Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 3 * Cover Date: June 1, 2001

 

 



The Buru Quartet ของปราโมทยา อนันต์ ตูร์ : กำเนิดขบวนการประชาชนอินโดนีเซีย

โดย ชนิดา พรหมพยัคฆ์


Pramoedya Ananta Toer, This Earth of Mankind; Child of All Nations; Footsteps; และ House of Glass แปลจากภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาอังกฤษโดย Max Lane (Penguin Books, 1990).

การค้นพบเส้นทางเดินเรือมาสู่ตะวันออกโดยอ้อม แหลมกู๊ดโฮปและได้ขึ้นฝั่งครั้งแรกที่แหลมกาลิกัต ในอินเดียเป็นครั้งแรก เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ของวาสโก ดากามา ทำให้ตะวันตกสามารถติดต่อทำการค้ากับอินเดีย และ ดินแดนในตะวันออกได้โดยตรงเป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องผ่าน พ่อค้าในคาบสมุทรอาหรับ ยุคแรกของการค้ากับตะวันออกได้สร้างความมั่งคั่ง เป็นอย่างมากให้กับโปรตุเกสและทำให้โปรตุเกสกลายเป็น มหาอำนาจทางทะเลอยู่ช่วงหนึ่ง

โปรตุเกสได้พยายาม อย่างมากที่จะผูกขาดการค้าเครื่องเทศ โดยการกำหนดให้ การค้าเครื่องเทศทั้งหมดในทะเลอินเดีย เป็นสิทธิสงวนของ โปรตุเกสเพียงเท่านั้น แม้ว่าโปรตุเกสจะใช้ความเป็นมหา อำนาจทางทะเลของตนควบคุมการค้าระหว่างดินแดนเหล่านี้ เพื่อกีดกันชาวอาหรับจากการค้าเครื่องเทศโดยการกำหนด ให้เรือทุกลำที่เดินทางผ่านน่านน้ำแถบนี้ต้องจ่ายภาษีผ่านทะเล แต่โปรตุเกสก็ไม่สามารถผูกขาดการค้าเครื่องเทศเอาไว้ใน อุ้งมือของตนได้อย่างมั่นคงถาวร เนื่องจากเครือข่ายทางการค้า ที่มีอยู่เดิมของชาวอาหรับที่คุ้นเคยกับชาวพื้นเมืองในดินแดน แถบนี้เป็นอย่างดีมานานทำให้โปรตุเกสไม่สามารถควบคุม การลักลอบค้าเครื่องเทศเอาไว้ได้ ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่น คงให้กับการค้าเครื่องเทศของตนในดินแดนตะวันออก โปรตุเกสจึงเริ่มยึดครองดินแดนบริเวณหมู่เกาะเครื่องเทศ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซียในปัจจุบันเพื่อผูกขาด สินค้าเครื่องเทศไม่ให้คนอื่นเข้ามาซื้อสินค้าแข่งกับตนและ บีบให้ชาวพื้นเมืองต้องขายเครื่องเทศให้กับตนเท่านั้น จารีตของการยึดครองดินแดนเพื่อผูกขาดตลาดการค้า เช่นนี้ได้กลายเป็นแบบแผนปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน โดย เฉพาะในยุคของการแข่งขันกันล่าอาณานิคมในคริสต์ ศตวรรษที่ 17-18 ที่ตะวันตกพยายามเข้ามายึดครองดินแดน ในตะวันออกเกือบเบ็ดเสร็จเพื่อผูกขาดตลาดสินค้าวัตถุดิบ ที่จะนำไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตกและขณะเดียวกัน ก็ได้ใช้อาณานิคมของตนเป็นตลาดระบายสินค้าจากยุโรป

ความมั่งคั่งของโปรตุเกสจากการค้าเครื่องเทศทำให้ ตะวันตกชาติอื่นๆ สนใจจะเข้ามาแย่งชิงการครอบครอง ดินแดนแถบนี้ โดยเฉพาะหมู่เกาะเครื่องเทศและหมู่เกาะชวา จนในที่สุด เมื่อโปรตุเกสเริ่มเสื่อมอำนาจลง บริษัทอินเดีย ตะวันออกหรือ VOC ของดัทช์ก็เริ่มเข้ามายึดครองหมู่เกาะ ชวาตั้งแต่ช่วงศตวรรษ ที่ 17 จนกระทั่งบริษัท VOC ล้มละลาย เมื่อค.ศ. 1799 รัฐบาลฮอลแลนด์จึงได้เข้ายึดครองหมู่เกาะ ชวาอย่างเป็นทางการและหลังจากนั้นฮอลแลนด์ก็ได้ยึดครอง ดินแดนแถบนี้ไว้ยาวนาน จนกระทั่งอินโดนีเซียได้รับเอกราช อย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1949

อย่างไรก็ตาม การยึดครองดินแดนเหล่านี้เป็น อาณานิคมก็ไม่ใช่ว่าปราศจากการต่อต้าน เพราะชาวดัทช์นั้น ก็ไม่สามารถยึดครองหมู่เกาะอินโดนีเซียไว้ได้ทั้งหมด จนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพราะต้องเผชิญกับ การต่อต้านจากชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะอาณาจักรอาเจะห์ บนเกาะสุมาตรานั้น กองทัพของดัทช์สามารถเข้าจัดการ ปราบปรามได้อย่างเบ็ดเสร็จอย่างแท้จริงก็ในช่วงต้นคริสต์ ศตวรรษที่ 20 นี่เอง ดังนั้นเพื่อให้การปกครองอาณานิคม ดำเนินไปอย่างสงบไม่ต้องเผชิญกับการต่อต้านและการ ปราบปรามที่ไม่มีสิ้นสุด วิธีการหนึ่งที่ชาวดัทช์ใช้ก็คือ การ สร้างชนชั้นใหม่กลุ่มหนึ่งขึ้นมา โดยให้คนกลุ่มนี้ได้รับการ ศึกษาแบบตะวันตก คิดแบบชาวตะวันตก และมีทัศนคติที่ดี ต่ออารยธรรมตะวันตก เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครอง หรือเป็นข้าราชการของอาณานิคม หรือทำให้ชนชั้นนำกลุ่ม หนึ่งได้รับส่วนแบ่งของการขูดรีดของระบบอาณานิคม ด้วยส่วนหนึ่ง การศึกษาและความรู้ใหม่ๆ ที่เดินทางมาถึงหมู่เกาะ ชวาโดยเฉพาะความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำให้เกิดความตื่นตัวขึ้นในหมู่ชาวพื้นเมือง กลุ่มหนึ่งซึ่งเริ่มใฝ่ฝันถึงการสร้างความเจริญก้าวหน้าและ ความรุ่งโรจน์ทางอารยธรรมให้กับดินแดนของตนรวมทั้ง เริ่มมีความใฝ่ฝันเกี่ยวกับเรื่องความเป็นชาติอินโดนีเซียและ เอกราชอธิปไตยของชาติก็เริ่มถูกจินตนากรรมขึ้น

รถไฟและเรือเดินทะเลได้เชื่อมร้อยรัดเอาหมู่เกาะ ต่างๆ จำนวนมากเหล่านี้เข้าด้วยกัน จนนำไปสู่การเกิดภาษา กลางขึ้นมา ที่กลายเป็นภาษาอินโดนีเซียในปัจจุบัน การ คมนาคมอันน่ามหัศจรรย์สำหรับชาวพื้นเมืองเหล่านี้และ ภาษากลางของชาวพื้นเมืองกลุ่มต่างๆ ได้นำไปสู่การเกิด ขบวนการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องเอกราชอธิปไตยของชาติ อินโดนีเซียในเวลาต่อมา

ภาวะการตื่นตัวเคลื่อนไหวต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม อย่างคึกคักของชาวพื้นเมืองในหมู่เกาะชาวนี้เคยมีผู้ศึกษา ไว้จำนวนหนึ่ง และงานที่น่าสนใจอย่างมากคืองานของ Takashi Shiraishi เรื่อง An Age in Motion: Popular Radicalism in Java, 1912-1926 (1990) ที่ทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหว ต่อสู้ทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ของชาวพื้นเมืองชวา ส่วนนวนิยาย จตุรภาคชุด The Buru Quartet ของปราโมทยา อนันต์ ตูร์ ก็เป็นงานในแนวเดียวกัน คือเป็นภาพสะท้อนในรูปงาน วรรณกรรมของการตื่นขึ้นของความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ ชาวพื้นเมืองก่อนจะแปรผันเป็นขบวนการปฏิวัติปลดปล่อย จากการเป็นอาณานิคมในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ปราโมทยาเขียนนวนิยายจตุรภาคชุดนี้ขึ้นในช่วงที่ เขาถูกกักขังอยู่บนเกาะบูรูในช่วง ค.ศ. 1965-1979 ใน ฐานะนักโทษทางการเมืองภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลนาย พลซูการ์โน โดยนายพลซูฮาร์โตโดยต้นฉบับร่างแรกของ นวนิยายชุดนี้แต่งขึ้นใน ค.ศ. 1973 ในรูปลักษณ์ของเรื่อง ที่ปราโมทยาเล่าให้เพื่อนนักโทษด้วยกันฟัง เนื่องจากนักโทษ ไม่ได้รับอนุญาตให้มีกระดาษเขียนสิ่งใดในคุก เพื่อนๆ ของเขาได้ท่องจำและเล่าเรื่องนี้ต่อๆ กันไป ต่อมาใน ค.ศ. 1975 นวนิยายเรื่องนี้จึงได้รับการจารึกเป็นตัวหนังสือ เมื่อผู้คุมอนุเคราะห์ให้ใช้กระดาษ เขียนหนังสือได้ภายในคุกแห่งนี้

ปราโมทยาเล่านวนิยายชุดนี้ จากความทรงจำหลังจากการเก็บ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเขาใน ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 จนเพียงพอ ที่จะได้ภาพสังคมในอาณานิคมของ เนเธอร์แลนด์ (Natherland Indies) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แรงบันดาล ใจของปราโมทยาในการเขียน นวนิยายชุดนี้ขึ้นมาจากชีวิตจริง ของนักชาตินิยมอินโดนีเซียรุ่นแรกๆ (แน่นอนว่าก่อนที่ประเทศอินโดนีเซีย หรือความคิดเรื่องชาติอินโดนีเซีย จะเกิดขึ้น) ที่ชื่อว่า Tirto Adi Suryo นักหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นผู้พิมพ์และ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกที่มีเจ้าของเป็น ชาวพื้นเมืองเป็นคนแรกที่ดำเนินการจัดบริการให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชาวพื้นเมือง เป็นผู้ร่วม ก่อตั้งองค์กรทางการเมืองแบบใหม่ขึ้นใน Netherlands Indies เป็นผู้ร่วมจัดพิมพ์นิตยสารสำหรับสตรีฉบับแรกและเป็นผู้ บุกเบิกการเขียนวรรณกรรมของชาวพื้นเมืองด้วยภาษา ของตนเอง

This Eart of Mankind ซึ่งเป็นตอนแรกของนวนิยาย ชุดนี้เคยได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยในชื่อว่า แผ่นดินของชีวิต โดยภัควดี วีระภาสพงษ์ (คบไฟ, 2543) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตื่นขึ้นของสำนึกชาตินิยมของชาว พื้นเมือง โดยผ่านสายตาของมิงเก (Minke) นักเรียนมัธยม ปลายชาวพื้นเมืองคนหนึ่ง ซึ่งได้มีโอกาสเข้าไปเรียนหนังสือ ในโรงเรียนมัธยมปลายของชาวดัทช์ หรือที่เรียกว่า HBS ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสุรบายา โรงเรียน HBS โดยปกติสงวนไว้ สำหรับชาวดัทช์เท่านั้น แต่สำหรับมิงเกนั้น นอกจากความ สามารถทางการเรียนจะช่วยให้เขาเข้ามาเรียนใน HBS ได้แล้ว เหตุผลจริงๆ ก็มาจากเส้นของปู่ย่าตายายของเขาซึ่งมี เชื้อสายเจ้านายชวาและได้อุปถัมภ์โรงเรียนนี้มาก่อน ส่วน สุรบายาเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ที่มีเรือจากที่ต่างๆ จำนวน มากเข้ามาจอดแวะรับส่งและถ่ายสินค้า ซึ่งจำนวนมากเป็น พวกเครื่องจักรกลและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มาจากยุโรปและรับ เอาสินค้าพื้นเมืองจำพวกเครื่องเทศ ยางพารา กาแฟ น้ำตาล และแร่ดิบกลับไปยุโรป สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้สุรบายาสร้างความ ประทับใจอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองของตะวันตก ให้แก่มิงเก เหมือนกับที่เคยสร้างความประทับใจอย่างเดียวกัน นั้นให้แก่ Kartini สาวเชื้อเจ้าชวาที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับ ความล้าหลังเหมือนตกอยู่ในความมืดของชวาและความ ก้าวหน้าดังแสงสว่างของตะวันตกในจดหมายถึงเพื่อนชาว ตะวันตกของเธอ

ทัศนคติของมิงเกในเล่มแรกนี้คือเริ่ม ต้นตั้งแต่การเป็นผู้นิยมตะวันตกอย่างสุดขั้วและ พยายามลบภาพความเป็นชวาของตัวเองออก ไปในฐานะที่เป็นความล้าหลังน่ารังเกียจ ความ นิยมตะวันตกเหล่านี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อเขา ได้เข้าไปผูกพันอย่างลึกซึ้งกับครอบครัวของ Nyai Ontosoroh ซึ่งเป็นเมียนอกกฎหมายของ นักธุรกิจชาวดัทช์ Nyai Ontosoroh เป็นสตรี พื้นเมืองที่เข้มแข็งแตกต่างจากชาวพื้นเมือง ทั่วไปคือเธอเป็นเด็กสาวที่ถูกพ่อขายให้กับพ่อค้า ชาวดัทช์ คือเฮอร์มาน เมลเลมา (Herman Mellema) แต่ต่อมา Nyai Ontosoroh สามารถ เรียนรู้เรื่องการค้าและธุรกิจต่างๆ ด้วย ตนเองจนสามารถดำเนินธุรกิจแทนสามีที่ เสียสติไป มิงเกได้พบรักและแต่งงานกับ แอนเนลลี่ส์ (Annelies) บุตรสาวของ Nyai Ontosoroh และเมลเลมา แต่ความรัก ของเขาต้องเจออุปสรรค เมื่อเมลเลมาถูกฆาตกรรมอย่างลึกลับ การตายของเขา ทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะทรัพย์สินที่ Nyai Ontosoroh ได้ดูแลอยู่ และรวมทั้งทรัพย์สินที่เธอสร้างขึ้นมากับเมลเลมา นั้นต้องถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหนึ่ง ให้กับลูกเมีย ตามกฎหมายชาวดัทช์ที่เมลเลมา ทอดทิ้งไว้ในฮอลแลนด์, และอีก 2 ส่วนให้กับ โรเบิร์ตพี่ชายของแอนเนลลี่ส์และให้กับตัว ของแอนเนลลี่ส์ ส่วน Nyai Ontosoroh ที่เป็นเพียงเมียนอก กฎหมายชาวพื้นเมืองของเมลเลมา ซึ่งจัดการดูแล ธุรกิจของเขามา โดยตลอดไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดกเลย ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิที่จะดูแลลูกสาวคนเดียวของตนเอง ก็ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะศาลตัดสินใจให้แอนเนลลี่ส์ ซึ่ง ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องไปอยู่ในความดูแลของครอบครัวเมีย ของเมลเลมาที่ฮอลแลนด์ โดยศาลไม่ยอมให้ผู้ที่มีเชื้อสาย ดัทช์อยู่ในความดูแลของชาวพื้นเมือง แม้ว่าสายเลือดในตัวเอง ของแอนเนลลี่ส์เองครึ่งหนึ่งจะเป็นชาวพื้นเมืองก็ตาม ชะตากรรมของเธอจะยิ่งน่าสลดใจมากขึ้น เมื่อในตอนต่อมา คือ Child of All Nations แอนเนลลี่ส์ถูกทอดทิ้งอยู่อย่าง โดดเดี่ยวในฮอลแลนด์โดยไม่มีใครสนใจก่อนที่จะตรอมใจ ตายในที่สุด

ความพยายามในการต่อสู้กับศาลชาวดัทช์ จน กระทั่งคนรักต้องถูกพรากจากไปโดยที่ไม่มีใครจะมาช่วยเหลือ ได้ทำให้มิงเกได้ตระหนักถึงความอยุติธรรมการกดขี่และ ความชั่วร้ายของระบบอาณานิคมตะวันตกขึ้นมาทีละเล็ก ละน้อย เริ่มจากความอยุติธรรมที่มิงเกได้ประสบมากับ ตัวเองนี้เองได้นำเขาไปสู่การมีบทบาททางการเมืองเพื่อต่อสู้ กับความอยุติธรรม ของระบบอาณานิคมในเวลาต่อมา

ใน Child of All Nations นั้น มิงเกเริ่มเรียนรู้สังคม ที่มีแต่การกดขี่ของคนผิวขาว และมีแต่ความอยุติธรรมสำหรับ ชาวพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น เขาเริ่มค้นพบความทุกข์ยากของ ชาวพื้นเมืองในระดับที่กว้างยิ่งขึ้นโดยเขาได้มีโอกาสเข้า ไปรับรู้ความชั่วร้ายของชาวดัทช์ที่ทำธุรกิจน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ Sidoargo ซึ่งชาวพื้นเมืองต้องถูกบังคับให้ปลูกอ้อยเพียง อย่างเดียวเพื่อขายให้กับโรงงานของชาวดัทช์ในราคาแสนต่ำ เมื่อชาวไร่อ้อยทนกับความยากแค้นไม่ไหวและลุกขึ้นทวงถาม ความยุติธรรมก็จะต้องถูกทำร้ายหรือถูกสังหารอย่างง่ายดาย โดยไม่มีกฎหมายใดๆ มาให้ความคุ้มครองพวกเขาได้ทำให้ ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวและอยู่ในภาวะยอมจำนน มิงเก ได้นำเรื่องราวความทุกข์ยากและความอยุติธรรมที่ชาว ไร่อ้อยเหล่านี้ได้รับมาเขียนเป็นบทความภาษาดัทช์เพื่อนำ ไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ อันเป็นวิธีการหนึ่งที่เขาคิดว่าจะ ช่วยเหลือชาวไร่เหล่านี้ได้ โดยการเปิดเผยถึงความชั่วร้าย ของธุรกิจโรงงานน้ำตาล แต่ในที่สุดแล้ว ความพยายามของ เขาก็ไร้ผลเมื่อพบว่า แม้กระทั่งเพื่อนชาวดัทช์ นักหนังสือ พิมพ์ที่เขายกย่องก็ยังหักหลังเขา คือนอกจากจะไม่ยอม ตีพิมพ์บทความแล้วยังได้ทำลายต้นฉบับงานเขียนของเขา เสียด้วย เพราะผลประโยชน์ของธุรกิจน้ำตาลนั้นใหญ่มากและ มีอิทธิพลต่อหนังสือพิมพ์เช่นกัน

ในช่วงเดียวกันกับการที่มิงเกได้ประจักษ์ถึงความ เป็นจริงอันโหดร้ายของสังคมที่เขาอยู่นี้เอง มิงเกก็ได้ รับการชักชวนจากเพื่อนลูกครึ่งชื่อ Kommer ซึ่งเป็น นักหนังสือพิมพ์ให้มาเขียนบทความต่างๆ ที่แสดงให้เห็น ถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายต่อชาวพื้นเมืองเป็นภาษามาเลย์ แทนภาษาดัทซ์ซึ่งเขาได้ทำอยู่ แต่ภาษามาเลย์นั้นเป็นภาษา ใหม่และได้รับการดูถูกแม้แต่จาก มิงเกเองว่าเป็นภาษาที่ต่ำ มาก ต่ำเสียยิ่งกว่า ภาษาชวาที่เป็นภาษา เดิมของเขาเสียอีก ดังนั้นการเขียนด้วย ภาษามาเลย์มิใช่ ด้วยภาษาดัทช์อย่าง ที่มิงเกเองสามารถทำ ได้ดีและได้รับความ สำเร็จเป็นที่ภาคภูมิ ใจของเขาอย่างยิ่งใน ฐานะของชาวพื้น เมืองที่เขียนบทความ ลงในหนังสือพิมพ์ ภาษาดัทช์ จึงเป็น สิ่งที่เขายังไม่อาจจะ เต็มใจยอมรับได้ Kommer เป็นคน แรกๆ ที่พูดกระตุ้นให้มิงเกตระหนักถึงภาระรับผิดชอบ ของเขาเอง ซึ่งถือว่าเป็นปัญญาชนของชาวพื้นเมืองว่าควรที่จะ ทำประโยชน์ให้กับสังคมของตนเอง เขากล่าวกับมิงเกว่า "ผู้ที่อยู่บนยอดของสังคมจะต้องเผชิญหน้ากับข้อเรียกร้อง ต้องการจากสังคมเสมอเพราะสังคมได้ให้ฉันทานุมัติให้ เขาไต่ขึ้นไปได้....สิ่งที่สำคัญก็คือความซื่อสัตย์ที่มีต่อประเทศ และประชาชนของเรา" ("He who emerges at the top of his society will always face the demands from that society-it is his society that has allowed him to rise….The important thing, Mr. Minke, is loyalty to one's own country and people" Child of All Nations, p.111). ดังนั้น มิงเกจึงควร ที่จะเขียนงานเพื่อชาวพื้นเมือง มิใช่เขียนเพื่อให้ได้รับการ ยอมรับจากชาวดัทช์ ("Who gives a damn if Europeans want to read Malay or not? Just think about it: Who will urge Natives to speak out of their own writers, such as yourself, won't do it?" Child of All Nations, p.111).

นอกจากนั้น มิงเกได้มีโอกาสรับรู้ถึง "การตื่น" ของ คนเอเชียอีกหลายชาติที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการกดขี่ของ อาณานิคม ดังเช่นการที่มิงเกได้มีโอกาสพบปะและพูดคุย แลกเปลี่ยนกับ Khouw Ah Soe นักเคลื่อนไหวชาวจีนที่ลอบ แอบเข้ามาเพื่อเรียกร้องความสนับสนุนจากชาวจีนโพ้นทะเล ในชวาเพื่อช่วยเหลือการปฏิวัติในจีน ทำให้มิงเกได้เริ่ม รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชของชาวเอเชีย ทิ้งจากระบบการเมืองการปกครองแบบเก่าและการต่อสู้กับ ระบอบอาณานิคมตะวันตก นอกจากนี้ ชาวจีนผู้นี้ยังบอก ให้มิงเกมองไปที่ญี่ปุ่น "Look at Japan" (Child of All Nations, p.86) ที่แม้ว่าจะเป็นชาวเอเชียที่เคยล้าหลัง แต่ ก็ได้ออกไปแสวงหาความรู้และกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ ของตนจนกลายเป็นมหาอำนาจที่รุดหน้ากว่าชาวชาติอื่นๆ ในเอเชียด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของชาวเอเชียที่จะ เข้มแข็งต่อสู้และเชื่อในความสามารถของตนเอง การได้ สนทนากับ Khouw Ah Soe ยังทำให้ Nyai Ontosoroh ที่รับรู้ ถึงความเลวร้ายของคนผิวขาวจากประสบการณ์ชีวิตโดยตรง ของเธอเองได้ข้อสรุปว่า ถึงที่สุดแล้ว ชาวยุโรปก็ไม่ต่าง อะไรกับโจรห้าร้อยที่คอยปล้นสดมภ์ นอกจากนี้ Khouw Ah Soe ยังเสนอความคิดต่อมิงเกอีกด้วยว่า ชาวเอเชียจะต้อง ช่วยกันปลุกชาติอื่นๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังให้ "หูตาสว่าง" เสียที เพราะแม้ว่าวิทยาศาสตร์และการเรียนรู้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่จะทำให้พัฒนาชาติของตนให้ก้าวหน้า แต่วิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ก็สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรป สามารถเถลิงอำนาจขึ้นมาได้ ("But don't forget, with science and learning even the most and bestial of all animals can be made to submit. You know what I mean: Europe" Child of All Nations, p.87). เพราะฉะนั้น จงเลิกหวัง ว่าเจ้าอาณานิคมจะมาให้การศึกษาที่ดีที่สุดแก่ชนพื้นเมือง "มีเพียงชนที่ถูกพิชิตเท่านั้นที่จะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ประเทศ และคนของตนเองต้องการ ชาติที่เป็นเจ้าอาณานิคมนั้น ต้องการเพียงจะดูดเอาน้ำผึ้งหวานไปจากแผ่นดินและสูบเอา แรงงานของผู้คนเท่านั้น ในท้ายที่สุดก็จะมีแต่ผู้ที่มีการ ศึกษาในหมู่ชนที่ถูกพิชิตเท่านั้นที่จำเป็นต้องตระหนักถึงภาระ รับผิดของตนเอง" (Child of All Nations, p.87-8)

อย่างไรก็ตาม บทบาททางการเมืองเพื่อเรียกร้อง ความยุติธรรมให้แก่คนพื้นเมืองของมิงเกเริ่มขึ้นอย่าง เด่นชัดในตอนที่ 3 เรื่อง Footsteps เมื่อเขาได้ละทิ้ง สภาพแวดล้อม และผู้คนที่เขาคุ้นเคย เก่าๆ ไว้เบื้องหลังไม่ว่า จะเป็น Nyai Ontosoroh, Kommer, Jean Marais หรือแม้แต่เมืองสุรา บายาพร้อมๆ กับการสิ้น สุดของศตวรรษที่ 19 เมื่อเขาเลือกที่จะมา เรียนที่โรงเรียนแพทย์ ในปัตตาเวียหรือ STOVIA (School for the Education of Native Doctors) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา ขั้นสูงเพียงแห่งเดียวที่ อนุญาตให้คนพื้นเมือง สามารถเข้ามาศึกษาได้ และเมืองปัตตาเวียก็ เป็นเมืองศูนย์กลางการ ปกครองอาณานิคมใน ขณะนั้น

ที่ปัตตาเวีย มิงเกเริ่มต้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย แม้ว่าในที่สุดแล้ว เขาได้พบว่าชีวิตของการเป็นนักเรียนแพทย์ เพื่อที่จะจบออกไปทำงานให้กับรัฐบาล East Indies นั้นไม่ใช่ สิ่งที่ เขาปรารถนาและการเรียนในโรงเรียนแพทย์นั้นไม่ใช่ สิ่งที่เขาต้องการ ("The medical school was not for me" Footsteps, p. 55). อย่างไรก็ตาม การมาที่ปัตตาเวียก็ทำให้เขาได้ มีโอกาสได้พบปะและเป็นที่รู้จักของข้าหลวงใหญ่ผู้ดูแล อาณานิคมแห่งนี้และได้พบกับผู้หญิงชาวจีนที่จะมีอิทธิพล อย่างมากต่อความคิดและชีวิตของเขา และกลายเป็นคู่ชีวิต ของเขาคนต่อมา คือ Ang San Mei มิงเกพบกับเธอ เมื่อเขา ได้นำจดหมายของ Khouw Ah Soe ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว ไปมอบให้กับเธอ ชีวิตของ Ang San Mei ก็ไม่ต่างกับ Khouw Ah Soe นัก กล่าวคือเป็นนักเคลื่อนไหวชาวจีนรุ่นใหม่ที่ลอบ เข้ามายังชวา เพื่อที่จะเรียกร้องการสนับสนุนจากชาวจีนโพ้น ทะเลเพื่อผลทางการเมืองในประเทศจีนและก่อให้เกิด ความไม่พอใจและการต่อต้านจากชาวจีนบางกลุ่มจนมีส่วนให้ Khouw Ah Soe ต้องเสียชีวิตไปในที่สุด แต่ Ang San Mei ผู้ยอมอยู่อย่างทุกข์ทรมานเพื่อที่จะอุทิศตนให้กับเพื่อน ร่วมชาติได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับมิงเกในการเสีย สละตนเองเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมของอาณานิคมและ เธอคือผู้ทำให้มิงเกได้รู้จักกับการจัดตั้งสมาคม (organization) และชักชวนให้เขาตั้งสมาคมของคนพื้นเมืองขึ้นมาเพื่อที่จะ ดำเนินการทางการเมืองเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง

หลังจากการที่ Ang San Mei เสียสละตนเองทำงาน เพื่อสมาคมของเธออย่างหนัก ในช่วงที่ญี่ปุ่นได้บุกเข้าไป ในรัสเซีย และกำลังจะคุกคามประเทศจีนของเธอทำให้ เธอล้มป่วยและเสียชีวิตลง มิงเกที่พยายามทำให้ความหวังของ Ang San Mei ที่ต้องการให้เขาเป็นผู้ที่จะรักษาเธอ ทำให้มิงเกเขียนใบสั่งยา โดยที่ยังมิได้มีใบอนุญาต และเป็นเหตุให้มิงเกต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนแพทย์ ในเวลาต่อมา แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้มิงเกดีใจอย่าง ยิ่งเพราะเขาไม่ต้องการที่จะเป็นหมอที่ต้องทำงานให้ กับรัฐบาลเลย การตายของ Ang San Mei และการออก จากโรงเรียนแพทย์ทำให้เขามีแรงบันดาลใจและมีเวลา ที่จะเริ่มกลับมาสนใจเหตุการณ์ทางการเมืองอีกครั้ง พร้อมกับความตั้งใจที่จะก่อตั้งสมาคมขึ้น แม้เขาเอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

มิงเกกลับมาทำงานที่เขาถนัดคือการเขียนบทความ เพื่อลงในหนังสือพิมพ์ แต่บทความที่มีเนื้อหาเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับชาวพื้นเมืองของเขาล้วนแล้วแต่ถูก ปฏิเสธจากหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นของชาวดัทช์ทุกๆ ฉบับ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง บอกกับมิงเกว่า "ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์ที่จะตีพิมพ์เรื่องราวเหล่านี้ยัง ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเลย" (Footsteps, p. 180). และจาก เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่าชนผิวขาวนั้น "ไม่วันที่จะยอมให้มีถนนที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าของชาวพื้นเมือง ชาวพื้นเมืองจะต้องต่อสู้เพื่อตัวเองเอาเอง นี่เป็นความจริงพื้นๆ ที่จะต้องเผชิญ" (Footsteps, p. 180)

ดังนั้นเมื่อเขาได้รับการสนับสนุนจากข้าราชการ ชาวพื้นเมืองผู้มั่งคั่งคนหนึ่งในการก่อตั้งสมาคม ที่มีชื่อว่า Sarekat Priyayi ขึ้นได้สำเร็จโดยถูกต้องตามกฎหมายโดยมี เขาเป็นเลขานุการของสมาคม มิงเกจึงได้มีโอกาสทำการ ออกหนังสือนิตยสารรายสัปดาห์ภาษามาเลย์ ชื่อ Medan ขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงและเป็นที่ให้ความรู้ทาง กฎหมายต่างๆ แก่ชาวพื้นเมืองซึ่งแม้จะประสบกับปัญหา ด้านการเงินบ้างในช่วงแรก แต่ Medan ก็ได้รับการยอมรับ จากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดแล้วมิงเกสามารถ ที่จะออกหนังสือพิมพ์รายวัน Medan ซึ่งถือเป็นหนังสือ พิมพ์รายวันฉบับแรกที่มีชาวพื้นเมืองเป็นเจ้าของและ ผู้จัดพิมพ์โดยใช้ภาษามาเลย์ ซึ่งเป็นภาษาของชาวพื้นเมือง ในการติดต่อสื่อสารและหนังสือพิมพ์รายวัน Medan ก็ได้ รับการสนับสนุนจากชาวพื้นเมืองและกลายเป็นเครื่องมือ สื่อสารความรู้ต่างๆ และเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับชาวพื้นเมือง ในฐานะที่เป็นหนังสือพิมพ์ของชาวพื้นเมืองอย่างแท้จริง

มิงเก เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และผู้นำในสมาคม ที่มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมิงเกยังได้เรียน รู้เพิ่มขึ้นอีกว่า การประท้วง "boycott" จะเป็นอาวุธที่สำคัญ สำหรับสมาคมผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อต่อต้านผู้ที่มีอำนาจ เหนือกว่าหรือแม้แต่รัฐบาล การดำเนินการทางการเมือง ของมิงเกดำเนินไปเรื่อยๆ และพบอุปสรรคเป็นครั้งคราว เขาได้ออกหนังสือนิตยสารผู้หญิงอีกฉบับหนึ่ง โดยให้ Princess of Kasiruta ภรรยาคนใหม่ของเขา เป็นผู้ดูแลและได้ร่วม ก่อตั้งสมาคมใหม่ขึ้นมาอีกสมาคมหนึ่ง คือ Sarekat Dagang Ismalijah (Islamic Traders' Union) หรือ SDI ซึ่งเป็นสมาคม ที่เปิดกว้างแก่กลุ่มคนชั้นกลางและชั้นล่างมากยิ่งขึ้นกว่า Sarekat Priyayi ที่ชื่อของสมาคมนั้นมีความหมายว่าเป็น สมาคมของพวกขุนนางข้าราชการและเขาก็ได้ทุ่มเททำงาน เพื่อการขยาย SDI อย่างหนักและสามารถขยายสาขา ของสมาคมออกไปได้ในหลายเมืองด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มที่ต่อต้านและพยายามคุกคาม มิงเกอยู่เช่นเดียวกัน และเป็นเหตุให้มีผู้เสนอให้เขาย้ายออกไปจากปัตตาเวียสักพัก หนึ่ง แต่ชีวิตของมิงเกก็ต้องถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อเขาถูกตำรวจจับในข้อหาไม่ยอมจ่ายหนี้ ซึ่งสร้างความ งุนงงให้กับเขาอย่างมาก แต่เขาก็จำยอมที่ จะถูกจับไปโดยดี และปราโมทยาก็ปิดฉากหนังสือเรื่อง Footsteps ลงโดยทิ้ง ความสงสัยใคร่รู้ไว้กับผู้อ่านว่าชะตากรรมของมิงเกจะเป็น อย่างไรต่อไป

ตอนที่ 4 ของนวนิยายชุดนี้ คือ House of Glass แตกต่างจากทั้ง 3 ตอนที่ผ่านมา เมื่อผู้ที่เล่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่มิงเกที่ผู้อ่านคุ้นเคยอีกต่อไป ปราโมทยา ได้เปลี่ยน มุมมองของเรื่องจากมิงเกผู้ที่ต่อสู้เพื่อชาวพื้นเมืองมาเป็น การเล่าเรื่องจากมุมมองของชาวพื้นเมืองผู้ซึ่งรับใช้รัฐบาล ของดัทช์อย่างซื่อสัตย์ ผู้ซึ่งชื่อว่า Jacques Pangemanann เขา เป็นชาวพื้นเมือง Menadonese แต่ได้รับอุปการะเป็นบุตรบุญ ธรรมของพ่อค้าชาวฝรั่งเศส เขาจึงจบการศึกษาจาก ฝรั่งเศสและเข้าทำงานในกรมตำรวจที่ East Indies และ มีส่วนสำคัญที่ทำให้มิงเกต้องถูกจับและเนรเทศ กักขังไว้ที่ เมืองอัมบน(Ambon) เพื่อไม่ให้เขามีโอกาสเขามามีบทบาท ทางการเมืองอีก อย่างไรก็ตาม จากการริเริ่มของมิงเก ก็ยังก่อให้เกิดการก่อตั้งสมาคมทางการเมืองต่างๆ ขึ้นมา อีกมากมายแม้ว่าเขาจะถูกเนรเทศไปแล้ว "The organization epidemic was spreading ever more virulently. And all of this was just because of the appearance of one player on the Indies chessboard-Raden Mas Minke in 1906" (House of Glass, p. 230).

เรื่องราวของ Pangemanann ยิ่งทำให้ผู้อ่านเห็นถึง ความร้ายกาจของการปกครองแบบอาณานิคมที่ใช้ทุกวิธี ในการที่จะทำให้อำนาจของอาณานิคมยังคงดำรงอยู่อย่าง มั่นคงได้ โดยไม่คำนึงว่าจะใช้วิธีการเลวร้ายสกปรกปานใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Pangemanann ได้รับแต่งตั้งให้เป็น หนึ่งในคณะที่ปรึกษาของข้าหลวงใหญ่ที่ปกครอง Dutch East Indies และมีหน้าที่โดยตรงในการติดตามวิเคราะห์การ เคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวพื้นเมือง ความขัดแย้งต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งในใจของ Pangemanann แต่เขาก็เลือก เกียรติยศชื่อเสียงยอมรับใช้รัฐบาลอาณานิคมอย่างเต็มที่โดย ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีและคุณธรรมต่างๆ ที่คนควรจะมีไป เรื่อง House of Glass จึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเลวร้ายของ เจ้าอาณานิคมจากมุมมองของคนภายในเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เล่าผ่าน Pangemanann เรื่อง House of Glass นี้ถือเป็นบทสรุป ที่ทำให้ผู้อ่านทราบถึงชีวิตช่วงสุดท้ายของมิงเก ผู้ซึ่ง Pangemanann ที่แม้จะเห็นว่ามิงเกเป็นเหมือนกับศัตรูที่ตน ต้องเอาชนะให้ได้ แต่ก็ต้องยอมรับในที่สุดว่า "He has brought down the mighty from their thrones and raised up the lowly" (House of Glass, p. 359) และได้สำนึกผิดในทุกสิ่งที่ตนเอง กระทำไป ถึงแม้ว่าจะไม่อาจแก้ไขสิ่งใดๆ ได้แล้วก็ตาม

ภาพรวมของนวนิยายทั้ง 4 เล่มของปราโมทยาชุดนี้ จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และการเมืองของ ประเทศอินโดนีเซียในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงช่วง สงครามโลกครั้ง 1 ความละเอียดของข้อมูลทางประวัติ ศาสตร์ที่ปราโมทยาเก็บรวมรวมมาได้อย่างละเอียดละออ เป็นอย่างดี รวมทั้งกลวิธีการเขียนของเขาช่วยให้ผู้อ่าน เข้าใจภาพสังคมของ Netherland Indies ที่มีลักษณะเฉพาะ ในสมัยนั้นได้อย่างเข้าใจชัดเจนมีสีสันยิ่งกว่าหนังสือ ประวัติศาสตร์โดยทั่วไปจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแบ่ง ชนชั้นระหว่างคนขาว คนพื้นเมือง และพวกลูกผสม รวมทั้ง การแบ่งชนชั้นในชาวพื้นเมืองด้วยกันเอง หรือเรื่องการ เปลี่ยนแปลงในทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดย เฉพาะความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในสายตา ของชาวพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ จักรยาน หรือรถยนต์ และถึงแม้การเน้นถึงบริบททางประวัติศาสตร์ และ เหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะใน 2 เล่มท้ายจะ ทำให้เรื่องน่าเบื่อไปบ้าง แต่ผู้เขียนก็ได้ยังคงแทรกถึง เรื่องราวความรู้สึกนึกถึงของตัวละครต่างๆ ที่มีบุคลิกหลาก หลายไว้อย่างน่าสนใจ และการทิ้งปริศนาของเรื่องราว ชีวิตมิงเกไว้ในตอนที่ 3 ก็ทำให้ผู้อ่านต้องติดตามนวนิยาย ชุดนี้จนกระทั่งจบจนเล่มสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ภาพของการตื่นในทางการเมืองของ ชาวอินโดนีเซียเหล่านี้ก็ถูกระบายสีสันจากสายตาของชาว ชวาเท่านั้น คือตัวของปราโมทยาเองและรวมถึงตัวของมิงเก ด้วย ซึ่งจินตนากรรมความเป็นชาติอินโดนีเซียเหล่านี้ แม้จะ ได้นำไปสู่การปลดปล่อยอินโดนีเซียจากการเป็นอาณานิคม ของดัทช์ แต่ก็ต้องไม่ลืมอีกเช่นกันว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของ การกดขี่ทางการเมืองและวัฒนธรรมครั้งใหม่ที่ชนกลุ่มน้อย อื่นๆ ในอินโดนีเซียอีกจำนวนมากได้รับอยู่ในปัจจุบัน และ ปัญหานี้ก็กำลังกลายเป็นเปลวไฟที่ร้อนระอุสำหรับรัฐบาล อินโดนีเซียที่ครอบงำโดยชาวชวาในปัจจุบัน.


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1