Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 2 * Cover Date: May 1, 2001

 

 



การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ ความหมายและกระบวนการ: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย*

โดย ดร. เลิศชาย ศิริชัย


ข้อสรุปเบื้องต้น

ระบบการแพทย์พื้นบ้านเกิดขึ้นบนพื้นฐานความ สัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ และคนกับคนในจารีตแบบ เดิมที่คนยังยอมรับอำนาจของธรรมชาติและอำนาจเหนือ ธรรมชาติ และจัดระเบียบความสัมพันธ์ของคนบนพื้นฐาน โลกทัศน์ดังกล่าว ทั้งเพื่อให้คนสามารถเข้าถึงทรัพยากรโดย ทั่วถึงและเพื่อสืบทอดและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษ์ย์มากที่สุดและอย่างยั่งยืนที่สุด

ระบบการแพทย์ในจารีตดังกล่าวจะมีขอบเขตของ ความเจ็บป่วยที่กว้างขวาง กล่าวคือ รวมความผิดปกติของ ร่างกายและจิตใจไว้อย่างครอบคลุมรอบด้าน ดังการอธิบาย ถึงแหล่งที่มาของความเจ็บป่วยไว้ทั้งอำนาจของธรรมชาติ อำนาจเหนือธรรมชาติ และอำนาจทางสังคม การกำหนดขอบ เขตของความเจ็บป่วยไว้กว้างขวางก็เพื่อให้ความเจ็บป่วยเป็น พื้นที่ทางสังคมที่ให้คนกลุ่มต่างๆ มาสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละฝ่ายที่มีอยู่เพื่อให้คนป่วย ได้มีทางออกของชีวิตอย่างดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็เพื่อ ให้ความเจ็บป่วยซึ่งถือว่าเป็นวิกฤติของชีวิตเป็นพื้นที่สำคัญ ในการผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางสังคมแบบพึ่งพาอาศัย เกื้อกูลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า สมาชิกของสังคมจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในความ ผิดปกติทุกๆ ด้าน

สังคมมาร่วมกันนี้ทำให้เกิดความหลากหลายใน การอธิบายว่าคนใดคนหนึ่งจะเจ็บป่วยหรือไม่เจ็บป่วยเป็น อะไร ควรจะได้รับการดูแลรักษาอย่างไร ควรจะไปหาหมอ อะไร คนไหน เป็นต้น ระบบการแพทย์พื้นบ้านจึงมีพื้นฐาน ของความหลากหลายที่คนมีสิทธิ์ในการเลือกด้วย เช่นเลือก ว่าจะไปหาหมอประเภทใด หาใคร โดยอาจเลือกได้ตั้งแต่ หมอที่รักษาด้วยหลักธรรมชาติ และหมอที่รักษาด้วยหลัก เหนือธรรมชาติ ทั้งที่อาการของคนไข้นั้นเหมือนกัน

ระบบการแพทย์พื้นบ้านวางบทบาทการเป็นหมอไว้ ที่การเป็นหมอเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว การเข้ามาเป็นหมอก็ดี วัตรปฏิบัติของความเป็นหมอก็ดี ผลตอบแทนของหมอจากการรักษาก็ดี ล้วนสัมพันธ์กับ อำนาจของชุมชน กระบวนการรักษาจึงแยกไม่ออกจากระบบ ความสัมพันธ์ที่เป็นปกติของสังคม ดังจะเห็นว่า คนไข้และ เครือข่ายและตัวหมอเข้าสู่ความสัมพันธ์ในกระบวนการตรวจ รักษาคนไข้อย่างความสัมพันธ์ของคนที่มีอัตลักษณ์ร่วมกัน ดำเนินไปอย่างฉันญาติพี่น้อง ภายในสถานการณ์ที่เป็นปกติ ธรรมดา ในสภาพเช่นนี้คนไข้จึงไม่เครียดหรือรู้สึกว่าตนเอง อยู่ในสภาพที่ไม่เหมือนกับคนอื่นเมื่อตนเป็นผู้เจ็บป่วยและ ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์เข้าถึงหมอทุกคน และอย่างเท่าเทียมกัน

ระบบการแพทย์พื้นบ้านจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงการ ดูแลรักษาสุขภาพเท่านั้น แต่มีส่วนสำคัญในการสร้างและ ผลิตซ้ำอำนาจของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของผี ของพระ เจ้าหรือของบุญกรรม ส่งผลให้ระบบการแพทย์พื้นบ้านมี หน้าที่สำคัญในการอนุรักษ์ทรัยากรธรรมชาติ การสร้างความ สัมพันธ์แบบใกล้ชิดเกื้อกูลของคนในชุมชน และต่างชุมชน ไปพร้อมกันด้วย

เมื่อชุมชนหมู่บ้านถูกผนวกเข้าสู่ยุทธศาสตร์การ พัฒนาประเทศแบบใหม่นับแต่การประกาศใช้แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นต้นมา ระบบการแพทย์ พื้นบ้านก็ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดย ประการแรก ฐานทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่เป็นฐาน สำคัญของการก่อเกิด ดำรงอยู่และสืบทอดระบบแพทย์พื้นบ้าน ถูกแยกออกไปจากชุมชน ที่สำคัญก็คือการเข้ามาจัดการเรื่อง ป่าของรัฐทั้งการยึดเอาป่าออกไปจากการดูแลของชุมชนและ การกระตุ้นให้ชาวบ้านปลูกพืชเศรษฐกิจเฉพาะอย่างเพื่อตอบ สนองความต้องการของตลาด ส่งผลให้ป่าถูกทำลายอย่าง มากทั้งจากธุรกิจที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ การลักลอบตัดไม้ รวมทั้งการแผ้วถางของชาวบ้านเองเพื่อขยายพื้นที่การเพาะ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ดังกล่าว ประการที่สอง การแพร่หลายของวาทกรรมการแพทย์ สมัยใหม่ที่เน้นในเรื่องความถูกต้องของระบบการแพทย์สมัย ใหม่ในลักษณะอำนาจเชิงเดี่ยวคือมีแต่หลักการของระบบ การแพทย์สมัยใหม่อย่างเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง อะไรที่ไม่ เหมือนหรืออธิบายด้วยหลักการแพทย์สมัยใหม่ไม่ได้ถือว่า ไม่ถูกต้องลักษณะเช่นนี้ทำให้ระบบคิดของการแพทย์พื้นบ้าน ถูกปฏิเสธ จะได้รับการยอมรับบ้างก็เป็นส่วนที่เป็นกระพี้ คือ การนำสมุนไพรบางตัวมาพิสูจน์ทดลองด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และสนับสนุนให้มีการใช้กันในลักษณะของสมุนไพรเดี่ยวๆ และการยอมรับในเนื่องการนวดบ้างเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดผล กระทบต่อระบบการแพทย์พื้นบ้านหลายประการที่สำคัญคือ เป็นการแยกระบบการดูแลสุขภาพออกจากหน้าที่ทางสังคม การแยกการรักษาแบบพื้นบ้านออกจากความผูกพันเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และความไม่สามารถพึ่งตัวเอง ในด้านการรักษาพยาบาลของชุมชน

ในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ หมอพื้นบ้านบาง ประเภทค่อยๆ สูญหายไปจากสังคม บางคนเลิกเป็นหมอ พื้นบ้าน ที่เหลือก็พยายามปรับตัวเพื่อหาพื้นที่สำหรับพอ ที่จะนำพาการแพทย์พื้นบ้านให้อยู่รอดได้บ้าง แม้จะอ่อน ล้าอย่างยิ่งก็ตาม โดยหมอพื้นบ้านส่วนหนึ่งจะพยายาม ปรับตัวโดยการยอมรับวิธีการของการแผนใหม่บางอย่าง เข้าไปใช้เพื่อให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น บางส่วนพยายาม ออกมาตั้งสำนักรักษาและอบรมสั่งสอนวิชาภายนอกชุมชน เพื่อสื่อสารกับคนในวงกว้างขึ้น แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังยืนยันใน อัตลักษณ์แบบเดิมถึงจะพบทางตันว่าอาจจะไม่มีใครสืบทอด วิชาของตนต่อไปแล้ว

ทั้งนี้ยังพอเห็นได้ชัดเจนว่าในชุมชนที่ยังพอมี ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมตามจารีตแบบเดิมอยู่พอสมควร จะยังพอปกป้องให้ระบบการแพทย์แบบพื้นบ้านสามารถ รักษาพื้นที่ของการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของคน ในชุมชนรวมทั้งต่างชุมชนไว้ได้มากกว่าในชุมชนที่วัฒนธรรม ถูกเข้าไปแทนที่โดยวัฒนธรรมอันเกิดจากการพัฒนาแบบ ใหม่มากแล้ว

แต่ถึงแม้หมอแพทย์พื้นบ้านบางส่วนจะพอปรับตัว เพื่อหาพื้นที่สำหรับความอยู่รอดได้บ้าง บางชุมชนยังอาจ รักษาการแพทย์พื้นบ้านไว้ได้มากกว่าชุมชนอื่น แต่นับวันพลัง ดังกล่าวนี้จะอ่อนล้าไปเรื่อยๆ หากวาทกรรมการแพทย์สมัย ใหม่ยังสยายอำนาจในฐานะผู้ชี้ถูกชี้ผิดทั้งหมดของระบบการ ดูแลรักษาสุขภาพ และขยายพื้นที่ของตนออกไปเบียดขับ การแพทย์พื้นบ้านเข้มข้นมากขึ้น และรัฐยังไม่เห็นว่าระบบ การแพทย์พื้นบ้านมีวิธีคิดและคุณค่าเป็นของตนเองที่สัมพันธ์ กับชีวิตของชุมชนและให้การสนับสนุนบ้างตามสมควร

ทางออกกับปัญหาเชิงกระบวนทัศน์

การหาทางออกสำหรับปัญหาของประเทศหลายๆ อย่างๆ พบว่ายิ่งแก้ยิ่งมีปัญหา ทั้งนี้เพราะเรายังคงแก้ ปัญหาในกรอบวิธีคิดแบบเดิม ทั้งที่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหา ในเชิงกระบวนทัศน์การแก้ปัญหาที่วนอยู่ในกระบวนทัศน์ เดิมจึงยิ่งแก้ยิ่งติดกับที่ลึกถลำไปอีกจนหาทางออกไม่ได้

เมื่อประเทศเปิดรับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก ไม่ใช่เพียงว่าประเทศของเราถูกผนวกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก ในลักษณะที่ประเทศเราเป็นเพียงส่วนย่อยๆ ที่ต้องเดินไป ตามอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจโลกที่มีประเทศมหาอำนาจ ชักใยอยู่เบื้องหลังเท่านั้น แต่สังคมของเราทั้งสังคมพยายาม ถ่ายทอดระบบภูมิปัญญา ระบบคุณค่า และระบบอำนาจต่างๆ จากตะวันตกเข้ามาแทนที่สิ่งที่มีอยู่เดิม เพื่อทำให้ประเทศ เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัย เพราะถ้าประเทศไม่ทันสมัย การพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่อย่างตะวันตกก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ลักษณะเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดกระบวน การพัฒนาประเทศใน ลักษณะที่นำแบบอย่างและวิธีการมาจากประเทศตะวันตก เข้ามาแทนที่โครงสร้างต่างๆ ที่มีอยู่แต่เดิม โดยมองว่าโครง สร้างเก่าล้าหลังและขัดขวางการพัฒนาประเทศซึ่งระบบ การดูแลรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้านก็ต้องประสบชะตากรรม เช่นนี้ คือถูกกดให้หายไปและนำระบบการดูแลรักษาสุขภาพ แบบตะวันตกเข้ามาเป็นแนวทางเดียวในการพัฒนาระบบ การดูแลรักษาสุขภาพของไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ใน ระดับประเทศ ประเทศไทยต้องพึ่งพิงประเทศทุนนิยม ตะวันตกทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี ยาและอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ผลก็คือในแต่ละปีไทยต้องเสียเงินตรา ให้แก่ต่างประเทศปีละจำนวนมาก ในขณะที่การพึ่งพาทาง ความรู้ทำให้ขาดการพัฒนาความรู้จากรากฐานของตนเอง ทำให้การพึ่งพาในด้านเทคโนโลยี ยา และอุปกรณ์เครื่องมือ ต่างๆ ยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่วนภายในประเทศชนบทก็ต้อง พึ่งพิงเมืองถูกดูดซับความมั่งคั่งเข้าสู่เมืองภายใต้นโยบาย สาธารณสุขของรัฐ ภูมิปัญญาพื้นบ้านในเรื่องการดูแลรักษา สุขภาพถูกทำให้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ลักษณะของระบบการดูแลรักษาสุขภาพแบบแยกส่วนก็เข้า แทนที่ลักษณะวิถีชีวิตที่เป็นองค์รวมของสังคมไทย ซึ่งก็ยิ่ง ทำให้สังคมไทยอ่อนแอมากยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีการ ตระหนักถึงวิกฤติในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย จนเกิดขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพขึ้น แต่ก็น่าเสียดายว่า ขบวนการปฏิรูปดังกล่าวยังคงวนเวียนอยู่ในกระบวนทัศน์เดิม โดยปัญหาหลักที่ขบวนการนี้คิดยังคงอยู่ที่ว่าประชาชนยัง ไม่ได้รับการดูแลในเรื่องสุขภาพอย่างทั่วถึงเท่าเทียมจึงได้ เน้นยุทธวิธีการกระจายอำนาจไปให้องค์กรท้องถิ่นช่วยจัดการ ในเรื่องการดุแลสุขภาพของคนในท้องถิ่น แต่โดยที่วาทกรรม การแพทย์สมัยใหม่ยังคงมีบทบาทครอบงำอยู่เช่นเดิม

ดังนั้นการฟื้นฟูระบบการดูแลรักษาสุภาพแบบพื้น บ้านนั้นจะต้องกระทำในกระบวนทัศน์ใหม่ คือการพึ่งตัวเอง ทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการ จากการครอบมาของอิทธิพลโลกสู่ประเทศและท้องถิ่น มา สู่การสร้างท้องถิ่นให้เข้มแข็งด้วยการพึ่งตนเองได้จาก ภูมิปัญญาของท้องถิ่นเองและสามารถคัดสรรระบบที่ เป็นโลกาภิวัตน์เข้ามาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับท้องถิ่น และอย่างเป็นตัวของตัวเอง

แนวทางของกระบวนทัศน์ใหม่ดังกล่าวก็คือการ ฟื้นฟูระบบการดูแลรักษาสุขภาพพื้นบ้านให้เข้มแข็ง ซึ่ง หนึ่ง จะผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมของชุมชนที่จะเป็นเงื่อนไขในการ สร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน สอง การใช้ฐานทรัพยากรของ ท้องถิ่นและของประเทศเป็นศักยภาพในการพัฒนาไปข้างหน้า และ สาม คนมีความผูกพันอยู่กับภูมิปัญญาไทยและใช้ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ

เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การแพทย์พื้นบ้านพัฒนาต่อไปได้

ถ้าหากต้องการเพียงว่าให้ระบบการแพทย์พื้นบ้าน เป็นเพียงส่วนย่อยของระบบการแพทย์สมัยใหม่ในลักษณะ ให้ระบบการแพทย์แผนใหม่เป็นผู้ดูแลระบบการแพทย์ทั้ง หมดของประเทศใช้วาทกรรมของการแพทย์สมัยใหม่อธิบาย ตัดสินประเด็นเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพทั้งหมด ขณะนี้ ระบบการแพทย์พื้นบ้านก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นบริบทที่การ แพทย์พื้นบ้านไม่สามารถแสดงตัวตนได้เต็มที่และสังคมไม่ได้ รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ดังนั้นในการจะส่งเสริมการแพทย์ พื้นบ้านนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับว่าระบบ การแพทย์พื้นบ้านมีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง มีวิธีคิดและ กระบวนการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอีกแบบหนึ่งจึง ควรมีอิสระที่จะพัฒนาตนเองบนวาทกรรมของการแพทย์ พื้นบ้านเอง การจะสนับสนุนในลักษณะนี้ได้จำเป็นต้อง เข้าใจเงื่อนไขของการดำรงอยู่ได้ของระบบการแพทย์เป็น เบื้องต้นเสียก่อน ดังนี้

1.ต้องมีฐานทรัพยากรธรรมชาติสนับสนุน เนื่อง ด้วยระบบการแพทย์พื้นบ้านไม่เพียงอาศัยฐานทรัพยากร ธรรมชาติเป็นแหล่งเภสัชวัตถุเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือเป็น แหล่งต้นกำเนิดและผลิตซ้ำความคิดในเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างความเจ็บไข้ได้ป่วยของคนกับธรรมชาติ ซึ่งแต่ เดิมชุมชนต่างๆ จะมีป่าเป็นฐานสำคัญของชีวิตและจากป่า นี่เองที่ชุมชนใช้เป็นห้องปฏิบัติการค้นคว้าทดลองที่สำคัญ เกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งสอดคล้องกับที่ชุมชนใช้ป่า เป็นแหล่งปัจจัยสี่อื่นๆ ด้วย ดังนั้นหมอพื้นบ้านที่เชี่ยวชาญที่ สามารถคิดค้นตัวยาและตำรับยาได้อย่างหลากหลายและ ลุ่มลึก จะต้องรอบรู้ในเรื่องป่าธรรมชาติของต้นไม้และองค์ ประกอบของระบบนิเวศอื่นๆ จนสามารถนำมาประกอบเป็น ส่วนของยาได้ หากไม่มีระบบนิเวศของป่าที่อุดมสมบูรณ์ ก็เหมือนกับหมอพื้นบ้านได้ถูกทำลายห้องค้นคว้าทดลองไป วิธีเปิดร้านจำหน่ายสมุนไพรโดยสั่งมาจากต่างถิ่นอย่างที่ แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน คือการ"กินบุญเก่า"ของแพทย์พื้นบ้าน และการลดทอนความผูกพันกับธรรมชาติในลักษณะที่เข้าใจ ถึงแก่นแท้ของสมุนไพรแต่ละชนิดที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศ และกาลเวลาของป่า

ด้วยความสัมพันธ์ของป่าที่มีต่อชีวิตมนุษย์ ป่าจึง เป็นแหล่งกำเนิดอำนาจที่สำคัญของชุมชน ซึ่งปรากฏใน ลักษณะของสัญลักษณ์ผีประเภทต่างๆ และอำนาจดังกล่าวนี้ ก็เข้าไปมีส่วนอธิบายในเรื่องความเจ็บป่วยของคนอีกต่อหนึ่ง ด้วยทั้งการเป็นอำนาจทำให้เจ็บป่วย และการช่วยทำให้หาย เจ็บป่วย ทั้งเป็นอำนาจโดยตรงของผีจากป่า และการถ่าย โยงความเชื่อของคนในลักษณะอำนาจของผีส่วนอื่นๆ เช่น ผีบรรพบุรุษ ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนฐานความเชื่อเดียวกัน และ เป็นที่มาของระบบคุณค่าและอำนาจของชุมชนเดียวกัน

2.ต้องมีระบบคุณค่าและระบบอำนาจของชุมชนเอง เพราะระบบการแพทย์พื้นบ้านเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และพัฒนา มาในบริบทของชุมชนที่ชุมชนมีระบบคุณค่าและระบบอำนาจ ของตัวเอง สามารถจะกำหนดความสัมพันธ์ต่างๆ ใน ชุมชน ได้ ระบบคุณค่าดังกล่าวเน้นที่การให้ความเป็นธรรม ความ อุดมสมบูรณ์ และความยั่งยืนของสังคมและธรรมชาติบนพื้น ฐานของการเคารพต่อส่วนรวมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ส่วนระบบอำนาจก็คือศักดิ์ศรี และสิทธิของความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่จะเสริมสร้างความมั่นใจให้ แก่คนในชุมชน หรือสังคมท้องถิ่นเพื่อเป็นพลังในการเรียนรู้ สร้างสรรค์ ผลิตซ้ำ และถ่ายทอดภูมิปัญญาในการพัฒนา สังคมให้เป็นไปตามหลักศีลธรรมที่เคารพความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของธรรมชาติ

ระบบคุณค่าและอำนาจของชุมชนแต่เดิมจะปรากฏ ในรูปของศาสนา และอำนาจเหนือธรรมชาติต่างๆ เช่น การนับถือผีจะเป็นทั้งระบบอำนาจของชุมชนที่ใช้ขัดเกลา และควบคุมความสัมพันธ์ของคนในสังคมและเป็นทั้งแหล่ง กำเนิดคุณค่าที่ทำให้คนเข้ามามีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ที่เหมาะสม เช่น ไม่ละเมิดต่อส่วนรวม เป็นต้น

ชุมชนที่ถูกทำให้อ่อนแอในระบบคุณค่าและระบบ อำนาจของตนเองก็ยากที่จะรักษาอัตลักษณ์ของระบบการ แพทย์พื้นบ้านไว้ได้ ดังจะเห็นจากชุมชนมุสลิมที่ยังสามารถ รักษาวัฒนธรรมชุมชนของตนไว้ได้พอสมควรจะปรากฏ ระบบการแพทย์พื้นบ้านที่ทำหน้าที่ตามคุณค่าเดิม เข้มแข็ง กว่าชุมชนพุทธซึ่งถูกรุกรากอย่างมากจากระบบอำนาจจาก การพัฒนาแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปัจเจกชนนิยม การรุกรานธรรมชาติและบริโภคนิยม ซึ่งไม่เอื้อต่อการงอก งามของระบบการแพทย์พื้นบ้านที่ยังสามารถรักษาคุณค่า ของตนไว้ได้

3.ต้องมีพื้นที่ทางสังคมสำหรับการแพทย์พื้นบ้าน ทั้งนี้ด้วยเหตุผลว่าระบบการแพทย์พื้นบ้านจะดำรงอยู่และ เคลื่อนไหวต่อไปได้ สังคมจะต้องเปิดพื้นที่ให้แก่ระบบการ แพทย์พื้นบ้าน เพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสเคลื่อนไหวร่วมกัน ซึ่งเป็นภาคของการปฏิบัติจริง เป็นการปฏิบัติที่เป็นองค์รวม ของภูมิปัญญาความรู้ คุณค่าทางศีลธรรม และการใช้ทรัพยา-กรร่วมกัน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม การรวมหมู่ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน เกิดความ ต้องการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ร่วมกัน

การมีพื้นที่ในชีวิตจริงจะทำให้ระบบการแพทย์มี พลวัตในตัวเอง คือ สามารถปรับตัวเองได้อย่างเหมาะสมใน กระบวนการปะทะประสานกับอิทธิพลจากภายนอก เพื่อสร้าง ความเป็นไปได้ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดย มีศักยภาพที่จะคัดสรรสิ่งต่างๆได้เหมาะสมกับชุมชนที่นับวัน จะมีความหลากหลายมากขึ้น

จะสนับสนุนการแพทย์พื้นบ้านอย่างไร

การสนับสนุนการแพทย์พื้นบ้านให้สามารถเติบโต เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำให้ระบบการแพทย์พื้นบ้าน กลับไปมีชีวิตชีวาหรือลักษณะตามที่เคยปรากฏในสังคม แบบเดิมได้อีก แต่หมายถึงการสนับสนุนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน การส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพอที่จะบ่มเพาะระบบ การแพทย์พื้นบ้านในลักษณะที่ยังสามารถรักษาคุณค่า สำคัญๆ ไว้ได้ และสามารถที่จะทำให้การแพทย์พื้นบ้านเป็น ทางเลือกหนึ่งของระบบการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน โดยเป็นทางเลือกบนบนวิธีคิดและกระบวนการของตนเอง ไม่ใช่เป็นส่วนย่อยของระบบการแพทย์แผนใหม่ ในขณะ เดียวกันก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์หรือต่อต้านระบบการแพทย์ แผนใหม่และในบางเรื่องอาจจะรับเอาหลักการหรือวิธีการ ของระบบการแพทย์แผนใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ รวมถึงการ แนะนำคนไข้ให้ไปรักษากับอีกระบบหนึ่งเมื่อเห็นว่าจะเป็น ประโยชน์กับคนไข้มากกว่า ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าการยอมรับ ในเรื่องระบบภูมิปัญญาการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยว่ามี อยู่หลายระบบ แต่ละระบบสามารถอยู่ร่วมกันได้ ทั้งร่วม กันแสดงหน้าที่เป็นทางเลือกให้แก่ประชาชน และบางครั้ง แลกเปลี่ยนภูมิปัญญากันได้

ด้วยหลักการดังกล่าว สิ่งที่จะต้องดำเนินการโดย ด่วนและจริงจังก็คือ

1.เปิดเวทีความรู้สำหรับการแพทย์พื้นบ้าน โดย ส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบการแพทย์พื้นบ้าน ในทุกๆ ด้านอย่างกว้างขวางเพื่อสร้างองค์ความรู้ต่างๆ แก่ สังคม และนำเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาในทุกระดับและช่อง ทางการสื่อสารอื่นๆ เพื่อให้คนได้เข้าใจหลักการและกระบวน การของระบบการแพทย์พื้นบ้านอย่างแท้จริง และสามารถ เลือกใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งเพื่อนำความ รู้ที่ผลิตซ้ำขึ้นนี้คืนกลับสู่ชุมชน เพื่อเพิ่มพลังการเรียนรู้ ของชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้การศึกษาต้องไม่มอง การแพทย์พื้นบ้านผ่านแว่นหรือวิธีคิดของการแพทย์สมัยใหม่ อย่างที่เป็นกระแสหลักอยู่ในปัจจุบัน แต่จะต้องเกิดจากความ ร่วมมือของคนหลายฝ่าย ทั้งตัวหมอพื้นบ้าน ประชาชน ผู้ใช้ บริการ นักวิชาการสังคมศาสตร์สาขาที่เกี่ยวข้อง ปราชญ์ชาว บ้าน และบุคลากรของระบบการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งจะต้อง เข้ามาในฐานะที่เท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นๆ

2.คืนชีวิตให้แก่การแพทย์พื้นบ้าน ทั้งนี้โดยที่ การแพทย์พื้นบ้านมีแหล่งกำเนิดและเติบโตอยู่ในชุมชน และได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งในชุมชน ซึ่งหมายถึง การเรียนรู้ การถ่ายทอด กระบวนการตรวจรักษา การ ควบคุมดูแล ล้วนเป็นไปตามระบบคุณค่าและอำนาจ ของชุมชน ดังนั้นรัฐควรสนับสนุนให้คุณค่าลักษณะสามารถ ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งในความจริงระบบดังที่กล่าวนี้ยังไม่ได้ หมดไป แต่ว่าอ่อนล้าไปมากจากกระบวนการพัฒนาแบบใหม่ ซึ่งแต่ละชุมชนก็แตกต่างกันไป รัฐควรเริ่มต้นที่ตัวหมอ พื้นบ้านที่มีชื่อเสียงในการรักษาพยาบาล เป็นที่ยอมรับของ ประชาชน และยังคงรักษาคุณค่าของระบบการแพทย์พื้นบ้าน โดยสนับสนุนให้หมอพื้นบ้านดังกล่าวได้ทำหน้าที่ของตน อย่างเต็มที่ทั้งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การถ่ายทอดวิชาให้แก่ คนรุ่นหลัง และการค้นคว้าหลักวิชาใหม่ๆ โดยไม่ต้องเป็นห่วง ในการครองชีพ เพราะรัฐจะเข้าไปสนับสนุนหมอพื้นบ้าน ดังกล่าวให้มีรายได้พอยังชีพได้โดยไม่เดือดร้อน ด้วยการ จัดสรรเงินสนับสนุนซึ่งอาจจะจัดสรรผ่านการกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่ โดยหวังว่าการดำเนินการ ของหมอพื้นบ้านกลุ่มดังกล่าวจะสร้างพลวัตความเคลื่อนไหว ของการแพทย์พื้นบ้านในชุมชนต่างๆ

ทั้งนี้รัฐจะต้องยกเลิกบทบาทของรัฐในการควบคุม แพทย์พื้นบ้าน โดยการให้สอบใบประกอบโรคศิลปะ เพราะ เป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับคุณลักษณะของการแพทย์พื้นบ้าน ที่แท้จริงและควรจะปล่อยให้เป็นกระบวนการที่หมอพื้นบ้าน และประชาชนในท้องถิ่นจะดูแลกันเอง ภายใต้ระบบอำนาจ ของชุมชนเองเป็นหลัก เช่น อำนาจของศีลธรรม หรือด้วย วิธีอื่นๆที่ชุมชนจะสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยบุคลากรของรัฐควร ลดบทบาทเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น

ในกรณีที่การแพทย์พื้นบ้านได้ขยายตัวออกไปนอก ชุมชนมีการตั้งสถานรับรักษาโรคและสอนวิชาแก่คนทั่วไป นั้นก็เป็นรูปแบบที่จำเป็นสำหรับสังคมที่ประกอบไปด้วยคน ที่หลากหลายในปัจจุบัน โดยรัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุน ในรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้พึ่งตัวเองอย่างปัจจุบัน เพราะทำให้พัฒนาได้จำกัดมาก ทั้งที่มีส่วนช่วยดูแลรักษา สุขภาพให้แก่คนในสังคมจำนวนมาก รัฐควรจะช่วยสนับสนุน งบประมาณทั้งในแง่การพัฒนาสถานพยาบาล เช่น การสร้าง อาคาร การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การสนับสนุนรายได้ให้แก่ หมอที่ทำหน้าที่รักษาโรคและเป็นครูให้ความรู้ เป็นต้น

3.คืนป่าให้ชุมชน เพราะป่าคือฐานทรัพยากรและ ห้องศึกษาทดลองของแพทย์พื้นบ้าน หากไม่มีป่า นอกจาก จะไม่มีทรัพยากรให้ใช้ในกระบวนการตรวจรักษาแล้วยังปิด โอกาสในการศึกษาทดลองสร้างองค์ความรู้เพิ่มเติม เพราะ หมอพื้นบ้านที่แสดงบทบาทสำคัญอยู่ในระบบการแพทย์ พื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นหมอสมุนไพร หมองู หมอกระดูก แม้ แต่หมอตำแย จะต้องอาศัยการค้นคว้าเรียนรู้สมุนไพรจากป่า ซึ่งตามจารีตการเรียนรู้ของหมอพื้นบ้านก็คือเข้าไปในป่า เพื่อรู้จักพืชต่างๆ ให้รู้ว่าพืชแต่ละชนิดมีรสอะไร มีกลิ่นอะไร อายุมากน้อยเท่าใด ส่วนไหนจะใช้ทำอะไรได้ พืชชนิดไหน ใช้แทนอีกชนิดหนึ่งได้ ลักษณะการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นการ รู้จากประสบการณ์ตรง คือ ได้เห็น ได้สัมผัส ได้ชิม

เมื่อรัฐออกกฎหมายยึดป่าจากชุมชนไปเป็นของ รัฐและกันชุมชนออกไปจากการใช้ประโยชน์และการสัมพันธ์ กับป่าอย่างที่เคยเป็นมามีผลโดยตรงต่อการเสื่อมถอยลงของ การแพทย์พื้นบ้าน เพราะขาดแหล่งต้นกำเนิดสำคัญ ซึ่งเป็น ที่มาทั้งแหล่งความรู้ ตัวยา และความเชื่อของชุมชน

ดังนั้นการที่จะส่งเสริมให้การแพทย์พื้นบ้านได้ กลับมามีบทบาทที่เข้มแข็งอีกครั้ง การคืนป่าไปให้ชุมชนดูแล ใช้ประโยชน์เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก เพราะการเรียกร้องให้คืนป่าให้แก่ชุมชนนั้นมีมาก่อนหน้านี้ แล้ว และพยายามเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับป่า ชุมชน เพราะป่าเป็นฐานชีวิตที่สำคัญทุกๆ ด้านของชุมชน รัฐจึงควรสนับสนุนในการมอบป่าให้ชุมชนดูแล เพื่อฟื้นฟู ความเข้มแข็งของชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง

4.เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กรชุมชน โดย ที่ชุมชนหมู่บ้านในปัจจุบันไม่ได้อยู่ด้วยตัวเอง หรือเกี่ยวข้อง เฉพาะกับชุมชนในท้องถิ่นเหมือนแต่เดิม แต่ชุมชนได้เปิด ตัวเองติดต่อกับอิทธิพลต่างๆ จากภายนอกอย่างซับซ้อน ความสัมพันธ์ต่างๆในชุมชนจึงไม่ได้เป็นปึกแผ่นหรือมี เอกภาพอย่างในอดีต แต่มีความหลากหลาย ในหลายๆ กรณี มีความขัดแย้งกัน ดังนั้นสถาบันสังคมในชุมชนที่มีมาแต่ เดิมอาจจะไม่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นอย่าง รวดเร็วและหลากหลายได้ ชุมชนจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือ แบบใหม่เพื่อทำหน้าที่ทั้งปกป้องสิทธิของชุมชนและเพื่อ ตรวจสอบกิจกรรมในชุมชน เครื่องมือดังกล่าวที่มีการเสนอ กันมากก็คือองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งในเรื่องของแพทย์ พื้นบ้านเองก็น่าจะเป็นงานสำคัญอย่างหนึ่งขององค์กรชุมชน กล่าวคือ ควรสนับสนุนให้ชุมชนที่อยูในท้องถิ่นเดียวกันได้รวม กลุ่มเพื่อร่วมกันดำเนินงานในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการแพทย์ พื้นบ้าน ทั้งในแง่ของการสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องการ ดูแลรักษา และการอบรมฝึกฝนเพื่อการสืบทอดวิชาความรู้ และการศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ การค้นคว้าเพิ่มเติมของ หมอพื้นบ้าน รวมทั้งเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างองค์กร การแพทย์พื้นบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ระหว่างองค์กรการแพทย์ พื้นบ้านกับองค์กรทางสังคมอื่นๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้ง ในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ทั้งนี้รัฐ ต้องรับรององค์กรดังกล่าวให้สามารถดำเนินการได้ โดย เฉพาะในส่วนที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

ส่งท้าย

ระบบการดูแลรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้านมีลักษณะ เป็นของตนเอง เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และถูกผลิตซ้ำอยู่ในบริบทที่ เป็นจริงของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นจึงไม่ใช่ระบบที่รอระบบอื่น เข้ามาแทนที่และสามารถทำหน้าที่แทนได้อย่างครบถ้วน

การมองระบบการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน ในท้องถิ่นต่างๆ จึงไม่เพียงมองว่ารัฐได้เข้าไปพัฒนาระบบ การแพทย์สมัยใหม่หรือยัง หรือรัฐได้นำชุมชนเข้ามามีส่วน ร่วมในระบบการดูแลรัฐการสุขภาพตามแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาประเทศแบบใหม่หรือยัง แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นตัวตนของท้องถิ่นที่สามารถพัฒนา และเลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับชีวิตของท้องถิ่น การเข้ามา ของระบบการดูแลรักษาสุขภาพแผนใหม่จึงควรเข้ามาใน ฐานะที่เป็นทางเลือกหนึ่งที่มีวิธีคิด วิธีการ ประสิทธิภาพใน ลักษณะหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ระบบการแพทย์พื้นบ้านก็ควร ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาต่อไปได้บนวิธีคิด และประสิทธิ ภาพของตนเอง เพื่อให้ยังสามารถทำหน้าที่ในชุมชนและ ประชาชนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

เชิงอรรถ

*สรุปจากรายงานวิจัยเรื่อง “การแพทย์พื้นบ้าน ภาคใต้กับบริบททางสังคมและกระบวนการรักษาผู้ป่วย” โดย ดร. เลิศชาย ศิริชัย และ รศ. อุดม หนูทอง (โครงการวิจัยเรื่อง “โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา” ของ เมธีวิจัยอาวุโส ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, สำนักกอง ทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว), 2544).


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1