ที่ศิลปินได้เขียนขึ้นขณะที่พำนักอยู่ในสยาม (พ.ศ. 2454 – 2456) เพื่อการออกแบบจิตรกรรมตกแต่งเพดานโดม พระที่นั่งอนันตสมาคม และผลงานศิลปะเซรามิคของศิลปินรับเชิญ ศิลปินอาวุโส ศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศกว่า 60 ท่านซึ่งจะร่วมสร้างสรรค์ผลงานเซรามิคเพื่อศิลปินกาลิเลโอ คีนิในการปฏิบัติการทางศิลปะ “ศิลปะเซรามิค: สยามและอิตาลี จากอดีตสู่ศิลปะร่วมสมัย” อันเป็นการเชื่อมโยงศิลปะในอดีตข้ามกาลเวลามาสู่ศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน ระหว่างวันที่ 10 กันยายน – 31 ตุลาคม พ.ศ. ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

คณะกรรมการความสัมพันธ์ไทยกับอิตาลีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คาดว่าการจัดกิจกรรมเนื่องด้วยการทูลเกล้าฯ ถวายพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคมให้เป็นสมบัติของชาติ โดยคุณเปาลา โปลิโดริ คีนิ ทายาทของกาลิเลโด คีนี จะนำไปสู่การเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากศึกษาค้นคว้าและการวิจัยด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ ในกรอบความสัมพันธ์เอเชีย-ยุโรปโดยเฉพาะไทยกับอิตาลี การบันทึกผลงานทางวิชาการและผลงานศิลปะในรูปหนังสือเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต และเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับยุโรปโดยเฉพาะไทยกับอิตาลีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 ........................................................................

 

โครงการสัมมนาพิเศษ “สีสันแห่งตะวันออกกับศิลปะเซรามิคของตระกูลคีนิ”
การประชุมเชิงปฏิบัติการ “ศิลปะเซรามิค: สยามและอิตาลีจากอดีตสู่ศิลปะร่วมสมัย”
และนิทรรศการศิลปะ “กาลิเลโอ คีนิ กับสีสันแห่งตะวันออก”
โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร โครงการเอเชียยุโรปศึกษา (สกว.)
บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด (ในเครือซีเมนต์ไทย) และ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

หลักการและเหตุผลในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามประเทศได้เปิดกว้างสู่การรับและปรับรูปแบบศิลปะ โดยเฉพาะการรับศิลปะตะวันตกและการปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยในยุคนั้น ศิลปินและสถาปนิกชาวอิตาเลียนได้มีส่วนร่วมที่โดดเด่นในกระแสศิลปะนั้นจากยุคของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อยมาจนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่ปรากฏชัดในผลงานทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมมากมาย เช่น อาคารที่ว่าการกระทรวงกลาโหม (ปัจจุบัน) พระที่นั่งอัมพรสถาน พระที่นั่งอภิเษกดุสิต และพระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชวังดุสิต พระที่นั่งมฤคทายวัน วังบางขุนพรหม วัดราชาธิวาส วัดเบญจมบพิตร สถานีรถไฟหัวลำโพง บ้านนรสิงห์ (ตึกไทยคู่ฟ้าในปัจจุบัน) บ้านพิษณุโลก การวางผังสวนลุมพินี การวางผังและการสร้างอาคารแรก ๆ ของสภากาชาดไทย เป็นต้นในยุคสมัยที่ประเทศไทยได้รับศิลปวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในสังคมครั้งนั้นศิลปินชาวอิตาเลียนก็ได้รับอิทธิพลศิลปะเอเชียรวมทั้งศิลปวัฒนธรรมสยามเช่นกันดังปรากฏชัดในกรณีของศิลปินกาลิเลโอ คีนิซึ่งได้สร้างสรรค์ผลงานไว้มากมายในประเทศอิตาลี “ความทรงจำแห่งสยาม” ไม่ได้เลือนหายไปจากผลงานของศิลปินท่านนี้เลย แม้การเดินทางและการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมในยุคสมัยนั้นอาจเป็นกาลเวลาที่ห่างไกลจากสังคมในปัจจุบัน ศิลปะก็ยังคงบอกเล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ยืนยาวมาจนทุกวันนี้ ในโอกาสที่คุณเปาลา โปลิโดริ คีนิ (Paola Polidori Chini) ทายาทของกาลิเลโอ คีนิ (Galileo Chini) จะมอบพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคมให้เป็นสมบัติของประเทศไทย โดยให้อนุรักษ์ไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ นั้น จึงเห็นสมควรจัดโครงการปฏิบัติการทางศิลปะและนิทรรศการศิลปะขึ้นอันเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการอันยาวนาน ระหว่างยุโรปและไทย และเป็นการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์และศิลปะจากอดีตข้ามกาลเวลาสู่ยุคร่วมสมัย

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ในฐานะพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
  2. เพื่อเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าและวิจัยทางศิลปวัฒนธรรม ในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียและยุโรป
  3. เพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่รูปแบบศิลปะเซรามิค ที่สะท้อนการประสมประสานทางศิลปะระหว่างตะวันตกและตะวันออก
  4. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน

ระยะเวลาและสถานที่ วันที่ 30 มีนาคม – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด (ในเครือซีเมนต์ไทย) จังหวัดสระบุรี และหอศิลป์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

วิธีการดำเนินงาน

1. สัมมนาพิเศษเพื่อปฏิบัติการทางศิลปะ “สีสันแห่งตะวันออกกับศิลปะเซรามิคตระกูลคีนิ” โดยเชิญคุณวิเยริ คีนิ ผู้สืบทอดรูปแบบศิลปะเซรามิคของตระกูลคีนิมาจนปัจจุบัน เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษพร้อมแสดงภาพร่าง (Sketch) เพื่อการศึกษาลวดลาย สี รูปแบบ และเพื่อการสร้างสรรค์งานศิลปะเซรามิคของตระกูลคีนิ ในยุคแห่งการรับและการแลกเปลี่ยนรูปแบบศิลปะระหว่างสยามกับอิตาลี ซึ่งได้พัฒนาขึ้นจากความสนใจในศิลปะเอเชียและประสบการณ์ตรงของศิลปินกาลิเลโอ คีนิ ในสยาม ในวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2547 เวลา 08:30- 12:00 น. ณ ห้อง 3104 ศูนย์รวม 3 มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ

2. การทัศนศึกษาศิลปะสถาปัตยกรรม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ สำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ในวันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2547 เวลา 13:30-16:30 น.

3. การประชุมปฏิบัติการทางศิลปะ (เฉพาะกลุ่มศิลปิน) “ศิลปะเซรามิค: สยามและอิตาลีจากอดีตสู่ศิลปะร่วมสมัย” ร่วมกับศิลปินเซรามิค วิเยริ คีนิ ในวันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2547 ณ บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด (ในเครือซีเมนต์ไทย) จังหวัดสระบุรี และสร้างสรรค์ผลงานต่อเนื่องตั้งแต่ 1 เมษายน – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

4. การแสดงนิทรรศการศิลปะ “กาลิเลโอ คีนิ กับสีสันแห่งตะวันออก” ประกอบด้วยพิมพ์เขียวต้นฉบับของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งคุณเปาลา โปลิโดริ คีนิ ทายาทของกาลิเลโอ คีนิ ได้มอบให้เป็นสมบัติของประเทศไทย ผลงานภาพ sketch ของ กาลิเลโอ คีนิ ที่ศิลปินได้เขียนขึ้นขณะที่พำนักอยู่ในสยาม (พ.ศ. 2454 – 2456) เพื่อการออกแบบจิตรกรรมตกแต่งเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม และผลงานศิลปะเซรามิคของศิลปินเซรามิคไทยและต่างประเทศกว่า 60 ท่านซึ่งร่วมสร้างสรรค์ผลงานเซรามิคเพื่อศิลปินกาลิเลโอ คีนิในการปฏิบัติการทางศิลปะ “ศิลปะเซรามิค: สยามและอิตาลีจากอดีตสู่ศิลปะร่วมสมัย” ระหว่างวันที่ 8 กันยายน – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

5. การจัดพิมพ์หนังสือรวบรวมบทความวิชาการและบทความวิจัยที่ได้นำเสนอในการสัมมนาทางวิชาการ “สยามกับตะวันตก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และการสัมมนาพิเศษเพื่อปฏิบัติการทางศิลปะ “สีสันแห่งตะวันออกกับศิลปะเซรามิคตระกูลคีนิ” และผลงานศิลปะที่ได้นำออกแสดงในนิทรรศการทางศิลปะ “กาลิเลโอ คีนิ กับสีสันแห่งตะวันออก”

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. การวิจัยด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ ซึ่งสามารถเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับตะวันตก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  2. การเผยแพร่องค์ความรู้ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าและการวิจัยด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ สู่สังคมในวงกว้าง ซึ่งนับเป็นการสร้างเสริมบรรยากาศทางศิลปวัฒนธรรมในสังคมปัจจุบัน
  3. การบันทึกผลงานทางวิชาการและผลงานศิลปะในรูปหนังสือ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและการวิจัยในอนาคต และเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคม
  4. การกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและนานาชาติให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น

แหล่งทุนสนับสนุน

  1. เงินสนับสนุนจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. เงินสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม
  3. เงินสนับสนุนจาก โครงการเอเชียยุโรปศึกษา (สกว.)
  4. เงินสนับสนุนจากภาคเอกชน บริษัทเซรามิคอุสาหกรรมไทย จำกัด (ในเครือซีเมนต์ไทย)

 

BACK

setstats 1
Hosted by www.Geocities.ws

1