Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 1 * Cover Date: March 1, 2001

 

 



ว่าด้วยการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล

โดย อุทัย ดุลยเกษม
E-mail: [email protected]


พวกเราหลายคนที่มาทำงานที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาจจะไม่เคยตั้งคำถามเลยก็ว่าได้ว่าทำไมมหาวิทยาลัยจึงต้อง เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล และเชื่อว่าสถานการณ์ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ก็คงคล้ายๆ กัน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่ามหาวิทยาลัยทั้งสามแห่งนี้ เมื่อเริ่มตั้งก็เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลอยู่แล้ว แต่สำหรับ ผู้ที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัย ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ ประเภทเดียวกัน ได้มีการตั้งคำถามกันมากว่าทำไมต้อง เปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยของรัฐให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ รัฐบาล เพราะมหาวิทยาลัยเหล่านั้นจำต้องเปลี่ยนสภาพเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลภายในปี 2545 ตามนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้ผู้ที่มีความสนใจเรื่องการจัดการการอุดมศึกษา ทั่วไปก็มีคำถามในลักษณะเดียวกัน คำตอบต่อคำถามดัง กล่าวก็มีหลากหลาย แต่มีคนจำนวนไม่น้อย เข้าใจเพียงง่ายๆ ว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลก็เพื่อเปิดโอกาส ให้มีการว่าจ้างบุคลากรด้วยอัตราเงินเดือนที่สูงกว่าอัตรา เงินเดือนในมหาวิทยาลัยของรัฐหรือไม่ก็คิดว่าการเปลี่ยน สภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ บุคลากรจะไม่ต้อง เป็นข้าราชการประจำ หรืออะไรทำนองนี้ แท้ที่จริงความเข้าใจ หรือความคิดดังกล่าวนี้ก็ใช่ว่าจะผิดเสียทั้งหมด เพียงแต่ ว่าเหตุผลที่แท้จริงของการที่มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนสภาพ จากมหาวิทยาลัยของรัฐมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล นั้นมีมากกว่านั้น เหตุผลหรือที่ไปที่มาของการเปลี่ยนสภาพ มหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐคืออะไร

ในช่วงระยะเวลาก่อนรัฐบาลที่มีนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง สำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาแห่งชาติ มูลนิธิสถาบันพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภายในและต่างประเทศได้ เผยแพร่ผลการวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการอุดมศึกษาไทยออก มาหลายชิ้นและได้มีการนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณา โดยสรุป แล้วประเด็นที่บ่งชี้ว่าการจัดการอุดมศึกษาไทยมีปัญหา ที่น่าวิตกอยู่ 4 ประเด็นหลักๆ (แต่มีประเด็นรองๆ อีก หลายประเด็น) ประเด็นเหล่านั้นคือ

1. ปัญหาด้านคุณภาพ (Quality) ไม่ว่าจะพิจารณา ในด้านการเรียนการสอน การทำวิจัย การให้บริการวิชาการแก่ สังคม หรือการอนุรักษ์และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภาระกิจหลักของมหาวิทยาลัยของรัฐพบว่าคุณภาพ เสื่อมถอยลงทุกด้านและมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาร้ายแรงขึ้น เรื่อยๆ ที่ว่านี้เป็นจริงทั้งมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมหาวิทยาลัย รุ่นหลังๆ

2. ปัญหาด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการ บริหารจัดการมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ไม่ว่าในด้านการ บริหารจัดการด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านการเงินและ งบประมาณหรือด้านที่ดินและสิ่งก่อสร้างโดยเฉพาะด้าน การเงินและงบประมาณพบว่ามีการบริหารจัดการที่ด้อย ประสิทธิภาพลงเรื่อยๆ เงินงบประมาณของมหาวิทยาลัย จำนวนมากหมดไปกับเรื่องการก่อสร้างอาคารใหญ่ๆ หรูๆ ค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์)และค่าบำรุงรักษาสูงมาก แต่การลงทุนด้านเครื่อง ไม้เครื่องมือที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนและการวิจัยมีน้อย และที่ลงทุนน้อยลงไปอีกคือการพัฒนาบุคลากร

3. ปัญหาด้านความไม่เป็นธรรมในสังคม (Social Injustice) มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของชาติ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนของสังคม (Societal Investment) ที่ คาดหวังจะได้”ผลตอบแทน” ทางสังคมที่สำคัญประการหนึ่ง คือการช่วยให้สังคมมีความเป็นธรรมหรือมีความเท่าเทียม กันมากขึ้น แม้จะไม่สามารถช่วยให้เกิดความเท่าเทียมกัน ในทุกด้าน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรให้มีความเท่าเทียมกันใน โอกาสทางการศึกษา (Equal educational Opportunity) แต่ใน ข้อเท็จจริงที่งานวิจัยค้นพบกลับกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัย ของรัฐช่วยคงสภาพของความไม่เป็นธรรมหรือความไม่ เท่าเทียมทางสังคมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และมีทีท่าว่าจะ ช่วยให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้ โดยไม่ยากเมื่อวิเคราะห์ถึงภูมิหลังของนักศึกษาในมหา-วิทยาลัยของรัฐ เราก็จะพบว่านักศึกษาที่เข้าเรียนได้ใน มหาวิทยาลัยที่เชื่อกันว่ามีชื่อเสียง เป็นผู้ที่มาจากครอบครัว ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมดี (Higher Socio-economic Status) กว่าผู้ที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่ สังคมเชื่อกันว่ามี “คุณภาพ” ต่ำ แม้จะวิเคราะห์ในมหาวิทยาลัย เดียวกันก็จะพบว่าผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ดีจะเรียนในคณะวิชาที่มีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจสูงกว่าเมื่อสำเร็จออกมาทำงาน เช่น คณะวิชา แพทย์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบัญชี เป็นต้น ในขณะที่ผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อย กว่าจะเข้าเรียนในสาขาวิชาที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจต่ำกว่า เช่น สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศิลป-กรรมศาสตร์ เป็นต้น

นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่าเงินงบประมาณที่มหา-วิทยาลัยของรัฐใช้ในการผลิตบัณฑิตหนึ่งคน(ไม่ว่าสาขาใด) สามารถนำไปใช้ผลิตเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้ไม่ น้อยกว่า 8 คน และเงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้ผลิต นักเรียนระดับประถมศึกษาได้ไม่น้อยกว่า 12 คน และในการ ผลิตบัณฑิตจำนวน 1 คนนั้น รัฐบาลต้องออกค่าใช้จ่ายสูง ถึงร้อยละแปดสิบเจ็ดของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งแปลว่าผู้เสีย ภาษีส่วนใหญ่ต้องสนับสนุนผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี กว่าให้ได้รับบริการการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย 4. ปัญหาด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Societal Accountability) มหาวิทยาลัยของรัฐถูกจัดตั้งขึ้นมาก็เพื่อเป็น “เครื่องมือ” ของรัฐ (State Apparatus) ในการแก้ปัญหาของสังคม แต่จากข้อเท็จจริงที่ค้นพบปรากฏว่ามหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้ ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้มากนัก มหาวิทยาลัยของรัฐอาจจะ อ้างได้ว่าเป็น Responsible University แต่เกือบทั้งหมดมิ สามารถอ้างได้ว่าเป็น Responsive University หมายความว่า มหาวิทยาลัยมิได้ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการ ของชุมชนและสังคมที่ตัวเองตั้งอยู่

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลในสมัยนั้นจึงได้พิจารณาหาลู่ทาง ที่จะแก้ปัญหาของมหาวิทยาลัย ข้อเสนออันอาจจะเป็น มาตรการเพื่อหาทางออกมีอยู่ด้วยกันหลากหลาย เช่น การ สนันสนุนให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเอกชนเพิ่มขึ้นการเก็บ ค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น การอนุญาตให้มีสถาบันอุดมศึกษาของ ต่างประเทศในเมืองไทย เป็นต้น และการเปลี่ยนสภาพ มหาวิทยาลัยของรัฐให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็เป็นมาตราการอันหนึ่ง โดยคาดหวังว่าด้วยมาตรการอันนี้ มหาวิทยาลัยจะช่วยแก้ปัญหาหลักๆ ทั้ง 4 ประการ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึง เหตุผลและที่ไปที่มาของการเปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยให้ เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และเมื่อเข้าใจแล้ว ผู้ที่เกี่ยว ข้องทุกระดับในมหาวิทยาลัยจะต้องหาทางดำเนินการให้มหา-วิทยาลัยในกำกับของรัฐไปสู่การแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ได้จริง มิฉะนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เป็นมหาวิทยาลัยใน กำกับของรัฐ เราต้องไม่ลืมว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ของรัฐมิได้มีจุดมุ่งหมายหรือมีเจตนาที่จะแก้ปัญหาให้กับ บุคลากรในมหาวิทยาลัย แต่เป็นมาตรการที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อแก้ปัญหาให้กับสังคมไทย ถ้าเราเข้าใจอันนี้ชัดเจนข้อ เรียกร้องของเราที่มีต่อมหาวิทยาลัยหรือที่มีต่อรัฐบาลก็ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องเพื่อจุดมุ่งหมายที่จะ ทำให้การดำเนินการของมหาวิทยาลัยได้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพช่วยขจัดความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเพื่อการ ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของสังคมตาม เจตนารมณ์ของการเปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยเป็นมหา-วิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ถ้าจะว่าไปแล้วมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ของเราก็ ค่อนข้างโชคดี ที่เมื่อเริ่มจัดตั้งก็มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัย ในกำกับของรัฐทันทีทำให้มหาวิทยาลัยของเรามีโอกาสที่จะ ริเริ่มทำอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่างที่เอื้อต่อการดำเนินการ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ โดยที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งอื่นๆ มิอาจจะทำได้เหมือนเรา แต่หลายเรื่องเราก็พลาดไปแล้ว และ ยิ่งถ้าเราไม่เข้าใจหรือจับประเด็นหลักมิได้ เราก็จะพลาดต่อ ไปเรื่อยๆ จนทำให้เราไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐได้ ถึงตอนนั้นแม้เราจะรู้สึกเสียดายหรือเสียใจ แต่ก็สายไปเสีย แล้วและคงจะเป็นการยากขึ้นมากที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับ สังคมไทย มหาวิทยาลัยก็จะกลายเป็นภาระของสังคมไทยแบบ เดียวกับองค์กรของรัฐหลายองค์กรที่เราก็เห็นๆ กันอยู่

มาถึงชั้นนี้ พวกเราที่เป็นสมาชิกของสังคมวลัย-ลักษณ์จะไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการช่วย เกื้อหนุนให้องค์กรของเราได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีคุณภาพ อย่างรับผิดชอบต่อสังคมดอกหรือ


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1