Grass Roots Housing กับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย

พิมพร เส็นติระ


ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของสังคมปัจจุบัน ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลในทุกประเทศต่างพยายามหาวิธีแก้ปัญหา ปัญหาบ้านทั่วไปที่พบได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนบ้านซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปัญหาความยากจนของประชากรในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ขณะที่จำนวนประชากรที่ยากจนกำลังเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ราคาของที่อยู่อาศัยก็กลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดอกเบี้ยในการซื้อระบบเงินผ่อนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัยของมูลค่าของบ้านที่สูงเกินจริง การกู้ยืมเงินจากธนาคารมาซื้อบ้านนั้น ทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินสูงกว่ามูลค่าจริง ๆ ของบ้านถึง 3 เท่า โดย 2 ใน 3 นั้นคือราคาของดอกเบี้ยที่กำหนดโดยธนาคารและเช่นเดียวกับการซื้อบ้านเงินผ่อน ทั่ว ๆ ไป ซึ่ง 70% ของราคาบ้านมักเป็นดอกเบี้ย ในขณะที่มูลค่าบ้านอย่างแท้จริงอยู่ในราว 30% ของเงินที่จ่ายไปเท่านั้น

Christopher Alexander กล่าวว่าในสังคมที่เรียบง่ายทั่วๆไป ชาวบ้านจะไม่กู้เงินจากธนาคารมาสร้างบ้าน แต่เขาจะสร้างบ้านตามกำลังของตน ในตอนแรก ๆ เมื่อเจ้าของบ้านยังเป็นวัยรุ่นอยู่ บ้านจะมีขนาดเล็กขนาดกระท่อม และต่อมาเมื่อมีครอบครัวบ้านจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นได้ แต่การสร้างบ้านแบบ “mass production” ได้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมา เนื่องจากการสร้างบ้านลักษณะนี้ ได้เปลี่ยนสถานะของบ้านให้เป็นเพียง “commodity” ดังที่ Alexander ได้กล่าวไว้ใน The Grass roots Housing Process ว่า “you have to buy it as a package – and to buy it as a package, you have to borrow money” (Alexander, 1973) และการสร้างบ้านสำเร็จรูปนี่เองที่ทำให้ผู้ซื้อต้องพึ่งระบบจำนอง (mortgage system)

ถึงแม้ว่าการสร้างบ้านแบบ mass production อาจตั้งเป้าหมายไว้ที่การแก้ปัญหาขาดแคลนบ้าน หรือในโครงการบ้านราคาถูกอื่นๆสำหรับผู้มีรายได้น้อยนั้น ทั้งสองวิธีก็ยังไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะปัญหาการขาดแคลนบ้านไม่ต้องการบ้านจำนวนมากซึ่งถูกสร้างขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แต่ปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากการขาดแคลนเงินทุน การสร้างบ้านเป็นจำนวนมาก ๆ ไม่ได้ทำให้ราคาบ้านลดลง แต่กลับทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องจ่ายเงินมากกว่ามูลค่าจริงของบ้าน เนื่องจากการซื้อบ้านผ่านระบบจำนองหรือเงินผ่าน(mortgage) นอกจากนี้การสร้างบ้านแบบ mass production มักมีลักษณะรูปแบบเดียวกัน เนื่องจากวัสดุจากแหล่งเดียวกัน เช่น จากโรงงานเดียวกัน ซึ่งผลิตวัสดุออกมาในคราวเดียวเป็นจำนวนมาก ๆ บ้านจึงมีลักษณะเหมือนกันหมด ขาดชีวิตชีวา ไม่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (unique) ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญของบ้าน เนื่องจากเจ้าของบ้านแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน และถ้าผู้อยู่อาศัยซึ่งมีความต้องการที่ไม่เหมือนกันมาอยู่อาศัยในบ้านที่มีลักษณะเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนถอดพิมพ์เดียวกันมานั้น จะทำให้เกิดการจำกัดกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้อยู่อาศัย การอาศัยอยู่ในบ้านสำเร็จรูป ซึ่งถูกออกแบบและสร้างสมบูรณ์แล้วโดยบุคคลอื่นยังทำให้ผู้อยู่อาศัยขาดความรู้สึกในการเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้บ้านเป็น “activity” ไม่ใช่เป็นเพียง “commodity” ที่สามารถซื้อได้โดยเงินแทนมูลค่าแต่กลับไม่มีความหมายต่อจิตใจ ปัญหาประการต่อมาซึ่งผู้อาศัยต้องเผชิญจากการอาศัยในบ้านแบบสำเร็จรูป คือปัญหาบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากผู้อยู่อาศัยไม่ได้เลือกซื้อวัสดุก่อสร้างด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้ได้วัสดุที่มีคุณภาพที่สุดในราคาที่เหมาะสมกว่าการจัดซื้อโดยเจ้าของโครงการ ซึ่งมักคำนึงถึงผลกำไรมากกว่าคุณภาพของวัสดุ

 

ทฤษฎี Pattern Language

Christopher Alexander ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบอร์กเลย์ และเป็นที่รู้จักในฐานะสถาปนิกและนักทฤษฎีคนสำคัญทางสถาปัตยกรรมซึ่งส่งอิทธิพลแก่สถาปนิกและวงการสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ได้เสนอโครงการ “Grass Roots Housing” เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านต่าง ๆ ซึ่งได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โครงการนี้เป็นการทำงานโดยอาศัยทฤษฎี Pattern Language ซึ่งคิดค้นขึ้นโดย Alexander เอง หลักสำคัญของทฤษฎีคือมุ่งให้ผู้อยู่อาศัยออกแบบบ้านเองตามความต้องการเพื่อรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ของตนและครอบครัว ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย รวมทั้งยังทำให้เกิดความกลมกลืนระหว่างที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม การสร้างบ้านขึ้นเองของผู้อยู่อาศัยก็จะสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยทฤษฎีชิ้นนี้

ตามความเป็นจริง มนุษย์ได้สร้างที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว โดยอาศัยประสบการณ์และการปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของตน บ้านถูกสร้างขึ้นจากการสังเกตจากประสบการณ์ ความรู้ทางภูมิศาสตร์และวัสดุที่มีในท้องถิ่น ที่อยู่อาศัยจึงปรากฏออกมาในลักษณะที่มีความเป็น unique แต่กลมกลืนกับภูมิทัศน์รอบด้าน แต่ในสังคมปัจจุบันนั้นการออกแบบและสร้างบ้านโดยบุคคลอื่น ๆ มีเพิ่มสูงขึ้น บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ผู้อยู่อาศัย และในบางครั้งไม่มีความคุ้นเคยและขาดความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ของพื้นที่นั้น ๆ บ้านจึงกลายเป็นบ้านที่มีลักษณะที่ขาดชีวิต และ “แปลกหน้า” ต่อผู้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งผู้อยู่อาศัยเองยังต้องสิ้นเปลืองเงินจำนวนไม่น้อยในการจ้างสถาปนิก

ทฤษฎี Pattern Language ถูกนำไปใช้ในโครงการ Grass Roots Housing เนื่องจากทฤษฎีนี้ทำให้การสื่อสารระหว่างผู้อยู่อาศัยและผู้สร้างบ้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อยู่อาศัยสามารถอธิบายความรู้สึกและความต้องการที่มีต่อบ้านที่ตนออกมา และผู้สร้างบ้านก็สามารถเข้าใจได้ตรงกัน ทฤษฎีนี้จึงเป็นเสมือน “ภาษา” ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้อาศัยและผู้สร้างบ้านโดยเฉพาะ ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากหลักจิตวิทยาการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย Alexander กล่าวว่าทฤษฎีนี้เป็น “the instrument which gives the members of the cluster the power to design their houses for themselves, and the medium through which they can communicate their ideas to the builder… It is a system of instructions based on the most fundamental psychological necessities of buildings” ดังนั้นจึงสามารถทำให้คนธรรมดาซึ่งอาจไม่เคยมีความรู้ในด้านสถาปัตยกรรมมาก่อนสามารถใช้พลังการสร้างสรรค์ค์ในตัวเองในการออกแบบบ้านได้อย่างคาดไม่ถึง

 

กระบวนการทำงานของโครงการ Grass Roots Housing

การทำงานของโครงการนี้นอกจากจะอาศัยทฤษฎี Pattern Language ดังกล่าวมาแล้ว ยังต้องการองค์ประกอบอื่น ๆ อีกด้วย ได้แก่ cluster, builder และ sponsor ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้

cluster คือ กลุ่มชุมชนซึ่งประกอบด้วยครอบครัวประมาณ 12 ครอบครัว แล้วมารวมตัวกันเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร แต่ละครอบครัวใน cluster มีหน้าที่ในการออกแบบบ้านของตนเองตามความต้องการ และอาจก่อสร้างบ้านด้วยตนเองถ้าต้องการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้านวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้พื้นที่ใช้สอยระหว่างตัวบ้านก็ต้องได้รับการดูแลจากครอบครัวบนพื้นที่นั้น ๆ โดยจะต้องออกแบบและสร้างเอง การสร้างบ้านและพื้นที่ใช้สอยระหว่างตัวบ้านจะมีพัฒนาการค่อยๆถูกสร้างขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในเวลา 5 ปี แต่ผู้อยู่อาศัยสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ตั้งแต่เริ่มแรก โดยในตอนแรกเริ่มของการสร้างบ้านนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ จะถูกสร้างขึ้นก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายออกไปตามต้องการทีละเล็กทีละน้อย เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่แต่ละครอบครัวรับผิดชอบนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่บ้านและค่าใช้จ่ายในปีแรก ๆ จะสูงและค่อยๆลดลงในปีถัดมา ดังนั้นจึงเป็นการควบคุมทางอ้อมให้แต่ละครอบครัวสร้างบ้านอย่างเป็นค่อยไปตามความจำเป็น การซ่อมแซมหรือต่อเติมบ้านก็จะจัดการโดยครอบครัวนั้น ๆ เอง ส่วนด้านการเงินนั้น ผู้อยู่อาศัยต้องชำระเงินเป็นรายเดือนและไม่มีเงินดาวน์ ผู้อยู่อาศัยมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบ้านและสามารถขายต่อได้ โดยจะได้เงินประมาณ 90% ของมูลค่าที่จ่ายไป

builder มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรเช่นเดียวกัน builder ถือว่ามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากมีหน้าที่เสมือนผู้จัดการของโครงการและมีหน้าที่ในการช่วย cluster ในการออกแบบและสร้างบ้าน builder จำเป็นต้องมีความรู้ในทฤษฎี Pattern Language และสอนแก่ cluster ด้วยในกรณีที่ cluster ต้องการสร้างบ้านเอง โดยbuilder ต้องมีหน้าที่สอนและให้ความช่วยเหลือ หรือจัดหาแรงงานในราคาต่ำกว่าท้องตลาดในกรณีที่ cluster ต้องการจ้างแรงงานในการสร้างบ้าน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการจัดหาวัสดุก่อสร้างและมอบให้แก่แต่ละครอบครัวโดยไม่คิดมูลค่า นอกจากนี้ “the system of materials, provide by the builder, is so designed to make construction very simple indeed” (Alexander, 1973) รูปแบบของวัสดุ รวมทั้งทฤษฎี Pattern Language ทำให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องง่ายสำหรับแต่ละครอบครัว รวมทั้งสามารถจ้างแรงงานที่เป็นนักเรียนหรือมีทักษะไม่มากนักในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด หน้าที่สำคัญอีกประการของ builder คือ รับผิดชอบการจัดเก็บเงินเป็นรายเดือนของแต่ละครอบครัว รวมทั้งจัดหาเงินทุน (seed money) แก่ครอบครัวที่จะเข้ามาใหม่ โดยการแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่ได้จาก cluster ไว้เป็นเงินทุน

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หน้าที่และบทบาทของ builder ครอบคลุมและรับผิดชอบมากกว่าสถาปนิก builder ยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการ คือ หน้าที่เป็น “doctor of the environment” ในการควบคุมการสร้างบ้านไม่ให้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และตรวจสอบความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อม รวมทั้งซ่อมแซมและแก้ไข ดังนั้น builder จึงมีบทบาทสำคัญมากต่อโครงการเนื่องด้วยมีหน้าที่ครอบคลุมทุกด้านดังที่กล่าวมา Alexander จึงเห็นว่าในทุก ๆ cluster ควรมี builder ซึ่งได้รับการอบรมมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และเป็นจำนวนอย่างน้อย 2 คน

องค์ประกอบสำคัญประการสุดท้าย ได้แก่ sponsor ซึ่งเป็นองค์กรที่สนใจเรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยและมีที่ดินที่สามารถมาใช้ประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยได้ อาจเป็นการรวมกลุ่มของชุมชน รัฐบาลระดับท้องถิ่น ภาคอุตสาหกรรม เอกชน มหาวิทยาลัย หรือมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไรอื่น ๆ sponsor ควรมีศักยภาพและมั่นคงเพียงพอ ในการมอบเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นเงินทุนให้แก่ cluster แรกเริ่ม รวมทั้งอาจมอบที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งจะอยู่ในทรัสต์ (trust) เป็นเวลา 15 ปี โดย cluster จะจ่ายเงิน จนในที่สุดที่ดินแปลงนั้นจะตกเป็นของ cluster โดยไม่สามารถทำการซื้อขายได้โดยหวังผลกำไร sponser อาจได้ผลกำไรเล็กน้อยจากการเติบโตของโครงการแบบ “self-seeding nature” (Alexander, 1973) ซึ่งยิ่งโครงการเติบโตมากขึ้นเท่าไร ก็จะได้ผลกำไรมากขึ้นเท่านั้น และโครงการจะเติบโตอย่างรวดเร็วได้ก็เนื่องจากการบริจาคที่ดินของ sponsor นั้น ๆ นั่นเอง

 

ผลจากการทำงานของโครงการ

โครงการนี้ได้กำหนดบทบาทของแต่ละครอบครัวให้มีบทบาทมากที่สุดในการสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีอย่างยิ่งโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เพราะต้นเหตุของปัญหาที่สำคัญคือ ระบบ mortgage “the heart of the housing problem lies in the mortgage system” (Alexander, 1973) โครงการนี้ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมีบ้านของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบนี้ บ้านที่ได้ยังมีลักษณะตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย บ้านจึงกลายเป็น “activity” ไม่ใช่เป็นเพียง “commodity” เพราะผู้อยู่อาศัยออกแบบและมีส่วนในการสร้างด้วยตนเอง บ้านในโครงการจะถูกสร้างและปรับปรุงทีละเล็กละน้อย ตามความต้องการของครอบครัวซึ่งเปลี่ยนแปลงและเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ดังที่กล่าวมาแล้วว่าครอบครัวไม่ต้องพึ่งระบบ mortgage เนื่องจากการสร้างบ้านทีละน้อยเป็นการสร้างบ้านตามกำลังทรัพย์ที่ตนมี ผู้อยู่อาศัยจึงไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาจากธนาคารและต้องจ่ายเงินในจำนวนไม่น้อยเพื่อเป็นดอกเบี้ยอีกต่อไป

ในโครงการเคหะทั่ว ๆ ไป ถึงแม้จะกำหนดเป้าหมายอยู่ที่การแก้ปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยของประชากร แต่ก็ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เพราะปัญหาสำคัญในด้านวัสดุก่อสร้างและเงินงบประมาณ ในโครงการทั่ว ๆ ไปนั้น เน้นการสร้างบ้านให้มีจำนวนมากที่สุดโดยใช้เงินงบประมาณที่ได้ โดยคำนึงถึงคุณภาพของบ้านเป็นเรื่องรอง บ้านที่ได้จึงมีลักษณะเหมือนกันหมด และอาจประสบปัญหาความด้อยคุณภาพของวัสดุ แม้กระทั่งโครงการบ้านเอื้ออาทรในประเทศไทยเอง จริงอยู่ที่รัฐบาลได้สร้างบ้านในราคาถูกและให้ประชาชนซื้อบ้านเหล่านั้นในราคาต่ำ แต่ประชาชนก็ไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านให้มีลักษณะตามที่ตนต้องการ ซึ่งเท่ากับว่าประชาชนที่มีรายได้น้อยถูกบังคับให้อยู่ในบ้านในแบบที่ตนเองไม่ชอบและมีเนื้อที่ที่จำกัด นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ประชาชนกู้เงินจากธนาคารของรัฐในกรณีที่ไม่มีเงินเพียงพอ ถึงแม้ธนาคารจะเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ แต่นี่ก็คือระบบ mortgage นั่นเอง อัตราดอกเบี้ยที่ประชาชนต้องจ่ายเป็นเงินที่เสียเปล่า ในทางกลับกันถ้านำงบประมาณจำนวนเท่ากันให้แก่โครงการ Grass Roots Housing แล้ว นอกจากอาจจะได้บ้านจำนวนหลายหลังกว่า คุณภาพและรูปแบบของบ้านที่ได้ยังตรงกบความต้องการของผู้อยู่อาศัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด นอกจากนี้โครงการ Grass Roots Housing ซึ่งสนับสนุนและส่งเสริมโดยทางอ้อมให้แต่ละครอบครัวสร้างบ้านด้วยตนเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังทรัพย์ของตนนั้น ยังเป็นการส่งเสริมให้แต่ละครอบครัวรู้จักการพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างถาวร และลดภาระหนี้เสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งยังแบ่งเบาภาระของรัฐบาลและลดความเสียเปล่าของอาคารซึ่งถูกสร้างขึ้นในจำนวน มาก ๆ แต่ไม่มีผู้อยู่อาศัย เป็นต้น

ความพิเศษของโครงการนี้อีกประการ ได้แก่ อัตราการเติบโตของโครงการซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังที่ Alexander ได้กล่าวไว้ “one of the most important features of the grassroots housing process is its very rapid growth rate.” เขาคาดว่าภายใน 30 ปี ใน 1 cluster จะสามารถสร้างเงินกองทุนให้แก่ cluster อื่น ๆ ได้อีก 70 cluster และจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13 แห่งในแต่ละปี ดังนั้นภายใน 50 ปี คาดว่าจะสามารถสร้างบ้านได้ถึง 20,000 หลัง และจะสามารถสร้างเงินทุนให้แก่บ้าน 2,500 หลังต่อปี ยิ่งในโครงการมี cluster มากเพิ่มขึ้นเท่าใด เงินที่ถูกแบ่งไว้ในการใช้เป็นกองทุนแก่ cluster แห่งใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น จำนวน cluster ที่จะเติบโตเพิ่มในแต่ละปีก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้อัตราการเติบโตของโครงการขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในพื้นที่นั้น ๆ

นอกจากผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจที่กล่าวมาแล้ว โครงการนี้ยังช่วยควบคุมการสร้างอาคารให้กลมกลืน ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม โดยสร้างบ้านแบบค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นตัวควบคุมรูปแบบของอาคารให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมไปในตัว รวมทั้งในหนึ่งโครงการ บุคคลที่มาจากอาชีพและฐานะที่ต่างกันสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ใน cluster เดียวกัน ซึ่งต่างจากหมู่บ้านจัดสรรที่จะแบ่งเขตพื้นที่ตามมูลค่าของบ้าน ในโครงการนี้ ไม่ว่าบุคคลมีรายได้น้อยหรือต่ำล้วนสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ทั้งสิ้น

 

บทสรุป

ปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งของทุก ๆ สังคมในยุคปัจจุบัน คือ ปัญหาการขาดแคลนบ้าน ซึ่งรวมถึงปัญหาราคาบ้านที่สูงเกินควร และปัญหารูปแบบของบ้านที่ขาดชีวิตชีวา ซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยขาดความรู้สึกในความเป็นเจ้าของที่แท้จริง โดยรู้สึกว่าบ้านเป็นเพียงวัตถุชนิดหนึ่งซึ่งหาซื้อได้ด้วยเงิน ปัญหาราคาสูงเกินควรของบ้านนั้นเกิดเนื่องจากระบบจำนอง (mortgage) หรือการซื้อบ้านเงินผ่อน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นจำนวนไม่น้อยอย่างสูญเปล่า

โครงการ Grass Roots Housing โดย Christopher Alexander เป็นโครงการซึ่งถูกเสนอขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง นอกจากจะแก้ไขการซื้อบ้านในระบบจำนองและเงินผ่อนแล้ว ยังทำให้ชุมชนรู้จักการพึ่งตนเองซึ่งเป็นวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแทนที่จะพึ่งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ประชาชนจะสามารถมีบ้านเป็นของตนเองด้วยเงินของตนเอง สร้างบ้านตามกำลังทรัพย์ของตนโดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารและเสียเงินดอกเบี้ยอย่างสูญเปล่า รวมทั้งไม่จำเป็นต้องรอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล โครงการนี้จึงช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการดูแลผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมได้ทางอ้อม เนื่องจากการสร้างบ้านอย่างค่อยเป็นค่อยไปของแต่ละ cluster ทำให้รูปแบบของบ้านออกมากลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม มีความสวยงาม ทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

 

 

 

 

    

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1