Shakespeare

.

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

Volume 1, Number 2 * Cover Date: May 1, 2001



การหารายได้ของมหาวิทยาลัย

โดย อุทัย ดุลยเกษม


แต่ก่อนร่อนชะไร การบริหารจัดการสถาบันอุดม ศึกษาของรัฐไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องการหารายได้ด้วยการ จัดกิจกรรมต่างๆ เหมือนกับสมัยนี้ เพราะสถาบันการศึกษา ของรัฐได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาลตามที่เสนอขอไปทุกปี แม้งบประมาณที่เสนอไปอาจจะถูกตัดไปบ้าง แต่สถาบัน การศึกษาเหล่านั้นก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะโดยแบบ แผนการปฏิบัติในการจัดทำงบประมาณของสถานศึกษา (หรือ ของหน่วยงานราชการอื่นก็เหมือนกัน) มักจะเสนอของบ ประมาณ “เผื่อตัด” อยู่แล้ว หรือในกรณีที่งบประมาณถูกตัด ลงจนไม่อาจจะจัดกิจกรรมได้ สถานศึกษาก็อาจมีทางเลือก อยู่สองทาง คือ เมื่อไม่ให้งบประมาณก็ไม่ทำประการหนึ่ง หรือไม่ก็ใช้วิธี “วิ่งเต้น” กับสำนักงบประมาณเพื่อให้ได้งบ ประมาณมาดำเนินการ การที่จะคิดว่าเมื่อไม่ได้งบประมาณ แล้วสถานศึกษาจะหาเงินจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ใช้จากสำนัก งบประมาณมีการปฏิบัติกันน้อย และรัฐบาลเองก็ไม่เคยเรียก ร้องให้สถานศึกษาปฏิบัติในลักษณะนี้ด้วย

แต่ในรอบประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา สถานศึกษา บางแห่งเริ่มคิดหารายได้ด้วยตนเอง บางแห่งมีทรัพย์สิน มากก็มีช่องทางนำเอาทรัพย์สินเหล่านั้นมาหารายได้ได้มาก เช่น จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีที่ดินมากและอยู่ในทำเล ที่เหมาะกับการทำการค้าก็ให้บริษัทห้างร้านเช่าที่ทำธุรกิจ ดังที่เห็นๆ กันอยู่แถวสยามสแควร์และมาบุญครองเป็นต้น แต่บางมหาวิทยาลัยมีทรัพย์สินน้อย เช่นมหาวิทยาลัย ศิลปากร (อันที่จริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องเช่าที่ของสำนัก งานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วยซ้ำการหารายได้ก็ยาก ลำบากกว่า และต้องแสวงหาวิธีอื่น

การหารายได้ของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ได้กลาย เป็นความจำเป็นไปแล้ว เพราะงบประมาณที่รัฐบาลจะ สามารถจัดสรรให้ได้นั้นมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ประการหนึ่ง แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นก็คือมหาวิทยาลัยของรัฐได้ใช้ เงินภาษีของประชาชนจำนวนมากเพื่อผลประโยชน์ของคน จำนวนน้อย ดังจะเห็นได้จากผลการวิเคราะห์ของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและของสำนักงบประมาณ ซึ่งชี้ให้เห็นว่างบประมาณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวในการผลิต บัณฑิต(ทุกสาขาวิชา) สามารถนำไปใช้ในการผลิตนักเรียน ชั้นประถมศึกษาได้ถึง ๑๒ คน หรือนำไปใช้ผลิตนักเรียน มัธยมศึกษาได้ถึง ๘ คน และค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการผลิต บัณฑิตนั้นคำนวณแล้วจะเป็นเงินที่ครอบครัวของบัณฑิตเพียง ๙ ถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (ความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับ สาขาวิชา) ค่าใช้จ่ายที่เหลือ (ร้อยละ ๘๗–๙๑) เป็นเงินที่ มาจากค่าภาษีอากรของประชาชนทุกคน และที่น่าสนใจ มากกว่านั้นก็คือว่าในบรรดาผู้ที่สามารถเข้าเรียนในมหา วิทยาลัยของรัฐได้นั้น ประมาณร้อยละ ๓๐ มาจากครอบ ครัวที่ทำธุรกิจ และอีกประมาณเกือบร้อยละ ๕๐ มาจาก ครอบครัวที่ทำราชการ ที่เหลือมาจากครอบครัวที่มีเงิน เดือนประจำ ลูกหลานของผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรมีโอกาส เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย จำกัดรับ)ได้น้อยมาก และแม้จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ของรัฐได้ ผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำ จะได้เรียนในสาขาวิชาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจต่ำ เช่น สายวิชาด้านการศึกษาและด้านสังคมศาสตร์มนุษย์ศาสตร์ เป็นต้น

เพื่อบรรเทาความไม่เป็นธรรมดังกล่าวประกอบกับ การที่รัฐบาลไม่สามารถอุดหนุนมหาวิทยาลัยได้เต็มที่ดัง แต่ก่อน มหาวิทยาลัยของรัฐจึงถูกบีบให้ช่วยตัวเองในเรื่อง งบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระนั้นผู้ที่ทำงานในมหา วิทยาลัยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รับรู้ในเรื่องนี้ หรือที่พอรู้อยู่ บ้างก็ไม่สนใจ ยังคิดและคาดหวังการให้เงินจากรัฐบาล เช่นเดิม และที่น่าห่วงมากกว่านั้นก็คือ ยังมีการใช้เงินอย่าง ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม คงเพราะคิดเอาว่าเป็น “เงิน หลวง” ไม่ต้องบันยะบันยังอะไร

แต่ลองคิดดูเถิดครับ มหาวิทยาลัยจะไปรอดได้จริง ละหรือ คำว่า “ไปรอด” ในที่นี้อาจจะต้องขยายความเล็กน้อย นั่นคือเราจะต้องเข้าใจตรงกันว่ามหาวิทยาลัยนั้นเป็น “หน่วย ทางการศึกษา” (Educational Unit) และมีพันธะกิจชัดเจน ในด้านการผลิตบัณฑิต การสร้างความรู้ด้วยการวิจัย การ ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการอนุรักษ์ศิลปะและ วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมิได้เป็น “หน่วยทางเศรษฐกิจ” หรือ “หน่วยทางธุรกิจ” (Economic Unit หรือ Business Unit) แต่เพื่อที่จะให้มหาวิทยาลัย หรือ “หน่วยทางการศึกษา ดังกล่าวนี้ทำหน้าที่ตามพันธะกิจอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล มหาวิทยาลัยต้องมีผู้ทำงานที่มีคุณภาพ และมี เครื่องไม้เครื่องมือตลอดจนมีระบบสนับสนุนต่างๆ อย่างพอ เพียงและมีคุณภาพ แต่การมีผู้ทำงานมีคุณภาพและมีเครื่อง มือตลอดจนระบบสนันสนุนอย่างมีคุณภาพนั้น มหาวิทยาลัย จำต้องมีงบประมาณพอเพียงกับภาระงาน มิฉะนั้นการ ดำเนินงานของมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถจะบรรลุเป้าหมาย ตามพันธะกิจที่วางไว้ได้ แม้จะทำได้ครบทุกภาระกิจดังที่ มักจะกล่าวอ้างกัน แต่เราเคยถามกันอย่างจริงจังหรือไม่ว่า คุณภาพของสิ่งที่ทำนั้นเป็นอย่างไรและเรามีความจริงใจที่ จะตอบคำถามดังกล่าวกันเพียงใด ผมคิดว่าหากเราไม่ร่วมคิด กันถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังและคิดกันไม่ทะลุ การจัดการ ศึกษาของมหาวิทยาลัยก็คงไม่เกิดมรรคผลอะไรมากนัก กับสังคม แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือพวกที่ทำงานใน มหาวิทยาลัยเท่านั้นแล หรือว่านี้คือเป้าหมายที่แท้จริงของ ผู้ที่มาทำงานในมหาวิทยาลัย?

การหารายได้ของมหาวิทยาลัยนั้นอาจกระทำได้ หลายทาง แต่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ในแง่ของศักยภาพและข้อจำกัดในการจัดกิจกรรมหารายได้ ลางแห่งก็มีที่ดินมากแถมยังอยู่ในแถบที่ทำมาหากินได้ ง่ายอีกด้วย ลางแห่งก็มีบุคคลากรที่มีความสามารถในด้าน ที่อาจนำมาจัดกิจกรรมหารายได้ได้มาก ในขณะที่ลางแห่ง มีข้อจำกัดมากมาย ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อจำกัดใน หลายๆ ด้าน แต่ข้อจำกัดในแง่ที่ว่าหากมีงบประมาณไม่ พอเพียง การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยจะก่อให้เกิดความ ด้อยคุณภาพในเกือบทุกด้าน เราคงไม่มีทางเลือกที่จะไม่ คิดทำกิจกรรมหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมากแห่งเลือกวิธีหารายได้เข้ามหา วิทยาลัยแบบง่ายๆ ด้วยการขึ้นค่าเล่าเรียน ซึ่งก็เป็นวิธีที่ ใช้ได้วิธีหนึ่งเพราะเป็นไปตามหลักที่ว่า “ใครได้ประโยชน์ ผู้นั้นจ่าย” และควรจ่ายอย่างเหมาะสม มิใช่เอาเปรียบผู้อื่น มหาวิทยาลัยหลายแห่งทำกิจกรรมหารายได้ด้วยการเปิด หลักสูตรพิเศษในวันเสาร์-อาทิตย์ บางมหาวิทยาลัยเปิด หลักสูตรอบรมระยะสั้น บางมหาวิทยาลัยรับงานจากบริษัท ห้างร้านมาทำโดยคิดค่าใช้จ่าย บางมหาวิทยาลัยรับจ้างทำ วิจัยให้กับบริษัทห้างร้านหรือหน่วยงานของรัฐ บางมหา วิทยาลัยหารายได้จากการบริจากทั้งจากศิษย์เก่าและองค์กร ทุนต่างๆ ผมเชื่อว่าคงมีอีกหลายวิธี แต่ประเด็นสำคัญอยู่ ที่ว่าสมาชิกของมหาวิทยาลัยจะต้องเห็นพ้องกันว่า การหา รายได้เข้ามาเสริมกับเงินงบประมาณเป็นความจำเป็นในการ ที่จะดำเนินงานมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิ ผลตามพันธะกิจที่วางไว้ การหารายได้เข้ามหาวิทยาลัยมิได้ เพื่อการค้ากำไรหรือเพื่อความร่ำรวยและเพื่อจะได้ใช้จ่าย อย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย อันนี้เราจักต้องมีความชัดเจนใน เป้าหมายที่เราจะทำ ประเด็นต่อมาก็คือว่าการทำกิจกรรม หารายได้มิใช่เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วย งานหนึ่งภายในมหาวิทยาลัย แต่เป็นความรับผิดชอบของ ทุกคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัย แน่ละบทบาทของแต่ละคน แต่ละฝ่าย หรือแต่ละหน่วยงานในมหาวิทยาลัยย่อมต่างกัน ได้ในการทำกิจกรรมหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย

และถ้าหากเราไม่ร่วมมือกันทำ ก็ต้องขอให้พึง เข้าใจกันว่า เราจะต้องร่วมกันรับผลที่เกิดขึ้นร่วมกัน ลางคน อาจจะยังหลงคิดว่าถึงทำหรือไม่ทำ สิ้นปีก็ได้ปรับเงินเดือน เหมือนเดิม ยิ่งกว่านั้นลางคนยังหลงติดยึดอยู่กับคำสัญญา เก่าๆ ที่ว่าทุกคนจะได้ปรับเงินเดือนปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ดังเช่น สมัยที่เงินงบประมาณของมหาวิทยาลัยยังมีมากมาย ผม ไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายดอกครับ แต่ “วันวานยังหวานอยู่” นั้นหาได้เป็นจริงต่อไปอีกไม่ ไม่เชื่อก็ขอให้รอดูกันเถิด

ที่เขียนมายืดยาวนี้ก็เพื่อจะฝากถามทุกคนในมหา วิทยาลัยวลัยลักษณ์ตั้งแต่ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยและ พนักงานของมหาวิทยาลัยว่า เราจะร่วมคิดเรื่องนี้กันหรือยัง และถ้าจะคิดกันจริงๆ ผมว่าคงจะต้องรีบลงมือแล้วละครับ เพราะจะทำอะไรๆ ที่นี่มัน “ต้องอาศัยเวลา” ทุกทีสิน่า.


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1