Ralph Waldo Emerson (1803-1882)
เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1803 ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตส์ บิดาของเขา คือ ศาสนาจารย์ วิลเลียม เอเมอร์สันเป็นนักบวชในนิกายยูนิทาเรียน และสอนศาสนาอยู่ที่ วัด เฟิสต์ เชิร์ช ( First Church ) และเป็นผู้ก่อตั้งชมรมโคลงฉันท์กาพย์กลอน และงานร้อยแก้วแห่งบอสตัน มารดาคือ รูธ แฮสคินส์ เอเมอร์สันดำเนินอาชีพนักบวชตามบิดา ในระยะหลัง เอเมอร์สันนิยมชมชอบนักคิดและกวีอังกฤษสำคัญหลายคน เช่น ราล์ฟ คัดเวอร์ธ โรเบิร์ต ลีทัน เจเรมี เทย์เลอร์ และ แซมมวล เทย์เลอร์ โคลริจ ความชื่นชอบกวีทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นความรู้สึกที่ขัดแย้งภายในใจของเอเมอร์สันเอง
เมื่อเอเมอร์สันอายุ 9 ปี ก็กำพร้าบิดา ป้าเมรี มูดี เอเมอร์สันจึงเลี้ยงเอเมอร์สันและให้การศึกษาอบรมอย่างเข้มงวด มื่ออายุ 14ปี เอเมอร์สันได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้เขียนงานบันทึกประจำวัน( Journals ) งานเขียนชุดนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานบันทึกที่น่าสนใจที่สุดที่แสดงให้เห็น กระบวนการเคลื่อนไหวของความรู้สึก เป็นการแสดงให้เห็นหลักความเฉลียวฉลาดและหลักศีลธรรมที่เริ่มปรากฏเป็นครั้งแรกในงานวรรณกรรมในอเมริกา
พอเอเมอร์สันอายุ 18ปี สำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ด หลังจากนั้นก็เข้าศึกษาต่อในคณะเทวศาสตร์ อีก3 ปีต่อมาได้รับใบอนุญาตให้ทำการเทศนาสั่งสอนในศาสนจักรยูนิทาเรียน แต่มีปัญหาร่างกายอ่อนแอเพราะโหมเรียนหนักเกินไป และเป็นโรคปอด เอเมอร์สันจึงไปผักผ่อนร่างกายที่จอร์เจีย และฟลอริดา พอเอเมอร์สัน ได้บวชเป็นสงฆ์นิกานยูนิทาเรียน และทำการสั่งสอนศาสนา ช่วงเวลานี้เองที่เอเมอร์สันได้อ่านงานเขียนของ เอมานูเอล สวีเดนเบอร์ก โคลริจ เวอรดส์เวอร์ท โดยเฉพาะ ฟรังซัวส์ เดอ ซาลิยัค เดอ ลา โมธ เฟเนอลอง ที่เป็นบาทหลวงชาวฝรั่งเศษ ผู้ซึ่งยกย่องสรรเสริญหลักศีลธรรมอันงามสง่าที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ภายในใจตนเอง เอเมอร์สันได้เขียนบทเทศน์ตามแนวคิดของนักเขียนเหล่านี้ และนำมาดัดแปลงในการเขียนบทสุนทรพจน์ หรือบทความปาฐกถาที่แสดงอยู่เป็นประจำในระยะต่อมาจนตลอดชีวิต
จากข้อความในจดหมายรักและงานบันทึกประจำวัน ทำให้รู้ว่า เอเมอร์สันได้สมรสกับ เอลเลน หลุยซา ทักเคอร์ จากรัฐนิวแฮมป์เชียร์ หลังจากใช้ชัวิตร่วมกันไม่ถึง 2 ปี เธอก็เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค เอเมอร์สันพบกับความทุกข์ใจอย่างสาหัส และเริ่มเคลือบแคลงในหลักศาสนายูนิทาเรียน และอาชีพสอนศาสนาของตนเอง จึงทำให้เริ่มหันไปศึกษาศาสนาอื่น เพื่อที่จะแสวงหาความจริงที่แน่นอนของชีวิต
ปี ค.ศ. 1831 เอเมอร์สันไม่ได้ให้ความสนใจในหลักศาสนาลัทธิยูนิทาเรียนอีกแล้ว ปีต่อมา เอเมอร์สันได้ลาออกจากหน้าที่สอนศาสนา แล้วได้เดินทางไปยุโรปทางเรือ เพื่อติดต่อกับกวีและนักเขียนชาวอังกฤษ( เวอรดส์เวอร์ท โคลริจ โทมัส คาร์ไลล์ )ที่เขาได้ศึกษางานอย่างสนใจยิ่ง ขณะที่อยู่ยุโรป เอเมอร์สันได้มีโอกาสศึกษาเรื่องราวธรรมชาติในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ทำให้เขาได้ข้อคิดที่กว้างขวางเกี่ยวกับทฤษฎีความสัมพันธ์ทางจิตระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เขาจึงไม่ได้สนใจงานเขียนทางวิทยศาสตร์ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในขณะนั้น
เดือนตุลาคม ค.ศ. 1833 เอเมอร์สันได้แสดงให้เห็นหลักความคิดที่เชื่อว่า มนุษย์สามารถใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะตน รับรู้ความจริงที่อาจแสวงหาจากธรรมชาติได้ด้วยตนเอง นอกเหนือจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสธรรมดา หรือเรียกว่า ลัทธิแทรนเซนเดนทาล( Transcendentralism ) ซึ่งมีรากความคิดเป็นแบบอเมริกาโดยเฉพาะ แม้ว่าจะได้รับอิทธิพลแรกเริ่มมาจากนักปรัชญายุโรป
พฤศจิกายน ค.ศ. 1834 เอเมอร์สันได้เดินทางมาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรที่คองคอร์ด และทำให้เมืองนี้กลายเป็นที่ชุมนุมสำคัญของนักคิดและนักเขียนที่นิยมหลักการความคิดของเอเมอร์สัน โดนเอเมอร์สันได้ดำเนินบทบาทเป็นผู้นำสำคัญ ทั้งด้านการเขียนงานร้อยแก้ว และร้อยกรอง ในบั้นปลายชีวิตของเอเมอร์สัน ก่อนสงครามกลางเมืองไม่นาน ลัทธิแทรนเซนเดนทาลในเขตนิวอิงแลนด์เริ่มเสื่อมอิทธิพลลง เพราะสงครามได้ทำให้อุดมคติของผู้คนทั่วไปที่ยกย่องว่ามนุษย์มีคุณค่าอันสูงสุดได้เสื่อมความหมายลง และลัทธิสัจนิยม ก็ได้เริ่มบทบาทสำคัญในงานวรรณคดี ค.ศ. 1872-1873 เอเมอร์สันได้เดินทางไปยุโรปอีกครั้ง และถือเป็นการพักฟื้นร่างกายและจิตใจที่บอบช้ำหลังจากประสบอุบัติเหตุบ้านถูกไฟไหม้จนหมดสิ้นในปีค.ศ.1872 หลังจากนั้น เอเมอร์สันก็ใช้ชีวิตอย่างสงบจนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่ออายุเกือบ 80 ปี ในปี ค.ศ.1882
ผลงาน
1836. Nature ถือเป็นงานเขียนเรื่องแรกของเอเมอร์สัน มีผู้เปรียบเทียบว่า เรื่องนี้มีความหมายแก่วรรณคดีอเมริกันตามความหมายเช่นเดียวกับ Prelude ของเวอรดส์เวอร์ท เรื่องนี้แสดงให้เห็นบทบาทของธรรมชาติที่มีส่วนรวมในพฤติกรรมชีวิตของมนุษย์ในการที่มนุษย์จะสามารถพาตนให้หลุดพ้นออกจากบาป ถึงแม้ว่า Nature จะเป็นงานเขียนขนาดสั้น แต่ในระยะหลัง เอเมอร์สันได้หวนกลับมาขยายแก่นเรื่อหลักของเนื้อความทั้งหมดให้เป็นแก่นเรื่องย่อยๆ จึงทำให้ Nature เป็นโครงสร้างหลักอย่างแท้จริงของงานเขียนทั้งหมดของเอเมอร์สัน
ผลงาน
1836. เอเมอร์สัน แสดงปาฐกถาบทสำคัญคือ The American Scholar ในบทนี้ เขาได้เรียกร้องคนอเมริกันทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ ให้ลืมตาตื่นขึ้น จากรูปแบบประเพณีคร่ำครึ และได้ขอร้องคนเหล่านั้น จงเดินด้วยเท้าของเราเอง ทำงานด้วยมือของเราเอง...พูดออกจากจิตใจของเราเอง...
1840. เอเมอร์สันมีส่วนรวมสำคัญในการจัดพิมพ์นิตยสาร The Dial ซึ่งเป็นสิ่งตีพิมพ์ชิ้นแรกที่รวมงานเขียนของนักคิดตามแนวลัทธิแทรนเซนเดนทาล
1844. เอเมอร์สันได้รวบรวมบทปาฐกถา และความเรียง ออกพิมพ์ รวมเป็นงาน 2 ชุด คือ Essays : First Series ( 1841 ) และ Essays : Second Series (1844 ) ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เอเมอร์สันได้รับความนิยมไปทั่วทั้ง อเมริกาและ ประเทศทางยุโรป
ผลงาน
1842 เอเมอร์สัน เสียลูกชาย จึงเขียนบทโคลง Threnody แสดงความอาลัยรักบุตรชายแสดงว่า เอเมอร์สันเริ่มเสื่อมศรัทธาในอุดมคติอันสูงส่งเกี่ยวกับมนุษย์และดวงจิตอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้งานเขียนระยะหลัง ค.ศ. 1842 เริ่มที่จะยอมรับหลักการของสังคมเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ ความเชื่อมั่นที่มีต่อความศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์เริ่มลดน้อยลง
1850 เอเมอร์สันจัดพิมพ์ Representative Men ในงานชิ้นนี้ เขากล่าวยกย่อง สรรเสริญบุคคลสำคัญของโลก หรือ อัจฉริยะบุคคลทั้งหลายในข้อที่ได้สร้าง ประโยชน์ให้แก่โลก เช่น เชคสเปียร์ กวีผู้เปรื่องปราด หรือ สวีเดนเบอร์ก ผู้ศึกษาจิต ใจมนุษย์ที่ลี้ลับ
1856 เอเมอร์สัน เขียน English Traits เป็นการวิเคราะห์บุคลิกลักษณะของคนอังกฤษและแบบแผนประเพณีอังกฤษไว้ในทางที่ชื่นชมยกย่อง
1860 Conduct Of Life ได้รับการพิจารณาว่า แสดงให้เห็นความสามารถของเอเมอร์สันอย่างสมบูรณ์ ในการกล่าวถึงศรัทธาที่มีต่อมนุษย์ในส่วนทีเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระและชะตากรรมของมนุษย์เอง
Text by มัลลิกา ลิมปาภา
<< Back