Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 1 * Cover Date: March 1, 2001

 

 



หนังสือปริทัศน์ Fikret Berkes and Carl Folke (eds.). Linking Social and Ecological Systems: Managing Practices and Social Mechanisms for Building Resilience. Cambridge: Cambridge University Press, 1998. 459 + xvi. Hb. ฿ 3, 750.

โดย ฐิรวุฒิ เสนาคำ


ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับ ความสนใจจากแวดวงวิชาการตะวันตกมานับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 งานเขียนในเรื่องดังกล่าวที่สำคัญและได้รับการกล่าวขานถึงมากคือ บทความเรื่อง “Tragedy of the Commons” ของ Garrett Hardin (1968) ในบทความดังกล่าว Hardin กล่าวว่า ทรัพยากรที่เป็นสมบัติสาธารณะ (common property) ที่ทุกคนมีโอกาสเข้าถึง-เข้าไปใช้ประโยชน์ ท้ายที่สุดจะนำไปสู่การล่มสลายของทรัพยากรนั้นไม่ว่าทรัพยากรนั้น จะเป็นทรัพยากรทางทะเล ปลา ป่าไม้ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือทรัพยากร อื่น การล่มสลายของทรัพยากรนี้ Hardin ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรม สาธารณะ Hardin เสนอว่า โศกนาฏกรรมดังกล่าวไม่อาจเยียวยาได้ ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น หากแต่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยการแปรเปลี่ยนทรัพยากรสาธารณะไปเป็นทรัพยากรของรัฐ (state property) หรือไม่ก็เป็นทรัพยากรของปัจเจกชน (private property)

บทความของ Hardin ได้รับการตอบรับทั้งเห็นด้วยและ คัดค้านจากนักวิชาการทั้งในสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ งานที่โต้แย้งบทความของ Hardin ที่สำคัญได้แก่งานของ Ciriacy-Wantrup (1975) ซึ่งพยายามแยกระบบกรรมสิทธิ์ที่เปิดสำหรับทุกคน (open access property) ระบบกรรมสิทธิ์ของชุมชน (common/ communal property) ระบบกรรมสิทธิ์ในแบบหลังเป็นระบบกรรมสิทธิ ที่เป็นเจ้าของร่วมกันโดยคนในชุมชนที่มีวางปทัสถาน (norms) การใช้ ทรัพยากรที่ชัดเจน ระบบดังกล่าวเป็นระบบที่คนทุกคนในชุมชนมีสิทธิ ในการใช้ทรัพยากรในชุมชนร่วมกันและเป็นระบบที่กันสิทธิของคน นอกชุมชนที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นทรัพยากร ทางทะเล ป่าไม้ หรือทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ Ciriacy-Wantrup (1975) มองว่า ระบบกรรมสิทธิ์ของชุมชนนี้เป็นระบบที่พบทั้งในยุโรปก่อนการ เติบโตของระบบทุนนิยม ที่อิงอยู่กับระบบกรรมสิทธิของปัจเจกชน และในประเทศโลกที่สาม

งานของ S. V. Ciriacy-Wantrup (1975) มีอิทธิพลค่อนข้าง สูงต่องานนักวิชาการชิ้นหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นงานของ Berkes (1989), Bromley (1992), Feeny (1990 และ 1996), MaCay and Acheson (1996), Ruddle and Akimichi (1984), และ Ruddle (1998) งานเหล่านี้ได้แยก ระบบกรรมสิทธิ์ที่เปิดสำหรับทุกคน (open access) ออกจากระบบ กรรมสิทธิ์ของชุมชน (common property) และแยกตัวแบบระบบ กรรมสิทธิ์ออกเป็น 4 ประเภท คือ ระบบกรรมสิทธิ์ที่เปิดสำหรับทุกคน (open access property) ระบบกรรมสิทธิ์ของชุมชน (common property) ระบบสิทธิของรัฐ (state property) และระบบกรรมสิทธิ์ส่วน ปัจเจกชน (private property) ระบบกรรมสิทธิ์แต่ละระบบมีความหมาย และลักษณะดังแสดงในตารางที่ 1. (Hanna, Folke and Maler 1995 และ Burger and Gochfeld 1998)

ในปัจจุบันข้อถกเถียงในเรื่องการจัดการทรัพยากรและ ระบบสังคมมนุษย์ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากแวดวง วิชาการ ทั้งไทยและเทศ แต่ข้อถกเถียงดังกล่าวดูเหมือนจะมาจาก 2 มุมมองหลัก คือ จากมุมมองแบบ populism ที่มองว่าชาวบ้าน เป็นนักอนุรักษ์มาตั้งแต่เกิด และจากมุมมองแบบ elitism ที่ มองว่าชาวบ้านคือผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม

หนังสือ Linking Social and Ecological Systems ประกอบด้วยบทความ 16 บท เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัด การสิ่งแวดล้อมจากศาสตร์สาขาต่าง ๆ อาทิ James M. Acheson, Fikret Berkest, Madhav Gadgil, Susan H. Hanna, C. S. Holling, Bonnie J. McCay, Evelyn Pinkerton, Victor M. Toledo และ James A. Wilson เป็นต้น บทความทั้ง 16 บทนี้มุ่งศึกษาการจัดการทรัพ-ยากรธรรมชาติของกลุ่มคน ทั้งกลุ่มคนที่เป็นชนเผ่าชาวนาและ กลุ่มคนที่ได้รับอิทธิพลของเงินตรา บทความส่วนใหญ่มองการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มคนจากมุมมองแบบ Actor -Oriented Approach โดยถือว่ามนุษย์อยู่ในข่ายใยของเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม มนุษย์มิได้เป็นนักอนุรักษ์โดยสายเลือด และมิได้มียีนส์แห่งการทำลายล้างอยู่ในตัว มนุษย์จะเล่นบทบาท การอนุรักษ์หรือทำลายขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรของทรัพยากร ธรรมชาติ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่มีค่ายิ่งในทางวิชาการ และเป็นหนังสือที่ควรอ่าน เพื่อช่วยดุลทัศนะของเรามิให้โน้ม เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จนท้ายสุดทำให้เรามืดบอด.

Berkes, Fikret 1989 (ed.), Common Property Resources: Ecology and community-based sustainable development. London: Belhaven Press. Bromley, Daniel W. (ed.) 1992. Making the Commons Work: Theory, Practice, and Policy. San Francisco: Institute for Contemporary Studies. Burger, Joanna and Michael Gochfeld 1998, “The tragedy of the Common: 30 years later,” Environment. Vol. 40. No. 10 (December). Pp. 4-13, 26-27. Ciriacy-Wantrup, S. V. and R. C. Bishop (1975), “Common Property as a Concept in Natural Resources Policy.” Natural Resources Journal. Vol. 15. (October). Pp. 713-727.
Feeny, David, Fikret Berkes, Bonnie J. MaCay, and James M. Acheson 1990, “The Tragedy of the Commons: Twenty-Two Years Later.” Human Ecology. Vol. 18. No. 1. Pp. 1-19.
Feeby, David, Susan Hanna, and Arthur F. McEvoy 1996. “Questioning the Assumptions of the ‘Tragedy of the Commons’ Model of Fisheries.” Land Economics. Vol. 72. No. 2. Pp.187-205.
Hanna, Susan, Carl Folke, and Karl-Goran Maler 1995 (eds.) Rights to Nature: Ecological, economic, cultural, and political principles of institutions for the environment. Washington, D. C.: Island Press.
Hardin, Garrett 1968, “The Tragedy of the Commons.” Science 162. Pp. 1243-1248.
McCay, Bonnie J. and Acheson, James M. (eds.) 1996 [1987]. Question of the Commons: the culture and ecology of communal resources. Tucson: University of Arizona Press.
Ruddle, Kenneth and Tomoya Akimichi 1984 (eds.) Maritime Institutions in the Western Pacific. Osaka: National Museum of Ethnology.
Ruddle, Kenneth 1998 (ed.), “A Modern Role for Traditional Coastal Marine Resource Management Systems in the Pacific Islands.” Ocean and Coastral Management. Vol. 40. No. 2. (Special Issue).


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1