Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 3 * Cover Date: June 1, 2001

 

 



มหาวิทยาลัยนอกระบบ : จุดจบที่น่าอนาถ บทเรียนจากต่างประเทศ

โดย ผศ.บัญชา สมบูรณ์สุข ภาควิชาพัฒนาการเกษตร คณะทรัพยากรธรรมชาติ เรียบเรียง
สารสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ปีที่ 22 ฉบับที่ 51 วันที่ 14 พฤษภาคม 2544 http://www2.nida.ac.th/facsenate/news/news_38.htm


บทความนี้มิได้เป็นความคิดเห็นของผมเสียทั้งหมดได้ เรียบเรียงจากบทความในหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2544 เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ชาว มอ. ได้ ทราบ โดยผมถือ ความเป็นกลาง มิได้มีความคิดไปในทางบวกหรือทางลบคล้อย ตามบทความนี้ บทความนี้เป็นมุมมองของนักเรียนไทย 2 คนที่ ศึกษาในประเทศออสเตรเลีย คือคุณอวยพร แต้ชูตระกูลและ คุณกรรณิการ์ กิตติเวชกุล ซึ่งผมขออนุญาตเอ่ยชื่อได้เขียนและ ได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยของไทยที่กำลังจะก้าว ไปเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ ได้ตระหนักพิจารณาและใช้ความ รอบคอบในการวางแผนดำเนินการนำมหาวิทยาลัยก้าวไปสู่นอกระบบ

นโยบายผลักมหาวิทยาลัยให้ออกจากนอกระบบหรือ เรียกกันง่ายๆ ว่าปล่อยให้มหาวิทยาลัยแสวงหารายได้ เลี้ยงตัวเอง ของเมืองไทยเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันมาตลอด 3 - 4 ปีที่ผ่าน มาว่าสมควรหรือไม่ที่จะบังคับใช้ในปี 2545? ปัจจุบันบุคลากร มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เห็นด้วยและยอมรับนโยบายออกนอกระบบ หรือยัง? มากน้อยแค่ไหน? สำหรับต่างประเทศ เช่น ประเทศ ออสเตรเลียได้ดำเนินนโยบายมหาวิทยาลัยนอกระบบมานานกว่า 12 ปีแล้ว ถึงวันนี้ออสเตรเลีย กำลังเผชิญกับปัญหาทางด้านการ ศึกษาอันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายตัดมหาวิทยาลัยออก จากระบบราชการให้ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง ดังจะเห็นได้จาก ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาออสเตรเลียได้เปิดตัวเป็นตลาดทางการ ศึกษาซึ่งการที่มหาวิทยาลัยต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองดังกล่าว ข้างต้นตกเป็นข่าวใหญ่ประจำเดือนมีนาคมนี้ว่า มาตรฐานการ ศึกษาออสเตรเลียต่ำลงสำหรับนักเรียนต่างชาติที่จ่ายค่าเล่าเรียน เต็มอัตรา เพราะมหาวิทยาลัยต้องการเงินมาเลี้ยงตัวเอง ในขณะ ที่ใช้อีกมาตรฐานหนึ่งสำหรับนักเรียนออสเตรเลีย ซึ่งจ่ายค่าเล่า เรียนในอัตราที่ต่ำกว่า หรือกระทั่งมีกรณีแก้เกรดเพิ่มคะแนนให้ กับนักศึกษาต่างชาติ การนำหนังสือจากห้องสมุดออกมาเร่ขาย การพยายามปลดอาจารย์ในสาขาที่ไม่ทำเงิน การเพิ่มจำนวน นักเรียนจนล้นห้องเรียน ความเห็นแก่ตัวของอาจารย์ในประเด็น ไม่กระจายภาระการสอน พยายามยึดติดกับวิชาอย่างเหนียวแน่น เหมือนเท้าตุ๊กแก ฯลฯ ดังนั้นก่อนที่ระบบการศึกษาของไทยจะก้าว ตามเส้นทางของการแปรรูปเช่นเดียวกับออสเตรเลีย เกิดอะไร ขึ้นกับการดำเนินนโยบายดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็น เรื่องที่น่าจะพิจารณาอย่างยิ่ง

ค่ำของวันที่ 8 มีนาคม 2544 รายการอินไซด์ (insight) ของสถานีโทรทัศน์เอสบีเอส (SBS) ได้เสนอกู๊ปข่าว เรื่องวิกฤต การณ์ทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลีย อัน เนื่องมาจากการตัดงบประมาณ สนับสนุนทางด้านการศึกษาจาก รัฐบาล ถ้าจะว่าไปแล้วปัญหาดังกล่าวเริ่มตกเป็นข่าวบ่อยครั้งมาก ยิ่งขึ้น เริ่มจากการประท้วงของนักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยใน เรื่องของสวัสดิการเบื้องต้นที่นักศึกษาพึงได้รับ จนทวีความเข้มข้น มากยิ่งขึ้นถึงเรื่องความแออัดทางการเรียนการสอนที่ทำให้นัก เรียนล้นห้องเรียน เพราะมหาวิทยาลัยต้องการลดต้นทุนในการว่า จ้างอาจารย์และระเบิดถึงขีดสุด เมื่ออาจารย์ประจำสาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยวูลองกอง (University of Wollongong) รองศาสตรา จารย์ เท็ด สตีล (Ted Steele) ออกมาเปิดโปงว่ามีการแก้คะแนนให้ นักศึกษาโดยที่อาจารย์ผู้สอนไม่รู้เรื่อง เพราะตนเองได้ให้นักศึกษา ระดับปริญญาโทรายหนึ่งสอบตก อีกรายหนึ่งได้คะแนนแค่ผ่าน ธรรมดา ซึ่งหมายความว่านักศึกษาทั้งสองรายไม่สามารถเรียนต่อ ในระดับปริญญาเอกได้ แต่หลังจากนั้นกลับพบว่าคะแนนของนัก ศึกษาทั้งคู่ถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนดีมากจนหนึ่งในนั้นสามารถเรียน ต่อระดับปริญญาเอกได้

ในที่สุดรองศาสตราจารย์เท็ด สตีล ซึ่งสอนหนังสือมากว่า 30 ปี ต้องปิดฉากการสอนด้วยการถูกไล่ออกหลังจากการออกมา เปิดเผยปัญหาอันเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยต้องหาเงินมาเลี้ยงตัว เอง โดยรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยวูลองกอง ศาสตราจารย์ เจอราร์ด ซัตตัน (Gerard Suton) ผู้ลงคำสั่งไล่ ออกอ้างว่าเป็นการ กล่าวหาที่ผิดและทำให้มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับการเสียชื่อเสียงอย่าง รุนแรง ทั้งนี้รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัล University of the Year สองปีซ้อนปฎิเสธการให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว กับสื่อทุกประเภท

"มหาวิทยาลัยกำลังใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่าง นักศึกษาต่างชาติและนักศึกษาออสเตรเลีย" โมนา ไวต์ นักศึกษาปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจรายหนึ่งจากมหาวิทยาลัย สวินเบิร์น (Victoria's Swinburne University) ให้ความเห็น ดังกล่าวโดยเพิ่มเติมรายละเอียดว่า แน่นอนที่สุดว่าอาจารย์ จะเข้มงวดกับนักศึกษาออสเตรเลียมากกว่านักศึกษาต่างชาติ ซึ่งหนึ่งในอาจารย์ก็ออกมาระบุว่านักศึกษาต่างชาติหลายรายได้ รับการเพิ่มคะแนนให้แม้ว่าภาษาอังกฤษไม่ดี พอเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะทางมหาวิทยาลัยเกรงว่าจะต้องเสียรายได้ ซึ่งถือว่าเป็น จำนวนมหาศาลที่มาจากนักศึกษาต่างชาติเหล่านี้

วงเงิน 3.5 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปีคือจำนวน เงินมหาศาลที่มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้รับจากบรรดานักศึกษา ต่างชาติ ศาสตราจารย์แอเลียน พาเชี่ยน (Allan Patience) จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีวิกตอเรีย (Victoria University of Technology) ยอมรับว่า เราไม่ได้พิจารณาถึงทักษะหรือความสามารถ เฉพาะทางมากนัก แต่เราพิจารณาถึงการทดสอบทั่ว ๆ ไปซึ่งไม่ต่าง อะไรกับการฆ่าห่าน (มาตรฐานของมหาวิทยาลัย) เพื่อแลกกับไข่ ทองคำ (ดอลลาร์จากนักศึกษาต่างชาติ) เท่านั้นเอง

วิกฤตการณ์ทางด้านการศึกษาที่มาตรฐานลดต่ำลง เรื่อยๆ ได้กลายเป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกนำเข้าไปสู่การพิจารณา ในรัฐสภาของออสเตรเลีย โดยวุฒิสมาชิกคิม คาร์ (Kim Car)ได้ กล่าวในการประชุมวุฒิสภาว่า มีนักศึกษาระดับปริญญาโทเสนอ เงินสนับสนุนให้กับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (University of Melboume) จำนวน 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียสำหรับศูนย์การ วิจัยและได้รับการเพิ่มคะแนนให้ 5 วิชาจากทั้งหมด 10 วิชาเช่น เดียวกับนักการเงินวัย 45 ปี เสนอเงินค่าจ้างเป็นที่ปรึกษาให้กับ อาจารย์ จำนวน 4 คน จำนวน 250,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียซึ่ง อาจารย์ 3 ใน 4 คนเป็นผู้เพิ่มคะแนน (Upgrade) ให้นักการเงิน ดังกล่าว โดยการสอบสวนเป็นการภายในไม่พบว่าเป็นการกระทำ ที่ผิดแต่อย่างใด

การถูกจำกัดทางด้านงบประมาณทำให้มหาวิทยาลัย ต้องตัดค่าใช้จ่ายในทุกด้าน โดยคณะในเชิงสังคม การศึกษาและ การพัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นภาควิชาที่ไม่สามารถทำเงินเข้ามหา วิทยาลัยได้เหมือนคณะทางการแพทย์ และคณะทางวิทยาศาสตร์ จึงตกเป็นคณะที่ต้องประสบกับความเจ็บปวดมากที่สุด ดัง กรณีที่เกิดกับการปรับโครงสร้างของคณะศิลปศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ (Sydney University) โดยทางมหาวิทยาลัย ประกาศหาอาสาสมัครในการลาออกจำนวน 40 - 50 คน แต่ล่า สุด มีผู้สมัครใจลาออกเพียงแค่ครึ่งเดียวของจำนวนที่ต้อง การเท่านั้น

หนทางหนึ่งของการหารายได้เข้ามหาวิทยาลัยพร้อม ๆ กับการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดก็เกิดขึ้นถึงขั้นว่ามหาวิทยาลัย ต้อง คัดเลือกหนังสือบางเล่มออกจากห้องสมุด บ้างก็เอาไปขาย บ้างก็ บริจาคให้กับห้องสมุดอื่น ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดูแลตลอดจน การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ห้องสมุดที่แพงขึ้น ซึ่งศาสตราจารย์ เคน แม็กแน็บ (Ken Mcnab) จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์บอกด้วยว่า ภาควิชาที่ไม่สามารถแข่งขันทางการตลาดได้อย่างคณะมนุษย ศาสตร์หรือศิลปศาสตร์จะถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ และเขา เป็นผู้หนึ่งที่ขอยุติบทบาทในการเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นภาควิชาที่ไม่ทำเงินเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากสอนหนังสือ มากว่า 36 ปี ด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานหลายอย่างแม้จะรักอาชีพ นี้ก็ตาม เขาบอกด้วยว่าปัญหาทั้งหมดมาจากรัฐบาลที่มีมุมมองที่ คับแคบ เห็นว่าการเรียนการสอนเป็นได้เพียงแค่สินค้าหากไม่ สามารถขายได้ถือว่าเป็นของที่ไร้ค่าซึ่งแท้จริงแล้วการศึกษาเป็น ผลิตผลที่มีคุณภาพและส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคมด้วยตัว ของมันเองต่างหาก

อีกหนทางหนึ่งของการแสวงหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย ก็คือ แปลงมหาวิทยาลัยให้เป็นมือไม้ของบริษัทเอกชนโดยการจัด การอรมให้กับบริษัทต่าง ๆ โดยไม่ได้พิจารณาว่าเป้าหมายของการ เรียนไม่ใช่เพียงแค่ให้ได้ปริญญา แม้จะถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานว่า อยู่ในระดับที่ควรจะเป็นหรือไม่ แต่มหาวิทยาลัย เดคิน (Deakin University) มีรายได้จากโครงการร่วมกับบริษัทเอกชนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี

ขณะที่กระแสของการวิพากวิจารณ์ถึงความตกต่ำของ มาตรฐานทางการศึกษาดังขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการใช้จ่ายของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์แอเลียน พาเชี่ยน แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีวิกตอเลียถูกไล่ออกพร้อมกับถูก ฟ้องร้อยต่อศาล เนื่องจากได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้ จ่ายเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการเช่าป้ายโฆษณาในสนามกีฬาเมลเบิร์น (Melboume's Colonial Stadium) มูลค่า 120,000 ดอลลาร์ ออสเตรเลียต่อปีว่าเป็นการลงทุนด้านความบันเทิงหรือว่าเป็นการ คอร์รัปชั่น ถึงที่สุดแล้วศาสตราจารย์แอเลียนบอกว่าต้องการให้ อาจารย์มีอิสรภาพทางการสอนอย่างแท้จริง และกรณีที่เกิดขึ้นกับ เขาก็เป็นเพียงภาพสะท้อนให้เห็นถึงความไร้อิสรภาพของอาจารย์แค่ กรณีเดียวเท่านั้นเอง

นักศึกษาของออสเตรเลียจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รวม กลุ่มกันเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการอุดหนุนทางการศึกษา และให้มียกระดับมาตรฐานให้มีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งหนึ่ง ที่บรรดานักศึกษาที่ร่วมประท้วงการประชุมของมหาวิทยาลัยที่ โรงแรมแลนด์มาร์กในซิดนีย์หยิบยกขึ้นมาเป็นคำถามก็คือ สิ่งที่ เห็นอยู่ก็คือ การที่อาจารย์ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนอย่าง บริษัทเชลล์หรืออย่างที่รู้กันว่ามหาวิทยาลัยซิดนีย์มีเหมืองจาก ภาคตะวันตกให้การสนับสนุนคณะธรณีวิทยาทำให้มีการเปิดหลัก สูตรทางด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่เกิดขึ้น

แม้ว่านักศึกษาบางคนถูกจับกุม ทว่ากระแสของการ เรียก ร้อง อันเนื่องมาจากการตัดความช่วยเหลือทางการศึกษาของรัฐ และการทวีความเป็นธุรกิจของมหาวิทยาลัยยังคงมีขึ้นเป็นระยะ แทบจากทุกมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย แต่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงในทิศทางใดยังไม่มีคำตอบในวันนี้

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาต่างชาติอย่างนักศึกษาไทย เมื่อได้รับคำถามว่าคิดอย่างไรกับเรื่องการใช้มาตรฐานที่แตกต่าง กันระหว่างนักศึกษาต่างชาติที่จ่ายค่าเล่าเรียนเต็มอัตราและได้ คะแนนเพิ่มซึ่งถือเป็นการลดมาตรฐานเพื่อดึงเงินจากลูกค้าในคราบ ของนักเรียนคำตอบก็คือก็ดีเพราะจะได้งบง่ายๆ บ้างก็อายที่เข้าไป ร่วมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยยกระดับมาตรฐานให้เท่าเทียมกันกับ นักเรียนออสเตรเลียเพราะตนเองอาจเป็นหนึ่งที่เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย ได้ด้วยช่องโหว่ของมาตรฐานการศึกษาที่แตกต่างกัน มีนักเรียน ไทยหลายคนก็ยอมรับการขอเกรดเพิ่มคะแนนเกิดขึ้นจริงทำให้ แม้กระทั่งการแก้คะแนนจากสอบตกให้กลายเป็นสอบได้โดยผ่าน บริษัทจัดหานักเรียนไทยมาป้อนให้กับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในทางกลับกันก็มีอีกไม่น้อยที่คิดว่าสอง มาตรฐานในหนึ่งมหาวิทยาลัยไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนาสำหรับ นักศึกษาต่างชาติเช่นกัน ในเมื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเต็มอัตรก็หวังที่จะ ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐาน ไม่ใช่การถูกหักหลังจากคำโฆษณา เชิญชวนให้มาเรียนต่อเมืองนอกเมืองนาอย่างออสเตรเลียเช่นนี้

สำหรับ มอ. ของเรา การดำเนินการและการผลักดัน นโยบายให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการจะเป็นไปในทิศทางใด จะมีจุดจบที่น่าอนาถอย่างมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียหรือไม่คง ต้องลองพิจารณากันว่า นอกจากการเปิดหลักสูตรเพิ่มมากขึ้นทั้ง ภาคปกติ ภาคพิเศษ การให้เช่าที่ดิน และการสร้างตลาดแล้วเราจะ มีอะไรขายได้มากกว่านี้หรือไม่? คงไม่ถึงขนาดจะต้องขายหนังสือ ในห้องสมุดเพื่อความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยนะครับ


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1