Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 4 * Cover Date: August 1, 2001

 

 



ปริทัศน์ Geographies of Exclusion: Society and Difference in the West. By David Sibley. London and New York: Routledge, 1997. 206 + xviii.

โดย ฐิรวุฒิ เสนาคำ


(1) “Both men and women may experience exclusion as members of an oppressed minority group… but men may be dominant in their relationship with women in a minority culture” (David Sibley 1997: x)

การกีดกัน-การเบียดขับทางสังคม และการกลายเป็นคน (วัฒนธรรม) ชายขอบ เป็นแนวคิดที่นักวิชาการให้ความสนใจมายาวนาน และเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน ความสนใจมากขึ้นนี้ส่วนหนึ่งเกี่ยวโยงกับปรากฏการณ์การกีดกัน-เบียดขับและการกลายเป็นคนชายขอบที่แพร่หลายในสังคมโลกปัจจุบัน ไม่ว่าสังคมนั้นจะจัดอยู่ในประเภทสังคมที่พัฒนาแล้ว สังคมกำลังเปลี่ยนผ่านและสังคมที่ด้อยพัฒนา หนังสือ Geographies of Exclusion: Society and Difference in the West เป็นหนึ่งในบรรดางานวิชาการอีกหลายเล่มหลายบทที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ข้างต้น ที่อุบัติขึ้นในสังคมมนุษย์

(2) หนังสือเล่มนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ Geographies of Exclusion และ The Exclusion of Geographies ส่วนแรกมี 6 บท บทที่ 1: Feeling about Difference (pp. 1-13) กล่าวถึงความรู้สึกถึงความเป็นอื่น (the other) หรือ ความแตกต่าง (difference) ที่ต่างไปจากตนเอง (the self) โดยอาศัยทฤษฏีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งของ ที่ปรากฏในงานเขียนของนักจิตวิทยาและนักจิตวิเคราะห์คนสำคัญ ๆ ของโลก (ตะวันตก) เช่น Sigmund Freud, Melanie Klein, Julia Kristiva, และ Jacques Lacan เป็นต้น งานของนักเขียนเหล่านี้เสนอว่า การสร้างพรหมแดนของตัวตนและคนอื่น เริ่มขึ้นเมื่อเด็กเริ่มเรียนรู้ทางสังคม โดยผ่านกระบวนการที่นักสังคมวิทยาเรียกว่า การกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า กระบวนการได้มาซึ่งวัฒนธรรม (acculturation) และสืบทอดมาจนโตและตายไป การแยกตัวตนและคนอื่นนี้ Sibley ถือว่าเป็นประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เป็นคนป้อนโปรมแกรมเข้าไปในสมองเด็ก การแบ่งตัวตนและคนอื่นนี้ขยายจากเด็กในฐานะปัจเจกชนมาสู่ชนชั้น เช่น ชนชั้นนายทุนในศตวรรษที่ 18 และ 19 หรือแม้แต่ในปัจจุบันพยายามที่จะแบ่งตัวตนของตนเองออกจากชนชั้นกรรมาชีพ

บทที่ 2: Images of Difference (pp. 14 - 31) Sibley ให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องตัวแบบ (stereotypes) ที่พยายามแบ่ง จำแนกและตีค่าสิ่งต่าง ๆ เช่น การจับคู่สีขาวให้กับคนผิวขาว สีดำให้กับคนผิวดำ โดยความหมายที่แฝงและเผยให้เห็นก็คือ สีดำเท่ากับ ความสกปรก เชื้อโรค สีแห่งความตาย ที่มาของความสกปรก ซากศพ ความชั่วร้าย ความกำกวม และความกลัวเป็นต้น ส่วนสีขาว แสงสว่าง มีวินัย ความปลอดภัย มีเหตุผล และปกติ เป็นต้น การเข้าคู่ชนชั้นกรรมาชีพกับเชื้อโรค (คนจนคือตัวเชื้อโรค) การเข้าคู่ผู้ชายกับวัฒนธรรม (ความดีงาม ได้รับการศึกษา มีเหตุผล) ผู้หญิงกับธรรมชาติ (เถื่อน ไร้เหตุผล น่ากลัว) การเข้าคู่ชนบุพกาลและชนพื้นเมือง (aborigins) กับธรรมชาติ คนผิวขาวกับอารยธรรม คนผิวดำกับกึ่งธรรมชาติและกึ่งอารยธรรม เชื้อโรค (disease) เป็นอีกตัวแบบหนึ่งที่สังคมตะวันตกสร้างขึ้น ในศตวรรษที่ 18 –19 เชื้อโรคในสังคมยุโรปเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่ทำให้สกปรก ความไม่สมบูรณ์ พาหะของความเจ็บป่วย เชื้อโรคจังมีบทบาทในการจำแนกตัวตน (self) ออกจากคนอื่น ดังที่ชนชั้นกลางของยุโรปแบ่งแยกตัวตนของตน (บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรค) ออกจากผู้ใช้แรงงาน/คนจน (ตัวเชื้อโรค พาหะนำความเจ็บป่วย) คำอุปมาอุปมัยตัวแบบเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งในเด็กและสังคมมนุษย์ และเป็นที่มาของการเหยียดสีผิว การเบียดขับ การทำให้เป็นคนชายขอบและความรุนแรงในสังคมมนุษย์ โดยเฉพาะตะวันตก เช่น การสังหารคนยิวในช่วงที่นาซีเรืองอำนาจ การรังเกียจ การดูแคลน ยิว ผู้หญิงและกลุ่มรักร่วมเพศในอิตาลี่สมัยฟสซีสต์ครองอำนาจ หรือแม้แต่การนำเอาคนผิวดำและกลุ่มรักร่วมเพศมาเป็นแพะรับบาปในกรณีการขยายตัวของเชื้อ AIDS

บทที่ 3: Border Crossing (pp.32-48) ให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องพรมแดน/อาณาเขต การพิทักษ์รักษาพรมแดน/พื้นที่ ในบทนี้ Sibley ทบทวนแนวคิดเรื่องพื้นที่/พรมแดนที่ปรากฏในงานเขียนด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา โดยเฉพาะงานอย่างยิ่งงานของ Edmund Leach และ Marry Douglas โดย Sibley มองว่าแนวคิดเรื่องพื้นที่หรืออาณาเขตเป็นแนวคิดที่เดินเคียงคู่กันไปกับแนวคิดเรื่องการแบ่งแยก เช่น การแยกสิ่งที่เป็น A (เช่นบ้าน) และ not-A (เช่น นอกบ้าน) ออกจากกัน การแบ่งแยกเช่นนี้อาจทำได้ชัดเจนในบางกรณี แต่อีกกรณีไม่อาจทำได้ กล่าวอีกนัย การแยก A กับ not-A ยังมีส่วนที่คลุมเครืออยู่ไม่รู้จะจัดเป็นอะไร โดยเฉพาะในส่วนที่ A กับ not-A มาทับกัน เช่น วัยรุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ (วัย) ที่ซ้อนทับกันของวัยเด็กและผู้ใหญ่ ทางเข้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ซ้อนทับกันระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ และเกย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ (เพศ) ซ้อนทับระหว่างหญิงกับชาย เป็นต้น อย่างไรก็ดี Sibley มองว่าการใช้อาณาเขต/พื้นที่จัดแบ่ง กีดกันคนพบทั้งในสังคมดั้งเดิมและสังคมสมัยใหม่ ในสังคมดั้งเดิมตามที่เสนอในงานของ Douglas นั้น มีการแบ่งพื้นที่/เขตแดนบริสุทธิ์ (purity) และพื้นที่/เขตแดนที่มีความสกปรก (pollution) ออกจากกัน โดยพื้นที่บริสุทธิ์ (purity) มีไว้สำหรับคนบางกลุ่ม บางชนชั้น และกีดกันคนอื่นออก ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมือง เช่น เมือง Los Angeles ตามงานศึกษาของ Mike Davis ก็มีพื้นที่ที่บริสุทธิ์(ชานเมือง) ที่มีไว้สำหรับชนชั้นกลาง และกีดกันคนจนออกไปเพราะคนจนคือตัวเชื้อโรคและที่มาของความสกปรกเป็นต้น พื้นที่ดังกล่าวนี้ถูกธำรงรักษาด้วยองค์กรทางสังคมและพิธีกรรม ซึ่งพบทั้งในสังคมดั้งเดิมและสมัยใหม่

บทที่ 4: Mapping the Pure and the Defiled (pp. 49-71) เน้นการจัดทำแผนที่กลุ่มคน/สังคม ออกเป็นแผนที่พื้นที่บริสุทธิและไม่บริสุทธิออกจากกัน โดย Sibley มองว่า การทำแผนที่กลุ่มคนนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมตะวันตก การเดินทางไปสัมพันธ์กับคนอื่นหรือกลุ่มอื่น ทำให้คนยุโรปจินตนาการหรือสร้างแผนที่กลุ่มคนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มศูนย์กลาง (center) ของวัฒนธรรม กลุ่มชายขอบ (edge) ของวัฒนธรรม และกลุ่มที่อยู่ในเขตบริวาร (periphery) ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งบรรยายคุณลักษณะของคนและธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ดังกล่าว ดังแสดงในตาราง

Center (European)

-tamed people (คนที่ได้รับการกล่อมเกลาทาางวัฒนธรรม)
-rationality (มีเหตุผล)

Edge (Brazilian Indian)
-hybridization (ผสมผสาน)
-heterogeneous (หลากหลาย) -untamed peoplle (คนไม่เชื่อง)
-deviant others (คนอื่นที่เบี่ยงเบน)
Periphery (Primitive/aborigins)
grotesque people (คนวิปลาส)
-imperfect (ไม่สมบูรณ์)
-deformed (ผิดรูป)
-vice (ชั่ว เลว)
-canibalism (กินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน)
>
แผนที่หรือจินตนาการดังกล่าว สร้างให้คนยุโรป กลายเป็นคนศูนย์กลาง ส่วนกลุ่มคนอื่นคือคนชายขอบ

บทที่ 5: Bounding Space: Purification and Control (pp. 72-89) กล่าวถึงแนวคิดว่าด้วยพื้นที่ ในเชิงปรัชญาและภูมิศาสตร์ แต่ Sibley เลือกที่จะมองพื้นที่จากแนวคิด structuraction (structure + action) ของ Anthony Giddens แนวคิดนี้มองว่า โครงสร้างทางสังคม ทำหน้าที่เป็นทั้งตัวขัดขวาง (constraining factors) และตัวส่งเสริม (enabling factors) การกระทำของ agents ในทางสังคม ตัว agents (คน/ชนชั้น) มิใช่ passive agents แต่เป็น active agents และ agents ปฏิบัติการทางสังคมในฐานะผู้รู้ มองในแง่นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่/ภูมิศาสตร์จึงมิใช่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่/ภูมิศาสตร์ แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนกับคน ความสัมพันธ์นี้นำไปสู่การจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่เฉพาะ (exclusionary space) หรือพื้นที่บริสุทธิ์ (purifiled space) กับพื้นที่แห่งมลทิน (defiled space) โดยพื้นที่บริสุทธิ์อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีการจัดแบ่งเข้มงวดกับไม่เข้มงวด ประเภทแรก เน้นความเป็นเอกภาพภายใน มีอาณาเขตหรือแนวแดนที่แยกออกจากพื้นที่อื่นอย่างชัดเจน มีสำนึกเกี่ยวกับพื้นที่หรืออาณาเขตสูง และกฏระเบียบของพื้นที่ที่เข้มงวด สิ่งที่ต่างออกไปถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติและเป็นภัยคุกคามต่อความบริสุทธิของพื้นที่ ส่วนพื้นที่ในประเภทหลังมีลักษณะของการผสมผสานทางสังคมและวัฒนธรรม ไม่มีอาณาเขตหรือแนวแดนที่แยกออกจากพื้นที่อื่นอย่างชัดเจน มีสำนึกเกี่ยวกับพื้นที่หรืออาณาเขตน้อย และไม่มีกฏระเบียบของพื้นที่ที่เข้มงวด สิ่งที่ต่างออกไปมิใช่สิ่งที่ผิดธรรมชาติและไม่เป็นภัยคุกคามต่อความบริสุทธิของพื้นที่ พื้นที่เหล่านี้ได้รับการรักษาพิทักษ์ความบริสุทธิด้วยกลไกลทางสังคมหลากหลายประการ เช่น การกันเขตเฉพาะให้คนที่ต่างไปจากคนปกติของสังคมอยู่ เช่น ในคุก โรงพยาบาลบ้า เป็นต้น

บทที่ 6: Spaces of Exclusion (pp. 90-114) พิจารณาพื้นที่ใน 3 ระดับ คือ ระดับบ้าน ท้องถิ่น และระดับชาติ ประเด็นหลักที่ Sibley เสนอก็คือ พื้นที่ทั้งสามระดับต่างก็เป็นพื้นที่แห่งการกีดกัน เบียดขับ หรือทำให้เป็นชายขอบ ในแวดวงวิชาการและนิยายโรแมนท์ยุโรปบ้านถูกนำเสนอในฐานะที่เป็นสวรรค์วิมาน เป็นที่หลบภัย ที่ที่ปลอดภัย ที่ที่ปัจเจกชนมีความเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ที่ที่มีความเป็นเอกภาพ พื้นที่แห่งจินตนาการ ฯลฯ และ ฯลฯ อย่างไรก็ดี Sibley มองว่าบ้านคือ แหล่งซึ่งมีการการแสดงอำนาจ เป็นพื้นที่แห่งการกีดกัน เช่น เด็กถูกพ่อแม่วางโปรแกรมให้ทำไว้จากเช้าจรดค่ำ (เช่น กินข้าวเมื่อไร นอนเมื่อไร ตื่นเมื่อไร เป็นต้น) เด็กถูกห้ามมิให้เข้าห้องบางห้อง เด็กถูกกีดกันมิให้เข้าร่วมหรือแทรกแซงกิจกรรมบางกิจกรรม เช่น ห้ามรบกวนพ่อแม่ในคืนวันเสาร์หรืออาทิตย์ เพราะพ่อแม่จะทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นต้น แต่บ้านจะเป็นแหล่งกีดกันหรือแสดงออกซึ่งอำนาจมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรูปแบบของครอบครัว โดย Sibley แบ่งครอบครัวออกเป็น 2 ประเภท คือ ครอบครัวแบบ positional กับ personalizing ครอบครัวแบบแรกยึดถืออำนาจตามตำแหน่ง เช่น ถือว่าพ่อเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างกลุ่มที่มีอำนาจกับกลุ่มใต้อำนาจจะเป็นความสัมพันธ์แบบอำนาจนิยม ผู้อยู่ใต้อำนาจจะถูกควบคุมโดยกฏเกณฑ์และคำสั่งสอนที่ปราศจากคำอธิบาย ส่วนครอบครัวแบบหลังพ่อแม่จะไม่สนใจหรือแสดงออกของบทบาทการควบคุมมากนักและเปิดโอกาสให้ลูก ๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว บ้านนอกจากจะเป็นแหล่งแสดงออกซึ่งอำนาจ แหล่งกีดกันสมาชิกในครอบครัวแล้ว บ้านยังเป็นแหล่งกีดกันคนอื่นอีกด้วย เช่น กีดกันคนแปลกหน้า คนไร้บ้าน คนผิวดำ คนเร่ร่อนออกจากบ้านและบริเวณบ้าน

ในระดับท้องถิ่น คนบางกลุ่มบางเชื้อชาติถูกกีดกันด้วยแนวคิดผิดที่ (wrong place) ถูกที่ (right place) เพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าว Sibley ได้ยกกรณีการกีดกัน เบียดขับคน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก คนเก็บขยะในกรุงปารีสต้นศตวรรษที่ 20 คนกลุ่มนี้ถูกเบียดขับและกีดกันออกจากกรุงปารีส เพราะคนชั้นกลางฝรั่งเศสในยุคนั้นถือว่า ปารีสเป็นเมืองของชนชั้นกลาง คนเก็บขยะคือกากเดนของสังคมและเป็นตัวแพร่เชื้อโรค ดังนั้นคนเก็บขยะจึงถูกขับให้ไปอยู่ซานเมืองและถูกจำกัดกิจกรรมโดยคนเมือง กลุ่มที่สอง คนเผ่ายิปซี(Gypsy) ในอังกฤษต้นศตวรรษที่ 20 ชนกลุ่มนี้ถูกกีดกันออกจากกรุงลอนดอน เพราะลอนดอนเป็นพื้นที่ของชนชั้นกลางและเป็นพื้นที่แห่งวัฒนธรรม ส่วนยิปซีเป็นคนเผ่าเร่ร่อน มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติ เป็นพวกบ้านนอก การที่ยิปซีเข้ามาอยู่ในเมืองจึงเป็นการผิดที่และจึงสมควรถูกกีดกันหรือขับออกจากเมือง กลุ่มที่สามคือ กลุ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวยุคใหม่ (New Age Travellers) กลุ่มนี้ถูกกีดกันออกจากชนบทของอังกฤษ เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ของการดำเนินชีวิต การเข้าไปในชนบทของพวกเขาจึงเป็นการผิดที่ เพราะชนบทเป็นพื้นที่ของเกษตรกรและเจ้าที่ดินอังกฤษ และการเข้าไปในชนบทของพวกเขาคุกคามต่อการคงอยู่ของชนชั้นเจ้าที่ดิน ในทัศนะของ Sibley พื้นที่ระดับชาติเป็นพื้นที่แห่งการกีดกันอีกระดับหนึ่ง ชาติถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดเรื่องอนาจอธิปไตย ความเป็นหนึ่งเดียวของอัตลักษณ์ ความเป็นหนึ่งเดียวของวัฒนธรรม และอาณาเขตที่ชัดเจน แนวคิดดังกล่าวนี้ ทำให้ชาติรวมคนบางกลุ่มไว้ และกีดกันคนอีกกลุ่มออกไป เช่น ยิวในอังกฤษถูกกีดกัน เพราะยิวมิใช่คนอังกฤษ เป็นต้น

ส่วนที่ 2 มี 3 บทหลัก คือ บทที่ 7: The Exclusion of Knowledge (pp. 119-136) บทที่ 8: W.E.B DuBois: A Perspective on Social Space (pp. 137 - 156) และบทที่ 9: Radical Women, Men of Science and Urban Society (pp. 157-182). แกนแนวคิดของส่วน คือ การกีดกันคนอื่นมิได้มีมิติเฉพาะในทางสังคม วัฒนธรรม แต่รวมไปถึงการกีดกันคนบางกลุ่มบางพวกออกจากพื้นที่ทางวิชาการ Sibley มองความรู้ (knowledge) คืออำนาจ ความรู้ที่เป็นกระแสหลักของสังคมธำรงฐานะทางสังคมของตนด้วยการพยายามขีดแบ่งพรมแดนของตนเองให้ชัดเจน เช่น สร้างวิธีการวิเคราะห์ วิธีการสื่อสารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และกีดกันแนวคิดที่ขัดแย้งแปลกแยกออกไป โดยเฉพาะความรู้ที่ต่อต้านลำดับชั้นทางสังคม ความรู้ที่มาจากกลุ่มคนชายขอบของสังคม เช่น ผู้หญิง คนผิวดำ รักร่วมเพศ และชาวบ้านเป็นต้น โดยในบทที่ 7 Sibley มองว่า ความรู้กับอำนาจสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด อำนาจมีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนความรู้บางประเภทและเบียดขับอีกประเภท อำนาจในความรู้หรือวิชาการสะท้อนชัดจากการที่สังคมหนึ่ง ๆ มีการจัดลำดับชั้นในองค์กรทางวิชาการและการจัดลำดับชั้นของความรู้ กล่าวคือ ในองค์กรทางวิชาการจะมีการจัดลำดับชั้นของผู้เชี่ยวชาญมากและน้อย โดยผู้เชี่ยวชาญมากคือ ผู้ที่ให้กำเนิดแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ความรู้ในสังคมมนุษย์เองก็มีการจัดลำดับขั้น มีการจัดแบ่งเป็นความรู้ที่ครอบงำและความรู้ที่ถูกเบียดขับหรือถูกทำให้เป็นชายขอบ ความรู้ชายขอบที่ Sibley กล่าวถึงประกอบด้วย ความรู้ที่ปรากฏอยู่ในงานเขียนของนักสื่อสารมวลชน ความรู้ที่ปรากฏในงานเขียนที่เขียนในรูปแบบที่ไม่เป็นวิชาการ ความรู้ที่ปรากฏในวรรณกรรมของชนชั้นล่าง (popular literature) ความรู้ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น และการที่องค์ความรู้หรือชุดความรู้หนึ่ง ๆ สามารถกลายมาเป็นความรู้หลักของสังคมนั้น อาจจะได้รับแรงกระตุ้นจากรัฐหรือระบบทุนนิยม ความรู้ที่ครอบงำนี้ธำรงสถานะของตน ด้วยการสร้างพื้นที่หรือพรมแดนความรู้ของตนเองให้ชัดเจน และพยายามขจัดความรู้ที่ต่างออกไป หรือขับความรู้ที่เป็นอันตรายให้ไปอยู่ชายขอบของสังคม หรือการละเลยความรู้ที่มาจากกลุ่มชายขอบของสังคม โดยเฉพาะคนผิวดำและผู้หญิง ในบทที่ 7 Sibley ยกกรณีการพยายามขจัดแนวคิดหรือความรู้ที่เป็นอันตรายโดยความรู้ที่ครอบงำ 3 กรณี คือ การเบียดขับความรู้ในการทำ map-flapping (การ copy แผนที่ด้วยการใช้ระหัสอักษร) การขจัดความรู้ด้านการแพทย์ที่เรียกว่า phrenology (การทำนายนิสัยใจคอของคนด้วยการพิจารณาลักษณะของกะโหลกศีรษะ) และการสอนให้นักเรียนหญิงรู้ถึงความรู้สึกของนักระบำเปลื้องผ้า (strip-tease) ด้วยการแสดงเป็นนักระบำเปลื้องผ้า ความรู้ในการทำ map-flapping ดูเหมือนว่าจะไม่เป้นอันตรายต่อความรู้หลักของสังคม แต่ความรู้นี้ก็ถูกกีดกัน ความรู้แบบ phrenology เป็นความรู้การแพทย์ทางเลือก ที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในทางการแพทย์ (ทุกคนสามารถรู้และเข้าถึงได้) และบั่นทอนลำดับชั้นในทางการแพทย์และสังคม ดังนั้น phrenology จึงถูกโจมตี ทั้งจากวงการแพทย์สมัยใหม่ ศาสนจักรและสถาบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์

การสอนให้เด็กหญิงเต้นระบำเปลื้องผ้าขัดต่อศิลธรรมที่สังคมยึดถือรัฐจึงเข้ามามีบทบาทในการขจัดและเบียดขับ บทที่ 8 กล่าวถึงการละเลยหรือเพิกเฉยต่อความรู้ของคนที่เป็นกลุ่มชายขอบของสังคม โดยผ่านกรณีงานวิจัยของ W.E.B. DuBois ดูโบอีสเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสี (National Association for the Advancement of Colored People) จบด๊อกเตอร์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดเมื่อปี ค.ศ. 1895 ระหว่างปี ค.ศ. 1896 –1897 ดูโบอีสได้รับทุนสนับสนุนให้ทำการวิจัยเกี่ยวกับคนผิวดำในฟิลาเดลเฟีย การศึกษาครั้งนี้ ดูโบอีสใช้ระยะเวลา 15 เดือน และใช้วิธีการศึกษารวบรวมข้อมูลหลากหลายแบบ เช่น สำรวจครัวเรือนคนผิวดำเกือบทุกครัวเรือน รวบรวมข้อมูลเกี่ยวสภาพที่อยู่อาศัย การงาน การศึกษาและสถาบันต่าง ๆ ของคนผิวดำ การใช้กรณีศึกษา (case studies) การสังเกตชุมชนในช่วงที่ทำการสำรวจข้อมูล เป็นต้น Sibley มองว่าวิธีการต่าง ๆ ที่ดูโบอีสใช้มิได้แปลกใหม่ แต่วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ถูกนำมาใช้อย่างมีความโดดเด่นและมีลักษณะเฉพาะของตนเอง ผลของการวิจัยก็คือหนังสือเรื่อง The Philadelphia Negro หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1899 หนังสือเล่มนี้นักวิชาการบางท่าน ถือว่าเป็นงานเขียนที่ดีเยี่ยมชิ้นหนึ่ง ที่ว่าด้วยชุมชนคนผิวดำ แต่งานที่ดีเยี่ยมนี้ได้รับการเพิกเฉยจากสำนักสังคมวิทยาแห่งชิคาโก

สำนักสังคมวิทยาแห่งชิคาโกสถาปนาความเป็นสังคมวิทยาของตนในต้นศตวรรษที่ 20 การสร้างความเป็นสังคมวิทยาของสำนักนี้อาศัยข้อมูลหรือทฤษฏีที่ดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ สำนักนี้ละเลยงานเขียนของดูโบอีสผู้ซึ่งสนใจปัญหาชุมชนเมืองและคนผิวดำในเมืองเช่นเดียวกับสำนักชิคาโก ที่น่าประหลาดใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ Robert E. Park ก่อซึ่งก่อตั้งสำนักสังคมวิทยาแห่งชิคาโกเป็นเลขานุการของนักการเมืองผิวดำ (Booker T. Washington) แต่งานเขียนเรื่องคนผิวดำในเมืองของ Park ไม่เคยกล่าวถึงงานของดูโบอีส การละเลยนี้ Sibley มองว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ Park ต้องการให้สังคมวิทยาของตนมีความเป็นวิทยาศาสตร์และปราศจากการเมือง แต่งานของดูโบอีสกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมในด้านต่าง ๆ ของคนผิวดำและเป็นหาการแยกที่พักอาศัยระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ และปัญหาการมีอคติต่อคนผิวดำ เป็นต้น การละเลยนี้ทำให้ความรู้ของคนผิวดำ (ผ่านงานเขียนของดูโบอีส) เป็นความรู้ชายของสำนักสังคมวิทยาแห่งชิคาโกและของศาสตร์สาขาภูมิศาสตร์ ที่อิงอยู่กับงานของสำนักสังคมวิทยาแห่งชิคาโก และนำไปสู่การมองคนผิวดำในฐานะที่เป็นอื่น (มิใช่ส่วนหนึ่งของอเมริกาและส่วนหนึ่งของเมือง) และการมองปัญหาของคนผิวดำจากทัศนะของคนผิวขาว การกีดกันความรู้ของคนชายขอบหรือคนเบื้องล่างของสังคมนี้ Sibley นำเสนอสืบเนื่องในบทที่ 9 โดยเน้นไปที่การกีดกันองค์ความรู้หรือความรู้ของผู้หญิง โดยสำนักสังคมวิทยาแห่งชิคาโก ซึ่งมีประเด็นโดยรวมแล้วไม่ต่างจากประเด็นที่กล่าวถึงในบทที่ 7 และ 8

(3) Geographies of Exclusion มิได้กล่าวถึงระดับหรือความแพร่หลายของปรากฏการณ์การทำให้เป็นชายขอบ การกีดกันทางวัฒนธรรม สังคมและสีผิว แต่พยายามอธิบายถึงมูลเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คนสนใจประเด็นเรื่องการกีดกันทางสังคม-วัฒนธรรม-เชื้อชาติและผู้ที่สนใจปัญหากลุ่มคนและวัฒนธรรมชายขอบควรอ่าน แต่คนที่สนใจหนังสือโป้และการ์ตูนก็อ่านได้ครับ


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1