Ezra Loomis Pound (1885 1972)

เอซรา ลูมิส
พาวนด์ เกิดเมื่อวันที่ 30
ตุลาคม ค.ศ. 1885 ที่เมือง
เฮย์ลีย์ ในรัฐไอดาโฮ
แต่เติบโตในเพนซิลเวเนีย พาวนด์
เป็นบุตรชายคนเดียวของ
โฮเมอร์ ลูมิส พาวนด์
เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินของรัฐบาลกลาง
กับ อิเซเบล เวสตัน.
เมื่ออายุได้ 15ปี
เขามีความเชี่ยวชาญในภาษาละติน
เขาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องเป็นกวีที่มีความรอบรู้เหนือกวีทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยนั้นก่อนที่เขาจะมีอายุครบ30ปี.
- ในบรรดากลุ่มกวีอเมริกันสมัยใหม่กล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดเลยที่จะให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์กระบวนการเคลื่อนไหววรรณกรรมอเมริกันสมัยใหม่ได้ดีไปกว่า
เอซรา พาวนด์
นับตั้งแต่บทโคลงรีลิกในยุคเอ็ดวาร์ด
จนถึงมหากาพย์ Cantos
ที่ให้ความหมายเชิงละเอียดอ่อนซับซ้อน
เขาได้เริ่มวิถีทางงานเขียนวรรณกรรมสมัยใหม่บทความวิจารณ์และงานแปลวรรณกรรมโพรวองซาล
วรรณกรรมจีน และละครโนห์ของญี่ปุ่น
โดยเฉพาะ Imagist Manifesto และ Guide to
Kulchur ค.ศ. 1938
แสดงให้เห็นทิศทางทางวรรณกรรมร้อยกรองอเมริกันรวมทั้งวิธีการวิจารณ์
ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็นอิทธิพลหลักต่อวรรณกรรมอเมริกันสมัยใหม่
นอกเหนือจากนั้นหากศึกษาผลงานของพาวนด์ในหลายแง่มุม
อาจจะก่อให้เกิดคำถามหลากหลายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวชีวิต
ศิลปะ การเมือง
และงานร้องกรอง
ลำดับเหตุการณ์ของชีวิต
Ezra Pound
- 1901-1903
ได้เข้าศึกษาที่มหาวิยาลัยเพนซิลเวเนีย
ได้พบวิลเลียม คาร์โลส
วิลเลียมส์
ซึ่งเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่
และยังเป็นเพื่อนกับ ฮิลดา
ดูลิเทิล
- 1903-1905
เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยแฮมิลตัน
ในเมืองนิวยอร์ก
จนได้รับปริญญาด้านปรัชญา
- 1906
ได้รับปริญญาเอกด้านอักษรศาสตร์ทางภาษาโรแมนส์
จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
- 1907
เริ่มอาชีพเป็นครูสอนภาษาและวรรณคดีที่มหาวิทยาลัย
เวแบช เพรสบายบิเทอเรียน
ที่เมือง ครอฟอร์ดสวิลล์
ในรัฐอินเดียนา
ช่วงนี้เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาขงจื้อ
- 1908
ถูกไล่ออกจากงานเนื่องจากนำผู้หญิงมานอนในห้อง
และเดินทางไปทางตอนใต้ของสเปน
จากนั้นไปเวนิส
ในเดือนมิถุนายนเขาได้จัดพิมพ์
. A Lume Spento
ซึ่งเป็นงานรวมบทร้อยกรองชุดแรก
ในเดือนกันยายน
ย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน
และได้รู้จักกับ ฟอร์ด
เมด็อกซ์ ฟอร์ด
ซึ่งเป็นนักเขียนและบรรณาธิการนิตยสาร
อิงลิช รีวิว
- 1909-1910
เข้าเป็นสมาชิกสำนักมโนภาพ
(School of Image) ซึ่งมีวิลเลียม
บัทเลอร์ เยตส์ เป็นผู้นำ
สนับสนุนการเขียนแบบใหม่ตามหลักปรัชญาของ
ที อี ฮูล์ม
หลังจากนั้นไม่นานเขาได้ดำเนินบทบาทสำคัญในการเป็นจุดศูนย์รวมของกลุ่มวรรณกรรมในกรุงลอนดอน
และได้พิมพ์ผลงาน 3 ชุด คือ
Personal, Exaltation, The Spirit of Romance
- 1910 เดินทางกลับสหรัฐ
หวังจะใช้ความรู้ทางวรรณกรรมเป็นเครื่องมือดำเนินชีวิตในนิวยอร์ก
แต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงเดินทางกลับยุโรป
และแวะพักที่อิตาลี เยอรมนี
ฝรั่งเศส
- 1911
เดินทางไปอังกฤษและรู้จักกับ
อัลเฟรด อาร์ โอเรท
ซึ่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารรายสัปดาห์ของกลุ่มโซเชียรลิสต์
- 1912
ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้กับ
Poetry: A Magazine of Verse ในชิคาโก
เป็นผู้นำในวงวรรณกรรมร้อยกรอง
แองโกล-อเมริกัน
ในบทความเรื่องA
Few Dont s by an Imagist
- 1913
ประกาศเจตจำนงของกวีสมัยใหม่อย่างชัดแจ้งในการสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องให้ความหมายกระจ่างชัด
กะทัดรัด
และมีอิสระอย่างเต็มที่ในการจัดจังหวะเสียง
เห็นคุณค่าและสนับสนุนผลงานร้อยกรองของโรเบิร์ต
ฟรอสต์ และ ดี เอช ลอเรนส์
- 1914 เขาได้แต่งงานกับ โดโรที
เชสเปียร์ ที่ St. Mary Abbots
ขณะนั้นเขาทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร
The Egoist
จากนั้นมาทำงานให้นิตยสาร The
Little Reviews ที่นิวยอร์ก
และได้รู้จักกับ ที เอช
อีเรียด เขาได้สนับสนุน ที
เอช เอเรียด
ให้มีโอกาสแสดงความสามารถทางกวีและนักวิจารณ์
- 1916 งานรวมชุด Lustra
ซึ่งเป็นบทร้อยกรองที่ดีที่สุดของเขาหลายบท
อันสะท้อนให้เห็นถึงความรอบรู้
พรสวรรค์
และกลวิธีการเขียนแบบงานทดลองสมัยใหม่
ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการวรรณกรรมอังกฤษ
บางบทสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลแนวการเขียนแบบเสียดสี
ตามการเขียนแบบกวีฝรั่งเศส
จูลส์ ลา ฟอร์ก
และหลายบทเป็นไปในทำนองการเขียนของวรรณกรรมกรีก
โพรวอง ซาล แองโกล แซกซอน
และจีน ได้จัดให้มีการพิมพ์นวนิยายของ
เจมส์ จอยส์ 2 เรื่อง คือ A Portrait
of The Artist as A Young Man และ Ulysses
ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
- 1914-1918 สงครามโลกครั้งที่ 1
ได้ส่งผลกระทบอาชีพกวีของพาวนด์
เขาจึงเปลี่ยนแนวทางการเขียนจากการเขียนที่เพียบพร้อมด้วยหลักสุนทรียศาสตร์ไปสู่ทิศทางการเขียนบทร้อยกรองใหม่
บทร้อยกรองที่รวมเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วย
- 1919-1920
ก่อนจะเดินทางออกจากอังกฤษได้จัดพิมพ์บทร้อยกรอง
Homage to Sextus Propertius และ Huge Selwyn Mauberley
ซึ่งได้รับคำยกย่องว่าเป็นงานกวีนิพนธ์ที่ดีที่สุดในศตวรรษที่
20
- 1972 พาวนด์ถึงแก่กรรมในวันที่
1 พฤศจิกายน ที่เวนิส
- จุดพลิกผันในงานเขียนของพาวนด์ได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก
ทฤษฎีคืนผลประโยชน์ให้สังคม
และ
ได้รับความคิดทางการเมืองจาก
เบนิโต มุโสลินี
นายกรัฐมนตรีจอมเผด็จการของอิตาลี
บทร้องกรองส่วนใหญ่ของพาวนด์จึงแสดงให้เห็นแนวความคิดที่โจมตีเรื่องราวสงครามและความสูญสิ้นอีกทั้งความเลวร้ายนานัปการในสังคมยุคใหม่
อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้ดำเนินบทบาทสำคัญทางด้านการเงิน
ผู้ผลิตอาวุธกลุ่มคนที่ขูดรีด
และพวกยิวที่ค้ากำไรเกินควร
เขาเขียนต่อต้านระบบทุนนิยมของอเมริกันในเชิงเสียดสี
ซึง่อยู่ใน ใน The Cantos และ Jefferson and
/ or Mussolini (ค.ศ.1935)
ด้วยวิธีการเขียนแบบผสมผสานข้อคิดทั้งในด้านสังคม
และเศรษฐกิจให้เข้าด้วยกัน
พาวนด์ได้แสดงให้เห็นความคิดหลักในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลที่ดีกับศิลปะที่ดี
ระหว่างปี ค.ศ.1941-1943
ขณะที่สหรัฐกับอิตาลีต่อสู้กันในสงคราม
เขาได้ใช้สถานีวิทยุกรุงโรมเป็นสถานที่ออกอากาศเป็นประจำในรายการ
Europe Callin Pound speaking
ออกอากาศโจมตีบุคคลและสถาบันต่าง
ๆ
ทำให้เขาถูกฟ้องร้องด้วยข้อหา
กบฏ ค.ศ.1945 พาวนด์ถูกขังเดียวเป็นเวลา
3 สัปดาห์
จากนั้นได้ถูกย้ายไปอยู่ร่วมกับนักโทษสงครามใกล้เมืองปิซ่า
ในอิตาลี 6 เดือน
ก่อนจะถูกส่งไปวอชิงตัน ดี
ซี
เพื่อรับการพิจารณาคดีในปี
ค.ศ. 1946 หลังจากทดสอบทางจิต
แพทย์ลงความเห็นว่าพาวนด์เป็นบุคคลวิกลจริต
เขาจึงถูกส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเซ็นต์เอลิซาเบธส์
ในกรุงวอชิงตัน ดี ซี
- แต่แม้จะได้รับความทุกข์ทรมานในที่คุมขัง
พาวนด์ก็ยังสามารถสร้างผลงานวรรณกรรมที่ใจรักได้
เขาได้แปลหลักธรรมคำสั่งสอนของขงจื้อนักปราชญ์จีนเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า
The Great Digest & Unwobbling Pivot
ซึ่งได้รับการจัดพิมพ์ในปี
ค.ศ. 1951
นอกจากนั้นยังได้เขียนบทโคลงอีก
10 บท
ซึ่งต่อมาได้รับการจัดการจัดพิมพ์รวมเป็นชุด
The Pisan Cantos ในปี ค.ศ. 1948
และก็เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่า
Cantos
ชุดที่เขียนในจองจำทางกายเช่นนี้
กลับได้รับคำยกย่องว่ามีลีลาการเขียนที่ดีที่สุด
และให้ความรู้สึกประทับมากที่สุดในชุด
The Cantos ของพาวนด์อย่างสุดความสามารถ
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1949
หอสมุดแห่งสมุดแห่งชาติอเมริกาได้มีการประกาศมอบรางวัลโบลลิเง็นสำหรับงานร้อยกรองให้แก่งานชุด
The Pisan Cantos (ค.ศ.1948) พาวนด์กลายเป็นจุดเด่นในฐานะกวีที่ใช้รูปแบบศิลปะอย่างเข้มงวดเอาจริงเอาจังก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก
ทั้งนี้งานเขียนในระยะหลังของเขา
มักจะคลุมเครือ
และสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้แนวความคิดของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อกวีและศิลปินต่างๆในยุคนั้น.
- ในช่วง 20-30 ปีของศตวรรษนั้น
ผลงานต่างๆของเขาได้ถ่ายทอดความหลากหลายในรูปแบบการเขียน
นับเป็นการปฏิวัติทางการเขียน
เขาได้รับการยกย่องสรรเสริญในฐานะที่เป็นกวีเอกของกลุ่ม
Imagism แนวการเขียนนั้น
ภาษาชัดเจนตรงไปตรงมา
สื่อความหมายไปยังผู้อ่านอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
และก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้มากที่สุด
สะท้อนความคิดและเนื้อหาที่ชัดเจน
มีการใช้ถ้อยคำในลักษณะเดียวกันกับการที่ศิลปินวาดภาพลงบนผืนผ้าใบ
รูปภาพที่แสดงให้เห็น เป็น
ความสลับซับซ้อนในแง่ของอารมณ์
และคือเรื่องราวความเป็นไปของภาพเหตุการณ์ที่เห็นภายในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
ผลงานที่เด่นชัดในด้านนี้คือ
In a Station of the Metro. ลัทธิ Imagism
เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างลัทธิสมัยใหม่อันยากแก่การเข้าใจ
อันสะท้อนให้เห็นถึงภาพประวัติศาสตร์ชีวิตในศตวรรษที่20ที่ซับซ้อนยุ่งยากและสภาพชีวิตที่ขาดทุกสิ่งและไม่มีอะไรแน่นอนในทุกเรื่อง.
Text by วีณา
<< Back