Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 3 * Cover Date: June 1, 2001

 

 



ปากพนัง : ศูนย์การศึกษาและศูนย์การค้าของภาคใต้

โดย สืบพงศ์ ธรรมชาต


ปากพนัง เป็นชื่อที่รู้จักกันดีในภาคใต้ ทั้งนี้เพราะเขตพื้นที่นี้มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในอดีตได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่จัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพอย่างยิ่ง มีจำนวนสถานศึกษา และนักเรียนจำนวนมาก อีกทั้งการค้าขายก็มีความรุ่งเรือง มีท่าเรือขนถ่ายสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศ การที่ปากพนังมีความโดดเด่น ในสิ่งดังกล่าวนี้เป็น เพราะมีปัจจัยหลักสนับสนุน ปัจจุบันปากพนังกำลังได้รับการพัฒนาอย่างรีบเร่งภายใต้โครงการ พระราชดำริลุ่มน้ำปากพนัง ทั้งนี้เพื่อพลิกฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับเขตพื้นที่นี้โดยเร็วที่สุด ปากพนังเดิมชื่อว่า"อำเภอเบี้ยซัด"ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย หมู่บ้านและอำเภอ พ.ศ.๒๔๔๐ สมัยรัชกาลที่ ๕ การชื่อว่า

"เบี้ยซัด"คงเป็นเพราะคลื่นซัดหอยเบี้ยขึ้นฝั่งที่ชายทะเล จำนวนมาก (สมัยก่อนหอยเบี้ยเป็นสิ่งที่คนไทยใช้แทนเงินตรา ในการซื้อสิ่งของ) ชื่อนี้มีปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดาร สมัยรัชกาลที่ ๒ ว่า "ที่เบี้ยซัด" พื้นที่ที่เรียกว่า"อำเภอเบี้ยซัด" ถูกเปลี่ยนชื่อมาเรียกว่า"ปากพนัง" ใน พ.ศ.๒๔๔๕ สมัยรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน เพราะข้าหลวงเทศาภิบาลทูลว่าคนไม่นิยมเรียก จึง เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปากพนัง (ชื่อพนังปรากฏอยู่ในพงศาวดาร สมัยรัชกาลที่ ๒ ว่าที่พนัง) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ชื่อ"เบี้ยซัด" ก็ค่อยๆ หายไป คงเหลืออยู่แต่ในความทรงจำของคนรุ่นก่อน และในพงศาวดารและหนังสือเท่านั้น ชื่อปากพนังที่ตั้งเป็น อำเภอโดยรวมพื้นที่ใกล้เคียงเข้าด้วยกันนั้นนับว่าเป็นชื่อที่ เป็นมงคล เพราะพื้นที่นี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับจน กระทั่งปัจจุบัน แม้บางช่วงเศรษฐกิจจะตกต่ำลงไปบ้าง แต่ชาว ปากพนังก็ยังแก้ปัญหาได้และค่อยๆ ฟื้นคืนดีตามลำดับ

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ การศึกษาของชาวปากพนังที่เป็น รูปแบบเริ่มก่อตัวขึ้นในวัด ทั้งนี้เพื่อสนองพระราโชบายวัดที่ถือ ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาที่เป็นรูปแบบในอำเภอปากพนัง คือวัดเสาธงทอง ผู้จัดตั้งให้มีขึ้นคือพระรัตนธัชมุนี (เจ้าคุณม่วง รัตนธโช วัดท่าโพธิ์ เป็นชาวบ้านหมาก ตำบลบ้านเพิง อำเภอ ปากพนัง) โดยตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ชื่อว่า "โรงเรียนไพบูลย์บำรุง" ได้ชื่อตามชื่อนายอำเภอขณะนั้นซึ่งชื่อ ว่า"หลวงไพบูลย์สมบัติ" หลังจากนี้มีชื่อ โรงเรียน"พิพาคษ์พิท ยากร" ในบันทึกของพระรัตนธัชมุนี (เจ้าคุณม่วง) ต่อมาเปลี่ยน ชื่อเป็น น.ศ.๓ เพราะเป็นโรงเรียน แห่งที่ ๓ ที่ตั้งขึ้นในนครศรี ธรรมราช น.ศ.๑ โรงเรียน เบญจมราชูทิศ(วัดท่าโพธิ์) น.ศ.๒ โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช(วัดพระนคร) และชื่อ น.ศ. ๓ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนปากพนัง (ป.น.) ในปี พ.ศ.๒๕๑๓ แท้ จริงก่อนที่จะมีการศึกษาที่เป็นรูปแบบที่เรียกกันว่า "โรงเรียน" นั้น ชาวปากพนังและคนไทยโดยทั่วไปมีการศึกษาที่วัดและที่ บ้านกันมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเรียกว่า "โรงเรียนวัด" กับ"โรง เรียนบ้าน" ก็ได้ ครูของโรงเรียนสองแห่งนี้คือ พ่อ แม่ และพระ ภิกษุ สิ่งที่สอนมีทั้งวิชาความรู้ที่เป็น "วิชาชีวิต"และ"วิชาหนังสือ" โรงเรียนบ้านจะเน้นที่วิชาชีวิต โรงเรียนวัดจะเน้นที่วิชาหนังสือ และธรรมะ เมื่อเริ่มมีโรงเรียนที่เป็นรูปแบบที่มีครูที่มิใช่ พ่อแม่และภิกษุขึ้นมาก็ถือว่าเป็นการถ่ายโอนหน้าที่ในการ สั่งสอนและฝึกฝนเยาวชน อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของ โรงเรียนทั้ง ๓ แห่งนี้ ก็ยังคงมีอยู่อย่าง แนบแน่นในระยะแรกๆ ครั้นต่อมาก็ค่อยๆ ห่างเหินกันออกไปมากขึ้นๆ จนทำให้ นักเรียนที่ผลิตออกมาด้อยทางด้านจริยธรรมลงไปตามลำดับ

การสอนในระยะเริ่มต้นของโรงเรียนที่เป็นรูปแบบอย่าง ตะวันตกที่จัดขึ้น ในระยะแรกๆพระภิกษุยังคงช่วยสอนอยู่บ้าง เพราะผู้มีความรู้ที่จะเป็นครูได้มีไม่เพียงพอ ฆราวาสที่เป็น ครูก็มักจะเป็นผู้ผ่านการบวชเรียนสอบนักธรรม ตรี โท และเอก ได้แล้ว และบางคนมีความรู้ระดับเปรียญธรรม ๓ ประโยคขึ้น ไปก็มี วิชาที่สอนกันเป็นหลักคือ วิชาภาษาไทย เลขคณิต นอกจากนี้ก็เป็นเนื้อหาธรรมะ ส่วนวิชาอื่นๆ ก็มีผสมกลมกลืน กันไปโดยมิได้เน้นวิชาใดโดยเฉพาะ การสอนในระยะต้นเริ่มมี เค้าจะเป็นรูปแบบโรงเรียนและค่อยๆ พัฒนามาเป็นลำดับ โรงเรียนทุกโรงในระยะแรกเกิดขึ้นในวัดทั้งสิ้น โรงเรียนแรกของ ไทยคือโรงเรียนวัดมหรรณพาราม เป็นโรงเรียนที่พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถาน ศึกษาของประชาชน

มณฑลนครศรีธรรมราช ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระ ผู้ใหญ่ที่มีบทบาททางด้านการศึกษาเป็นอย่างยิ่งคือ พระ รัตนธัชมุนี (ม่วง รัตนธโช) ดังกล่าวแล้ว นอกจากตั้ง โรงเรียนที่วัดเสาธงทองอำเภอปากพนังแล้วยังตั้ง "โรงเรียน สุขุมาภิบาล" ที่วัดท่าโพธิ์ ตามชื่อหลวงสุขุมนัยวินิจและ "โรง เรียนวัดพระนคร" ที่วัดพระนครอีกด้วย นอกจากนี้กล่าวกันว่า ที่ตำบลท่าพญา อำเภอปากพนังบ้านเกิดของท่านก็มีโรงเรียน เช่นกัน ปัจจุบันยังมีร่องรอยสิ่งก่อสร้างปรากฏอยู่ พระรัตนธัช มุนี(ม่วง รัตนธโช) เป็นพระสหชาติของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความ สามารถอย่างยิ่งจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการการศึกษา มณทลนครศรีธรรมราชและหัวเมืองปักษ์ใต้ ท่านได้ดำเนิน การจัดการศึกษาในอำเภอปากพนังและภาคใต้ให้เจริญรุดหน้า อย่างต่อเนื่องมาตามลำดับ ด้วยการวางรากฐานที่ดีของท่าน นี่เองชาวปากพนัง (ลุ่มน้ำปากพนัง) และชาวใต้จึงมีการศึกษา ที่ดีและมีค่านิยมในการศึกษา(ยกย่องผู้ที่มีการศึกษา)

โรงเรียนปากพนัง(โรงเรียนไพบูลย์บำรุง) ตั้งขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๒ ดังนั้น วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ก็จะครบรอบ ๑๐๐ ปี ของการตั้งโรงเรียนแห่งนี้ ก่อนที่จะมีการสอนระดับมัธยมศึกษาที่ปากพนังขึ้นมานั้น การสอนระดับประถมศึกษาเปิดสอนมาก่อน และหลังจากตั้ง โรงเรียนที่วัดเสาธงทองแล้ว ก็เปิดโรงเรียนในที่อื่นๆ ในอำเภอ ปากพนังอีกหลายโรง กล่าวได้ว่าปากพนังเป็นเขตพื้นที่แรกๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่การศึกษาที่เป็นระบบเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เองการศึกษาในอำเภอปากพนังจึงมีความตื่นตัว และโดดเด่นมากกว่าที่อื่นๆ ในจังหวัดนี้ (ยกเว้นเขตอำเภอ เมือง) โรงเรียนในพื้นที่อำเภอปากพนังมีจำนวนมากทั้งใน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

ปี พ.ศ.๒๕๐๖ หลังมหาวาตภัย ๑ ปี ผู้เขียนได้เข้าไป ศึกษาชั้นประถมปีที่ ๕ ที่โรงเรียนปากพนัง(ประถมศึกษา ตอนปลาย) ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ (ปัจจุบันยุบรวมกับโรงเรียนปากพนัง ) นั้น ได้เห็นความตื่นตัวทางการศึกษาของปากพนังได้อย่างดี ทุกเช้าก่อนโรงเรียนเริ่มการเรียนการสอนและทุกเย็น หลัง เลิกเรียนจะมีนักเรียนเดินบนท้องถนนในเขตเทศบาลเต็มไป หมดทั้งนักเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาที่ต้องเดินกัน เพราะขณะนั้นไม่มีรถโดยสารสะดวกสบาย อย่างปัจจุบันนี้ ประกอบกับโรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก นักเรียน ที่บ้านอยู่ไกลและต่างอำเภอก็เช่าบ้านอยู่ใกล้โรงเรียน เพื่อ ประหยัดเวลาในการเดินทาง การที่นักเรียนจำนวนมากไป รวมกันในพื้นที่การศึกษาอำเภอปากพนังนั้นเป็นเพราะว่า มีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาหลายโรงนั่นเอง โรงเรียนที่มี ชื่อเสียงมากระดับมัธยมศึกษา คือโรงเรียนปากพนัง ชาว ปากพนังมักเรียกโรงเรียนนี้ว่า "โรงเรียนชาย" หรือ "โรง เรียนรัฐ" ที่เรียกว่าโรงเรียนชายเพราะเมื่อก่อนรับเฉพาะผู้ชาย เข้าเรียน ที่เรียกโรงเรียนรัฐเพราะเป็นโรงเรียนของรัฐบาล เปิดสอนตั้งแต่ชั้น ม.๑ ถึง ม.๖ (เท่ากับหลักสูตร ป.๕ ถึง ม.๓ ปัจจุบัน) ต่อมาเปลี่ยนเป็น ม.ศ.๑ ถึง ม.ศ.๓ (เท่ากับหลักสูตร ม.๑ ถึง ม.๓ ปัจจุบัน) ปัจจุบันเปิดสอน ม.๑ ถึง ม.๖ อีกทั้งต่อมาได้จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐบาลคู่กัน อีกโรงหนึ่งคือ โรงเรียนสตรีปากพนังรับเฉพาะนักเรียน หญิงเข้าเรียน โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้นคือ โรงเรียนปากพนังวิทยา เปิดตั้งแต่ชั้น ม.๑ ถึง ม.๘ ต่อมา เปลี่ยนเป็น ม.ศ.๑ ถึง ม.ศ.๕ (เท่ากับหลักสูตร ม.๑-ม.๖ ปัจจุบัน) ม.๘ หรือ มัธยม ๘ เป็นระดับการศึกษาชั้นสูงสุด ในปากพนังขณะนั้น หลังจากนี้ก็ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่สูงขึ้น นักเรียนที่เรียนชั้น ม.๘ ในขณะนั้นจะเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องมาก เพราะกว่าจะถึง ชั้นนี้ได้นั้นต้องมีความขยันขันแข็งในการศึกษาเล่าเรียน อย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นก็สอบผ่านขึ้นไปไม่ได้

สิ่งสนับสนุนอีกประการหนึ่งที่ทำให้การศึกษาในเขต พื้นที่อำเภอปากพนังตื่นตัวและโดดเด่นมาก คือการสนับสนุน ทางการศึกษาของชาวอำเภอปากพนังและค่านิยมในด้านการ ศึกษาที่มีสูงมาก มุ่งให้ลูกหลานเป็นคนดีมีความรู้เพื่อเข้า รับราชการหรือทำงานดีๆที่มีรายได้ดี ปัจจัยอีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญยิ่งคือความเอาจริงเอาจัง และความเก่งในการสอนของ ครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูโรงเรียนปากพนัง (เมื่อก่อนมีแต่คำ ว่าครู ไม่มีคำว่าอาจารย์) ล้วนแต่สอนอย่างจริงจัง เป็นครู ด้วยจิตวิญญาณและทุ่มเทเพื่อลูกศิษย์ ทั้งเป็นครูที่มี คุณภาพทั้งทางวิชาการและคุณธรรมจริยธรรม ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนปากพนัง(โรงเรียนชาย) จึงผลิตคนดีคนเก่งให้ ประเทศชาติจำนวนมากมาย บ้างเป็นอธิบดี บ้างเป็นผู้ว่า ราชการจังหวัด บ้างเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และบ้างจบการ ศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท เป็นต้น ที่สำคัญคือศิษย์ เก่าที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนดีของสังคม การดำเนินการศึกษาที่ ดีมีคุณภาพดังกล่าวนี้ เป็นส่วนสำคัญ ยิ่งที่ทำให้ประชาชนใน เขตพื้นที่อำเภอปากพนัง มีความรู้ ความสามารถในการดำรง อยู่และช่วยเหลือสังคมได้อย่างกว้างขวาง นักเรียนที่เข้าไป ศึกษาในสถานศึกษาที่ ปากพนังนั้นนอกจากนักเรียนในพื้น ที่แล้วยังมีนักเรียน ไปจากอำเภอเชียรใหญ่ หัวไทร และชะอวด และมีมาจาก สิชลด้วย ทั้งนี้เพราะระยะทางจากสิชลถึงปากพนัง โดยทางเรือไม่ไกลและสะดวกกว่าการเดินทางไปเรียนในเขต อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ความรุ่งเรืองทางการศึกษาใน เขตอำเภอปากพนังนั้นสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ลดความ เข้มข้นลงไปโดยเฉพาะโรงเรียนปากพนังหรือโรงเรียนชาย หรือโรงเรียนรัฐที่เคยมีชื่อเสียงมากในอดีต ทั้งนี้ เนื่องจาก มีการเปิดโรงเรียนระดับ มัธยมศึกษาในเขตพื้นที่ ลุ่มน้ำปาก พนังขึ้นมาโดยทั่วไป ทั้งโรงเรียนประจำอำเภอและโรงเรียน ประจำตำบล ประกอบกับครูอาจารย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่าง จริงจังและทุ่มเทอย่างครูสมัยก่อนมีน้อยลง ทั้งนี้ต้องถือว่า เป็นธรรมดาของสรรพสิ่งเมื่อถึงจุดสูงสุดก็ต้องลดต่ำลงมา ขอเพียงแต่ว่าอย่าให้ถึงกับทรุดหนักก็คงจะดี อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะกลับรุ่งเรืองดังเดิมนั้นก็มี ถ้าหากว่ามีการฟื้นฟูกัน อย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบุคลากรของโรงเรียนและปัจจัย เสริมจากท้องถิ่นและราชการ ประกอบกัน

ปากพนังเป็นศูนย์การศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการค้าขายในภาคใต้อีกด้วย หาก มองย้อนหลังไปสัก ๔๐ ปี คือ พ.ศ.๒๕๐๒ กล่าวได้ว่าปากพนัง คือศูนย์รวมของการค้าในจังหวัดนครศรีธรรมราชและเป็น หนึ่งในจำนวนศูนย์การค้าสำคัญในภาคใต้ ทั้งนี้เพราะปากพนัง มีพื้นที่ที่ติดกับทะเล และมีแม่น้ำปากพนังเชื่อมต่อกับทะเล แม่น้ำปากพนังทอดยาวตลอดผ่านไปอำเภอ เชียรใหญ่ หัวไทร และชะอวด อีกทั้งมีคลองเชื่อมต่อไปยังจังหวัดพัทลุงและ สงขลาด้วย จึงทำให้การคมนาคมทางเรือทำได้อย่างสะดวก และดำเนินไปได้ตลอดเวลา เพราะคลองและแม่น้ำปากพนัง มีน้ำตลอดทั้งปี สินค้าที่ขนส่งมาจากที่อื่นทั้งภายในและ ต่างประเทศจะขนส่งมาทางเรือกลไฟซึ่งบรรทุกสินค้าได้ จำนวนมาก ในแต่ละวันจะมีเรือกลไฟเข้าจอดที่ท่าเรือปาก พนังหลายลำ นอกจากนี้ยังมีเรือปกซึ่งเป็นเรือขนาดเล็กลงที่ โยงติดกันหลายลำขนส่ง สินค้าต่างๆ เข้ามาค้าขาย นอกจากนี้ ยังมีเรือยนต์ เรือแจว และเรือพายของชาวบ้านที่นำสินค้า เกษตรและหัตถกรรมพื้นบ้านไปขายที่ตลาดปากพนัง ตลาด ปากพนังจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ทำธุรกิจการค้าและซื้อหา สินค้าตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเช้าในตลาดจะ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน และจะลดความแน่นขนัดลงไปในช่วงบ่าย เนื่องจากเมื่อเสร็จภาระการซื้อขายสินค้าแล้ว ผู้คนก็จะเดิน ทางกลับกัน ทั้งที่มาจากในเขตอำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร และชะอวด ส่วนมากจะเดินทางกลับโดยทางเรือไม่เรือส่วนตัว ก็เรือโดยสาร ซึ่งมีทั้งขนาดเล็กขนาดกลางและขนาดใหญ่ เรือ ขนาดใหญ่จะเป็นเรือยนต์สองชั้น แล่นระยะทางยาวระหว่าง ปากพนังถึงหัวไทร บางลำถึงชะอวด ดังนั้นที่ริมฝั่งตลาดปาก พนังในตอนเช้าและตอนสายจะมีเรือขนาดต่างๆ จอดเรียง รายเต็มไปหมดตลอด ความยาวของริมฝั่ง โดยเฉพาะตลาดฝั่ง ตะวันออกซึ่งเป็นตลาดหลักจะมีเรือจอดจำนวนมาก นอกจาก เรือสินค้าและเรือโดยสารแล้ว ยังมีเรือประมงจอดเรียงราย ทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เรือจะจอดชิดติดกัน ตลอดริมฝั่งจนผู้คนสามารถเดินต่างถนนเป็นกิโลเมตร เรือ ประมงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ทางอาหารของ ชาวลุ่มน้ำปากพนัง ปลาในตลาดปากพนังมีมากมายหลายชนิด หลายขนาด เลือกซื้อได้ตามความ ต้องการและราคาก็ไม่แพง ปลาทู ปลาแดง และปลาข้างเหลืองในสมัยนั้นจะไม่นิยม รับประทาน ถ้าใครซื้อจะถูกผู้อื่นมองหน้าเพราะเป็นปลาที่ ราคาถูกมาก มักจะซื้อไปให้แมวและสุนัขกิน

สิ่งสำคัญที่แสดงถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของปาก พนังคือ โรงสีไฟทีมีอยู่หลายโรงนับตั้งแต่ปากคลองบางไทร (ปัจจุบันกั้นเป็นชลประทาน) ปากแพรก บางนาว จนถึงตลาด ปากพนังมี ๕-๖ โรง เช่น โรงสีแม่หนูพิณ (ปากคลองบางไทร) โรงสีหนึ่ง โรงสีแม่ครูและที่เรียกเป็นตัวเลขอีกหลายโรง โรงสีเหล่านี้จะรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาลุ่มน้ำปากพนัง ทั้งหมด นับตั้งแต่ชะอวด หัวไทร เชียรใหญ่ และปากพนัง เรือที่ บรรทุกข้าวเปลือก เพื่อไปขายโดยเฉพาะก็มีและเรือที่บรรทุก คนโดยสารและบรรทุกข้าวเปลือกไปขายก็มีเรือลำใดจะจอด ที่โรงสีไฟโรงใดก็เลือกได้ตามความชอบใจ ในกรณีที่เรือ เป็นทั้งเรือโดยสารและเรือบรรทุกข้าวเปลือกก็จะจอดนาน จนกว่าคนงานโรงสีจะขนกระสอบใส่ข้าวเปลือกขึ้นจนหมด เสียก่อน(กระสอบข้าวเปลือกจะใส่ไว้ในท้องเรือส่วนบนมีไม้ แผ่นยาวเรียงปิดเป็นที่ผู้โดยสารนั่ง) เนื่องจากต้องใช้เวลา ในการเดินทางค่อนข้างยาวนานกว่าจะถึงตลาดปากพนัง ผู้โดยสารส่วนใหญ่จึงมักรับประทานอาหารเช้ากันที่โรงสีที่ เรือจอดเอากระสอบข้าวเปลือกขึ้น อาหารที่ขายมีทั้งข้าวแกง ขนมจีน ขนมหวาน น้ำแข็งถูใส่น้ำหวานและหวานเย็น (ไอศครีม แท่งมีไม้เสียบ) ผู้ที่ขายข้าวเปลือกได้เงินแล้วก็นำไปจับจ่าย ซื้อหาสิ่งของที่ตลาดปากพนัง และส่วนที่เหลือก็ฝากธนาคาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเงิน(เศรษฐกิจ)ในลุ่มน้ำปากพนังจะมีการ หมุนเวียนเปลี่ยนมือกันไปอยู่ตลอดเวลา เพราะชาวนานำข้าว ไปขายที่โรงสีไม่พร้อมกัน ส่วนหนึ่งนำไปขายหลังจากเก็บเกี่ยว เสร็จอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้ขายภายหลังเพราะข้าวเก่าราคาดีกว่า ข้าวใหม่และบางส่วนคอยให้ข้าวขึ้นราคามากๆ แล้วจึงขาย ด้วย ความสมบูรณ์ด้านผลิตผลข้าวและพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ดังกล่าวในลุ่มน้ำปากพนังนี่เอง ลุ่มน้ำปากพนังจึงได้ชื่อว่า "อู่ข้าวอู่น้ำของจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคใต้" โดย เฉพาะข้าวที่ปลูกบริเวณนี้เป็นที่นิยมบริโภคกันโดยทั่วไปทั้ง ในจังหวัดนครศรีธรรมราชและต่างจังหวัดเพราะเป็นข้าวที่มี รสชาติอร่อย ข้าวของชาวลุ่มน้ำปากพนังจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ผลักดันให้ปากพนังเป็นศูนย์การค้าของภาคใต้ความเป็น ศูนย์การค้าของภาคใต้ ได้ลดระดับลงไปตามลำดับตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นมาและหลังจากนี้สภาพความ เป็นศูนย์กลางการค้าก็เปลี่ยนเป็นตลาดธรรมดาแห่งหนึ่ง ความ เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เพราะผลผลิตข้าวในลุ่มน้ำปากพนังมี ปริมาณลดลง ราคาข้าวถูก การคมนาคมทางบกสะดวกขึ้น ไม่ว่าทางรถยนต์หรือรถไฟ สิ่งของและผู้คนที่เคยรวมกันที่ ตลาดและท่าเรือปากพนังก็กระจายไปอยู่ตามตลาดของ อำเภอนั้นๆ คือ เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด และอำเภอเมืองบาง ส่วน โรงสีไฟที่เคยมีควันพวยพุ่งขึ้นจากปล่องไฟสูงเสียดฟ้า อยู่ตลอดเวลาก็กลับหายไป มีต้นไทรงอกขึ้นที่ปลายปล่องไฟ โรงสีดังที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนไว้ว่า "กระถางต้น ไม้ที่สูงที่สุดในโลกอยู่ที่อำเภอปากพนัง"(การที่ต้นไทรไปงอกที่ ปลายปล่องไฟโรงสีได้เพราะนกที่กินลูกไทรไปถ่ายทิ้งเอาไว้) ความเปลี่ยนแปลงไปของศูนย์การค้าภาคใต้ที่ชื่อปากพนัง ทำให้ เกิดความประหลาดใจกันพอสมควร และต่อมาสภาพเศรษฐกิจ ของชาวลุ่มน้ำปากพนังก็ประสบปัญหาอย่างรุนแรง ในที่สุด เมื่อมีการเฉลี่ยรายได้ต่อคนก็พบว่าปากพนังมีรายได้ต่ำที่ สุดจนมีการเรียกดินแดนนี้ว่า "อีสานของภาคใต้" และด้วย เหตุนี้เองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงสนพระทัยศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาและในที่สุดก็ทรงพระราชทานโครงการใน พระราชดำริพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง เพื่อพลิกฟื้นคืนความ อุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนดังเดิม ด้วยพระบุญญาบารมี เชื่อว่า ปากพนังจะต้องกลับรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งดังคำทำนายโบราณ ของนครศรีธรรมราชที่ว่า "เมืองคอนจะได้ยาก บางจากจะได้ทุกข์ ปากพนังจะสนุก แหลมตะลุมพุกจะเป็นวัง" ที่ว่าเมืองคอนจะ ได้ยากและบางจากจะได้ทุกข์นั้นก็ขอว่าอย่า ได้เป็นเช่นนั้นเลย ขอให้มีความสุขด้วยกันทั้งหมด ส่วนปากพนังกับแหลมตะลุมพุก ก็ขอให้เป็นไปตามคำทำนายโบราณนี้เถิด

ปากพนังเมืองที่รู้จักกันดีในนามอดีตศูนย์การค้าใน ภาคใต้และ เป็นเส้นทางสายไหม มีการติดต่อค้าขายกับจีนไป ถึงอินเดีย เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้วปัจจุบันอดีตศูนย์การค้า แห่งนี้ซบเซาไปด้วยเหตุปัจจัยดังได้กล่าวมาแล้วและความ เป็นศูนย์การศึกษาก็ลดลงไปเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะเหตุปัจจัย ทีคล้ายๆ กัน คือ โรงเรียนเปิดสอนมากขึ้น การคมนาคมไปมา สะดวก ไปเรียนที่ไกลๆ ตามใจชอบได้และครูอาจารย์ที่เก่งๆ และจริงจังในการสอนมีจำนวนลดลง อีกทั้งกระจายไปอยู่ในที่ ต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม้ปากพนังจะเปลี่ยนแปลงไปในทางลด ระดับลงไปบ้าง แต่ด้วยขวัญและกำลังใจที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานผ่านโครงการพระราชดำรินั้น จะช่วยให้ชาวปากพนังและผู้ที่เกี่ยวข้องมีพลังในการสร้างสรรค์ เพื่อปากพนังจะได้มีความสมบูรณ์และรุ่งเรืองดุจเดิม.


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1