Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 4 * Cover Date: August 1, 2001

 

 



ทางเลือกส่สวรรค์ นรก เดรัจฉานวิชชา และการโค้นล้มของพญาไม้ดึกดำบรรพ์ต้นนั้น

โดย ประมวล มณีโรจน์



๑. ศรัทธาแห่งพุทธศาสน์ : ทางเลือกสู่สวรรค์ นรก และเดรัจฉานวิชชา เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่อาจหาญไปสำรวจรูปการณ์ทางความคิด ที่สืบทอดผ่านผู้คนและแผ่นดินมาด้วยแบบแผนของคตินิยมลักษณะหนึ่ง ซึ่งได้รับการพิสูจน์และเกิดการผสมผสานอย่างลงตัวและอย่างครบถ้วนเบ็ดเสร็จมาแล้วด้วยเวลาอันเนิ่นยาว ไม่ว้าด้วยกระแสอันเชี่ยวกรากของพิธีกรรมประจำถิ่น

ด้วยความมั่นคงเข้มข้นของลัทธิฮินดู และด้วยปรัชญาอันหลากหลายของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ก็ตาม แต่เมื่อทำความเข้าใจได้ว่า 'พุทธศาสนาตามนัยแห่งคตินิยมของสังคม' นั้น น่าจะพิจารณาได้ที่ความหนาแน่นในการประสมประสานของรูปแบบแห่งพิธีกรรมและประเพณี เช่น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการบวชเรียนของชายหนุ่ม การทำบุญเลี้ยงพระในวันโกนวันพระของพุทธศาสนิกชน การสระหัวหรืออาบน้ำคนแก่คนเฒ่าในวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย เหล่านี้เป็นอาทิ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวางขอบเขตการศึกษาไว้ที่สังคมหมู่บ้านของลุ่มทะเลสาบเฉพาะที่ปรากฏในงานเรื่องสั้นสมัยใหม่เท่านั้น แนวทางที่จะทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของคตินิยมนามนี้ใน 'ระดับชาวบ้าน' ก็ถูกฉายชัดขึ้นมาด้วยมิติแห่งการเปรียบเทียบ-ในภาวะที่สังคมถูกกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว ดูเหมือนพุทธศาสนาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความ รู้สึกนึกคิดในชีวิตประจำวันของพวกเขาน้อยมาก เนื่องจากดังที่ทราบกันอยู่ แล้วว่า ความเจริญสมัยใหม่ได้ลดบทบาทของวัดและพระสงฆ์ลงเกือบจะโดย สิ้นเชิง-ทั้งในฐานะของผู้นำชุมชนและจุดรวมแห่งศรัทธาของผู้คนในหมู่บ้าน ไม่ว่าในแง่ของการจัดการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนและข้าราชการเข้าไปแทนที่ ใน แง่ของกิจกรรมทางสังคม ซึ่งมักจะถูกย่อส่วนหรือตัดทอนพิธีกรรมอยู่เสมอ ในแง่ของผู้นำด้านความดีงาม ซึ่งถูกเปิดโปงความเหลวแหลกให้ศรัทธาของ ผู้คนต้องลดถอยลงไปตามลำดับ และในแง่ของแบบอย่างแห่งการใช้ชีวิต ที่สมถะและสงบสุข ซึ่งเหมือนว่าจะถูกโดดเดี่ยวให้เลื่อนลอยห่างไกลออกไป ทุกขณะเวลา เหล่านี้เป็นต้น และยิ่งพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่เน้นให้ ศาสนิกชนต้องยึดถือรูปแบบและเคร่งครัดในกิจปฏิบัติ มากกว่าความเข้าใจ และศรัทธาต่อ 'เนื้อนาบุญ' โดยปรัชญาแห่งการแสวงหาทางด้านนามธรรม ด้วยแล้ว พุทธศาสนาหรือตัวแทนทางรูปธรรมในหมู่บ้านคือวัดและพระสงฆ์ จึงกลายเป็นหน้าที่และความพอใจของคนแก่ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องอยู่กับ ความเชื่อในเรื่องนรก-สวรรค์ อันเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่ดูเหมือนจะห่างไกล จากทิศทางของแบบแผนชีวิตใหม่ไปมากแล้ว

ทั้งนี้ การทำความเข้าใจในครั้งนี้ งดเว้นที่จะกล่าวถึงบทบาทของคนรุ่น ใหม่บางกลุ่ม ตลอดถึงพระนักพัฒนาและนักอนุรักษ์บางรูป ที่ศรัทธาและต่อ สู้เพื่อความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในแง่ของ 'ศาสนาเพื่อสังคม' เพราะบท บาทของปัญญาชนหรือพระรุ่นใหม่ผู้มีความรู้เหล่านั้น ยังเป็นเพียงปรากฏ การณ์เล็กๆของสังคม บางครั้งยังมีเป้าหมายแห่งศรัทธาที่เกี่ยวข้องอยู่กับ เจตนาและผลประโยชน์บางอย่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังไม่ปรากฏเรื่อง ราวอยู่ในหน้าวรรณกรรมของคนรุ่นใหม่

โดยทั่วไปแล้ว แม้ว่า 'พระสงฆ์' จะมีโอกาสร่วมกิจกรรมของสังคมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงเพื่อให้กิจกรรมเหล่านั้นได้ครบองค์ประกอบ หรือเพื่อลดความขัดแย้งทางด้านความคิดเห็นระหว่างรุ่นของผู้คนลงเท่านั้น และแม้ว่า 'วัด' จะยังเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องอยู่กับศรัทธาของคนแก่ การบวชเรียนตามประเพณีของชายหนุ่ม และยังสัมพันธ์อยู่กับระบบการศึกษาอยู่บ้างในบางระดับ แต่โดยเนื้อแท้แล้วกลับเป็นเรื่องราวของคนแก่บางกลุ่ม ชายหนุ่มบางคน และในแง่ของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่หรือบริเวณสำหรับตั้งโรงเรียนเท่านั้น

ปรากฏการณ์อันชราภาพซึ่งมีฐานะเป็นเพียงสิ่งหลงเหลือตกค้างนี้ ไม่ได้เป็นสื่งยืนยันอย่างใดเลยว่าพุทธศาสนาจะสามารถเข้าครองพื้นที่แห่งจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ได้ มากกกว่าการ 'พบ' กันอย่างผิวเผินด้วยความจำเป็นบางอย่าง ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มีความสำคัญต่อความคิด ความเชื่อ และวิถีชีวิตของพวกเขาแต่ประการใด ยิ่งพุทธศาสนาในยุคพัฒนา กลับหลงใหลไปยึดถือและสมสร้างแต่ถาวรวัตถุเพื่อจะยืนยันถึงความรุ่งเรืองและความทันสมัยแต่ประการเดียว กอร์ปทั้งพระที่ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการและวิถีทางอันถูกต้องดีงาม ยิ่งฉุดรั้งผู้คนลงสู่ปลักแห่งศรัทธาอันเหลวไหลโง่งมด้วยแล้ว ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างคนรุ่นใหม่กับวัดและพระสงฆ์ในหมู่บ้าน ก็ยิ่งห่างไกลจากเนื้อแท้แห่งพุทธศาสนามากขึ้น

ส่วนพระสงฆ์ผู้เหลวไหลจะนำผู้คนลงสู่ปลักแห่งอบายมุขในรูปการณ์ของความเชื่อและไสยศาสตร์มนต์ดำแบบใดนั้น ย่อมอยู่นอกเหนือจากขอบเขตที่จะอภิปรายกันในประเด็นนี้ ถ้าจะมองพระสงฆ์ในแง่ของนักอุดมคติที่เคยมีคณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อชุมชนในอดีต เคยเป็นที่รวมแห่งศรัทธาในฐานะตัวแทนของความดีงาม และเคยเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตที่สมถะนั้น จะเห็นได้ว่าบทบาทดังกล่าวได้ถูกเบียดตกเวทีแห่งศรัทธาไปแล้ว ด้วยรูปลักษณ์อันเทอะทะและหยาบกระด้างของการพัฒนา ส่วนบทบาทใหม่ที่ค่อยๆกัดกร่อนเนื้อแท้แห่งพุทธศาสนาให้เน่าเฟะอยู่ท่ามกลางความรุ่งโรจน์อันฉาบฉวย กลับสอดคล้องกับวิถีทางสังคมใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องเลยผ่านคำนิยามเก่าๆของนักอุดมคติผู้เคยเป็นจุดรวมแห่งศรัทธา มาปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในฐานะของ 'อาชีพ' และ 'การทำมาหากิน' รูปแบบใหม่ พระสงฆ์ในปัจจุบันจึงไม่ต่างไปจากบุคคลสำคัญแห่งอาชีพใหม่ ที่นำบรรดาศาสนิกชนทั้งหลายเดินสวนทางกับความสมถะ ความสงบสุข และความดีงามในอุดมการณ์

พระและวัดจึงมักจะถูกมองอย่างตรวจสอบ-ทั้งในแง่ของบทบาทและกิจปฏิบัติจากนักเขียนรุ่นใหม่อยู่เสมอ เรื่องสั้น เมืองที่ไม่มีวัด ของ ยังชิน และ พระปลอม ของ สาย ตะวัน (จากรวมเรื่องสั้นชุดเพชรน้ำงาม-โลกหนังสือฉบับเรื่องสั้นชุดที่ ๔) เป็น เรื่องที่เสนอแง่มุมในการตรวจสอบบทบาทและฐานะทางสังคมของพระสงฆ์ไว้อย่างน่าสนใจ (ดู ๖ : ๑๙๙-๒๐๗ และ ๒๖๓-๒๗๑)

ในบริเวณชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา แม้ว่าจะค้นพบลักษณะเฉพาะในการเปลี่ยนแปลงของผลึกแห่งความคิดนี้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปริมณฑลของประเทศแต่ประการใด ทั้งนี้เพราะ 'การรุกฆาต' ของเทคโนโลยีและการพัฒนาแบบแผนใหม่นั้น ไม่เคยเปิดโอกาสให้ส่วนใดได้เป็นอิสระเลย ไม่ว่าส่วนนั้นจะเป็นเพียงหมู่บ้าน เล็กๆที่เที่ยวแอบซ่อนอยู่ตามพื้นที่อันห่างไกล อย่างหมู่บ้านกลางทะเลสาบบนเกาะยอ-สงขลา เกาะนางคำ-พัทลุง แลมตะลุมพุก-นครศรีธรรมราช และในหุบเขาพญาโฮ้งหรือหุบเขาพรหมโลกแถบเชิงเขาบรรทัด ก็ตาม ในเรื่องสั้น เราเหล่าลูกหลานคนจน (จากรวมเรื่องสั้นชุดทางเลือกเมื่อฟ้าหม่น) ของคมสัน พงษ์สุธรรม

แม้ว่าโดยความตั้งใจแล้วผู้เขียนต้องการนำเสนอประเด็นแห่งความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างวิถีของพุทธศาสนา (ตามนัยแห่งประเพณีการบวฃเรียน) กับความเป็นไปของชีวิตและสังคมในแง่ของความแร้นแค้นยากจนของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นทัศนะที่อาจเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางการเมืองของสมัยหนึ่งอยู่บ้าง แต่ในส่วนของรายละเอียดและความลึกซึ้งในการมองสังคมพระสงฆ์แล้ว นับว่าน่าสนใจไม่น้อยต่อประเด็นที่เรากำลังทำความเข้าใจกันอยู่ ความเชื่อที่ว่าเด็กหนุ่มทุกคนจะต้องได้รับ 'การบวชเรียน' เป็นความเชื่อที่เคยยึดถือกันมาอย่างเหนียวแน่นของสังคมหมู่บ้านในยุคที่ผ่านมา เพราะการบวชเรียนมีคำตอบที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวางว่าจะทำให้คนหนุ่มเป็น 'คน' ที่ 'สมบูรณ์' ขึ้น

ในอีกแง่หนึ่งซึ่งเป็นแง่มุมที่เกี่ยวข้องอยู่กับความรู้สึกของพ่อแม่ที่ลูกชายมีโอกาสได้บวชเรียนทุกคน นั่นคือ อิทธิพลของความเชื่อที่ว่า 'ผ้าเหลือง' ที่ห่มองค์พระ(คุณของโยม)อยู่นั้น มีฐานะประหนึ่ง 'ธงแห่งธรรม' ที่จะโบกพลิ้วน้อมนำภาวะอันดับจากโลกนี้ไปแล้วของพ่อแม่ ไปพบกับความหวังใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุขสมบูรณ์แบบเบ็ดเสร็จในสัมปรายภพหรือในอนาคตอันไกลโพ้นอีกด้วย บรรยากาศของการบวชเรียนในเรื่องสั้นดังกล่าว เป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามสว่างไสว ตามรูปการณ์จิตสำนึกของสังคมในอดีต หรือรูปการณ์จิตสำนึกของผู้คนที่เป็นตัวแทนของสังคมเก่า รูปการณ์จิตสำนึกที่ว่านี้

คนรุ่นใหม่ผู้มีความเป็นอยู่อย่างฉาบฉวยน้อยคนนักที่จะมองเห็นและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ในกรณีนี้สำหรับเรื่องราวที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ จึงจำเป็นที่จะ ต้องยกเว้นคนรุ่นใหม่อย่าง คมสัน พงษ์สุธรรม เสียคนหนึ่ง :

"...แม่ตื้นตันจนน้ำตาไหลพราก พ่อเงยหน้าขึ้นเพ่งมองพระใหม่ด้วยความชื่นชม ญาติพี่น้องหลายคนที่นั่งดูพิธีพร้อมพรั่งกันอยู่ในโบสถ์ยกมือท่วมหัวอนุโมทนาสาธุ... เสียงซุบซิบกันว่าเมื่อร่างกายของพระใหม่สัมผัสผ้ากาสาวพัตร นั่นเป็นภาพที่สวยงาม สีเหลืองของไตรจีวรขับผิวพระใหม่ดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น... พระใหม่หันกลับมาทางผู้คนที่นั่งเรียงรายอยู่ในโบสถ์ พ่อและแม่เข้ามาถวายเครื่องอัฐบิรการ ญาติๆก็เวียนกันเข้ามาถวายสิ่งของเช่นกัน... แม่ก้มกราบลงบนผ้าเช็ดหน้าที่วางอยู่หน้าตักของพระใหม่น้ำตาก็ไหลออกมาอีก เงยหน้าขึ้นอีกครั้งประสานสายตาระหว่างกัน พระหนุ่มรู้สึกสะท้านเข้าไปในหัวใจ... 'คุณของโยมอยู่ให้สุขสบายเถิด' แม่เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ 'อย่าห่วงเลยโยม ฉันเป็นสุขที่สุดแล้ว' พระหนุ่มตอบ..." (๑ : ๑๖-๑๗)

ความหวังสูงสุดของพระใหม่ รวมถึงความหวังของโยมพ่อโยมแม่ (ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับคตินิยมทางพุทธศาสนา) ต้องพังทลายลงโดยสิ้นเชิง เพราะภาวะความยากจนแร้นแค้นของผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งหมายรวมถึงภาวะที่โยมพ่อโยมแม่ของพระหนุ่มต้องประสบอยู่ด้วย เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้พระหนุ่มต้องเหยียบยืนอยู่บนทางแห่งความว้าเหว่ ระหว่างความมุ่งหวังที่เกี่ยวพันอยู่กับคตินิยมแห่งพุทธศาสนา กับความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องอยู่กับเศรษฐกิจในสังคมยุคพัฒนา อธิบายได้ว่า การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้คนส่วนใหญ่มีปัญหาทางเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวงขึ้น ในรายละเอียดปลีกย่อย ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากความเฉื่อยชาเกียจคร้าน อาจเกิดจากความจำเป็นทางวัตถุที่มีมากขึ้นกว่าเดิม หรืออาจเป็นเพราะว่าค่านิยมและวิถีชีวิตสมัยใหม่ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องอยู่กับภาวะทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น ไม่ว่าการเล่าเรียนของบุตรหลาน การสร้างฐานะและความมั่นคงให้แก่ชีวิตและทัพย์สิน การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้

วิถีของผู้คนในหมู่บ้านประมาณสามหรือสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ความจำเป็นและความต้องการทางด้านวัตถุอันเป็นผลพวงของการพัฒนา ยังไม่มีหรือมีบ้างก็เพียงเล็กน้อยพอควรกับฐานะ ผู้คนซึ่งยากจนเหล่านั้นอาจจะต้องดิ้นรนบ้างก็เพียงการหาใส่ปากท้องเล็กๆน้อยๆ พวกเขาจึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปกติ มีความสุขอย่างเรียบง่ายอยู่กับการทำบุญใส่บาตร มั่นคงในศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา ผูกพันเกี่ยวข้องอยู่กับวัดและพระสงฆ์ หรือรูปธรรมอื่นใดที่เป็นตัวแทนของความเชื่อและศรัทธาเหล่านั้น แต่สังคมในทศวรรษแห่งการพัฒนานี้

ความจำเป็นใหม่ๆอันรุนแรงและมากมายที่เข้ามากำหนดแบบแผนแห่งวิถีชีวิต ทำให้ผู้คนไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยใช้ชีวตที่สมถะและเรียบง่ายอย่างนั้น เรื่องราวของชีวิตอันสมถะ เรียบง่าย และเต็มไปด้วยดวงหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใส จึงกลายเป็นอดีตที่อาจจะได้ยินอยู่บ้าง ก็แต่เพียงในคำเล่าลือเสียแล้ว นั่นคือ ใบหน้าอันอิ่มเอิบไปด้วยแรงบุญของพ่อแก่แม่เฒ่า และรอยยิ้มอันผุดผาดแจ่มใสของหนุ่มสาวแรกแย้ม ที่เคยประดับดอกดวงอยู่ในงานบุญประเพณีของหมู่บ้านเล็กๆตามแบบฉบับของชีวิตไทย ได้ถูกทดแทนอย่างเต็มสัดส่วนไปแล้ว ด้วยความรีบเร่งของวันเวลาและความเกรี้ยวกราดของกลไกแห่งยุคสมัย รวมตลอดถึงนิทานแสนสนุกอย่าง 'ไอ้ปูดโป่งลักไก่' ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยนั่งเล่าให้ลูกหลานได้ล้อมวงหัวเราะกันบนชานบ้านในคืนเดือนหงาย ก็ถูกทดแทนไปด้วยเกมคอมพิวเตอร์อันฉับไวและการ์ตูนคุณหนูสู่ยุคอวกาศเรียบร้อยไปแล้วเช่นกัน สำหรับสังคมใหม่ที่วุ่นวายสับสน

ภาวะแห่งการดิ้นรนขวนขวายก็ย่อมเพิ่มอัตราสูงขึ้นด้วย-ตามอัตราความเร็วของการพัฒนา และแน่นอนว่า รอบหมุนอันรวดเร็วของการพัฒนาเพื่อความทันสมัยนี้ ได้นำผู้คนมาถึงทางแยกที่พวกเขาจำเป็นจะต้องเลือกเสียแล้ว ระหว่างความสงบสมถะที่ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ กับความวุ่นวายสับสนที่อัดแน่นไปด้วยภาวะแห่งการดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เรื่องราวเหล่านี้ได้เกิดขึ้น และกระทบกระเทือนต่อแนวทางแห่งพุทธศาสนาในส่วนต่างๆของประเทศโดยทั่วถึงกัน

อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีหมู่บ้านหรือซอกมุมใดเลยที่ไม่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงดังกล่าว ผู้คนต่างก็ 'ปล่อยวาง' พิธีกรรมทางศาสนาและต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสีย หรือโดยนัยอันถึงที่สุดกันแล้วคือ 'กำไร' และ 'ขาดทุน' แม้ในกิจกรรมที่เคยรุ่งเรืองอย่างการตักบาตรทำบุญ พระสงฆ์และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทและวิถีทาง แต่ละส่วน แต่ละกิจกรรม แต่ละแนวทาง ไม่ว่าสวรรค์หรือนรก จำเป็นจะต้องคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจก่อนเป้าหมายอื่นใดทั้งสิ้น

ในรูปลักษณ์ของความเชื่อและประเพณีอันเกี่ยวข้อง จึงต้องอัดเต็มไปด้วยความงมงายไร้เหตุผล และมีที่มาซึ่งแอบแฝงอยู่กับผลประโยชน์บางอย่างอยู่เสมอ ไม่ว่าการสวดบ้านเรือนและสถานที่เพื่อขับไล่รังควาน การเจิมป้ายตามโรงแรมทันสมัยเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของกิจการ การเจิมตั้งแต่รถยนต์ไปจนกระทั่งถึงเครื่องบินเพื่อความแคล้วคลาดจากอุบัติภัย การรับจ้างสักหรือจำหน่ายผ้ายันต์และพระพุทธรูปเพื่อการอยู่ยงคงกะพัน การใบ้หวยให้เลข

หรือแม้กระทั่งการจัดพิธีทางศาสนาเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนและ/หรือรุ่นของผู้คน ตลอดถึงการจัดให้มีประเพณีชักพระประจำปีเพื่อผลแห่งการท่องเที่ยว ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นประเพณีชักพระของจังหวัดพัทลุงที่จัดขึ้น ณ บริเวณหาดแสนสุขลำปำ หรือของจังหวัดสงขลาที่จัดขึ้น ณ บริเวณหาดสมิหลา ก็ตาม ในภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย สำหรับทางเลือกของตัวละครใน เราเหล่าลูกหลานคนจน

แม้พระหนุ่มตลอดถึงโยมพ่อและโยมแม่จะมีความหวังต่อความสงบของสมณเพศเพียงใด เรื่องราวดังกล่าวก็ต้องถึงทางแยกที่ทุกคนจำต้องเลือกเข้าจนได้ นั่นคือ "ฉันจะสึก..." อันทำให้ "แม่ใจหายวาบเมื่อได้ยินคำนั้น" และ "มองหน้าพระหนุ่มอีกครั้งและแม่ก็เบือนหน้าไปทางอื่น" แม้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้จะถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางการเมืองของสมัยหนึ่งอยู่บ้าง แต่ในน้ำเนื้อแห่งความเข้าใจ ตลอดถึงความเหมาะสมสอดคล้องของเหตุและผลในการดำเนินเรื่อง ทำให้เรื่องสั้นดังกล่าวได้รับ 'รางวัลช่อการะเกด' จากกองบรรณาธิการโลกหนังสือเมื่อปี ๒๕๒๑ (ตีพิมพ์ครั้งแรกในวันเวลาที่ผ่านเลย-โลกหนังสือฉบับเรื่องสั้นชุดที่ ๑) และได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเสมือนดรรชนีที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการยอมรับใน 'ทางเลือกใหม่' ของผู้คนร่วมสมัยว่าใครๆก็ย่อมตัดสินใจที่จะ 'ปล่อยวาง' คตินิยมที่เคยยึดมั่นมาอย่างยาวนานนามนี้ ยิ่งการจบเรื่องในลักษณะที่ให้ท่านพระครูเจ้าอาวาสต้องตกอยู่ในภาวะอันนิ่งงัน และตกลงยินยอมให้พระหนุ่ม ซึ่งเป็นพระที่ดีมีความตั้งใจที่จะศึกษาในแนวทางของสมณะ ต้องสึกหาลาเพศโดยไม่สามารถกล่าวคำใดออกมาทัดทานได้เลยนั้น ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น (ดู ๑ : ๑๖-๒๕)

ปรากฏการณ์ร่วมสมัย ซึ่งบ่งบอกถึงความเสื่อมคลายของคตินิยม(ยึดมั่นในพุทธศาสนา)ดังกล่าวนี้ นอกจากภาวะบีบรัดทางเศรษฐกิจดังที่คมสัน พงษ์สุธรรม ได้นำเสนอไว้ใน เราเหล่าลูกหลานคนจน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งแล้ว เงื่อนไขอื่นๆในจินตภาพของสังคมแบบแผนใหม่ ไม่ว่าความไม่สอดคล้องกันระหว่างวัดกับชุมชน ความเสื่อมถอยแห่งศรัทธาต่อกิจปฏิบัติแห่งสงฆ์ ความหยาบกระด้างและฉาบฉวยแห่งจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่ และอื่นๆบรรดามี ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการเสื่อมถอยแห่งศรัทธาทั้งสิ้น ซึ่งประดังประเดเข้ามาสมทบอย่างน่าหวั่นวิตกเป็นอย่างยิ่ง-สำหรับความเป็นไปในอนาคต โดยเฉพาะท่าทีแห่งการตรวจสอบที่สะท้อนออกมาในงานวรรณกรรมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งนับวันยิ่งได้รับการต้อนรับจากกลุ่ นักอ่านเพิ่มมากขึ้นทุกที ในบรรดาเรื่องสั้นรุ่นใหม่ (ในพื้นที่ของชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา) ที่นำเสนอเนื้อหาสาระในทำนองทบทวนถึงบทบาทของวัดต่อชุมชน รวมตลอดถึงกิจปฏิบัติของเหล่าสงฆ์แล้ว เรื่องสั้น เพื่อนบุณย์ (จากรวมเรื่องสั้นชุดก่อกองทราย) ของ ไพฑูรย์ ธัญญา นับเป็นเรื่องสั้นที่น่ากล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่ง

ทั้งนี้นอกจากเรื่องสั้นดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในชุดเรื่องสั้นที่ได้รับการยอมรับจาก คณะกรรมการให้ได้รับรางวัลซีไรท์ (วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน) ประจำปี ๒๕๓๐ และได้รับความนิยมจากนักอ่าน จนสำนักพิมพ์นาครต้องตีพิมพ์ซ้ำอีกไม่น้อยกว่า ๓๐ ครั้งแล้วนั้น ในแง่การนำเสนอ ไพฑูรย์ ธัญญา ยังทำได้อย่างมีน้ำเนื้อด้วยรูปแบบของการเปรียบเทียบอีกด้วย วิถีแห่งการดำเนินที่แตกต่างกันของพระสองรูปในเรื่องสั้นดังกล่าว ดูสอดคล้องกับภาวะทางสังคมที่ผู้คนจำต้องเลือกเอาความอยู่รอดก่อนเป็นอันดับแรกเป็นอย่างยิ่ง พระภิกษุที่ผู้เขียนใช้สรรพนามเรียกว่า 'หลวงพ่อ' เป็นพระภิกษุที่มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ สงบ โอบอ้อมอารีมีเมตตา ดังได้สะท้อนไว้ด้วยความประทับใจตอนหนึ่งว่า

"...จิตใจของคนเราก็เหมือนลานดินนั่นแหละ กิเลสตัณหาอันทำให้เราเศร้าหมอง เปรียบได้ดังขยะซึ่งชอบแต่จะหล่นร่วงลงมาทับลานดิน หากเราไม่พยายามกวาดออกไปเสียบ้าง ก็จะทำให้จิตใจรกรุงรังด้วยขยะกิเลส เพราะเรานั้นมีไม้กวาดอยู่ในมือแล้ว หลักธรรมวินัยคือไม้กวาดอันวิเศษ ฉะนั้นจงหมั่นแผ้วกวาดขยะในลานใจและลานวัดอย่าได้เว้น จึงจะได้ชื่อว่าบวชมาแล้วไม่สูญเปล่า..." (๔ : ๓๖) ซึ่งต่างกับวิถีทางของพระภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งผู้เขียนใช้สรรพนามเรียกว่า 'อาจารย์' ดังนำเสนอไว้อย่างตรงไปตรงมาอีกตอนหนึ่งว่า "...ให้เหมือนท่านอาจารย์ซีหลวงพ่อ ใบ้หวยใบ้เบอร์ทำผ้ายันต์ปั้นไอ้ขิกไว้แจกบ้างซี แล้วไม่นานหรอกหลวงพ่อก็คงได้อยู่ตึกเหมือนท่านอาจารย์ มีทีวีสีพัดลมสบายไปเลย..." (๔ : ๓๔) แล้วไพฑูรย์ ธัญญา ก็จบ เพื่อนบุณย์ ของเขาลงด้วยโศกนาฏกรรมที่เป็นปรากฏการณ์แห่งสังคมอันสับสนวุ่นวายนี้ ดังปรากฏให้พบเห็นทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ :

"...เพียงก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไป พลวงพ่อก็ต้องเย็นวาบไปทั้งตัว ข้าวของเครื่องใช้ของท่านอาจารย์ที่เกลื่อนกลาดระเนระนาดอยู่ตามพื้นห้องทำให้ หลวงพ่อเอะใจ โทรทัศน์และนาฬิกาตั้งเรือนใหญ่ที่เคยโดดเด่นอยู่ในที่ของมัน ไม่มีให้เห็นอย่างแต่ก่อน หลวงพ่อรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันที...แสงไฟที่สว่างจ้าส่องให้เห็นร่างของท่านอาจารย์นอนคว่ำหน้าอยู่หน้าพระประธานองค์ใหญ่ ร่างนั้นแน่นิ่งอยู่กลางจีวรยู่สยาย กลิ่นคาวเลือดกระจายกลบกลิ่นธูปและควันเทียนซึ่งใกล้มอด บนพื้นที่ขัดมันเลอะเลนไปด้วยรอยเลือดที่ยังไม่แห้งกรัง... ภิกษุชราเงยหน้าขึ้นจากร่างที่ชวนสังเวช แหงนมองพระพุทธรูปด้วยความขมขื่นอนาถใจ พระพักตร์ที่เคยอิ่มเอิบเรืองรังสีของพระปฏิมาดูหม่นคล้ำและเศร้าหมองเป็นยิ่งแล้ว..." (๔ : ๔๓)

มาถึงบรรทัดนี้จึงกล่าวได้ว่า การคลี่คลายของคตินิยมที่ยึดมั่นในพุทธศาสนานั้น แม้ว่าพิธีกรรมแห่งศาสนกิจบางอย่าง จะยังเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับชุมชนอยู่บ้าง แต่ส่วนที่สอดสัมพันธ์อยู่กับจิตสำนึกของคนรุ่นใหม่นับว่าเบาบางลงไปมากแล้ว ยิ่งพุทธศาสนาต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างจริงจังจากคนรุ่นใหม่ ในแง่ของสาระแห่งสังคมและ กระสวนพฤติกรรมของนักอุดมคติผู้เคยเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาด้วยแล้ว ก็ดูเหมือนว่าแก่นแท้แห่งพุทธศาสนาที่จะนำสังคมไปสู่ความสงบนั้น ยิ่งมองไม่เห็นร่องรอยแห่งการต่อเนื่องแต่ประการใด ส่วนการคลี่คลายไปสู่ศรัทธาแห่งความหวังในรูปแบบของอวิชชาอันใดนั้น คงจะอยู่นอกเหนือจาก ประเด็นที่จะทำความเข้าใจ

๒. วันเวลาที่ผ่านเลยกับการโค่นล้มของพญาไม้ดึกดำบรรพ์ต้นนั้น ในวิถีดำเนินของแบบแผนชีวิตเก่า แม้ว่าค่อนข้างคร่ำครึ ล้าสมัย และอาจด้อยพัฒนาไปบ้าง-จากมุมมองของสังคมใหม่ แต่ภายใต้ 'ร่มเงา' ของพญาไม้อันเก่าแก่ต้นนั้นกลับร่มเย็น สมถะ สงบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนทั้งนั้นต่างก็ยึดมั่นเอา 'ความดีงาม' เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

โดยทั่วไปแล้วแม้กฎหมายบ้านเมืองจะถูกลดความสำคัญลงไปบ้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าความสงบของสังคมส่วนรวมจะถูกกระทบกระเทือนแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะปรัชญาแห่งความดีงามได้สร้างปทัสถานขึ้นควบคุมแนวคิดและพฤติกรรมของสมาชิกสังคม ให้ดำเนินวิถีอย่างรู้ซึ้งอยู่แต่ในร่มเงาของความดีงามและความสงบร่มเย็นนั้นอย่างเป็นปกติวิสัย อาจมีบ้างที่ปทัสถานของสังคมได้ถูกท้าทายหรือล่วงล้ำก้ำเกินจากสมาชิกนอกกรีตบางคนในบางยุค แต่คงไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเป็นรูปธรรมว่า ในประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่ปรัชญาแห่งความดีงามได้ก่อเกิดและถูกยึดถือเป็นปทัสถานของสังคมนั้น มีกี่ครั้งกี่หนที่ความพยายามของสมาชิกนอกรีตได้รับชัยชนะเหนือความเข้มข้นของจารีตประเพณี และอีกกี่ครั้งกี่หนที่พวกเขาต้องพ่ายแพ้ ต้องถูกประนามหยามเหยียด หรือแม้กระทั่งถึงขั้นที่ชีวิตต้องแตกดับลงไป

โดยทั่วๆไปแล้วปทัสถานแห่งสังคมก็ยังยืนยงคงทนอยู่อย่างเหนียวแน่น การถูกท้าทายดังกล่าวข้างต้นกลับเป็นเพียงเรื่องปลีกย่อย ท่ามกลางวิถีแห่งการยอมรับอันหนักแน่น มั่นคง ยิ่งใหญ่ และยาวนาน ประหนึ่งกระแสลมท้องถิ่นซึ่งมีที่เกิดอันแคบจำกัดในช่วงเวลาแสนสั้น ได้แผ้วพานเข้าไปสั่นไหวได้บ้างก็เฉพาะบางกิ่งก้านของพญาไม้ดึกดำบรรพ์เท่านั้น สำหรับวิถีดำเนินของแบบแผนชีวิตใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือน 'บ้าน' หลังใหม่ที่กำลังพัฒนา ทันสมัย และแสนจะสะดวกสบาย แต่ยังสร้างไม่เสร็จหลังนี้ ผู้คนกลับพบกับคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงทุกขณะ

นอกจากสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์อันละเอียดอ่อน ตลอดทั้งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำ ก๊าซออกซิเจน และเป็นคลังแห่งพันธุกรรมอันหลากหลาย จะถูกทำลายลงในอัตราที่น่ากลัวเพื่อสังเวยการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว ความเสื่อมโทรมของสถาบันหลักของสังคม ไม่ว่าสถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน สถาบันศาสนา สถาบันการเมืองและการปกครอง ฯลฯ และความเบี่ยงเบนทางด้านคุณค่าของคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ฯลฯ ตลอดจนการขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างรวดเร็วของอาชญากรรม โรคจิต โรคเอดส์ อุบัติเหตุ หนี้สิน ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงของการเร่งรุดสร้างสังคมใหม่กันแทบทั้งสิ้น อธิบายได้ว่า ณ ที่ทางของสังคมใหม่ที่ยึดเอาเงินและความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตนั้น ความอยาก ความต้องการ และความจำเป็นในการบริโภคย่อมเกิดขึ้นอย่างไร้ขอบเขต และความอยากหรือความต้องการอันไร้ขอบเขตนี่เองที่เป็นต้นทางแห่งการแก่งแย่งแข่งขัน การเอา เปรียบเห็นแก่ได้ การเหยียบคนล้ม การยกตัวเองข่มคนอื่น ฯลฯ ซึ่งมีผลกระทบในลักษณะ 'โดมิโน' ต่อความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวมทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อสำรวจทิศทางของสังคมจากหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน เราจึงพบว่าท่ามกลางบรรยากาศแห่งอุดมการณ์ของสังคมใหม่ที่กำลังหมายมั่นและคาดหวังกันอยู่นี้ พญาไม้แห่งความร่มเย็นหรือไม้ใหญ่ดึกดำบรรพ์ต้นนั้นได้ถูกโค่นล้มลงไปแล้วเกือบจะโดยสิ้นเชิง ควรกล่าวถึงปรากฏการณ์บางอย่างที่เป็นผลพวงจากการโค่นล้มของพญาไม้ต้นนั้นเอาไว้ด้วย

นั่นคือการซื้อขายกิจกรรมทางเพศที่แพร่ระบาดเข้าไปเป็นที่นิยมอยู่ในหมู่บ้านตามป่าเขา โดยไม่เกรงใจโรคเอดส์(โรคร้ายแรงที่เป็นแล้วตายสถานเดียว)แต่ประการใด และแม้ว่าการซื้อขายกิจกรรมทางเพศที่ระบาดอยู่ในเขตเมืองเกือบจะทุกซอกมุม ตั้งแต่ระดับต่ำราคาถูกในรูปแบบของการเตร็ดเตรเร่ขาย ไปจนถึงระดับสูงราคาแพงในรูปแบบอันเหมาะสมงดงามร้อยแปดประการ ซึ่งเป็นกิจกรรมอันเป็นล่ำเป็นสันที่ได้รับการยอมรับไปนานแล้วจากกฎหมายบ้านเมืองและความรู้สึกอันด้านชาของผู้คน แต่ดูจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นในบางซอกมุมของจังหวัดเล็กๆอย่างพัทลุง ไม่ว่ากรณีของพ่อค้าหัวใสผู้ริเริ่มการค้าประเวณีด้วยวิธีการ 'จรยุทธ'

ในบางหมู่บ้านของอำเภอเขาชัยสน โดยนำ 'สินค้า' ใส่รถปิกอัพไปเสนอลูกค้าชาวสวนยางถึงกงสีในป่าเขา ซึ่งการเสนอสินค้าดังกล่าวจะเกิดชึ้นในตอนย่ำรุ่ง อาจจะก่อนหรือในขณะที่ชาวสวนยางกำลังเริ่มงานของเขา หรือ 'กิจกามส่งออก' ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากเหล่าวัยรุ่นในหมู่บ้านกลางหุบเขาของอำเภอกงหรา ตลอดจนสวนอาหารที่มักจะแอบแฝงด้วยกิจกรรมดังกล่าวในอำเภอควนขนุน ซึ่งผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ดหน้าฝนและมองเห็นเรียงรายมากมายอยู่ในทุ่งนาสองข้างทาง ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ได้ส่งผลสะเทือนไปถึงหมู่บ้านใกล้ไกล และอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เด็กสาวจำนวนหนึ่งหายสาปสูญไปจากหมู่บ้านเหล่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในหน้าวรรณกรรมของนักเขียนร่วมสมัย

ในเรื่องสั้น ปาดังเบซาร์ (จากรวมเรื่องสั้นชุดดาวที่ขีดเส้นฟ้า) พนม นันทพฤกษ์ ได้สะท้อนปรากฏการณ์ของสังคมในยุคซึ่งชีวิตคนพร้อมที่จะเป็นสินค้าราคาถูกไว้อย่างเข้มข้น อย่างน้อยก็เข้มข้นไม่แพ้ความคิด เลือดเนื้อ และฝีมือของผู้เขียนแต่ประการใด คำแก้ว-สาวบ้านขุนห้วยต้นผึ้งจังหวัดเชียงราย ที่ต้องเร่ร่อนขายตัวจนมาพบจุดจบอย่างไร้ค้าลงที่ปาดังเบซาร์ (อำเภอทางใต้สุดของประเทศไทย) ได้ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ของสังคมใหม่ที่ผู้คนเริ่มยอมรับชะตากรรมในแบบดังกล่าวกันบ้างแล้ว ส่วนตัวละครอื่นๆไม่ว่า สะมะแอ กาลิม-นักค้าของเถื่อนชายแดน จ่าเพ็ง-จ่าตำรวจเจ้าของซ่องที่ปาดังเบซาร์ หรือบัวคำ-หญิงกะหรี่จากเวียงป่าเป้าที่หายสาปสูญไปอีกคน (ดู ๓ : ๑๕๗-๑๗๐) ล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นเป็นความแหลกเหลวของสังคมใหม่แทบทั้งสิ้น และนั่นย่อมเปรียบได้กับพลังอันชั่วร้ายที่เข้ามาผลักใสให้ความรัก ความเป็นห่วง ความอบอุ่น ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ของผู้คนในรูปแบบที่พึงปรารถนาต้องพลัดหล่นจากเวทีไป

ในเรื่องสั้น คุณธรรมยี่ห้อใหม่ (จากรวมเรื่องสั้นชุดลมหายใจแห่งทศวรรษ) ของ วิสรรชนีย์ นาคร ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวผู้ยอมสละอารมณ์และร่างกายประกอบกิจกรรมทางเพศกับชายหนุ่ม-ผู้มีแนวโน้มแห่งอารมณ์เพศไปในทางฮอร์โมเซ็กช่วล นัยว่าเพื่อช่วยให้ชายหนุ่มผู้มีอารมณ์เพศผิดวิสัยเหล่านั้น ได้มีโอกาส 'ดื่มด่ำ' กับรสชาติอันหอมหวานของ 'ไม้ต่างป่า' ซึ่งอาจจะทำให้เขาหันกลับเข้าหาเส้นทางแห่งความเป็นผู้ชายทั้ง 'แท่ง' อย่างเต็มรูปแบบในโอกาสต่อไป อาจเป็นได้ว่า พิมสวย-หญิงสาวเจ้าของ 'คุณธรรมยี่ห้อใหม่' คนนั้น จะยอมสละอารมณ์และความรู้สึกแห่งจารีตของเธอ 'พลี' ร่างกายให้ผู้ชายที่หลงทางอยู่ในกามรสแบบ 'ป่าเดียวกัน' คนใดก็ได้ เพื่อเป้าหมายแห่ง 'คุณธรรม' ยี่ห้อนั้นของเธอ (ดู ๕ : ๖๓-๘๐)

แม้ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ดูค่อนข้างจะเป็นแฟนตาซีไปบ้าง แต่ในกรณีของ 'เส้นทาง' จากสังคมเก่าถึงสังคมใหม่ที่เรากำลังร่วมพิจารณากันอยู่นี้ การไม่สะดุ้งสะเทือนของสังคมแห่งยุคในเรื่องราวอันวิปริตผิดวิสัย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อจินตภาพของจารีต คือดรรชนีที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงภาวะที่ไกลออกไปมากแล้ว จากบรรยากาศของสังคมเก่าอันเคยอยู่กันอย่างสงบร่มเย็นและสมถะ ภายใต้ร่มเงาของพญาไม้ดึกดำบรรพ์ต้นนั้น ถ้าเราจะย้อนหลังไปในสมัยหนึ่ง เมื่อ อ. อุดากร นำเสนอปัญหาเพศสัมพันธุ์ที่ล่อแหลมและท้าทายอย่างยิ่งต่อความรู้สึกแห่งจารีต ในเรื่องสั้น สัญชาตญาณมืด (จากรวมเรื่องสั้นชุดชั่วชีวิตของ อ.อุดากร)

เรื่องสั้นดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆอย่างเข้มข้นหลากหลาย ทั้งจากนักอ่านที่ให้ความสนใจและส่งจดหมายมาถึงบรรณาธิการสยามสมัยไม่น้อยกว่า ๘๐ ฉบับ (เรื่องสั้นเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในสยามสมัยรายสัปดาห์ : มกราคม ๒๔๙๓) ซึ่งมีทั้งความชื่นชม สงสัย หงุดหงิด และขัดแย้ง แต่สองประการหลังคงจะมีจำนวนมากกว่า เพราะหลังจากนั้น อ. อุดากร ก็มีจดหมายชี้แจง โต้ตอบ และทำความเข้าใจกับนักอ่านของเขามาจากอุตรดิถต์ (ดู ๗ : ๓๕๑-๓๕๖) และ 'ชมรมนักประพันธ์' ซึ่งให้ความสนใจนำประเด็นดังกล่าวไปอภิปรายถกเถียงกันในที่ประชุมถึงสองนัดซ้อน : นัดที่ ๑๑ เมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๔๙๓ และนัดที่ ๑๒ เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม ๒๔๙๓ (ดู ๗ : ๓๕๗-๔๐๓) ซึ่งเป็นเหตุให้ 'นายผี' หรือ อัศนีย์ พลจันทร์ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายในขณะที่ไม่มีผู้เขียนร่วมอยู่ด้วยต้อง 'เดินออก' จากที่ประชุม (ในนัดที่ ๑๑) อันถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของวงการประพันธ์ไทย อธิบายได้ว่าสังคมไทยในช่วงนั้นยังไม่สามารถรับได้ สำหรับเรื่องราวการสมสู่กันระหว่างสตรีไทยกับสัตว์เดรัจฉานอย่างสุนัขอัลเซเชียน-ตามเรื่องราวในสัญชาตญาณมืด (ดู ๗ : ๓๕๑-๓๕๖)

แม้ผู้เขียนจะพยายามแสดงเหตุผลในเรื่องสัญชาตญาณทางเพศของสัตว์มนุษย์ไว้อย่างดีเยี่ยม (ด้วยทัศนะและความรอบรู้ของอดีตนักศึกษาแพทย์) แล้วก็ตาม แต่สำหรับสังคมไทยในสามทศวรรษต่อมา เมื่อจำลอง ฝั่งชลจิตร ได้นำเสนอถึงความเหลวแหลกอย่างถึงที่สุดไว้ในเรื่องสั้น มืดมิดสิ้นแล้วนะแก้วเอ๋ย (จากรวมเรื่องสั้นชุดกองคาราวาน) กลุ่มนักอ่านและนักวิจารณ์กลับให้การต้อนรับด้วยความชื่นชมอย่างเป็นปกติ แม้ว่าการสมสู่กันระหว่างพ่อผู้บังเกิดเกล้ากับลูกสาวในใส้-ตามเรื่องราวในมืดมิดสิ้นแล้วนะแก้วเอ๋ย (ดู ๒ : ๒๓-๓๔) น่าจะเป็นปัญหาที่รุนแรงและกระทบต่อรูปการณ์ ทางจารีตมากกว่าเรื่องราวที่ อ. อุดากร เคยนำเสนอในอดีต แต่การคลี่คลายไปมากแล้วของวิถีแห่งสังคม ทำให้ผู้คนรุ่นใหม่ยอมรับความรุนแรงได้มากกว่า ต่อกรณีของความคิดและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไป, เส้นทางระหว่าง สัญชาตญาณมืด ของ อ. อุดากร มาสู่ มืดมิดสิ้นแล้วนะแก้วเอ๋ย ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร และ คุณธรรมยี่ห้อใหม่ ของ วิสรรชนีย์ นาคร

จึงเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งสำหรับ 'ที่ทางแห่งอนาคต' ของผู้คน ในทศวรรษที่เทคโนโลยี่ได้ก้าวหน้าไปมากแล้วนี้ อย่าว่าแต่เรื่องพื้นๆ อย่างการสมสู่ที่กบฏต่อจารีตซึ่งสังคมต่างเพิกเฉยและปล่อยวางไปแล้วนั้นเลย แม้กระทั่งเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าอย่างเรื่องของการถ่ายทอดเผ่าพันธุ์ เทคโนโลยี่ทางการแพทย์ก็สามารถทำให้แตกต่างไปจากวิธีการของธรรมชาติไปมากแล้ว ไม่ว่าเรื่องของการผสมเทียม การผสมกันนอกสรีระโดยให้ไข่ และอสุจิพบกันในภาชนะ การเอาไข่ที่ผสมเรียบร้อยแล้วออกฝากไว้ในมดลูกของหญิงอื่นที่เป็นผู้รับจ้างอุ้มท้องและคลอดแทน หรือแม้กระทั่งการนำไข่ ที่ผสมแล้วไปฝากแช่แข็งไว้ก่อน(ในขณะที่พ่อแม่ยังไม่พร้อมจะมีลูก)ที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าคือ 'การหยุดอายุชีวิต' ไว้เป็นการชั่วคราว ซึ่งแน่นอนว่าวิทยาการอันรุดไปข้างหน้าอย่างไร้ขอบเขตนี้ย่อมต้องพบกับมนุษย์ผู้ทรนงในสังคมใหม่ที่พวกเขากำลังใฝ่หาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ท่ามกลางการเริ่มโครงเสาของสังคมใหม่ ซึ่งความรุ่งเรืองแบบเสียดแข่งแซงสูงของวัตถุได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรวดเร็วนั้น อุปมาก็คงไม่ต่างกันอย่างไรกับแสงอันแผดจ้าครั้งสุดท้ายของดวงไฟแห่งเอกภพ ก่อนที่จะลับดวงทิ้งโลกซีกนี้ให้ตกอยู่ในปรากฏการณ์แห่งความว้าเหว่ มืดมิด เหน็บหนาว และเรื่องราวอันหลากหลายมากมายบนเส้นทางซึ่งได้จากพรากมาแล้วจากร่มเงาของพญาไม้ดึกดำบรรพ์ต้นนั้น

ไม่ว่าความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่นของผู้คน ความสับสนในความถูกต้องดีงามจากพื้นฐานของสังคมเดิม ความไม่ประสมกลมกลืนกันระหว่างวัฒนธรรมสองแบบแผน ความวุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การคุกคามสวัสดิภาพของชีวิตชนิดที่กล้าเข้าไปกระชากผมออกมาจากมุ้งซุกหัวนอน และอาชญากรรมในรูปแบบ พิสดารที่เพิ่มอัตราขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการฆ่าและการทำลายล้างกัน ด้วยความรุนแรง-เพื่อผลแห่งความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นประการหลัก ตลอดถึงความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินที่ต้องสูญสิ้นไปเพราะเกษตรกรรมแบบเข้มข้นตามแนวคิดของการปฏิวัติเขียว ระบบนิเวศน์ที่เสียหายชำรุด ไปแล้วหลายช่วงตอน ป่าไม้ที่ลดลงอย่างรวดเร็วและเหลืออยู่เพียงร้อยละ ๒๖-๒๗ เท่านั้น-จากปริมาณที่เคยมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ ฯลฯ เหล่านี้คือประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้ความมุ่งมั่น เริ่มที่จะก่อรูปการณ์แห่งความ หวั่นไหวขึ้นมาบ้างแล้ว หรือว่าสังคมใหม่ที่กำลังเริ่มโครงเสากันอย่างเข้มข้นนั้น คือ 'ที่ทางสุดท้าย' ของผู้คน.

เอกสารประกอบการเขียน (๑) คมสัน พงษ์สุธรรม, ทางเลือกเมื่อฟ้าหม่น. อาทิตย์ ๒๕๑๓. (๒) จำลอง ฝั่งชลจิตร, กองคาราวาน. ต้นหมาก ๒๕๑๓. (๓) พนม นันทพฤกษ์(นามแฝง), ดาวที่ขีดเส้นฟ้า. ดอกหญ้า ๒๕๒๗. (๔) ไพฑูรย์ ธัญญา(นามแฝง), ก่อกองทราย. สุขภาพใจ ๒๕๒๘. (๕) วิสรรชนีย์ นาคร(นามแฝง), ลมหายใจแห่งทศวรรษ. ดอกหญ้า ๒๕๒๗. (๖) สุชาติ สวัสดิ์ศรี(บรรณาธิการ), เพชรน้ำงาม. ดวงกมล ๒๕๒๓. (๗) อ. อุดากร(นามแฝง), ชั่วชีวิตของ อ. อุดากร. แพร่พิทยา ๒๕๐๖.


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1