Herman Melville (1819-1891)
เมลวิลล์เป็นบุตรชายคนที่สองของอัลลัน เมลวิลล์และมาเรีย แกนซีวูร์ต เมลวิลล์เกิดเมื่อปี ค.ศ.1819 ที่เมืองนิวยอร์ก และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1891 ที่เมืองเดียวกันนี้ เมื่ออายุได้11ปี ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยี่เมืองอัลบานี (Albany)หลังจากนั้นอีกสองปี บิดาได้ถึงแก่กรรม เขาจึงต้องตกอยู่ในความอุปการะของพี่ชาย ในวัยรุ่นเขาได้ศึกษาที่โรงเรียนสองแห่งในอัลบานีคือ Albany Academy และ Albany Classical School
- ในขณะศึกษาอยู่นั้น เมลวิลล์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างยิ่งในการโต้วาทีในปีค.ศ. 1837 พี่ชายที่เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูครอบครัวได้ประสบปัญหาทางการเงิน จึงต้องอพยพครอบครัวไปอยู่ที่เมืองแลนซิงเบิร์ก (Lansingburg) เมลวิลล์ได้เข้าเรียนในวิชาว่าด้วยการสำรวจที่สถาบันแลนซิงเบิร์ก และได้ทำงานเป็นเสมียนอยู่ในร้านค้าของพี่ชาย และในธนาคารแห่งหนึ่งอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นในปีค.ศ.1839 ในขณะที่มีอายุได้ยี่สิบปีก็ได้งานเป็นลูกเรือ St. Lawrence ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าทางทะเล และในปีค.ศ.1841 ก็ได้มีประสบการณ์เริ่มแรกในการล่าปลาวาฬกับเรือล่าปลาวาฬ Acushnet ซึ่งออกเดินทางจากเมืองนิวเบดฟอร์ดในแมสซาชูเสตส์สุ่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เรือล่าปลาวาฬเช่นนี้แหละที่เมลวิลล์ได้กล่าวถึงในภายหลังว่าคือมหาวิทยาลัยเยลและฮาวาร์ดของเขา ต่อมาเมลวิลล์กับลูกเรือคนหนึ่งได้หลบหนีจากเรือไปพักอยู่กับชาวเกาะซึ่งเป็นเผ่ามนุษย์กินคน ต่อมาเมลวิลล์ก็ได้นำประสบการณ์ในชีวิตเหล่านี้ไปเขียนเป็นเรื่องราวนวนิยายเรื่องแรกของเขาคือ Typee ในปี ค.ศ.1846 และก็ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีและเขาก็ท่องเที่ยวด้วยเรือล่าปลาวาไปเรื่อยๆจนกระทั่งเดือนตุลาคม ค.ศ. 1844 เขาก็ได้ลาออกจากกองทัพเรือที่เมืองบอสตันนั่นเองในปี ค.ศ. 1844นั่นเองเมลวิลล์ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวตามที่เมืองแลนซิงเบร์ก
- ชีวิตผจญภัยทางท้องทะเลของเขาได้เปลี่ยนเป็นการผจญภัยในความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและครุ่นคิดอย่างลี้ลับ เมลวิลล์ได้รับความสำเร็จมากมายทั้งในกรุงลอนดอนและนิวยอร์ก ทั้งนี้เพราะในขณะนั้นผู้อ่านส่วนใหญ่กำลังเบื่อที่จะอ่านนวนิยายทางทะเลซึ่งบรรยายให้เห็นชีวิตผจญภัยโลดโผนตื่นเต้น เมื่อ Typee ซึ่งเป็นประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนซึ่งเป็นลูกเรือหนุ่มได้เสนอชีวิตภาพชีวิตการผจญภัยอีกรูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องราวของคนป่าเข้ามาร่วมด้วย ผุ้อ่านจึงมีความรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ในปีต่อมาเมื่อ Omooได้รับการจัดพิมพ์ เมลวิลล์ก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น ต่อมาเมวิลล์เขียนเรื่อง Mardi แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นักจึงได้เขียนเรื่องของการผจญภัยอีกครั้งคือ Redburn และ White-Jacketจึงได้รับความนิยมเช่นเคยในปี ค.ศ.1847 เขาย้ายกลับมาอยู่ที่นิวยอร์กและแต่งงานกับ อลิซาเบธ ชอ ในฤดูร้อนปี ค.ศ.1850 เมลวิลล์โยกย้ายครอบครัวไปที่โมนูเมนต์ เมาน์เท่น เมลวิลล์ก็ได้ถูกแนะนำให้รู้จักกับฮอร์ธอร์นผู้วึ่งกำลังเป็นนักเขียนมีชื่อ ในขณะที่เป็นมิตรกับฮอร์ธอร์น เมลวิลล์รู้สึกว่าเขาสามารถจะพูดคุยกับฮอร์ธอร์นได้เต็มปาก ด้วยความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
- ตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 ถึง 1860 เมลวิลล์ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากอย่างถึงที่สุดนอกจากจะประสบความล้มเหลวในงานเขียนตั้งแต่เรื่อง Moby Dickรวมถึงเรื่องอื่นๆด้วยอีกทั่งยังต้องขัดสนเรื่องเงินจนกระทั่งต้องยืมผู้อื่นอีกตลอดเวลาความผิดหวังนานัปการจึงทำให้เมลวิลล์เริ่มมีสุขภาพทรุดโทรมจนครอบครัวและตัวเขาเองก็คิดว่ากำลังเป็นโรคประสาทในปี ค.ศ.1856 เมลวิลล์ออกเดินทางไปท่องเที่ยวในหลายๆประเทศและบันทึกไว้เป็นนวนิยายเรื่อง The Confidence-Man ค.ศ.1857เดินทางกลับมาด้วยสภาพจิตใจที่ดีขึ้นแต่ชะตาชีวิตก็ยังม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย ในปีค.ศ.1866 เมลวิลล์ก็ได้รับการว่าจ้างจากทางการให้เป็นผู้ตรวจภาษีในนิวยอร์ก ในจำนวนงานเขียนของเมลวิลล์นั้น นักวิจารณ์ต่างพากันยกย่องว่า Moby-Dick เป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดแท้จริงแล้วนวนิยายทั้งห้าเล่มของเมลวิลล์ที่เขียนไว้ก่อน Moby-Dick นั้นต่างก็มีความสำคัญในตัวเอง แต่อีกหลายอีกหลายปีต่อมาในช่วงสุดท้ายของชีวิตเมลวิลลืก็ได้ดำรงชีวิตอย่างเงียบเหงาจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต จนถึงปี ค.ศ. 1920 นักวิจารณ์รุ่นใหม่จึงได้ยกย่องว่าเมลวิลล์คือนักเขียนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในข้อที่ได้เป็นผู้ริเริ่มแนวการเขียนแบบใช้จิตวิทยาวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์และเป็นผู้นำในการสร้างสัญลักษณ์ความดีและความชั่วอันเกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ให้ปรากฏเป็นเป็นแนวคิดสำคัญในงานเขียนประเภทนวนิยาย
Text by บุษยมาศ อรัณยกานนท์
<< Back