Shakespeare

.

 

จุลสารศิลปศาสตร์สำนึก

Liberal Thoughts

 

Volume 1, Number 1 * Cover Date: March 1, 2001

 

 



เสรีภาพ/ความรับผิดชอบกับการแสวงหา สัจจธรรมของนักวิชาการในมหาวิทยาลัย

โดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร


“เสรีภาพ” เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของ “ความเป็น มหาวิทยาลัย” นักวิชาการทุกยุคทุกสมัยต่างเรียกร้อง หาเสรีภาพ โดยถือว่า “หากปราศจากซึ่งเสรีภาพทางวิชาการ แล้วมนุษย์ก็ไม่ อาจบรรลุถึงซึ่งความดีเลิศ (ทางวิชาการ)” หรือการแสวงหา “สัจจธรรม” ได้เลย กาลิเลโอเกือบสูญเสียชีวิตเนื่องจากไม่ ยอมปฏิเสธความรู้เกี่ยวกับโลกและระบบ สุริยะที่ตนค้นพบ ซึ่งขัดแย้งกับคำสอนดั้งเดิมในการครอบงำของศาสนจักร ในขณะนั้น. อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยที่มีอายุตั้งแต่เลข ห้าขึ้นไปน่าจะยังจำได้ดีถึงยุคอรุณรุ่งแห่งการต่อสู้เรียกหา สัจจธรรมในรั้วมหาวิทยาลัยจากกรณี “ไฮปาร์คเปิดโปง คอรับชั่นของผู้บริหารจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” ช่วงปี พ.ศ. 2513–2514 ในบรรยากาศที่มหาวิทยาลัยยังอยู่ภายใต้อำนาจ บริหารเบ็ดเสร็จของทหารและมีข้อห้ามการรวมกลุ่มเกิน 5 คนเพื่อการอภิปรายทางการเมือง ความกล้าหาญครั้งนั้นทำให้ แกนนำผู้ร่วมขบวนการถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยลงโทษด้วย มาตรการต่างๆ อย่างไรก็ดี ความหนักแน่นและน่าเชื่อถือของ “ข้อมูลและหลักฐาน” ที่ฝ่ายนักศึกษานำมาประกอบข้อโต้แย้ง ว่ามีการคอรับชั่นจริงในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงได้กลายเป็น พื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การกล้าตั้งข้อสงสัยต่อพฤติกรรม ของผู้บริหารระดับประเทศอย่าง “เปิดเผย” และ “กว้างขวาง” จน เป็นขบวนการที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ล้มระบอบ เผด็จการทหารที่ปกครองประเทศมาเกือบสามทศวรรษ เหตุการณ์ 14 ตุลาคมจึงเป็นหลักบอกกิโลความก้าวหน้าของ ขบวนการประชาธิปไตยจากระดับล่างในประเทศไทยที่มี นักศึกษาในขณะนั้นเป็นหัวหอก

นับจาก 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 เสรีภาพใน มหาวิทยาลัยไทยก็เฟื่องฟูขึ้นจนถูกกล่าวขวัญว่าเป็นยุค “ดอกไม้บานร้อยดอก” การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยใน ช่วงสองสามปีนั้นคึกคักมีชีวิตชีวา เป็นกระบวนการที่ยิ่ง กว่า“student-centered” ที่เป็นแฟชั่นอยู่ในขณะนี้ โดย นักศึกษายุคนั้นจะค้นคว้าอ่านหนังสือล่วงหน้าการสอนของ อาจารย์ในชั้นเรียน การสอนในชั้นเรียนบางวิชา อาจารย์ต้อง ถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะโดนนักศึกษาที่ได้อ่านและจับกลุ่ม อภิปรายประด็นหัวข้อปัญหาที่จะศึกษามาก่อนอย่างดี “ไล่ต้อน” เอาจนมุมเพราะ “อาจารย์ไม่รู้มากไปกว่าตำราที่ให้ นักศึกษาอ่าน” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ส่วนหนึ่ง เป็นปัจจัยทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นผลกระทบ จากการเมืองระดับโลกระหว่างโลกเสรีและค่ายคอมมูนิสต์ แต่ปัจจัยภายในประการหนึ่งที่เป็น “ข้ออ้าง” ก็คือวาทกรรม ที่สร้างความรู้สึกให้เกิดกับสาธารณชนว่านักศึกษา รวมไปถึง อาจารย์มหาวิทยาลัยบางส่วนได้แสดงพฤติกรรมที่เป็น “เสรีภาพ เกินขอบเขต” จนฝ่ายขวาถือโอกาสปลุกกระแสความเป็น ปฏิปักษ์ขึ้นในหมู่ประชาชน จนนำไปสู่ความรุนแรงอันหฤโหด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สาเหตุ และพฤติกรรมของฝ่ายต่างๆ ที่เป็นตัวละครในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็น “จุดด่าง” ของประวัติศาสตร์ชาติที่นักวิชาการ ยังต้องให้ความสนใจศึกษาในอีกหลายแง่มุม แต่ประเด็นที่ ใคร่ชวนคิดในที่นี้ก็คือ “สถานภาพของเสรีภาพ”, เส้นกั้นกรอบ /ขอบเขตของเสรีภาพดำรงอยู่จริงหรือไม่ (หรือขึ้นอยู่กับใครจะ อ้างในนาม “เสรีภาพ”) ใครกำหนดและมีหลักการพื้นฐานใด รองรับ

ในระดับประเทศมาถึงปี พ.ศ. นี้ ซึ่งเป็นยุคที่เรามีรัฐ ธรรมนูญใหม่ปี 2540 “เสรีภาพ” สำหรับประชาชนไทยได้รับ การเพิ่มเติมและรับรองอย่างกว้างขวางละเอียดหลายแง่มุมอย่าง ไม่เคยมีมาก่อนและเป็นที่น่าสังเกตว่ามีการใช้คำว่า “สิทธิ” ไปพร้อมๆ กับ “เสรีภาพ” ใหม่ๆ ต่างๆ หลายมาตรา (อาทิเช่น สิทธิ/เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย, เสรีภาพในการประกอบ กิจกรรมและแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม, เสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็น, สิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารในครอบ ครองของหน่วยงานรัฐโดยเสรี)

หลักเหตุผลในการเพิ่มสิทธิ/เสรีภาพต่างๆ ใน รัฐธรรมนูญนี้ก็เพื่อ “เปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองให้เป็น การเมืองของพลเมือง” อย่างไรก็ดี เสาหลักอีกประการหนึ่งของ การปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญนี้ก็คือ “การทำให้ระบบ การเมืองและระบบราชการมีความสุจริตและชอบธรรมในการ ใช้อำนาจ โดยเพิ่มอำนาจพลเมืองในการ(ตรวจสอบ)ควบคุมการ ใช้อำนาจในทุกระดับและครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ” ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ว่า พร้อมๆ กับที่รัฐธรรมนูญระบุให้ “เอกสิทธิ์” (เพื่อรองรับ “เสรีภาพ”) แก่สมาชิกรัฐสภาที่จะกล่าว ถ้อยคำใดในการแถลง “ข้อเท็จจริง” “แสดงความเห็น” หรือออก เสียง “ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นใน ทางใดมิได้” (ม. 157) ในวรรคสามต่อมาของมาตราเดียวกัน รัฐธรรมนูญจึงระบุไว้ด้วยว่า “ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจ เป็นเหตุให้บุคคลอื่น ซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้ รับความเสียหาย ให้ประธานสภาแห่งนั้นจัดให้มีการโฆษณาคำ ชี้แจงตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการภายในระยะเวลาที่ กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้โดยไม่กระทบ กระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟ้องร้องคดีต่อศาล”

หันกลับมาดูเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสสนใจของ นักวิชาการในมหาวิทยาลัยของเรา (ตามที่ปรากฏใน Intranet วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544) จึงไม่ใช่อยู่ที่ “เสรีภาพ” ในการ แสดงออกซึ่งความคิดเห็น ซึ่งคงไม่มีผู้ใดค้าน แม้จะมีคำถาม ว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าอภิปรายใน สภามหาวิทยาลัยที่เป็นองค์กรระดับนโยบายหาใช่องค์กรบริหาร งานเช่นสภาวิชาการหรือผู้บริหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ แต่ ประเด็นน่าจะอยู่ที่หลักฐานที่ใช้เที่ยงตรงเปิดให้สมาชิกใน ชุมชนมีเสรีภาพเข้าถึงได้ และมีกระบวนการที่เปิดให้มีการตรวจ สอบโต้แย้งถกเถียงอย่างมีเหตุผลต่อเรื่องนี้ได้อย่างรอบด้าน กว้างขวาง โปร่งใส หรือไม่ต่างหาก

หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยมีอภิสิทธิเหนือพนัก-งานมหาวิทยาลัยทั้งหลายอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แตะต้อง/ตรวจสอบไม่ได้ มหาวิทยาลัยจะดำรงไว้ซึ่ง “เสรีภาพ” ได้ อย่างไร “เสรีภาพ” และ “ความรับผิดชอบ” เป็นสองด้านของ เหรียญเดียวกัน การเรียกร้อง/อ้าง “เสรีภาพ” (“เอกสิทธิ์”) ใน ชุมชนมหาวิทยาลัยจึงต้องมีกระบวนการและเป้าหมายที่สะท้อน การแสวงหาสัจจธรรมทางวิชาการของนักวิชาการที่เป็นนัก วิชาการ(แท้)จริง “ไม่แคบ” หรือ “ล้าหลัง” ไปกว่ากระบวนการ ตรวจสอบถ่วงดุลย์ การใช้ “เสรีภาพ”/“อำนาจ” ของปัจเจกและ องค์กรของรัฐ (ซึ่งบุคคลสาธารณะนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธาน ปปช. ฯลฯ ลงมาต้องถูกตรวจสอบ และอาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งได้) อันเป็นเป้าหมายตาม เจตนารมณ์ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน


Home
Hosted by www.Geocities.ws

1