บทที่ 3
ระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองโลกตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน
จุดประสงค์:
เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายได้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของระบบความสัมพันธ์ในประชาคมโลก
ผ่านกรอบโครงสร้างของระบบความสัมพันธ์หลัก ที่เคยครอบงำแบบวิถีความสัมพันธ์ของประชาคมโลกในอดีตจนถึงปัจจุบัน
จักรวรรดินิยม/อาณานิคม
จักรวรรดินิยม
(Imperialism) และอาณานิคม (Colonialism)
ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) โดยนัยความหมายทั่วไปแล้ว
หมายถึงส่วนขยาย (extension) ของอำนาจรัฐผ่านการยึดครองดินแดนอาณาเขตอื่นๆ
โดยมักจะเป็นการพิชิต
ซึ่งรวมไปถึงการนำเอาประชาชาติเหล่านั้นเป็นข้าทาสบริวาร (subjugation)
ของระบบการปกครองของคนต่างชาติที่รุกรานและนำอำนาจเข้ามากดบังคับควบคุมด้วยกำลังอำนาจ,
และการขูดรีดทั้งทางเศรษฐกิจและการเงินโดยอำนาจของมหาอำนาจที่เป็นศูนย์กลางจักรวรรดิ.
จักรวรรดินิยมในแง่นี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติไม่ว่ายุคใดสมัยใด.
คำว่าจักรวรรดินิยมมีรากศัพท์เดิมมาจากคำว่าจักรวรรดิ (empire)
หรือรัฐขนาดใหญ่ที่รวบรวมเอาผู้คนหลากหลายประชาชาติเข้าด้วยกัน. คำว่า จักรวรรดินิยม ถูกใช้ครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1890s
โดยกลุ่มนักการเมือง (นำโดย Joseph
Chamberlain) ที่มุ่งสนับสนุนส่งเสริมนโยบายพัฒนาและขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษออกไป
เพื่อต่อต้านนโยบายที่มุ่งสนใจแต่ปัญหาการพัฒนาภายในเกาะอังกฤษเป็นหลัก. คำว่าจักรวรรดินิยมได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเพื่ออธิบายการต่อสู้แข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจในยุโรป
เพื่อขยับขยายอาณานิคมและเขตอิทธิพลในแอฟริกาและในที่อื่นๆ
บนเวทีการเมืองในช่วงทศวรรษ 1880 จนถึงปี ค.ศ. 1914 (เริ่มต้นสงครามโลกครั้งแรก) ทำให้เรียกยุคดังกล่าวนี้ว่าเป็น ยุคแห่งลัทธิจักรวรรดินิยม
(Age of Imperialism). ทั้งประเทศอังกฤษและประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส เนเธอแลนด์
และเบลเยี่ยม เป็นต้น
ต่างก็อ้างความชอบธรรมในนโยบายจักรวรรดินิยมของตนว่าเป็นการขยายผลประโยชน์ของอารยธรรมอันรุ่งเรืองก้าวหน้า
ที่เจริญล้ำหน้ากว่ามนุษย์ชนชาติอื่นๆ ทั้งหมดจากความเหนือกว่าในทางเชื้อชาติพันธุ์,
วัตถุ และวัฒนธรรมของคนผิวขาวชาวตะวันตก
ที่มีต่อมนุษย์ที่ล้าหลังต่ำต้อยในดินแดนอื่น (they were extending the
benefits of civilization, based upon the racial, material, and cultural
superiority of the white races, to the inferior peoples of backwards lands
) หลังสงครามโลกครั้งแรก
ความคิดเหล่านี้ถูกดึงดูดนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ของเผด็จการฟาสซิมส์และนาซี
(Bullock, Stallybrass, and Trombley, 1988: 409-410).
ส่วนลัทธิอาณานิคม (colonialism) นั้นถือเป็นรูปแบบหนึ่งของจักรวรรดินิยม
ที่มีรากฐานจากการดำรงสภาพการแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและเด็ดขาดระหว่างประชาชาติที่เป็นผู้ปกครอง
และผู้ที่ถูกปกครอง (คือประชาชนในรัฐอาณานิคม) ทั้งโดยผ่านการประกาศใช้กฎหมายกำหนดสิทธิและสถานภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
และการแบ่งแยกในวิถีปฏิบัติระหว่างชาติที่เข้ามาปกครองกับชาวอาณานิคม. สถานการณ์อย่างนี้มักจะปรากฏขึ้นแทบจะโดยธรรมชาติหลังจากการพิชิตดินแดนที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งในด้านผิวสี
ร่างกายและวัฒนธรรม. อย่างไรก็ตาม
นั่นก็ไม่ใช่เงื่อนไขจำเป็น
ดังที่เห็นได้จากการยึดครองยุโรปตะวันออกของพรรคนาซีที่ใช้การแบ่งแยกทางชาติพันธุ์เทียมๆ
(pseudo-racialism) ที่วางอยู่บนฐานของความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่เป็นเพียงแค่นิยายชัดๆ. จักรวรรดินิยมอังกฤษและจักรวรรดินิยมดัทช์
(เนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างกฎหมายที่ใช้ในศูนย์กลางของจักรวรรดิกับอาณานิคม
และสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน
กล่าวคือ ในขณะที่ประชาชนที่ศูนย์กลางจักรวรรดิมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่
มีสิทธิในทางการเมืองตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย
และความพยายามหาทางลดช่องว่างทางชนชั้น, ประชาชาติที่ตกเป็นอาณานิคมต้องเผชิญหน้ากับระบบราชการแบบรวมศูนย์
การใช้อำนาจแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Authoritarianism) และการกีดกั้นระหว่างสีผิว.
นอกจากนี้
ลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างถึงรากก็คือการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่กำหนดและสืบเนื่องความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งระหว่างอาณานิคมกับศูนย์กลางจักรวรรดิ(Metropolis)
กล่าวคือ
ขณะที่อาณานิคมถูกกำหนดให้เป็นดินแดนที่คอยป้อนวัตถุดิบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตก,
ศูนย์กลางจักรวรรดิคอยทำหน้าที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงานนำไปขายในดินแดนอาณานิคม
(Bullock, Stallybrass, and Trombley, 1988: 410).
กล่าวโดยสรุป จักรวรรดินิยม/อาณานิคม (Imperialism/Colonialism) คือระบบการผูกขาดทรัพยากร การผลิต และตลาดในประเทศอาณานิคม
โดยประเทศจักรวรรดินิยม, และเป็นระบบความสัมพันธ์ที่มหาอำนาจในยุโรปใช้อำนาจของเรือปืนเข้าไปผูกขาดสินค้าวัตถุดิบในดินแดนอาณานิคม
พร้อมกับการลงทุนด้วยการเข้าไปปกครองดูแลให้การผลิตวัตถุดิบดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อยราบรื่น
แล้วแปรให้ประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับนำกลับไปผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมของตะวันตก
พร้อมกับนำสินค้าจากโรงงานอุตสหกรรมเหล่านั้นกลับไปผูกขาดขายในตลาดอาณานิคมอีกทอดหนึ่ง.
ระบบจักรวรรดินิยมจึงเป็นระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ครบวงจร
คือทำให้ยุโรปสามารถขูดรีดอาณานิคมของตนเองได้ทุกขั้นตอน
และได้สร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้แก่ตะวันตก.
ก่อนหน้านั้น
การค้นพบโลกใหม่และการค้นพบเส้นทางไปสู่อินเดียโดยทางเรือของโปรตุเกสในปลายคริสต์ศตวรรษที่
15 (โคลัมบัสจากเสปนค้นพบอเมริกาเมื่อค.ศ. 1492 และวาสโก ดา
กามาจากโปรตุเกสเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกามาถึงแหลมคาลิกัตในอินเดียในอีกไม่กี่ปีต่อมาเมื่อ
ค.ศ. 1498)
ทำให้โปรตุเกสสามารถค้นพบเส้นทางเดินทางเข้ามาค้าขายได้ถึงอินเดียโดยไม่จำเป็นต้องค้าขายผ่านทางเปอร์เซียที่ถูกพวกมุสลิมยึดครองและปิดเส้นทางการค้าไปสู่ตะวันออก
(คืออินเดียและจีน) โดยเฉพาะหลังจากที่อาณาจักรออตโตมันเตอร์กแผ่อำนาจสามารถควบคุมเส้นทางการค้าในทะเลเมดิเตอเรเนีย. การค้นพบเส้นทางเดินเรือใหม่ทำให้อำนาจที่ไม่อาจต้านทานของตะวันตกเริ่มแผ่ขยายเข้ามาครอบคลุมจนถึงเอเซีย
ดังที่นักประวัติศาสตร์บางคนเรียกประวัติศาสตร์ช่วงนี้ว่าเป็น ยุคของวาสโก ดา กามา (Vasco da Gama epoch) (Kenedy, 1987: 25). กล่าวคือ
เมื่อโปรตุเกสพบเส้นทางไปยังอินเดียได้แล้วก็พยายามที่จะผูกขาดการค้าเครื่องเทศ
ที่กลายเป็นสินค้าทำกำไรอย่างมหาศาลในตลาดการค้ายุโรปและได้สร้างความมั่งคั่งให้แก่โปรตุเกสเป็นอย่างมากตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่
16 และหลังจากนั้น
ด้วยการใช้อำนาจของกองเรืออาร์มาดาควบคุมเส้นทางการเดินเรือในคาบสมุทรอินเดียทั้งหมด
(Pearson, 1987: 36-38). นอกจากจะผูกขาดสินค้าที่แหล่งสินค้าในอินเดียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว
พ่อค้าโปรตุเกสยังสามารถกำหนดราคาและผูกขาดสินค้าที่ตลาดกลางของยุโรปได้อีกต่อมานับศตวรรษ, และแม้ว่าเรือเดินทะเลของโปรตุเกสจะไม่ได้เข้มแข็งอะไรนักเมื่อเทียบกับเรือเดินทะเลของชาวดัทช์ในช่วงเวลาต่อมา
แต่ก็เพียงพอที่จะยกฐานะของโปรตุเกสขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทะเลในยุโรปได้เป็นช่วงระยะหนึ่ง
(ดูรายละเอียดในบทแรกของ Pearson, 1987).
แต่ในช่วงแรกของการขยายตัวของระบบจักรวรรดินิยมมายังเอเชียนี้
มหาอำนาจตะวันตกยังไม่มีระบบการครอบครองดินแดนเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ
ยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าที่ผูกขาดสินค้าและขูดรีดการค้าทั้งจากในตลาดการค้าในเอเชียและตลาดการค้าในยุโรปเอง
ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาของการแข่งขันระหว่างชาวตะวันตกด้วยกันเอง
และการขาดทุนการค้ามากยิ่งขึ้นทำให้ตะวันตกมองหาลู่ทางใหม่ที่จะสามารถผูกขาดการค้าเหนือดินแดนต่างๆ
ที่ตนมีอิทธิพลอย่างถาวร อย่างเช่น
อังกฤษเข้ามาปกครองอินเดียอย่างเป็นทางการก็ในภายหลังเกิดเหตุการณ์ขบถซีปอยเมื่อ ค.ศ. 1857. เพิ่งจะในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี่เองที่ยุโรปเริ่มพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดครองดินแดนเหล่านั้นด้วยเหตุผลที่ว่า
ดินแดนเหล่านั้น อัดแน่นไปด้วยความป่าเถื่อน
และจำเป็นต้องปรับปรุงด้วยการแนะนำให้รู้จักกับ อารยธรรม
ของทวีปยุโรปอย่างเร่งด่วน
ซึ่งถือว่าเป็นแก่นทางอุดมการณ์ที่ส่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างชีวิตทางวัฒนธรรมกับลัทธิจักรวรรดินิยม
(บุญรักษ์, 2538: 17), ดังที่โจเซฟ คอนราด
นักเขียนที่เป็นเสมือนตัวแทนของจักรวรรดินิยมอังกฤษ กล่าวไว้ในนิยายเรื่อง Heart
of Darkness อันมีชื่อเสียงของเขาว่า หากจะดูกันจริงๆ
แล้ว การเข้าไปยึดครองพื้นที่ในโลก
ซึ่งส่วนมากแล้วหมายถึงการเอามันมาจากคนที่มีผิวพันธุ์แตกต่างหรือจมูกแบนกว่าของพวกเราเล็กน้อย
ไม่ใช่อะไรที่สวยงามนัก (อ้างใน บุญรักษ์, 2538:
13).
การขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในตะวันตกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการผลิตมาใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรม
ได้ส่งผลสะท้อนกลับและกลายเป็นรากฐานต่อมาของการขยายตัวของจักรวรรดินิยม. เพราะการผลิตที่เพิ่มจำนวนขึ้นมากเพราะพลังของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมทำให้ยุโรปขาดแคลนทั้งวัตถุดิบมาป้อนโรงงานอุตสาหกรรมและตลาดในยุโรปก็ไม่สามารถรองรับการผลิตแบบใหม่ได้
ดังนั้นนอกเหนือจากการแสวงหาเส้นทางเพื่อค้นหาทองคำและสินค้าประเภทเครื่องเทศในตะวันออกแล้ว
การพยายามเปิดเส้นทางการค้ากับอินเดียและตะวันออกของยุโรปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15
จึงเป็นการขยายโอกาสเข้าถึงทรัพยากร
โอกาสในการลงทุนและการแสวงหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าอุตสาหกรรม, ดังที่นักประวัติศาสตร์คนสำคัญ คืออี. เจ. ฮ็อบสบ็อม กล่าวว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมของเราคือ
การรวมกระจุกของตลาดที่เป็นอาณานิคมและ ยังด้อยพัฒนา
ในต่างแดน
กล่าวคือความสำเร็จในการต่อสู้ที่จะปิดตลาดเหล่านี้จากการเข้าถึงของคนอื่น
(Hobsbawm, 1969; อ้างใน บุญรักษ์,
2538: 16).
จักรวรรดินิยมจึงเป็นผลผลิตของสังคมอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นอย่างเต็มที่จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่
18 ด้วยประดิษฐกรรมทางเทคนิคง่ายๆ
อย่างเช่น กระสวยบินของเคย์ (Kays flying shuttle), เครื่องปั่นฝ้าย
(spinning jenny) ของฮาร์กรีฟ (Hargreave), เครื่องจักรไอน้ำของวัตต์ (Watt), และกระบวนการผลิตเหล็กเหนียว
(puddling process) ของคอร์ต (Cort). ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19
นั้นกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งทำให้เพิ่มจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นเป็นจำนวนมาก
และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งและกว้างขวางในสังคมโดยส่วนรวมทั้งหมด.
การขยายตัวของระบบอุตสาหกรรมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้สร้างพลังผลักดันให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมที่จะขยายตัวเข้าไปรุกรานอาณาบริเวณ
ที่ยังด้อยกว่าในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อแสวงหาวัตถุดิบไปป้อนโรงงาน
ที่หิวกระหายที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อแสวงหาตลาดสำหรับรองรับสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงานเหล่านั้นที่มีปริมาณการผลิตเพิ่มสูงขึ้นมากยิ่งขึ้นทุกทีในขณะที่ตลาดยังคงรองรับการผลิตได้เท่าเดิม. นอกจากนี้ เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตเต็มที่
ประสิทธิผลและความสามารถของมันก็บรรลุถึงขีดจำกัดที่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศจะรองรับได้
ผลกำไรตอบแทนจากการลงทุนมีอัตราลดต่ำลงมาก
ได้กลายเป็นเงื่อนไขทำให้จักรวรรดินิยมเกิดขึ้นในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19. ลัทธิจักรวรรดินิยมจึงไม่เพียงแต่มุ่งแสวงหาอาณานิคมเพื่อผูกขาดตลาดสำหรับรองรับสินค้าอุปโภคบริโภคจากโรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตกเท่านั้น
แต่ยังเพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนด้วย. อุตสาหกรรมที่เติบโตเต็มที่จึงมุ่งที่จะขยายการลงทุนออกไปยังส่วนต่างๆ
ของโลก
เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจภายในอันเนื่องมาจากอัตราผลกำไรตอบแทนการลงทุนที่ได้ต่ำกว่าสมัยที่เริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ๆ
และเนื่องมาจากวิกฤตทางแรงงานและการต่อต้านของพวกกรรมกรซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น.
ในการขยายการลงทุนออกสู่โลกภายนอกนี้
ผู้ที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรมหวังว่าจะได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนทางด้านการขนส่งและโอกาสในการที่จะขูดรีดแรงงานที่ทั้งราคาถูกและ
หัวอ่อน ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น,
อีกทั้งยังจะเป็นการพยุงฐานะของประเทศที่กำลังถูกคุกคามจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ช่วยประคับประคองสังคมที่กำลังถูกท้าทายจากความวุ่นวายต่างๆ
และที่กำลังแตกแยกอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากการแบ่งแยกทางชนชั้น. นอกจากนี้
เทคโนโลยีพลังไอน้ำและเหล็กซึ่งเคยเป็นฐานทางด้านเทคนิควิทยาที่นำไปสู่การก่อตัวของอุตสาหกรรมในระยะแรกก็ได้พัฒนาถึงจุดสูงสุดในตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่
19 ทำให้เกิดการปฏิวัติทางการคมนาคมและขนส่ง
กล่าวคือ ในทางบกนั้นรถไฟช่วยย่อขนาดของผืนทวีปต่างๆ ให้เล็กลงมา, ในขณะที่ในทางน้ำนั้นพลังจักรไอน้ำที่เข้ามาแทนที่ใบเรือได้ย่นระยะทางระหว่างทวีปต่างๆ
ให้เข้าใกล้ชิดกันมากขึ้น. และการเปิดคลองสุเอซในปี ค.ศ. 1869 ได้นำทวีปยุโรปเข้ามาประชิดกับทวีปเอเชีย.
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เพียงแต่จะทำให้ชาติตะวันตกสามารถสร้างฐานอุตสาหกรรมที่สนับสนุนอำนาจทางทหารขนาดใหญ่ได้ดีและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่ยังรวมไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเส้นทางการคมนาคมขนส่งสั้นลง
จนทรัพยากรทางเทคโนโลยีและการทหารสามารถนำมาใช้จัดการแก้ปัญหาในจุดที่มีการต่อต้านอำนาจของชาติตะวันตกได้ทันท่วงที. จักรวรรดินิยมจึงเป็นผลผลิตของการแข่งขันที่แหลมคมขึ้นและกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างชาติมหาอำนาจในตะวันตกที่ระบบอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอย่างเต็มที่และต่างก็ต้องการขยายแหล่งวัตถุดิบและตลาดไปยังที่อื่นๆ
เหมือนกัน, ทั้งที่ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่
19 นั้นมีเพียงประเทศอังกฤษเพียงชาติเดียวที่เป็นชาติอุตสาหกรรม
แต่พอมาในตอนปลายของศตวรรษเดียวกันนี้มีชาติตะวันตกอื่นๆ
อีกหลายชาติที่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นมาจนอยู่ในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะเยอรมัน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส
และเบลเยี่ยม. แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาณาบริเวณใหม่ๆ
ที่จักรวรรดินิยมตะวันตกเหล่านี้จะสามารถเข้าไปแสวงหาประโยชน์และเข้าครอบงำได้ก็ถูกยึดครองหมดลงไปอย่างรวดเร็ว, และเมื่อถึงตอนปลายของศตวรรษ
อาณาบริเวณใหม่ๆ ก็เกือบจะไม่มีหลงเหลือให้ขยายอำนาจเข้าไปได้อีก. ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
จึงเป็นช่วงระยะเวลาที่พวกชาติอุตสาหกรรมทั้งหลายต่างก็ต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อช่วงชิงอาณาบริเวณที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้างมาผูกขาดเป็นตลาดของตนเอง
และช่วงระยะนี้เองที่ความขัดแย้งระหว่างชาติจักรวรรดินิยมอุตสาหกรรมเริ่มปรากฏ
และมีการแบ่งสรรปันส่วนเขตยึดครองของแต่ละชาติอย่างเป็นการเป็นงาน (นินิเมียนต์, 2543: 1-4).
การแข่งขันอย่าง เอาเป็นเอาตาย ระหว่างมหาอำนาจตะวันตกสามารถเห็นได้เป็นอย่างดีจากการพยายามแย่งชิงกันมีอำนาจอิทธิพลเหนือดินแดนต่างในเอเชีย
โดยเฉพาะในดินแดนบางแห่งที่ยังไม่ตกเป็นเขตอิทธิพลของประเทศใดอย่างชัดเจนอย่างพม่า.
ในช่วง ค.ศ. 1883-1885 ราชสำนักพม่าพยายามดำเนินนโยบายต่างประเทศกับประเทศฝรั่งเศส
เพื่อหาทางดิ้นรนหลุดพ้นจากอำนาจของอังกฤษ
หลังจากที่ต้องพ่ายแพ้สงครามให้แก่อังกฤษถึง 2 ครั้ง (ค.ศ. 1824-1826 และ ค.ศ. 1852) จนทำให้สูญเสียอาณาบริเวณพม่าตอนล่างให้กับอังกฤษไปทั้งหมด. ความพยายามของพม่านำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาทางการค้าในที่สุดเมื่อวันที่
15 มกราคม ค.ศ. 1885 (ก่อนหน้านี้ก็มีการลงนามและรัฐสภาฝรั่งเศสให้สัตยาบันสนธิสัญญาฉบับแรก
แต่กษัตริย์สีป่อแห่งพม่าขอให้แก้ไขเพิ่มความร่วมมือทางการเมืองและผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
และขอลงนามกันใหม่ ทำให้รัฐสภาฝรั่งเศสไม่ยอมลงนาม
เป็นผลให้สนธิสัญญาทั้งสองฉบับไม่มีผลบังคับใช้). ผลจากวิเทโศบายต่างประเทศของพม่ากับฝรั่งเศสทำให้อังกฤษไม่พอใจมาก ดังที่มีกลุ่มธุรกิจการค้าของอังกฤษที่เมืองย่างกุ้งได้ประชุมเมื่อวันที่
11 ตุลาคม ค.ศ. 1884 และลงมติว่า พม่าควรต้องถูกผนวก (เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมอินเดีย) หรือไม่เช่นนั้นก็ให้เป็นดินแดนในอารักขาโดยมีกษัตริย์องค์ใหม่ที่ไม่ใช่องค์ปัจจุบัน
(พระเจ้าสีป่อ) (นินิเมียนต์,
2543: 20-21) ซึ่งต่อมาได้ถูกนำเสนอต่อรัฐบาลอังกฤษที่อินเดีย.
ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.
1885 คณะผู้แทนจากหอการค้าอังกฤษที่ลอนดอนได้เข้าพบลอร์ด
คิมเบอร์ลีย์ (Lord Kimberley) เสนาบดีกิจการอินเดีย
และร้องขอให้ดำเนินการให้ความสัมพันธ์กับพม่า น่าพอใจ
มากกว่าสภาพการณ์ที่เป็นอยู่
และต่อมาในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.
1885 นั้นหอการค้าลอนดอนก็ส่งคำร้องไปถึงลอร์ด แรนดอล์ฟ เชอร์ชิลล์
เสนาบดีกิจการอินเดียคนใหม่ว่า เราใคร่เสนอต่อคณะมนตรี [แห่งกระทรวงกิจการอินเดีย] ถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเรียกร้องให้รัฐบาลในสมเด็จพระราชินีนาถ
สั่งการโดยเร็วที่สุดไปยังรัฐบาลอินเดีย ให้ยึดครองดินแดนพม่าทั้งหมด
หรือไม่ก็จัดการให้เป็นดินแดนในอารักขาในลักษณะที่จะทำให้อังกฤษมีอิทธิพลแต่เพียงผู้เดียวในบริเวณนั้น
(นินิเมียนต์, 2543: 21)
นำไปสู่การยื่นหนังสือคำขาดของรัฐบาลอังกฤษที่อินเดียต่อราชสำนักพม่าในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1885 ที่ระบุว่า 4.
รัฐบาลพม่าจะต้องกำหนดความสัมพันธ์กับรัฐภายนอกใหม่ให้สอดคล้องกับคำแนะนำของเรา
เหมือนอย่างกับที่อาร์มี (Amir) แห่งอัฟกานิสถานได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน
(นินิเมียนต์, 2543: 11)
เมื่อราชสำนักพม่าปฏิเสธที่จะทำตามเงื่อนไขที่ถูกบีบให้เป็น ดินแดนอาณานิคม (ที่เรียกใหม่ว่ารัฐในอารักขา
ซึ่งในบางแห่งเลวร้ายกว่าดินแดนในอาณานิคมเสียด้วยซ้ำ อาทิ เวียดนาม) รัฐบาลอังกฤษที่อินเดียก็ส่งกองทัพเข้าบุกขึ้นไปทางแม่น้ำอิระวดี. กองทัพพม่าสามารถสู้ต้านทานอยู่ได้เพียงแค่
2 สัปดาห์ก็ต้องยอมแพ้แก่กองทัพอังกฤษ (แม้ว่าหลังจากนั้นจะมีการสู้รบต่อต้านในดินแดนตอนในและในเขตรอบนอกอยู่อย่างองอาจห้าวหาญยาวนานนับสิบปีกว่าที่อังกฤษจะสามารถปราบปรามได้อย่างราบคาบ).
ความพ่ายแพ้ที่นำพม่าไปสู่การตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอย่างสิ้นเชิงครั้งนี้ของพม่านั้น
ในสายตาของนักอาณานิคมชาวอังกฤษสมัยวิคทอเรียที่แสวงโชคอยู่ทางตะวันออกของคลองสุเอซแล้ว
ความอ่อนแอเป็นสัญลักษณ์ของความต่ำต้อยด้อยกว่า ถ้าชาวพม่าจะต้องพ่ายแพ้นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเขาอ่อนแอ
และสำหรับชาวอังกฤษในสมัยนั้น ความอ่อนแอก็เป็นสัญลักษณ์ของความด้อยกว่าในทางชาติพันธุ์
(คำนำของศาสตราจารย์ เอมมานูเอล ซาร์กิสยานส์ ใน นินิเมียนต์,
2543: (19)-(20).)
ฮันน่าห์ อาเรนด์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาสตรีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่
20 เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ไม่มีที่ใดในโลกที่ความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล
สร้างความกระอักกระอ่วนได้มากเท่ากับในอังกฤษ
มีแต่ที่อังกฤษเท่านั้นที่อุดมการณ์เรื่องเผ่าพันธุ์พัฒนาขึ้นมาจากจารีตประเพณีของชาติโดยตรง กล่าวคือ พัฒนาขึ้นมาจากจิตสำนึกที่ว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสมบัติของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น นี่เป็นลักษณะเฉพาะประจำชาติของอังกฤษที่เห็นว่าเสรีภาพเป็นทรัพย์สมบัติที่สืบทอดกันมาของชาวอังกฤษ
เสรีภาพไม่ใช่สิทธิของมนุษย์โดยธรรมชาติ จากพื้นฐานเช่นนี้เองที่ทำให้คนอังกฤษ (ไม่ว่าจะมาจากชนชั้นใด)
มีความคิดต่อไปว่าชาติของตนนั้นมีความเป็นผู้ดีและเหนือกว่าคนชาติอื่นๆ
(ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นไหนก็แล้วแต่) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่าชาวอังกฤษนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้ดีที่อยู่ท่ามกลางโลกของพวกสามัญชน
(พวกที่มาจากเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยด้อยกว่า) (อ้างโดยซาร์กิสยานส์ ใน นินิเมียนต์, 2543: (23).)
การอ้างความสูงส่งกว่าในทางอารยธรรมของชนผิวขาวได้สร้างความชอบธรรมให้กับการล่าอาณานิคมตะวันตก
และได้ทำให้คริสต์ศตวรรษที่ 19
เป็นช่วงเวลาแห่งการล่าอาณานิคมของตะวันตกโดยแท้. การกล่าวอ้างเช่นนี้ฝังรากลึกมานับตั้งแต่การค้นพบ
โลกใหม่ ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher
Columbus) และการสร้างจินตภาพของมนุษย์ในโลกใหม่ที่ถูก ค้นพบ โดยชาวยุโรป ดังที่ปรากฏอยู่ในวิวาทะของฮวน
กิเนส เดอ เซปุลเวดา (Juan Gines de Sepulvada) กับบาโทโลเม่
เดอ ลาส คาซัส (Bartolome de Las Casas) เกี่ยวกับการวินิจฉัยความเป็นมนุษย์ของคนใน
โลกใหม่ ที่เพิ่งถูกค้นพบ. การค้นพบ โลกใหม่ ใน ค.ศ. 1492
ของโคลัมบัสได้เปิดฉากประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญ (ดูรายละเอียดเรื่องการเดินทางและการยึดครองพิชิต
โลกใหม่ ของโคลัมบัสในบทแรกในงานของ Todorov,
1984). ต่อมาในปี ค.ศ. 1550 ที่เมืองวัลลาโดลิด (Valladolid) ในสเปนก็ได้เกิดการถกเถียงกันขึ้นอย่างรุนแรงว่าจะวินิจฉัยว่าสิ่งมีชีวิตที่ถูกพบใน
โลกใหม่ นั้นเป็น มนุษย์ ได้หรือไม่ในเมื่อพวกเขาไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์.
การวิวาทะครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชนและคณะลูกขุน (Jury
of Wise Men) และเป็นการ ดวลโต้วาที กันระหว่างเซปุลเวดา ซึ่งเป็นด็อกเตอร์ทางปรัชญาและเทววิทยา กับลาส คาซัส
พระในนิกายโดมินิกัน ซึ่งเพิ่งกลับมาจากประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ ใน โลกใหม่.
เซปุลเวดามีพื้นฐานจากการสอนปรัชญากรีก
โดยเฉพาะที่เป็นผู้แปลหนังสือปรัชญาเล่มสำคัญของอริสโตเติลเรื่อง Politics เป็นภาษาละติน
และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดคนหนึ่งเกี่ยวกับวิธีคิดแบบอริสโตเติล (Aristotelian)
ในช่วงนั้น. ในหนังสือเล่มนี้ของอริสโตเติลนี่เองที่มีการแบ่งอันขึ้นชื่อระหว่างคนที่เกิดเป็นนายกับคนที่เกิดเป็นทาส
(master/slave). อริสโตเติลกล่าวว่า ดังนั้นคนเหล่านั้น, ผู้ซึ่งด้อยกว่าคนอื่นๆ เหมือนดังร่างกายด้อยกว่าจิตวิญญาณ
และสัตว์ด้อยกว่ามนุษย์, จึงเป็นทาสโดยธรรมชาติ...ผู้ที่เป็นทาสโดยธรรมชาตินั้นคือผู้ซึ่ง...อาจมีความร่วมกันในทางเหตุผลตามแต่ขนาดของความเข้าใจโดยปราศจากการครอบครอง[เหตุผล] (Those, therefore, who are as much inferior to others
as are the body to the soul and beasts to men, are by nature slaves...He is by
nature slave who...shares in reason to the extent of apprehending it without
possessing it, Aristotle, Politics, 1254b; อ้างใน Todorov,
1984: 152). เซปุลเวดาเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูง (hierachy)
ไม่ใช่ความเท่าเทียมกัน คือสภาวะตามธรรมชาติของสังคมมนุษย์. แต่ความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดียวที่เซปุลเวดารู้จัก
คือความสัมพันธ์ระหว่าง ความเหนือกว่า กับ ความด้อยกว่า (Superiority กับ Inferiority). เขาประกาศว่า ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทุกรูปแบบวางอยู่บนหลักการอันเดียวกัน
คือ การครอบงำของความสัมบูรณ์เหนือความบกพร่อง, ของอำนาจเหนือความอ่อนแอ, ของคุณธรรมความสามารถที่โดดเด่นเหนือความชั่วร้าย
(the domination of perfection over imperfection, of force over weakness, of
eminent virtue over vice, in Sepulvade, Democrates Alter, p. 20; อ้างใน Todorov, 1984: 152).
เซปุลเวดาได้ยกทฤษฎีเรื่องความเหนือกว่าโดยธรรมชาติ
คือร่างกายจะต้องขึ้นต่อจิตวิญญาณ, วัตถุต้องขึ้นต่อแบบ,
เด็กต้องขึ้นกับพ่อแม่, หญิงต่อชาย, และทาสต้องขึ้นกับนาย.
เขากล่าวว่า ในทางภูมิปัญญา, ทักษะ, คุณธรรมความสามารถ และมนุษยธรรมแล้ว คน[อเมริกันอินเดียน]เหล่านี้ด้อยกว่าคนสเปนเหมือนเด็กด้อยกว่าผู้ใหญ่ และหญิงด้อยกว่าชาย. นี่คือความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ระหว่างความป่าเถื่อนกับขันติธรรม จนข้าพเจ้าโน้มเอียงที่จะกล่าวได้ว่า
แทบจะเหมือน[กับความแตกต่างระหว่าง]คนกับลิง
(Sepulvade, Democrates Alter, p. 30; อ้างใน Todorov,
1984: 153). เซปุลเวดาจึงเสนอว่า
เป็นความชอบธรรมของจักรวรรดิสเปนที่จะยึดครอง โลกใหม่
และสามารถนำเอาผู้คนใน โลกใหม่ ลงเป็นทาส โดยความชอบธรรมที่ว่านี้มีพื้นฐานมาจาก เหตุผล กับ ความศรัทธา (Reason
and Faith). เขายืนยันว่า
ความจริงในความหมายที่สมบูรณ์สูงสุดนั้น
สามารถเข้าถึงได้โดยผ่านการใช้เหตุผลและการเผยแสดงของพระเป็นเจ้า และเมื่อได้เข้าถึงความจริงได้แล้ว
มันก็จะไม่มีการประนีประนอมใดๆ เหลืออยู่อีกเลย (หมายถึงการประนีประนอมต่อความเห็นที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความจริง
หรือ error). เมื่อเปรียบเทียบกับความจริงแล้ว ความผิดพลาด (ในการเข้าใจความจริง)
นั้นไม่มีที่ยืนใดเหลืออยู่เลย. การออกมาปกป้องความผิดพลาดในการเข้าถึงความจริง (คือการปกป้องคนอเมริกันอินเดียน ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วไม่อาจเข้าถึงความจริงที่ถูกเผยแสดงโดยพระเจ้า
เพราะไม่ใช่ชาวคริสต์) จึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล
และเป็นการกระทำที่ปราศจากการเคารพยำเกรงต่อพระเป็นเจ้าของพวกคนนอกรีต. บนพื้นฐานเหล่านี้ เซปุลเวดาจึงลงความเห็นว่า
การพิชิตอเมริกาของจักรวรรดิสเปนเทียบได้กับชัยชนะของความจริงเหนือความไม่จริง (Truth
over untruth) หรือของความดีเหนือความชั่ว และดังนั้นการพิชิต โลกใหม่ จึงมีความชอบธรรมสูงสุด. ข้อถกเถียงของเซปุลเวดาที่เห็นคนอเมริกันอินเดียนด้อยกว่าชาวสเปนและสาเหตุที่ทำให้เซปุลเวดาเห็นว่ามีความชอบธรรม
ที่จะต้องใช้กำลังประหัตประหารพิชิตและพรากชีวิตของคนอเมริกันอินเดียเหล่านั้นได้
คือ 1)สามารถที่จะใช้กำลังบังคับเอาคนที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นผู้ที่ต้องเชื่อฟังผู้อื่นมาเป็นคนในบังคับของสเปนได้
ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมรับและไม่ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี และไม่มีหนทางอื่นๆ
ให้เลือกอีกแล้ว, 2)เพื่อเป็นการล้มล้างทำลายอาชญากรรมของการกินเนื้อมนุษย์
ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อธรรมชาติ และเพื่อหยุดการบูชาปีศาจ
ซึ่งเป็นการกระทำที่กระตุ้นความพิโรธของพระเป็นเจ้ายิ่งกว่าเรื่องใดๆ, 3)เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากหายนะภัย ซึ่งคนป่าเถื่อนเหล่านี้นำมาสังเวยพระเจ้าทั้งหลายของตนด้วยหัวใจของมนุษย์,
และ 4)การทำสงครามกับพวกนอกรีตนั้นมีความชอบธรรม
เพราะเท่ากับได้เปิดหนทางไปสู่ การเผยแพร่คริสต์ศาสนา
และทำให้ภารกิจของมิชชั่นนารีลดความยุ่งยากลง (Todorov, 1984: 154).
เซปุลเวดากล่าวว่า การทำสงครามกับพวกนอกรีตนั้นก็เหมือนกับที่นักบุญออกัสติน
เคยกล่าวไว้ว่า
การสูญเสียชีวิตคนที่มีความศรัทธาในคริสต์ศาสนาไปคนหนึ่งแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ทำพิธีศีลจุ่ม
(baptism) นั้นยังน่าเสียดายมากกว่า
การที่ผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินแต่ไม่ได้เชื่อในพระเป็นเจ้าจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนจะสูญเสียชีวิตไป. ดังนั้นในความคิดของเซปุลเวดาแล้ว
การฆ่าชาวอเมริกันอินเดียนที่เป็นพวกนอกรีตนอกศาสนาจึงไม่ได้บาปและสมควรกระทำเพื่อทำให้ชาวคริสต์อยู่รอด
(Sepulvade, Democrates Alter, p.79; อ้างใน Todorov,
1984: 155).
แต่สำหรับลาส คาซัส,
การแยกระหว่างความจริงกับความไม่จริง (Truth and
untruth) นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เด็ดขาดตายตัวเห็นได้ชัดเหมือนกับข้อเสนอของด็อกเตอร์เซปุลเวดาผู้ทรงภูมิ
เพราะความจริงคือบางสิ่งบางอย่างที่ยังจะต้องแสวงหาอยู่เสมอ
และศรัทธาคือของขวัญจากพระเป็นเจ้าเสียยิ่งกว่าเป็นทรัพย์สินที่ครอบครอง. ตรงกันข้ามกับการวาดภาพการพิชิตอเมริกาของเซปุลเวดาที่เปรียบเสมือนกองกำลังบนพื้นโลกของพระคริสต์ในอันที่จะนำเอาชาวป่าเถื่อนกลับมาสู่วิถีทางแห่งการเป็นมนุษย์และการค้นพบกับความจริงอันสูงสุด, ลา
คาซัสกลับมองเห็นถึงใบหน้าของจีซัสบนเรือนร่างของชาวอเมริกันอินเดียนที่กำลังถูกประหัตประหารอย่างทารุณโหดร้าย.
ยิ่งไปกว่านี้
ปัญหาสำคัญของศาสนาคริสต์ไม่ใช่เรื่องของคู่ตรงข้ามหรือความไม่เท่าเทียมกัน
แต่คู่ตรงข้ามที่พื้นฐานที่สุดของคริสต์ศาสนาคือคู่ตรงข้ามระหว่างผู้ศรัทธากับผู้ไม่ศรัทธาในพระเจ้า
และระหว่างชาวคริสต์กับไม่ใช่ชาวคริสต์. แต่กระนั้นก็ตาม
ทุกคนสามารถเปลี่ยนมาเป็นชาวคริสต์ได้
ซึ่งย่อมแตกต่างกันกับคู่ตรงข้ามโดยธรรมชาติระหว่างนายกับทาสของอริสโตเติล
ที่เห็นว่าทาสนั้นโดยเนื้อหาแล้วเป็นชีวิตที่ด้อยกว่าเพราะขาดการใช้เหตุผล
ซึ่งถือเป็นตัวกำหนดนิยามความเป็นมนุษย์
และความแตกต่างโดยธรรมชาติย่อมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนกับศรัทธาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ถ้าคนผู้นั้นต้องการ. ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ไม่สามารถลดทอนลงได้ในจารีตของปรัชญากรีกโรมัน
เหมือนกับที่ความเท่าเทียมกันเป็นหลักการที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ของชาวคริสต์. ลาส คาซัสกล่าวว่า กฎ ข้อบังคับ
และสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่คนทุกชาติมีเหมือนกัน ไม่ว่าชาวคริสต์หรือชนเผ่า (gentile) และไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ
กฎหมาย รัฐ สีสัน และเงื่อนไข [เป็นสิ่งที่]ปราศจากความแตกต่างใดๆ (Todorov, 1984: 162). Tzvetan Todorov แสดงความเห็นว่า
ลาส คาซัสไม่เพียงแต่จะประกาศความเท่าเทียมกันในทางนามธรรม แต่ยังกำหนดลงไปเลยว่าเขาหมายถึง ความเท่าเทียมกันระหว่าง เรา กับ เขา คือชาวสเปนกับชาวอินเดียน Todorov, 1984: 162). ในปาฐกถาเรื่อง Apologia
ที่เขาใช้วิวาทะกับเซปุลเวดานั้น ลาส คาซัสกล่าวว่า เหมือนดังที่ไม่มีความแตกต่างในการสร้างมนุษย์ของพระเป็นเจ้า
จึงไม่มีความแตกต่างกันในการช่วยไถ่บาปให้แก่มนุษย์ทุกคนของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นคนป่าเถื่อนหรือชาวคริสต์ เนื่องจากความยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้านั้น
สามารถแก้ไขจิตใจของคนป่าเถื่อนได้,
ดังนั้นพวกเขาจึงมีความสามารถที่จะเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ
ได้ด้วยเหตุผล (Las Casas, Apologia, p.4; อ้างใน Todorov,
1984: 162).
เขาจึงประกาศว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของทุกชาติในโลก
และเปิดกว้างสำหรับทุกคน. ศาสนาคริสต์จะ ...ไม่พรากเสรีภาพหรืออำนาจอธิปไตยของใคร,
จะไม่นำความเป็นทาสไปให้แก่ใคร
ด้วยข้อแก้ตัวเรื่องการแบ่งแยกระหว่างเสรีชนกับทาสโดยธรรมชาติ (Las Casas,
Apologia, p.4; อ้างใน Todorov, 1984: 162-163). หากจะกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว
ลาส คาซัสมีความเห็นว่า ชาวอเมริกันอินเดียนนั้นดูเหมือนกับ อาดัม (father Adam) ของคริสตชนก่อนที่จะตกจากสรวงสวรรค์แห่งสวนอีเดน
(Las Casas, Historia, II, 44-45; อ้างใน Todorov,
1984: 164).
การกล่าวเช่นนี้ของลาส
คาซัสจึงมีความหมายเท่ากับว่าเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างคริสเตียนกับอเมริกันอินเดียน, ชาวอเมริกันอินเดียนคือมนุษย์ที่ยังไม่มีบาป
(และยังไม่ตกจากสวรรค์แห่งสวนอีเดน) ในขณะที่ชาวคริสเตียนคือคนที่มีบาปมาแต่กำเนิดเสียเลยด้วยซ้ำ.
ในสายตาของลาส คาซัส, ชาวอเมริกันอินเดียนถูกมองว่าเป็นคนที่บริสุทธิ์และสูงส่งกว่าชาวสเปน.
ตามเหตุผลนี้
คนป่าจึงถูกยกย่องให้มีคุณค่าและสูงส่งเหนือกว่าชาวคริสเตียน.
นักประวัติศาสตร์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตร่วมสมัยเดียวกันกับลาส
คาซัส คือ G. Fernandez
de Oviedo y Valdes เคยกล่าวไว้ในทำนองที่ไม่แตกต่างกับคำกล่าวนี้ของลาส
คาซัสนัก
กล่าวคือถ้าหากชาวสเปนคิดว่าการบูชายัญเทพเจ้าด้วยการคร่าชีวิตมนุษย์ของคนอเมริกันอินเดียนคือความป่าเถื่อนโหดร้าย, เขาคิดว่า แล้วใครจะปฏิเสธได้ว่า
การใช้ดินปืนจัดการกับพวกนอกศาสนานั้นคือการเผากำยานบูชาพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา
(Natural History of the West Indies (1959); อ้างใน Todorov, 1984: 151)
ซึ่งก็ถูกมองว่าป่าเถื่อนโหดร้ายไม่ได้แตกต่างกัน.
การวิวาทะกันครั้งนี้ก็จบลงโดยที่ยังไม่มีบทสรุปที่แน่นอน
เพราะหลังจากที่ได้ยินได้รับฟังปาฐกถาอันยาวนานของแต่ละฝ่าย (ลาส คาซัสคนเดียวนั้นกล่าวปาฐกถายาวถึง 5 วัน) คณะลูกขุนก็แตกความเห็นออกเป็นสองฝ่าย
และหาข้อสรุปไม่ได้ แม้ว่าเสียงข้างมากจะโน้มเอียงมาทางลาส คาซัส
เพราะเหตุผลที่ว่างานที่เขียนขึ้นสำหรับแสดงปาฐกถาชื่อ Democrates
Alter ของเซปุลเวดาถูกสั่งห้ามตีพิมพ์เผยแพร่ (Todorov,
1984: 152). ในขณะเดียวกันงานของลาส
คาซัสกลับได้รับการแปลออกไปอย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะในฉบับแปลภาษาอังกฤษนั้นถูกนำไปใช้เพื่อปลุกเร้าความรู้สึกของคนอังกฤษให้ต่อต้านชาวสเปนในฐานะที่เป็นชาติพันธุ์โหดร้าย
ที่อังกฤษจะต้องระมัดระวัง
และแสดงให้เห็นว่าอาณานิคมของสเปนในอเมริกานั้นจะต้องดีกว่านี้ถ้าหากเปลี่ยนมาอยู่ในมือของอังกฤษ
(James Kiefer, July 17, Saint Day of Bartolome de Las Casas, Missionary,
Priest, Defender of the Oppressed (17 July 1566), in
[http://www.hillsdale.eduDept/phi%26Rel/Biography/07/17.html]).
แม้ว่าจะมีการโต้เถียงกันเรื่องการลากเส้นแบ่งความเป็นมนุษย์ว่าสามารถวัดได้จากการเป็นคริสต์ศาสนิกชนเพียงอย่างเดียวได้หรือไม่
แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดในความเป็นจริงแล้วผู้คนใน โลกใหม่
(ซึ่งรวมถึงทั้งผู้คนในตะวันออก) ก็ยังถูกมองว่าด้อยกว่า
และล้าหลังกว่าผู้คนในโลกตะวันตก, และการปลดปล่อยให้พ้นจากภาวะแห่งความมืดมนและความล้าหลังป่าเถื่อนเหล่านี้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกกันในภายหลังว่า
ภารกิจของคนขาว. การแบ่งโลกออกเป็นโลกของมนุษย์ชาวคริสต์
กับโลกของคนป่าเถื่อนไร้อารยธรรม
จึงส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์มนุษย์ที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ
คือ 1)ผู้คนนอกอารยธรรมตะวันตกไม่ถูกนับเป็นมนุษย์
ดังนั้นจึงจำเป็นที่คริสต์ศาสนาจะต้องออกไปเผยแพร่ศาสนาที่แท้เพื่อเปิดทางให้พวกเขาได้ค้นพบแสงสว่าง
และได้มีโอกาสกลับเข้ามาเดินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง
เพื่อจะได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์ไปหาพระผู้เป็นเจ้า, และ 2)พร้อมกับที่ส่งคัมภีร์ไบเบิลออกไปเผยแพร่แก่ผู้คนนอกศาสนาและป่าเถื่อนนั้น
รัฐมหาอำนาจทางทะเลในยุโรปก็ได้ส่งเรือปืนออกไปคอยกำกับ กำราบ และคอยช่วยให้ สิ่งมีชีวิต ในโลกใหม่ได้มีโอกาสเป็นชาวคริสเตียนเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงความจริงได้.
การมองว่าผู้คนใน โลกใหม่ ด้อยกว่าตน
และผนวกเข้ากับการค้นหาทองคำเพื่อนำมาใช้เป็นทุนทำสงครามกับชาวมุสลิมในเวลาต่อมาได้ทำให้ยุโรปตกลงลากเส้นแบ่ง
โลกใหม่ เป็นสมบัติของสเปนกับโปรตุเกสโดยพระสันตะปาปาที่กรุงวาติกัน. อย่างไรก็ตาม การมอง คนอื่น
ว่าป่าเถื่อนกว่าตนเอง
ทำให้ตะวันตกต้องออกไปช่วยเหลือปลดปล่อยให้ชาวป่าเถื่อนทั้งหลายได้มีโอกาสกลับมาเป็นมนุษย์
และมีโอกาสกลับคืนสู่สรวงสวรรค์นั้น
เป็นเพียงแค่วาทกรรมชุดหนึ่งของการแสวงหาและล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตกในเวลาต่อมา. เพราะการเดินทางออกไปเผชิญหน้ากับโลกที่ป่าเถื่อนท้าทายและการแผ่ขยายของจักรวรรดินิยมของตะวันตกก็เกิดขึ้นในบริบททางประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ที่ทำให้ตะวันตกต้องออกไปแสวงหาและยึดดินแดนในโลกของคนป่าเถื่อนมาเป็นอาณานิคมของตนเอง
เพื่อทำให้เป็นตลาดสำหรับถ่ายสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตก
และทำให้ดินแดนอาณานิคมคอยทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในตะวันตกไปพร้อมๆ
กัน. ระบบอาณานิคมจึงอาจสรุปได้ว่าเป็นระบบที่มุ่งจะสถาปนาอำนาจที่จะเอื้อต่อผลประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจ
สังคม และการเมืองให้แก่ตะวันตก ดังที่จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart
Mill, 1806-76) นักคิดคนสำคัญของอังกฤษ
ผู้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมขบวนอยู่ด้วยในอาณานิคมอังกฤษ ได้เคยเขียนไว้ในงานเล่มสำคัญของเขา
เรื่อง Principles of Political Economy (1848) ว่า
สมบัติเหล่านั้นแทบจะนับไม่ได้หรอกว่าเป็นประเทศ....คงจะเหมาะมากถ้าหากว่าเราจะมองพื้นที่เหล่านี้เป็นที่สำหรับทำการเกษตรหรือโรงงานอุตสาหกรรมของชุมชนที่ใหญ่กว่านั้น
อย่างเช่น อาณานิคมในเว้สต์ อินเดียของเรานั้นไม่สามารถที่จะนับเป็นประเทศได้หรอก
ถ้าหากเราพิจารณาถึงทุนการผลิตของพวกเขา...จะเป็นได้ก็แค่พื้นที่ที่ประเทศอังกฤษพบว่ามันสะดวกใจที่จะใช้ผลิตน้ำตาล
กาแฟ หรือสินค้าจากแถบมรสุมสองสามอย่าง (cite in Said,
1993: 69).
การปลดปล่อยอาณานิคม
(Decolonization)
การปลดปล่อยอาณานิคม
คือกระบวนการที่ประเทศซึ่งเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิยอมสละอำนาจเหนือดินแดนที่เคยตกเป็นอาณานิคม
(เมืองขึ้น)
และมอบเอกราช
หรือคืนอำนาจการปกครองให้แก่ประเทศเหล่านั้นให้กลับมามีสถานะเป็นรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง. กระบวนการนี้สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่
2 จากการที่จักรวรรดินิยมอังกฤษมอบเอกราชให้อดีตอาณานิคมของตนและรวมตัวกันเป็น
สหราชอาณาจักร (Commonwealth) ของรัฐอิสระต่างๆ
หรือการที่ฝรั่งเศสมอบเอกราชให้อดีตอาณานิคมและสร้าง Communaute Francaise.
กระบวนการปลดปล่อยอาณานิคมสะท้อนให้เห็นถึงชัยชนะของขบวนการชาตินิยม
(Nationalist movements) ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชและยึดกุมอำนาจรัฐแทนที่อำนาจของจักรวรรดินิยมเดิม.
กระบวนการต่อต้านอาณานิคม (Anti-colonialism) จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ในด้านหนึ่งเรียกร้องให้หยุดการกดขี่ขูดรีดประชาชาติหนึ่งด้วยการยึดเอาเป็นเมืองขึ้น
(ซึ่งแตกต่างกันอยู่บ้างกับกระบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยม
หรือ Anti-imperialism ที่หมายถึงการต่อต้านจักรวรรดินิยมทุกรูปแบบ)
และในอีกด้านก็นำไปสู่การยึดครองของชนชั้นใหม่. และในหลายกรณีก็นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่าแท้จริงแล้วการบรรลุถึงเอกราชสมบูรณ์
(sovereignty) นั้นแท้จริงการปลดปล่อยอาณานิคมได้นำไปสู่เอกราชที่แท้จริงหรือเป็นเพียงแค่การนำไปสู่การตกเป็นอาณานิคมใหม่
(Neo-colonialism).
กล่าวได้ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นต้นมาได้เกิดความเคลื่อนไหวของประชาชาติในดินแดนอาณานิคมต่างๆ
เพื่อเรียกร้องเอกราชจากจักรวรรดินิยมตะวันตก และนำไปสู่การก่อเกิดของรัฐประชาชาติใหม่ๆ
ขึ้นอีกจำนวนมากทั้งในทวีปแอฟริกา เอเชีย และรวมถึงอเมริกาใต้. แต่แม้ว่าตะวันตกจะให้เอกราชกับดินแดนอาณานิคมเหล่านั้นไปแล้วแต่ก็ยังได้ผูกปมปัญหาความขัดแย้งขึ้นในอดีตอาณานิคมของตน
โดยที่ปัญหาเหล่านั้นก็ยังสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน อาทิความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
เพราะในช่วงการได้รับเอกราชอำนาจได้ส่งผ่านไปยังชนชั้นปกครองกลุ่มน้อยที่มีความสัมพันธ์กับตะวันตก โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นก็ได้ทำหน้าที่ไม่ได้แตกต่างไปจากตัวแทนของ
จักรวรรดินิยมตะวันตก ในการกดขี่ขูดรีดประชาชนของตนต่อมา
อาทิ ปัญหาในติมอร์ตะวันออก หรือปัญหาเชื้อชาติและศาสนาในคาบสมุทรอาหรับ.
นักวิชาการบางท่านอธิบายว่า
จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกามีเป้าหมายหลักอยู่ 2 ด้าน คือ
เศรษฐกิจและการเมือง; กล่าวคือจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมนั้น ได้แก่การยึดกุมตลาดเอาไว้เพื่อสินค้าวัฒนธรรมของตน
และการสถาปนาอำนาจนำ (hegemony) ขึ้นมาให้ได้
โดยการก่อรูปก่อร่างสำนึกของประชาชน
การส่งออกสินค้าเพื่อการบันเทิงเป็นแหล่งที่มาสำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของการสะสมทุนและกำไรที่ครอบคลุมทั่วโลก
ซึ่งเข้ามาแทนที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (เชษฐา,
2541: 193).
ในทางการเมืองนั้น จักรวรรดินิยมวัฒนธรรมมีบทบาทหลักในการแยกฉุดประชาชนให้หลุดออกมาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม
และจารีตประเพณีของความเป็นเอกภาพ
แล้วผลักยัด ความต้องการ ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยสื่อเข้าไปแทนที่
โดยที่ความต้องการดังกล่าวแปลงเปลี่ยนไปตามการรณรงค์โฆษณา ผลกระทบทางการเมืองก็คือ
การแปลกแยกประชาชนออกมาจากชนชั้นและความผูกพันของชุมชนแบบดั้งเดิม
โดยแยกย่อยปัจเจกชนให้ผละหลุดออกจากกันโดยสิ้นเชิง (เชษฐา,
2541: 194).
นอกจากนี้เป้าหมายหลักของจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมยังอยู่ที่ การขูดรีดคนหนุ่มสาวทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ การให้ความบันเทิงและการโฆษณาของจักรวรรดินิยมพุ่งเป้าไปที่คน[กลุ่ม]วัยรุ่นซึ่งมีความเปราะบางมากที่สุดต่อการโฆษณาชวนเชื่อทางทีวีของสหรัฐฯ สาร (message) มีลักษณะง่ายและตรง ความทันสมัย
(modernity) ได้ถูกสร้างนัยประหวัดให้เข้ากับการบริโภคผลผลิตที่ปรากฏผ่านสื่อของสหรัฐฯ
คนหนุ่มสาวเป็นตัวแทนของตลาดที่สำคัญสำหรับสินค้าออกทางด้านวัฒนธรรม และพวกเขาได้รับอิทธิพลมากที่สุดจากการโฆษณาชวนเชื่อที่เน้นปัจเจกชนนิยม-บริโภคนิยม (เชษฐา, 2541: 194). ในโลกที่สามนั้น จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมคือ
กระบวนการแทรกแซงและการครอบงำแบบแผนวิถีชีวิตของผู้คนในโลกที่สามโดยโลกตะวันตกอย่างเป็นระบบ
เพื่อที่จะจัดระเบียบ ค่านิยม พฤติกรรม สถาบัน และเอกลักษณ์
(identity) ของประชาชนที่ถูกกดขี่ใหม่ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนชั้นจักรวรรดินิยม
จักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมได้เข้าไปยึดครองรูปแบบทั้ง แบบเก่า (traditional) และ แบบใหม่
(modern) เอาไว้แล้ว
ในโลกยุคร่วมสมัยนี้
ฮอลลีวู้ด ซีเอ็นเอ็น และดิสนีย์แลนด์ มีอิทธิพลมากกว่าวาติกัน ไบเบิ้ล
หรือประชาสัมพันธ์โวหารของเหล่านักการเมือง (เชษฐา,
2541: 196).
อาการเห่อความทันสมัยที่นำไปสู่การบริโภคอย่างฟุ้งเฟ้อของลัทธิบริโภคนิยม
ผสานกับการเทิดทูนบูชาความเป็นปัจเจกบุคคลที่เป็นลักษณะสำคัญของการปกครองแบบประชาธิปไตย
(แบบตะวันตก)
ที่ปลูกสร้างบ่มเพาะโดยสื่อมวลชนทั้งข้ามชาติและสื่อมวลชนในชาติเองก็ตาม
ทำให้ลัทธิบริโภคนิยมถูกผนวกเข้ากับการสร้างความหมายให้ตัวตนของแต่ละคนที่รู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยวในสังคมที่คนแก่งแย่งแข่งขันกันอย่างเอาเป็นตายอันเป็นลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของสังคมเสรีนิยม
(แปลในอีกความหมายหนึ่งว่าตัวใครตัวมัน
หรือคนที่เก่งที่สุดจะรอดตามทฤษฎีวิวัฒนาการ). สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ เรียกลัทธิบริโภคนิยมว่า ศาสนาใหม่ในโลก กล่าวคือ ภาพที่เผยแพร่วัฒนธรรมทางศาสนาในสมัยโบราณเขียนไว้ตามกำแพงโบสถ์และวิหาร หากบัดนี้มีภาพโปสเตอร์ติดโฆษณาสินค้าทุกหนแห่งเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมแห่งการบริโภค
และจอโทรทัศน์ก็คือธรรมาสน์อย่างใหม่ที่ล่อใจให้คนซื้อในสิ่งที่เกินความจำเป็น
ให้อยากนุ่งกางเกงยีนส์ กินอาหารแดกด่วน ดื่มน้ำอัดลม ซึ่งเลวที่สุดในโลก แม้จนการดื่มความสุขก็คือเมรัยชนิดหนึ่งนั่นเอง รวมถึงเอกลักษณ์ของเอกบุรุษก็คือเสื้อเชิ้ตเลวๆ
ที่สู้เสื้อม่อฮ่อมของเราก็ไม่ได้
แม้โสเภณีที่ขายอวัยวะสืบพันธุ์เป็นอันมากก็ต้องการเงินมาเพื่อสร้างสิ่งฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นให้บิดามารดาซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมแห่งการบริโภคเท่าๆ
กับธิดา และเท่าๆ กับนักการศึกษาและปัญญาชน
แม้จนพระผู้ทรงสมณศักดิ์ซึ่งหากินกับการขายพระเครื่องและคอนโดมิเนียมนั้นแล โสเภณีขายอวัยสืบพันธุ์เพื่อเงินตราฉันใด
ปัญญาชนและนักวิชาการก็ขายหัวสมองเพื่อรับใช้เผด็จการฉันนั้น
ถ้าคุณธรรมและจริยธรรมไม่ใช่ประเด็นหลักแห่งการพิจารณา ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวโน้มจากที่ว่านี้ ทั้งคนจน คนรวย คนโง่ คนฉลาด
แม้จนพระสงฆ์องคเจ้าก็จะพากันสยบยอมต่อศาสนาใหม่ คือวัฒนธรรมแห่งการบริโภค
(สุลักษณ์, 2537: 103-104; อ้างใน เกษียร,
2539: 87).
วัฒธรรมแห่งการบริโภคที่ตั้งอยู่บนความต้องการเทียมที่ถูกผลิตผ่านการสร้างความหมายให้กับตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปัจเจกชนถูกผลิตซ้ำเน้นย้ำอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าในโฆษณาของสื่อมวลชนทั้งหลาย
อาทิ คลอสเตอร์เบียร์
ความสุขที่คุณดื่มได้, เบียร์สิงห์ เมืองไทยของเรา
เบียร์ไทยของเรา; My Country My Beer, เบียร์ช้าง
กินแล้วภาคภูมิใจ เบียร์คนไทยทำเอง, เบียร์คาร์ลเบอร์ก
รสชาติเป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก, เบียร์คาร์ลเบอร์ก
เบียร์เหรียญทองระดับโลกของไทย, แอโร่
เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ, รถนิสสัน บุคลิกรถบอกบุคลิกคุณ,
สวรรค์อยู่ในรถวอลโว่, If you are rich, dont read this
ad. If you are very very very
rich then read this ad
BMW Series 5, YOU KNOW
WHO I AM. Tell them who you are with the Mercides Card, ครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชายที่ต้องห่างหายจากกางเกงยีนแรงเล่อร์,
สาวไทยหัวใจเต็มร้อย เพียร์ซ, สบู่หอมนกแก้ว
ล้างใจให้เป็นไทยแท้, ชาลิปตัน อีกขั้นของความสุขุม
หรือความสุขุมที่ชงดื่มได้, คู่รักคู่รสคอฟฟี่เมต,
โค้ก ส่งเสริมคุณค่าแห่งความเป็นไทย, AIA เมืองไทยคือบ้านของเรา
(American International Assurance Co., Ltd. เป็นบรรษัทประกันภัยข้ามชาติ
ที่มีแม่ข่ายศูนย์กลางของบรรษัทอยู่ในสหรัฐฯ), ไทยประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตของคนไทย...ทำไมถึงเลือกไทยประกันชีวิตล่ะคะ? อ้าว
ก็ผมเป็นคนไทยนี่นา ฯลฯ (ดูการพิเคราะห์ความหมายและนัยะทางการเมืองวัฒนธรรมที่ซ่อนเร้นในโฆษณาเหล่านี้ได้ใน
เกษียร, 2539) โดยที่ในแต่ละปีมีการทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากมายมหาศาลไปกับการโฆษณา
กล่าวคือ ในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) มีค่าใช้จ่ายในด้านการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์สูงเป็นเงิน
4,900 ล้านบาท, ทางหนังสือพิมพ์ 2,600 ล้านบาท, นิตยสาร 1,000
ล้านบาท, ภาพยนตร์ 800 ล้านบาท,
รวมเบ็ดเสร็จแล้วเพียงปีเดียวประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายเพื่อการสร้างความต้องการเทียมๆ
เหล่านี้สูงถึง 8,600 ล้านบาท (สุวรรณา, 2541ข: 30). ในอีก 5 ปีหลังจากนั้น
อุตสาหกรรมโฆษณาในปี พ.ศ. 2537 ประสบกับสภาพยอดรวมค่าใช้จ่ายด้านสื่อถีบตัวขึ้นสูง
เนื่องจากต้นทุนค่าสื่อแพงขึ้นและมีผู้ให้บริการโฆษณาหน้าใหม่ๆ เข้าวงการมา เอาเข้ามาจริงแล้วว่ากันว่า
ค่าใช้จ่ายด้านสื่อเติบโตด้วยอัตราเร่งเร็วกว่ายอดงบประมาณโดยรวมของลูกค้าผู้ใช้บริการโฆษณาเสียอีก กล่าวคือ ตกราว 26,300 ล้านบาทนับจากต้นปีถึงเดือนตุลาคมศกนี้
เทียบกับค่าใช้จ่ายด้านสื่อของปีที่แล้วทั้งปีซึ่งตกเพียง 24,300 ล้านบาท (Sapakan, 1994: 21; อ้างและแปลโดย เกษียร,
2539: 86).
ผลก็คือ
อิทธิพลของค่านิยมเห่อความทันสมัยเหล่านี้ได้ทำให้คนไทยในปัจจุบัน (ที่ได้รับอานิสงค์จากความมั่งคั่งสมัยคนรุ่นพ่อ)
กลายเป็นลูกค้าอันดับหนึ่งของเมอร์ซิเดซ เบ็นซ์ (ถ้าไม่นับเยอรมันซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตเอง, นิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยย้อมผมสีเฮนนา
ใส่รองเท้าส้นตึก และถือกระเป๋ากุชชี่ของแท้, รวมทั้งการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจเป็นมหาวิทยาลัยที่มีรถเบนซ์และรถบีเอ็มดับบลิวมากกว่ามหาวิทยาลัยใดๆ
ในโลกหากเทียบจำนวนรถต่อพื้นที่ตารางกิโลเมตร (เบลโล,
คันนิงแฮม, และปอร์, 2542: 8-9). นอกจากทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดรถเมอร์ซิเดซ เบ็นซ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (รองจากเยอรมัน) แล้ว ในชนบท[เมื่อ]ชาวนาขายที่ดินให้กับนักพัฒนาที่ดิน เมื่อได้เงินมาก็จะนำเงินมาซื้อรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าทันที ทำให้ตลาดรถกระบะในประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอเมริกา
(Auctioneers thrive amidst Thai crisis, International Herald Tribune,
23 February 1998; อ้างใน เบลโล, คันนิงแฮม,
และปอร์, 2542: 10). และเป็นที่รู้ๆ
กันว่าสังคมไทยไม่ได้ถูกลัทธิจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกเท่านั้นที่ครอบงำอยู่
หากแต่บทกวีต่อไปนี้ก็จะแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีถึงอิทธิพลของจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมจากแหล่งอื่นที่ดำรงอยู่อย่างลึกซึ้งในสังคมไทย.
โดย ศักดา จินตนาวิจิตร
เช้าตื่นขึ้นมารีบคว้าก่อน
ไว้ท์ไลอ้อน สีฟันมันหนักหนา
เนชั่นแนล หม้อหุงปรุงน้ำชา แต่งผมทาน้ำมันชื่อ ตันโจ
นุ่งผ้า ไทยโทเรเทโตร่อน ครั้นถึงตอนออกไปคาด ไซโก้
ข่าวประชาสัมพันธ์ฟัง
ซันโย เอารถ โตโยต้า
ขับไปรับแฟน
ไปชอปปิ้งไหนล่ะถึงจะหรู ไดมารู ของหลากมากมายแสน
ทั้งของใช้ของกิน
อินแจแปน มาจากแดนไกลลิบคือ นิปปอน
แฟนซื้อเครื่องแต่งหน้า
คาเนโบ้ ชิเซโด้ โพลา เอามาก่อน
ชุดชั้นใน วาโก้
ทรงโตงอน แสนสุโขสโมสรด้วย ออนเดียว
กลับบ้านเปิดทีวี
โตชิบา หมุนช่องหา กาโม่ เคนโด้ เดี่ยว
นั่งตบยุงดูไปได้หน่อยเดียว นึกอยากเที่ยวนวดถู ซาบูริ
ในชีวิตประจำวันทันสมัย ชักสงสัยหัวเราะเราเข้าแล้วสิ
ถามกระจกชื่อว่า
อาซาฮี ตัวกูนิคนไทยใช่ไหมวะ?
(วะต๊ะฉิวะไทยยิ่นเดสึก๊ะ?)
แต่ที่ทำให้สถานการณ์ของการครอบงำของจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรมเลวร้ายกว่านี้ก็คือ
การพูด[ความจริง]ด้วยริมฝีปากข้างเดียว ของสื่อมวลชน (บุญรักษ์, 2537: 287-294). กล่าวคือ
ในขณะที่สื่อมวลชนตะวันตกเหล่านี้คอยนำเสนอและวาดภาพฝ่ายตรงข้าม (อาทิ มุสลิมในตะวันออกกลาง) ว่าเป็นเสมือนมารร้ายคอยเป็นคู่แค้นคอยจองล้างจองผลาญโลกตะวันตก
แต่สื่อมวลชนตะวันตกเหล่านี้ก็ไม่เคยเลยที่จะคอยเตือนผู้ชมถึงความหายนะของผู้คนเรือนแสนเรือนล้านที่เกิดจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่กระทำต่ออิรักภายหลังจากที่ตัดสินใจยิงถล่มอิรักอีกครั้งในช่วงสิ้นปี
ค.ศ. 1998. เฉพาะเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1999 เพียงเดือนเดียวนั้นหน่วยงานที่ศึกษาถึงผลกระทบนโยบายคว่ำบาตรของสหรัฐขององค์การสหประชาชาติได้ประมาณว่า
นโยบายคว่ำบาตรของสหรัฐได้ฆ่าเด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบในอิรักไปราว
4,500 คน
ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับอัตราการตายของเด็กในวัยดังกล่าวในเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดสงครามอ่าวเมื่อปี
ค.ศ. 1991 เป็นต้นมา. นอกจากนี้ยังประมาณกันว่า
นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอ่าวเป็นต้นมา
อย่างน้อยมีผู้คนไม่ต่ำกว่า 100,000 คน (และอาจจะมากกว่า 1 ล้านคนด้วยซ้ำ) ที่เสียชิวิตลงเพราะผลกระทบจากนโยบายการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติที่ชี้นำโดยนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ
(Chomsky, Herman, Said, and Zinn, 1999: 6). นอกจากนี้ยังมีจำนวนตัวเลขความหายนะของผู้คนในที่อื่นๆ
อีกมากที่แสดงถึงความเหี้ยมโหดโดยการสนับสนุนของสหรัฐ
แต่ไม่เคยได้รับความสนใจพูดถึงจากสื่อมวลชนในตะวันตก อาทิ
การสังหารชาวอินเดียจำนวน 100,000 คนในกัวเตมาลา, คนงานจำนวน 75,000 คนในเอลซัลวาดอร์, ผู้คนเคราะห์ร้ายอีก 50,000 คนในนิการากัว, รวมทั้งหายนะของผู้คนในยุโรปตะวันออกและอดีตสภาพโซเวียตที่เป็นผลจากการนำตลาดเสรีเข้าไปใช้หลังการล่มสลายของระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
(เชษฐา, 2541: 199). รวมทั้งข่าวที่ไม่เป็นข่าว (censored
news) คือข่าวที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของผู้คนในโลก
แต่ถูกวาระซ่อนเร้นบางอย่างกดดันไม่ให้สื่อมวลชนเสนอเป็นข่าว อาทิ
ข้อตกลงลับทางการค้าระหว่างประเทศที่จะบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยของชาติต่างๆ ในโลก
และอาวุธที่มีพลานุภาพทำลายล้างสูงของสหรัฐฯ
ที่บริษัทผลิตอาวุธในสหรัฐฯแอบขายให้อิรักคือต้นตอของการทำสงครามเศรษฐกิจกับอิรักเป็นเวลานานต่อมาหลังสงครามอ่าว
และเป็นสาเหตุให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
รวมทั้งการเสียชีวิตของเด็กอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตร เป็นต้น
(ดู ข่าวที่ไม่เป็นข่าว: ปฏิบัติการลับของสื่อมวลชน, สารคดี 16: 182 (เมษายน 2543): 30-34).
ความสัมพันธ์แบบศูนย์กลาง-ชายขอบ (Center-Periphery)
วาทกรรมการพัฒนากับประเทศโลกที่สาม
ความหมายของ การพัฒนา (Development) ในฐานะที่เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันนั้นแท้จริงแล้วเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่
2 โดยในยุคแรกของนโยบายการพัฒนานั้น การพัฒนาหมายถึง การทำให้ทันสมัยอย่างสังคมตะวันตก ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาการเมือง (ไชยรัตน์,
2542: 2). นโยบายการพัฒนาได้สร้างเอกลักษณ์อย่างหนึ่งขึ้นมา คือ
ความด้อยพัฒนา (Underdevelopment) ในฐานะที่เป็น
ความเป็นอื่น หรือสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามของ
การพัฒนา เพื่อผูกขาดรูปแบบและทิศทางของการเปลี่ยนแปลงสังคมว่ามีเพียงรูปแบบเดียว
คือการพัฒนาแบบสังคมตะวันตก, พร้อมกับเผยแพร่และตอกตรึงตอกย้ำรูปแบบการเปลี่ยนสังคมในแนวทางนี้ผ่านการปฏิบัติต่างๆ
เช่น การศึกษาวิจัยและการเรียนการสอนเกี่ยวกับการพัฒนา, ผ่านการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่ผูกพันอยู่กับแหล่งเงินทุนที่เป็นสถาบันหรือองค์กรกองทุนระหว่างประเทศ
เช่น ธนาคารโลก ADB หรือ IMF, และผ่านการให้ความช่วยเหลือทั้งด้านเงินทุนและคำแนะนำการพัฒนาให้แก่รัฐบาลในโลกที่สามโดยตะวันตก
โดยที่ความหมายของการพัฒนา/การทำให้ทันสมัย (modernization) ได้กลายเป็นเนื้อเดียวกันกับการทำให้เป็นตะวันตก
(westernization). การสร้างสถาบัน องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวกับการพัฒนา อาทิเช่น
ธนาคารโลก, องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ, ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
(Center for Development Studies), หน่วยงานของรัฐในประเทศด้อยพัฒนาที่ตึ้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนา
อาทิ หน่วยวางแผนการพัฒนาของประเทศ, การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับการพัฒนาและสภาพสังคม
เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของประเทศด้อยพัฒนาขึ้นในมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศตะวันตก
อาทิ วิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา (Development Economics) ซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในการสร้างเอกลักษณ์/ตัวตนของสิ่งที่เรียกว่า ความด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(underdeveloped economy) ขึ้นมาด้วยการนำเอามาตรฐานและกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกมาเป็นมาตรวัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจแบบตลาด. ในทำนองเดียวกับการศึกษาการเมือง-การปกครองในประเทศกำลังพัฒนา/ด้อยพัฒนาในหมู่นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันในทศวรรษ
1950s และ 1960s ที่สนใจเรื่อง ความด้อยพัฒนาทางการเมือง ในการศึกษาเกี่ยวกับ พัฒนาการทางการเมือง (political development) ด้วยการใช้ระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยของตะวันตกมาเป็นมาตรวัดการพัฒนา/ด้อยพัฒนาทางการเมืองของประเทศเหล่านี้. การจัดระเบียบให้การแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาในประเทศโลกที่สามเป็น
แขนงวิชา (Discipline) ของการศึกษาอย่างหนึ่งทำให้การศึกษาการพัฒนา
(Development Studies) กลายเป็น เครื่องมือในการผูกขาดการสร้างกฎเกณฑ์มาตรฐานว่าด้วยความรู้
ความจริง และวิธีการในการเข้าถึงความรู้ ความจริงในปัญหาต่างๆ ของประเทศ ด้อยพัฒนา หรือประเทศ โลกที่สาม
ควบคู่ไปกับการผูกขาดอวดอ้างมรรควิธีในการแก้ปัญหาให้กับประเทศเหล่านี้
จึงไม่มีที่ว่างให้กับภูมิปัญญา/วัฒนธรรมพื้นบ้านของคนในประเทศ
ด้อยพัฒนา เลย
สิ่งเหล่านี้ถูกกีดกันและแทนที่ด้วยระบบในการผลิตและการเข้าถึงความรู้
ความจริงชุดใหม่ ที่เรียกว่า การพัฒนา ฉะนั้นถ้าหากการพัฒนาคือพระเจ้าองค์ใหม่ที่วาทกรรมการพัฒนาหลังสงครามโลกครั้งที่
2 สร้างขึ้นมาเพื่อปลดปล่อยประชาชนและสังคมของประเทศ ด้อยพัฒนา ให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้นแล้ว, ความด้อยพัฒนา ก็คือปีศาจตนใหม่ที่วาทกรรมการพัฒนาภายหลังสงครามโลกครั้งที่
2 สร้างหรือค้นพบ และพยายามจะปราบปรามให้ราบคาบลงไปพร้อมๆ
กันด้วย (ไชยรัตน์, 2542: 30-31).
ความคิดเรื่องการพัฒนาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จึงนอกจากปลดปล่อยผู้คนในโลกที่สามจากความยากจนข้นแค้นแล้ว ยังทำหน้าที่ เก็บกด ปิดกั้น กดทับ แทนที่/สวมรอย วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้านในโลกที่สามเอาไว้ภายใต้ความหมายของคำว่า
ความด้อยพัฒนา และความไม่ทันสมัย/ไม่เป็นตะวันตกถูกทำให้กลายเป็นความเป็นอื่นของการพัฒนา
(ไชยรัตน์, 2542: (13), (15).)
มนุษย์เมื่อได้เข้ามาสัมพันธ์ติดต่อและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจนเกิดเป็นชุมชนเป็นสังคมเป็นรัฐขึ้นมา
ต่างก็ใช้ชีวิตอยู่บนความผูกพันต่อกันในระบบความสัมพันธ์ที่กำหนดขึ้นมาร่วมกันชุดหนึ่ง. ระบบความสัมพันธ์ที่ว่านี้คือความสัมพันธ์ทางอำนาจชนิดหนึ่ง
(แปลว่าใครใหญ่กว่าใคร) และคือแบบแผนวิถีการดำรงชีวิตที่เรียกว่า
วัฒนธรรม. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่าจำเป็นต้องร่วมมือกันป้องกันสังคม/ชุมชนของตนเองจากการรุกรานของผู้อื่น
หรือด้วยการร่วมมือกันเพื่อที่จะรุกรานชุมชน/สังคมอื่น,
ในแต่ละสังคมต่างก็ต้องหา (และสร้าง) ลักษณะบางอย่างที่ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงการเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของร่วมกัน
หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนในสังคมรู้สึกว่าเป็นแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวสิ่งเดียวกับตน. การสร้างและการแสวงหาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชุมชนในสังคม
คือ การหา การสร้าง และนิยามกำหนดเอกลักษณ์บางอย่างที่ทำให้ทุกคนเป็นพวกเดียวกับตน,
แต่ในอีกด้านหนึ่งคือการกำหนด ความเป็นอื่น
ที่แตกต่างออกไปจากตัวเอง หรือหาลักษณะของความไม่เป็นพวกเดียวกับตนออกมา. การสร้างความรู้สึกถึงความมีเอกลักษณ์ร่วมกันจึงเป็นธรรมชาติประการหนึ่งของมนุษย์
เพื่อที่จะก่อให้ความปรองดองเป็นพวกเดียวกันในกลุ่มในสังคม. ในการหาความมีลักษณะร่วมกันของคนนั้นถูกผลิตขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า
กลุ่มของตัวเองนี้แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร
อาทิ การใช้รอยสักเป็นเครื่องหมายแสดงเอกลักษณ์ของชนเผ่า (นิติ, 2541),
หรือการที่ชาวจีนในสมัยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14
ใช้ภาษาและวัฒนธรรมของตัวเองจัดแบ่งประเภทของคน
และเรียกคนที่พูดภาษาและวัฒนธรรมอื่นว่าเป็นพวกคนป่าเถื่อน (ดู Ma Huan,
1970: 60) เป็นต้น. การแสวงหาเอกลักษณ์ของกลุ่มคนหรือกลุ่มสังคมการเมืองจึงเป็นลักษณะปรกติวิสัยของมนุษย์
และแต่ละสังคมต่างก็ผลิตความคิดความเชื่อและคำสอนว่าด้วยความเป็นตัวตนของตัวเองที่ผิดแปลกแตกต่างจากคนอื่นอยู่เสมอ
เช่นด้วยการใช้ภาษา รอยสัก ความเชื่อ สีผิว ฯลฯ, ในด้านกลับกัน
คนอื่นที่ผิดแปลกแตกต่างจากตัวเองก็จะถูกมองถูกพูดถึงและถูกนำมาเปรียบเพื่อที่จะทำให้เข้าใจและรู้จักตัวเอง.
ความเป็นอื่น จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อรับใช้ความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์แต่ละสังคมมีให้แก่ตัวเอง. การศึกษาและอธิบายเกี่ยวกับสังคมมนุษย์อื่นจึงเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ต้องการสถาปนาการดำรงอยู่ของ
คนอื่น (the Other) เพื่อที่จะยืนยันการสร้างอัตลักษณ์/เอกลักษณ์และความเหนือกว่าของสังคมที่ตัวเองมีชีวิตอยู่มากเสียยิ่งกว่าเป็นการอธิบายและให้ความหมายต่อการดำรงอยู่และชีวิตของผู้คนในสังคมที่ตนเองกำลังศึกษา,
ดังเช่นการที่ชาวตะวันตกศึกษาสังคมของ ชาวตะวันออก
(the Oriental) ก็เป็นการศึกษาเพื่อเข้าใจตัวเองและยืนยันความสูงส่งเจริญก้าวหน้ากว่าของสังคมตะวันตกมากเสียยิ่งกว่าที่จะเข้าใจสังคมในโลกตะวันออก
(Said, 1978: 1-3).
การสร้าง ความเป็นอื่น จึงเป็นการให้ความหมายแก่เอกลักษณ์และคุณค่าที่แตกต่างเกี่ยวกับตัวเองชัดเจนขึ้นนั้นเป็นแบบปฏิบัติของมนุษย์ในทุกสังคม, และพร้อมกับที่เชิดชูคุณค่าเอกลักษณ์ของกลุ่มตนเองขึ้นมานั้นก็ได้เหยียบย่ำทำลายความเป็นอื่นที่แตกต่าง
ต่ำต้อย ล้าหลังกว่าของกลุ่มอื่นๆ (ความเป็นอื่น) ลงไป. ในแง่ของการพัฒนาแล้ว
ความต่ำต้อย ด้อยพัฒนา ล้าหลัง
และไม่เป็นตะวันตกนี่เองที่เป็นพื้นฐานและให้ความชอบธรรมแก่แนวคิดเรื่อง การพัฒนา แบบที่มุ่งเน้นการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวจนละเลยมิติด้านสังคมวัฒนธรรมไปโดยสิ้นเชิง.
ความหยุดนิ่ง (static)
ของสังคมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
จึงจะต้องถูกเปลี่ยนโดยอาศัยสรรพกำลังความรอบรู้และเครื่องมือกลไกต่างๆ
จากภายนอก.
ในระบบคิดของการพัฒนานั้น การพัฒนาก็คืออำนาจที่จะเยียวยาสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ
และการพัฒนาก็ถูกมองว่าเป็นการเยียวยาโดยไม่เคยถูกตั้งคำถามหรือมองว่าเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ปัญหาหรือความล้าหลังอ่อนแอของสังคม, ในทางกลับกันถ้าปราศจากการพัฒนาแล้วระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคมก็ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้
หรือความล้าหลังอ่อนด้อยประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขเยียวยา.
การพัฒนาจึงเปรียบเสมือนคู่ตรงข้ามของความเป็นชนเผ่า (tribalism), ความล้าหลัง (primitive), ความป่าเถื่อน (barbarism),
ความทารุณโหดร้าย (brutality),
ความหลงใหลในเชื้อชาติ (ethnicity), ความยากจน (poverty), การไม่รู้หนังสือ
(illiteracy) และความโง่เขลา (ignorance) ของการเข้าไม่ถึงความจริงของโลกวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (Crush, 1995b: 10).
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา นั้นไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคนิควิทยาการ หรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคม
และวัฒนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว,
การพัฒนา โดยตัวของมันเองเป็นเรื่องของการต่อสู้ที่หลากหลายและรอบด้านเพื่อช่วงชิงการนำในการสร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นตัวกำหนดหรือสร้างความหมายและการดำรงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า
การพัฒนา. กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว การเป็นพัฒนาเป็นเรื่องของอำนาจและการต่อสู้ทางการเมือง
เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้าง/กำหนดกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมา
เพื่อใช้เป็นกรอบในการพูดถึง เขียนถึง อธิบาย ทำความเข้าใจ ตัดสินสิ่งที่เรียกว่า การพัฒนา (ไชยรัตน์, 2542: 18) เนื่องจากการพัฒนาประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 ประการ
คือ คุณค่า, ผลประโยชน์ และอำนาจ. นอกจากนี้ การพัฒนายัง ส่อนัยถึงศักยภาพที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์-เปลี่ยนแปลง
(an extraordinary potency) การพัฒนาเกี่ยวข้องกับเรื่องของวัตถุและจิตใจทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา อย่างไรก็ตาม
ในระดับที่เป็นรูปธรรมหรือในทางปฏิบัติแล้ว นโยบายหรือกิจกรรมต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาก็ไม่แตกต่างไปจากนโยบายหรือกิจกรรมทางการเลือกทั่วๆ ไป
กล่าวคือ ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน
เนื่องจากการมีทรัพยากรจำกัด
ดังนั้น
การพัฒนาในทางปฏิบัติจึงมิใช่เรื่องของการทำให้ทุกคนหรือทุกกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจเลือกมากกว่าว่าจะทำ/ไม่ทำอะไร และผลจากการตัดสินใจเลือกนี้กระทบต่อบุคคล/กลุ่มบุคคลในสังคมแตกต่างกันไป (ไชยรัตน์,
2542: 56).
ในเมื่อการพัฒนาโดยเนื้อแท้ก็คือส่วนหนึ่งของการเมืองที่หมายถึงการมีผู้ได้ประโยชน์กับผู้เสียประโยชน์จากการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเมือง, จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการพัฒนาให้ถึงรากถึงโคน. การวิจารณ์แนวนโยบายการพัฒนาเท่าที่ผ่านมา
ความพยายามเหล่านี้ก็ยังยืนอยู่บนฐานหรือกรอบของสิ่งที่เรียกว่า
การพัฒนา อยู่นั่นเอง เพราะประการแรก ยังคงมองเรื่องของ ความด้อยพัฒนา ว่าเป็นเรื่องของการขาดบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ในสังคมตะวันตกไป,
ประการที่สอง
การพัฒนาในตัวของมันเองยังคงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาที่สุดที่ต้องบรรลุให้ถึง
เนื่องจากการพัฒนาคือสัจธรรมหรือความจริงสูงสุดหรือ ธรรมชาติ
ที่บรรดาประเทศ ด้อยพัฒนา หรือประเทศ
โลกที่สาม ต้องไขว่คว้ามาให้ได้
(ไชยรัตน์, 2542: 27). แต่คำถามที่พื้นฐานและถึงรากถึงโคนที่สุดที่ยังไม่ได้ถามก็คือ
ทำไมรูปแบบอารยธรรมหนึ่ง
นั่นคืออารยธรรมตะวันตกสมัยใหม่จึงสามารถกลายสภาพเป็นแม่แบบที่อารยธรรมและสังคมอื่นต้องเจริญรอยตาม
และกลายเป็นกฎเกณฑ์หรือมาตรวัดการพัฒนา/ด้อยพัฒนาของประเทศอื่น
สังคมอื่นไปได้ (ไชยรัตน์, 2542: 28).
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ
การที่นักวิชาการตะวันตกทั้งหลายที่ศึกษาความด้อยพัฒนาของประเทศโลกที่สามด้วยมาตรวัดของตะวันตกนั้น
ไม่เคยคิดที่จะหยุดมองสังคมอเมริกันของตัวเองในช่วงเวลาเดียวกันเลยว่าอยู่ในฐานะพัฒนาหรือด้อยพัฒนาทางการเมืองอย่างไร เพราะบรรดาหลักเกณฑ์ต่างๆ
ที่นักรัฐศาสตร์อเมริกันเหล่านี้บรรจงใช้วัดความด้อยพัฒนาทางการเมืองของ ประเทศโลกที่สาม ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางการเมือง
หรือความไม่เสมอภาคทางการเมือง ฯลฯ ก็กำลังเกิดขึ้นในสังคมอเมริกันเช่นกัน
เช่นการเดินขบวนประท้วงสงครามเวียดนามของนักศึกษาและประชาชน, การเคลื่อนไหวของขบวนการเรียกร้องสิทธพลเมืองของคนอเมริกันผิวดำ (the
civil rights movement), หรือการใช้กำลังทหาร-ตำรวจเข้าปราบปรามขบวนการศึกษา
เป็นต้น (ไชยรัตน์, 2542: 45). จึงเท่ากับว่า
แนวคิดและนโยบายการพัฒนาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เปลี่ยนสถานะของผู้คนในประเทศด้อยพัฒนาจากมนุษย์/พลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงและมีชีวิตจิตวิญญาณไปเป็นวัตถุที่ไร้จิตวิญญาณที่เรียกว่า
ประชากร (population) และ ทรัพยากร (human resources) เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าคนในประเทศด้อยพัฒนาเหล่านั้นไม่มีความสามารถ
ไม่มีศักยภาพ และไม่มีผลิตภาพที่จะพัฒนาได้ด้วยตัวเอง
และกลายเป็นตัวขัดขวางการพัฒนา ซึ่งทำให้จำเป็นต้องได้รับ การพัฒนา.
การเปลี่ยนสถานะของประเทศต่างๆ ในเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา
และตะวันออกกลางเป็นประเทศ ด้อยพัฒนา ที่รอคอย การปลดปล่อยช่วยเหลือ จากประเทศพัฒนาแล้วทำให้ประเทศเอกราชที่มีอธิปไตยสมบูรณ์เหล่านี้กลายเป็นเพียงวัตถุเพื่อการศึกษา
และทำให้ประเทศและผู้คนในดินแดนเหล่านี้ต้องสยบยอมและน้อมรับความต่ำต้อยด้อยกว่าของตัวเอง
และยินดีน้อมรับเอาสิ่งที่ ดีกว่า เจริญกว่า
พัฒนาแล้ว จากประเทศตะวันตกมาใช้เป็นเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง
(ไชยรัตน์, 2542: 32-33).
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว
การพัฒนากลายเป็นเทคโนโลยีทางอำนาจอย่างหนึ่งที่จะจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจชุดใหม่ระหว่างประเทศมหาอำนาจตะวันตกกับบรรดาประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายภายหลังยุคแห่งการปลดปล่อยอาณานิคมมากกว่าเพื่อปลดปล่อยผู้คนในประเทศเหล่านี้จากความอดอยากยากจนดังที่จะเอ่ยอ้างกัน.
ทฤษฎีการพึ่งพา (Dependency Theory)
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
ทฤษฎีการพัฒนากระแสหลักมีความหมายแบ่งออกเป็น 3
ประการ คือ
1)ทฤษฎีการขาดแคลนทุน (capital-shortage)
ซึ่งมุ่งสนใจไปที่ความจำเป็นในการวางแผนการลงทุน
หรือยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ
ทำอย่างไรที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปได้
และทำไมอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มรายได้ประชาชาติ (GDP) ให้ได้มากยิ่งขึ้น
2)ทฤษฎีแรงงานส่วนเกิน
หรือเศรษฐกิจทวิลักษณ์ (labour-surplus or dual economy) ซึ่งมุ่งสนใจที่จะเปลี่ยนให้เศรษฐกิจภาคที่เลี้ยงตัวเองแบบยังชีพ
(subsistence sector) ให้กลายเป็นเศรษฐกิจภาคทุนนิยม
ที่กระบวนการผลิตของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบจะทำให้ทุกคนสามารถเพิ่มผลิตภาพ (productivity)
และเพิ่มรายได้มากขึ้น
และ 3)ทฤษฎีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์
ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กระแส คือ ก)การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องดำเนินไปรูปแบบแผนหนึ่งเดียวแน่นอน
คือ จากยุคจารีตไปสู่ ยุคสภาพเตรียมพร้อมที่จะทะยาน (pre-necessary-condition
to take-off) ไปสู่ ยุคทะยานไปสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรม
และ ข)การพัฒนาเศรษฐกิจต้องอาศัยพลวัตและไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง
(nonlinear).
อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาไม่ได้เป็นการก้าวหน้าไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด, และคำอธิบายข้างต้นเป็นความสับสนระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับการพัฒนาของสังคมมนุษย์
หรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจสับสนกับการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic
development and economic growth), และเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาที่แท้จริงเรื่องการพัฒนา
ดังที่ Dubley Seers ให้ความหมายด้วยวลีว่าหมายถึง การบรรลุถึงศักยภาพของความเป็นมนุษย์ของแต่ละคน (the realization
of the potential of human personality) (Seers, 1973: 6-14).
นอกจากนี้ การพัฒนายังหมายถึงการลดลงของความยากจน, ภาวะการว่างงาน,
และความไม่เสมอภาคในสังคม; การวางแผนพัฒนาที่สับสนปนเปกับความหมายด้านการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจจึงทำให้การกำหนดให้มี
ทศวรรษแห่งการพัฒนา ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่
2 กลายเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด
เพราะการวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเพิ่มพูนของตัวเลขรายได้ประชาชาตินั้นแท้ที่แท้จริงแล้วคือพัฒนาที่จะทำให้
การเติบโตของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและการว่างงานถีบตัวสูงขึ้น
(the growth of economic inequality and unemployment must have actually
accelerated) (Seers, 1973: 6 and 12).
นอกจากแนวความคิดต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่
2
แล้วยังเกิดมีความเห็นว่าความด้อยพัฒนาของประเทศในโลกที่สาม (โดยเฉพาะในลาตินอเมริกา) แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากการขูดรีดผลประโยชน์ของจักรวรรดินิยมตะวันตกทั้งสิ้น[1]
ซึ่งได้นำไปสู่การจัดทำแผนงานทางเศรษฐกิจขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจสำหรับลาตินอเมริกาขององค์การสหประชาชาติ
(United Nations Economic Commission for Latin America หรือ
ECLA) ที่ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.
1948 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภายในประเทศเป็นหลัก (an
inward-looking development) คือเน้นการพัฒนาที่ทั้งตอบสนองความต้องการภายในประเทศและทดแทนการนำเข้าจากภายนอกเป็นหลัก
เนื่องจากเห็นว่ากลยุทธการพัฒนาที่มุ่งเน้นภายนอก (an outward-oriented development)
หรือเน้นการส่งออกเป็นหลักนั้นทำให้ต้องขึ้นอยู่กับตลาดภายนอกอย่างมาก
ดังที่ ซึ่งมี Raul Prebisch อดีตเจ้าหน้าที่ของธนาคารโลกซึ่งกลายเป็นมันสมองหลักของ
ECLA ชี้แนะว่า all industrialization activity is
directed towards the domestic market (Prebisch, cited in Kay, 1989: 45). นักเศรษฐศาสตร์แห่ง ECLA มองว่าแนวทางการพัฒนาแบบที่ใช้กันอยู่ในประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้วนั้นไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้สำหรับประเทศที่ยังด้อยพัฒนา เพราะว่า ประเทศด้อยพัฒนานั้นด้อยพัฒนาเพราะมีโครงสร้างและแบบแผนพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์และสิ่งแวดล้อมของประเทศ
ความด้อยพัฒนาของลาตินอเมริกาเป็นผลมาจากตำแหน่งที่เสียเปรียบของลาตินอเมริกาในเศรษฐกิจโลก
และการนำเอานโยบายทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีมาใช้ (วินิต,
2528: 10). ECLA เสนอว่าลาตินอเมริกาจะต้องดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภายใต้มาตรการคุ้มครอง
ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยคุ้มครองอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนา (infant
industries) แต่จะยังช่วยแก้ปัญหาการว่างงานและการใช้ทุนต่ำอีกด้วย,
นอกจากนี้รัฐยังต้องช่วยเหลือในการวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม
และรวมถึงการหาตลาดกลางสำหรับสินค้าที่ต้องผลิตจำนวนมากจึงจะคุ้มการลงทุน. นโยบายทางเศรษฐกิจแบบนี้ต่อมาเรียกกันว่านโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า
(import substitution industrialization ISI) คือมุ่งที่จะก่อตั้งอุตสาหกรรมขึ้นภายในประเทศเป็นหลักเพื่อตอบสนองความต้องการที่เมื่อก่อนได้มาด้วยการนำเข้าจากภายนอก
(จากประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้ว) และมุ่งจะที่ลดความต้องการสินค้าจากภายนอกลง
ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลระหว่างประเทศ
และจะนำไปสู่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงต่อไป (ECLA, The
Economic Development for Latin America in the Post-war Period (1974); อ้างถึงใน วินิต, 2528: 11).
นักวิชาการลาตินอเมริกากลุ่มหนึ่งที่วิจารณ์นโยบายการพัฒนาในแนวนี้ได้ขนานนามแนวทางการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของตัวเองว่า
ทฤษฎีการพึ่งพา
(Dependency Theory) คือมองว่าความด้อยพัฒนาไม่ได้เป็นผลจากความด้อยพัฒนาในตัวของประเทศที่ด้อยพัฒนาในปัจจุบันเอง แต่เป็นผลมาจาก ความสัมพันธ์เชิงครอบงำและพึ่งพิงที่ประเทศด้อยพัฒนามีอยู่กับประเทศศูนย์กลาง
การแก้ไขความด้อยพัฒนาจึงต้องทำโดยการตัดหรือลดความสัมพันธ์ในลักษณะนี้กับประเทศศูนย์กลางลง
(วินิต, 2528: 19). นอกจากนี้ Raul
Prebisch ยังมีความเห็นว่า โครงสร้างทางการค้าระหว่างประเทศดำเนินไปในลักษณะที่ประเทศด้อยพัฒนาต้องเสียเปรียบ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโน้มเอียงที่จะลดความสำคัญของผลิตผลขั้นปฐมลง ยิ่งกว่านั้น ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น
ความต้องการอาหารและผลิตผลขั้นปฐมอื่นๆ จะไม่เพิ่มขึ้นอย่างทัดเทียมกันด้วย
แนวโน้มเหล่านี้จะทำให้ราคาของผลิตผลขั้นปฐมซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศด้อยพัฒนาโน้มเอียงที่จะตกต่ำลงในระยะยาว
เมื่อเทียบกับราคาของผลิตผลอุตสาหกรรมที่ประเทศด้อยพัฒนานำเข้ามาจากประเทศพัฒนาซึ่งจะส่งผลให้ประเทศพัฒนากอบโกยเอาผลประโยชน์อันพึงได้จากการเพิ่มของผลิตผลเบื้องต้นของประเทศด้อยพัฒนาไปได้เกือบหมด
ในขณะที่ประเทศด้อยพัฒนาจะต้องยุ่งยากอยู่กับปัญหาดุลชำระเงินเรื้อรังและความเติบโตทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้า
(Raul Prebisch, Toward a New Trade Policy for Development (1964); อ้างถึงโดย วินิต, 2528: 19).
ทฤษฎีการพึ่งพิงจึงเป็นความพยายามที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศทุนยิมที่พัฒนาแล้ว
(ประเทศฝ่ายเหนือ - North) กับประเทศที่ยังล้าหลัง
ด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา หรือประเทศโลกที่สาม (ประเทศฝ่ายใต้ -
South) หรือกล่าวอีกแง่มุมก็คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้
(North-South relationship) ที่มีลักษณะของความสัมพันธ์แบบครอบงำ-พึ่งพิง (dominant-dependent) ระหว่างประเทศที่มีฐานะและความสามารถทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก
และก่อให้เกิดสภาพที่เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังครอบงำสามารถขยายตัวขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศพึ่งพิงกลับไม่สามารถขยายตัวตามไปด้วยได้
หรือขยายตัวได้ในระดับเพียงสะท้อนให้เห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศครอบงำเท่านั้น
(วินิต, 2528: 20).
โดยนักทฤษฎีการพึ่งพิงจะมีแนวคิดร่วมกันอยู่ 3 ประการคือ 1)ระบบเศรษฐกิจประเทศรอบนอกอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมและอิทธิพลของระบบทุนนิยมโลก,
ความด้อยพัฒนาและการขยายตัวของทุนนิยมในประเทศรอบนอกจึงขึ้นอยู่กับการขยายตัวของระบบทุนนิยมโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง; 2)ชนชั้นนำในประเทศรอบนอกมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอยู่กับชนชั้นนำในประเทศศูนย์กลาง
และได้รับเอาวิถีการดำรงชีวิตของประเทศศูนย์กลางมาเป็นพวกตน; และ 3)ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันทั้งระหว่างประเทศและระหว่างกลุ่มชนในประเทศได้นำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น
และประเทศหรือกลุ่มชนที่ร่ำรวยอยู่แล้วก็จะร่ำรวยยิ่งขึ้น
ส่วนที่ยากจนอยู่ก็จะไม่ได้รับดอกผลที่งอกเงยมาจากการพัฒนาแบบพึ่งพิง (วินิต, 2528: 55). กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศด้อย/กำลังพัฒนา
(Developed and Under-developed) หรือประเทศฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้
(North-South) คือระบบความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก
ที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม กับประเทศกำลังพัฒนา-ด้อยพัฒนาในเอเชียและแอฟริกา
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม. การผลิตสินค้าที่แตกต่างกันในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต
ทำให้ประเทศด้อยพัฒนา-กำลังพัฒนาตกเป็นหนี้มหาศาลต่อประเทศอุตสาหกรรมตะวันตก
และทำให้ตะวันตกสามารถเข้ามาแทรกแซงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ
และอำนาจอธิปไตยของชาติในประเทศด้อย-กำลังพัฒนา. Theotonio Dos Santos นักทฤษฎีการพึ่งพิงที่สำคัญมากที่สุดคนหนึ่งได้นิยามว่า
การพึ่งพิงนั้นเราหมายถึงสถานการณ์หนึ่งซึ่งเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการพัฒนาและการขยายตัวของเศรษฐกิจอื่นซึ่งเศรษฐกิจแรกนั้นต้องขึ้นอยู่
ความสัมพันธ์ของการพึ่งพิงซึ่งกันและกันระหว่างเศรษฐกิจสองประเทศ
หรือมากกว่า และระหว่างเศรษฐกิจเหล่านี้กับการค้าของโลกจะมีลักษณะของการพึ่งพิงต่อเมื่อบางประเทศ
(ผู้เหนือกว่า) สามารถขยายตัวและเลี้ยงตัวเองได้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ (ผู้พึ่งพิง) สามารถจะทำสิ่งนี้ได้แต่เพียงในฐานะที่เป็นการสะท้อนของการขยายตัวนั้น
ซึ่งสามารถที่จะให้ผลได้ทั้งในทางบวกและทางลบต่อการพัฒนาประเทศของเขา
(Theotonio Dos Santos, The Structure of Dependence, in Charles K. Wilber,
ed., The Political Economy of Development and Underdevelopment (1973:
109); อ้างและแปลโดย วินิต, 2528: 21).
Andre
Gunder Frank นักทฤษฎีการพึ่งพิงคนสำคัญอีกผู้หนึ่งเห็นว่า
ความด้อยพัฒนาไม่ได้เป็นขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนาของสังคมมนุษย์
ดังเช่นที่ประเทศพัฒนาในปัจจุบันก็ไม่เคยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนามาก่อน (underdeveloped)
แม้ว่าจะเคยเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนามาก่อน (undeveloped) ก็ตาม; กล่าวคือความด้อยพัฒนาไม่ได้เป็นผลสะท้อนโดยตรงของโครงสร้างของประเทศด้อยพัฒนาเอง,
แต่ความด้อยพัฒนาส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบริวารที่ด้อยพัฒนากับประเทศพัฒนาในปัจจุบัน
และเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างและวิวัฒนาการของระบบทุนนิยมโลก. Gunder Frank
กล่าวว่า โดยการกอบโกยสกัดเอาผลของแรงงาน (ในประเทศบริวาร) ผ่านทางการผูกขาดทางการค้า
ประเทศหลักได้ทำลายหรือเปลี่ยนรูประบบเศรษฐกิจและสังคมที่เลี้ยงตัวเองได้มาแต่แรกของสังคมเหล่านี้ไปอย่างสิ้นเชิง
ดึงเข้ามาอยู่ในระบบทุนนิยมโลกที่ครอบงำโดยประเทศหลัก และเปลี่ยนประเทศเหล่านี้ให้เห็นแหล่งของการสะสมทุนและการพัฒนาของประเทศหลัก
ชะตากรรมที่สืบเนื่องมาของประเทศที่ถูกปราบ เปลี่ยนรูป
และจัดขึ้นใหม่นี้ก็คือ การสูญสิ้นเงินทุน
การขาดผลิตภาพ และการเพิ่มพูนของความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ที่สรุปได้เป็นคำเดียวคือ
ความด้อยพัฒนาที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน (Andre G. Frank, Underdevelopment
or Revolution (1969: 225); อ้างและแปลโดยวินิต, 2528:
33-34).
นอกจากนี้เขายังเห็นว่าทุนนิยมเป็นพื้นฐานของสังคมลาตินอเมริกามาตั้งแต่สมัยการล่าอาณานิคม
และเป็นแหล่งที่มาของความด้อยพัฒนา จึงไม่ถูกต้องด้วยเหตุที่จะเสนอให้การพัฒนาแบบทุนนิยมเป็นทางเลือกในการพัฒนาของลาตินอเมริกา
นายทุนชาติเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความสัมพันธ์เชิงทำลายของเมืองหลัก-เมืองบริวาร
การสนับสนุนให้นายทุนชาติเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาก็เท่ากับเป็นการยืดระยะ[เวลา]และผลักดันให้เกิดความด้อยพัฒนานานและหนักยิ่งขึ้น
การพัฒนาของประเทศบริวารย่อมเป็นไปไม่ได้ตราบใดที่ยังคงอยู่ในระบบเมืองหลัก-เมืองบริวารอยู่
ทางเลือกมีอยู่ทางเดียวคือการแยกตัวอย่างเด็ดขาดออกจากข่ายเมืองหลัก-เมืองบริวาร (metropolis-satellite network) โดยการปฏิวัติทางสังคมนิยม
หรือมิฉะนั้นก็ต้องด้อยพัฒนาอยู่ในระบบนี้ต่อไป (อ้างถึงในวินิต,
2528: 34-35).
Osvaldo Sunkel วิเคราะห์ว่า
การเข้าร่วมอยู่ในระบบทุนนิยมโลกของประเทศด้อยพัฒนาได้นำไปสู่การแบ่งแยกภายในชาติมากยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในระบบศูนย์กลาง-รอบนอกที่เป็นอยู่นี้ก่อให้เกิดการแบ่งขั้วระหว่างประเทศ
และผลที่ตามมาก็คือแบบแผนแห่งการพึ่งพิงของอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า
ความสัมพันธ์ภายในก็ก่อให้เกิดการแบ่งขั้ว
ซึ่งกลุ่มที่ทันสมัยและก้าวหน้าภายในโครงสร้างที่ด้อยพัฒนาและพึ่งพิง
มีรายได้สูงจาก (ก) การติดต่อเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างที่ทันสมัยของประเทศพัฒนา
และ (ข) การกอบโกยเอารัดเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ของประเทศตน
กลุ่มคนที่ก้าวหน้านี้จะรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมและวัฒนธรรมกับโครงสร้างที่พัฒนามากกว่า
และความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนชาติกับนายทุนข้ามชาติจากศูนย์กลางทำให้เกิดสภาพของการหลอมรวมกันข้ามชาติข้ามพรมแดนรัฐที่ทำให้ระบบทุนนิยมกลายเป็นระบบทุนนิยมลูกโลกที่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆได้อย่างเสรีและผูกรัดระบบทุนนิยมลูกโลกเข้าด้วย
พร้อมกับทำให้การแตกแยกอย่างรุนแรงภายในชาติ (dual process of
transnational integration and national disintegration) (Osvaldo
Sunkel, Transnational Capitalism and National Disintegration in Latin
American, Social and Economic Studies, vol. 22 (March 1973): 132-176; อ้างถึงในวินิต, 2528: 30-31).
อย่างไรก็ตาม
ทฤษฎีการพึ่งพาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเพียง การตอบสนองต่อความล้มเหลวที่เห็นได้ของแนวความคิดที่ครอบงำอยู่ในลาตินอเมริกาแต่เดิม
นั่นคือแนวความคิดของอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (specially the theory of
dependency is a response to the perceived failure of the previous dominant
ideology of development in Latin America, that of import substitution
industrialization) (Philip J. OBrien, A Critique of Latin American Theories
of Dependency, in Ivar Oxaal, Tony Barnett, and David Booth, eds., Beyond
the Sociology of Development (1975: 7); อ้างใน วินิต,
2528: 13). กล่าวคือ
นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบนำเข้าถูกโจมตีว่าล้มเหลวเพราะไม่สามารถลดการพึ่งพิงต่อภายนอกได้,
การกระจายรายได้ก็ยิ่งไม่เท่าเทียมมากยิ่งขึ้น, คนส่วนใหญ่ถูกถีบออกไปอยู่ที่ชายขอบของสังคมเหมือนเดิม, สังคมยังมีการแบ่งแยกและไม่มีความมั่นคง, และที่สำคัญความพยายามที่จะกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะทำให้พึ่งตนเองได้ในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ต่อบรรษัทข้ามชาติเนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของนักลงทุนข้ามชาติ.
ECLA วิจารณ์การวางแผนพัฒนาแบบทดแทนการนำเข้านั้นมีสาเหตุมาจาก
1)The persistence of foreign exchange problems, 2)the inability of
industrialization to diffuse its benefits or give impetus to other economic
activities, 3)the limited absorption of labour, 4)the continued existence of
marked inequalities in the distribution of income, 5)the increasing control
exercised by foreign capital over the most dynamic and strategic industries and
over the implementary financial and commercial activities, reducing internal
autonomy (CEPAL, America Latina: El Pensamiento of Development and
Underdevelopment (1969), cited in Kay, 1989: 46). นอกจากนี้
การเข้าไปแทรกแซงช่วยคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยรัฐตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทดแทนการนำเข้านั้นถึงที่สุดก็ช่วยเหลือเฉพาะบรรดาคนมั่งมีกระฎุมพีทั้งหลาย
ซึ่งจะยิ่งตอกลิ่มความแตกแยกเพิ่มมากขึ้นในประเทศโลกที่สาม
และนำไปสู่การสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกระฎุมพีนายทุนชาติกับกระฎุมพีนายทุนต่างชาติ,
และกล่าวถึงที่สุดแล้วจะยิ่งนำรัฐในโลกที่สามไปสู่สังคมการเมืองการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยของชนชั้นกระฏุมพี (bourgeoisie
democratic state and society) มากยิ่งขึ้น (Kay, 1989: 21). การมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลักทำให้เกิดปัญหาตามมาก็คือ
ตลาดภายในประเทศนั้นมีอยู่จำกัดไม่สามารถรองรับสินค้าอุตสาหกรรมได้
ทำให้การพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป็นได้ยากลำบาก (Kay, 1989:
46) และยากที่จะนำเข้าเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนมากๆ
เพื่อให้ในการผลิต
เพราะนโยบายทดแทนการนำเข้าจะทำให้ประเทศต้องขึ้นอยู่กับสินค้าเกษตรกรรมหรือสินค้าปฐมภูมิที่ราคาถูกเป็นหลัก
ซึ่งทำให้ the centres imports of primary products from the periphery
rises at a lower rate than its national income, while the peripherys imports
of industrial commodities from the centre grow at a faster rate than its
income (Kay, 1989: 33).
ความล้มเหลวของนโยบายเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบทดแทนการนำเข้านั้นในที่สุดนอกจากไม่ได้ทำให้เกิดการผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างจริงจังนอกจากการผลิตประกอบชิ้นส่วนของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการหลบเลี่ยงกำแพงภาษีนำเข้าในตลาดที่ได้รับการคุ้มครองภายในประเทศแล้วยังได้นำไปสู่การเกิดรัฐราชการที่กดขี่
(Bureaucratic
Authoritarian state) ที่หันมาเป็นผู้ประกอบการเอง
เนื่องจากภาคเอกชนภายในประเทศไม่มีความสามารถระดมทุนเพียงพอที่จะทำการผลิตในระดับมหภาคและที่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนซึ่งต้องใช้ทุนสูง
ซึ่งได้นำไปสู่การมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับบรรษัทข้ามชาติ
ทำให้เกิดลักษณะของการพึ่งพิงแบบใหม่ที่เรียกว่า Associated-Dependent
Development ที่รัฐกลายเป็นแนวร่วมของบรรษัทข้ามชาติ
ที่จะคอยกดขี่ประชาชนให้ต้องศิโรราบยอมทนรับค่าแรงถูกๆ
ในประเทศเพื่อรักษาบรรยากาศการลงทุน (พิษณุ, 2528: 64-65).
กล่าวคือ การที่รัฐเผด็จอำนาจ กลายเป็นลักษณะหนึ่งของการพัฒนาพึ่งพิงก็เพราะชนชั้นนำได้รับและปฏิบัติตามนโยบายการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเน้นที่การกำหนดค่าแรงให้ต่ำสำหรับคนส่วนใหญ่
และการสะสมทุนในมือของคนเพียงไม่กี่คน
ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศรอบนอก [Peripheral]จึงเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้มากขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงควบคู่ไปกับการคงอยู่และเพิ่มพูนของปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของคนส่วนใหญ่ ในทัศนะของชนชั้นปกครอง
รัฐมีหน้าที่ดูแลให้คนส่วนใหญ่ที่ถูกกดขี่อยู่ในความควบคุมให้ได้
แม้ว่าจะต้องใช้กำลังก็ตามเพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีสำหรับการลงทุนไว้
การปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือประชาชนนิยม (populism) เข้ากันได้ไม่ดีนักกับรัฐทุนนิยมพึ่งพิง
เพราะความสนใจและความต้องการของคนส่วนใหญ่ในการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกันมากขึ้นทำให้เป็นการยากที่รัฐจะดำเนินนโยบายที่นำไปสู่การขยายตัวของทุนนิยมพึ่งพิงที่ต้องการได้
(วินิต, 2528: 38).
นอกจากนี้ความพยายามที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศทำให้ประเทศด้อยพัฒนาต้องตกอยู่ในภาวะผูกพันกับการพึ่งพิงประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง
(Metropolis หรือ Center) มากยิ่งขึ้น,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพิงทางด้านเทคโนโลยี
และภาวะการพึ่งพิงมิได้จำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะสาขาอุตสาหกรรมเท่านั้น
แต่เป็นการพึ่งพาในทุกๆ สาขาการผลิต. การรุกเข้าไปในสังคมด้อยพัฒนาของนายทุนต่างชาติ
ทั้งในรูปการเข้ามาลงทุนโดยตรงและโดยอ้อม
หรือโดยการเข้าไปมีบทบาททางการผลิตและการค้าของบรรษัทข้ามชาติได้ก่อให้เกิดการสร้างรูปแบบการผลิตภายในสังคมด้อยพัฒนาขึ้นใหม่ที่ผลักดันให้ประเทศด้อยพัฒนากลายเป็นเพียงแหล่งป้อนวัตถุดิบและการผลิตอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานอย่างเข้มข้นและใช้เทคโนโลยีต่ำซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการผลิตไปในตัวให้แก่บรรษัทข้ามชาติ
(ปกรณ์, 2528: 78-79).
เมื่อบรรษัทข้ามชาติครองโลก
การพยายามดิ้นรนเพื่อแสวงหาความเป็นอิสระในทางเศรษฐกิจและการพึ่งตนเองโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับการครอบงำของระบบเศรษฐกิจโลกที่ครอบงำอยู่โดยประเทศทุนนิยมที่พัฒนาแล้วนั้นในที่สุดก็ต้องพ่ายต่อพลังอำนาจของระบบทุนนิยมลูกโลกที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติ
ที่กระทำในนามของการเปิดเสรีทางการค้า. ความเชื่อในอุดมการณ์ตลาดเสรีก็คือว่า
การแข่งขันในตลาดเสรีที่ไม่มีการควบคุมโดยรัฐจะมีผลให้บังเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตสินค้า
และจะทำให้สามารถจัดสรรทรัพยากรในสังคมเป็นไปได้อย่างดีที่สุด. การตลาดเสรีจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบเดียวกันทั้งลูกโลก
คือสามารถเชื่อมเข้าหากันได้ ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ด้วยการกำจัดอุปสรรคของการเคลื่อนตัวอย่างเสรีของสินค้าและเงินไปทุกหนทุกแห่งในโลก
(คือการกีดกันทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี
การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ), ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น,
ทำให้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น, ทำให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น,
ทำให้ราคาสำหรับผู้บริโภคลดลง, ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค
และทำให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งระบบ
ซึ่งในที่สุดแล้วก็จะทำให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์. หน้าที่หลักของรัฐก็คือ
คอยจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อทำให้การค้าจำเริญก้าวหน้าต่อไปได้
และจะต้องมีการออกกฎหมายที่ให้การรับรองสิทธิในทรัพย์สิน, รวมทั้งต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ด้วยการขายทอดกิจการที่ดำเนินโดยรัฐให้กับเอกชน
ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนย้ายหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะของรัฐไปให้แก่ภาคเอกชนเข้ามาช่วยจัดการแทน
เพราะการแข่งขันกันให้บริการของภาคเอกชนจะช่วยให้บริการสาธารณะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและก่อให้เกิดผลกำไรสูงสุด
(คอร์เตน, 2542: 98). ทั้งนี้วิธีคิดเรื่องการค้าเสรี
ซึ่งควบคุมโดยกลไกตลาดได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเบื้องต้นของตลาดเสรีที่ว่า 1)มนุษย์ถูกกระตุ้นด้วยความเห็นแก่ตัว
ซึ่งจะแสดงออกด้วยการพยายามแสวงหาผลประโยชน์และสิทธิเหนือทรัพย์สินให้แก่ตัวเองให้มากที่สุด,
2)การกระทำใดๆ ที่มีผลตอบแทนทางการเงินสูงสุดต่อปัจเจกชน
ก็จะมีผลดีต่อสังคมโดยส่วนรวมพร้อมกันไป
เพราะหากแข่งขันกันอย่างเสรีในตลาดจะทำให้ผู้ผลิตต้องพยายามผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากที่สุดมาเสนอขายตลาด,
3)พฤติกรรมการแข่งขันเป็นการกระทำที่มีเหตุมีผลมารองรับมากกว่าความร่วมมือกันโดยปกติ
สังคมจึงควรดำเนินไปบนพื้นฐานแรงจูงใจจากการแข่งขัน, และ
4)ความก้าวหน้าสามารถวัดได้ดีที่สุดด้วยมูลค่าการบริโภคของสมาชิกในสังคม
และยิ่งมีการใช้จ่ายในการบริโภคมากขึ้นเท่าใด
ก็จะยิ่งแสดงถึงความก้าวหน้าของการกินดีอยู่ดีของสังคม
เนื่องจากการบริโภคจะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการผลิตเพิ่ม (คอร์เตน, 2542: 99).
การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จะแสดงถึงความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นผลดีก็ต่อเมื่อ
1)การขยายตัวเกิดขึ้นโดยการผลิตสินค้าและบริการมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ในตัวของมันเอง,
2) สินค้าและบริการกระจายออกไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้งสังคม, และ 3)การกระจายสินค้าและบริการก่อให้เกิดผลสืบเนื่องต่อการเติบโตเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆ
ของสังคม. อย่างไรก็ตาม ความหมายของการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยการวัดการเติบโตของรายได้ประชาชาติที่มักเข้าใจกันมีข้อจำกัดอยู่ในตัวเอง
กล่าวคือเป็นผลจาก 1)การเคลื่อนย้ายกิจกรรมจากเศรษฐกิจของสังคมในครัวเรือนที่มิได้มีการคิดเป็นตัวเงินมาก่อนให้มาอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเงินตรา
ซึ่งจะมีผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนทางสังคมลดลง
เพราะทำให้คนต้องออกจากครัวเรือนไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่ทำเงินเพื่อความอยู่รอดในสังคมเศรษฐกิจแบบใหม่,
2)การลดลงของทรัพยากรธรรมชาติโดยรวมเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ฟื้นตัวได้
อาทิ ฟื้นที่ป่า แหล่งประมง น้ำมัน และแหล่งแร่ ฯลฯ, และ 3)การนับผลได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไม่รอบด้าน
ทำให้คำนวณว่าผลได้จากการดำเนินกิจกรรมเศรษฐกิจเพื่อการตลาดเป็นกำไรรายได้ทั้งๆ
ที่เป็นการขาดทุนทางสังคมในการป้องกันตัวเองอันเกิดจากผลกระทบในทางลบของการเติบโต เป็นต้นว่า การทิ้งของเสีย, การทำความสะอาดบริเวณที่ทิ้งสารพิษหรือเกิดปัญหาน้ำมันรั่วไหล, การให้บริการดูแลสุขภาพแก่ผู้ที่ป่วยอันมีสาเหตุจากปัญหาสิ่งแวดล้อม,
และการใช้จ่ายเงินเพื่อควบคุมมลภาวะ ฯลฯ
เป็นการขูดรีดและทำลายต้นทุนทางสังคมโดยตรง
แต่ไม่เคยถูกนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประเมินผลได้-ผลเสียของกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นอย่างแท้จริง
(คอร์เตน, 2542: 61).
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญต่อความกินดีอยู่ดีของผู้คนในสังคมเกิดจากการที่โภคทรัพย์ทางเศรษฐกิจนั้นมี
การแบ่งสรรกันอย่างไร มากกว่า มีขนาดเท่าใด และแท้ที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ระบบเศรษฐกิจมีผลผลิตในระดับสูงขึ้นเพื่อให้รัฐสามารถสนองตอบต่อความต้องการพื้นฐานของประชาชนได้
เพราะประเทศที่มีระดับฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางอาจจะสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้ดีกว่าประเทศที่มีระดับรายได้ประชาชาติสูงกว่ามาก
เช่น ก)อัตราการรู้หนังสือในประเทศซาอุดิอาระเบียต่ำกว่าอัตราการรู้หนังสือของประเทศศรีลังกา
ทั้งๆ ที่รายได้ต่อหัวของประเทศแรกสูงกว่าถึง 15 เท่า และ ข)อัตราการเสียชีวิตของเด็กในประเทศบราซิล
สูงกว่าในประเทศ จาไมกาถึง 4 เท่า
ถึงแม้รายได้ต่อหัวจะสูงกว่าเท่าตัว (UNDP, Human Development Report
1991 (1991); อ้างใน คอร์เตน, 2542: 62).
สิ่งที่กลายเป็นผลกระทบตามมาจากการให้ความหมายของการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงในบางด้านก็คือ
ทรัพยากรธรรมชาติลดลงในอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นผลทำให้ผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจได้ประโยชน์ทางการเงินเพิ่มขึ้นโดยที่พื้นฐานการดำรงชีวิตของคนอีกจำนวนหนึ่งถูกทำลาย,
เนื่องจาก 1)มีการเคลื่อนย้ายกิจกรรมจากสังคมเศรษฐกิจมาสู่
เศรษฐกิจเงินตรา
และทำให้คนงานจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยค่าจ้างมากขึ้นมีผลให้ต้องพึ่งพาผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินและผู้ที่สามารถกำหนดตำแหน่งงานได้,
และ 2)มีการเปลี่ยนมือของการควบคุมพื้นที่เพื่อการเกษตร
พื้นที่ป่า และแหล่ง
ประมงจากกลุ่มที่เคยประกอบอาชีพเพื่อการยังชีพไปสู่เจ้าของทรัพย์สิน
ที่มีการลงทุนเพื่อผลกำไรที่สามารถวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น
ทำให้มีการจัดสรรความเป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้ไปสู่ชนชั้นที่เป็นเจ้าของทุน
ทำให้จำนวนแรงงานที่มีค่าจ้างต่ำมีเพิ่มมากขึ้น
เพิ่มแรงกดดันที่จะทำให้ค่าจ้างแรงงานลดลง คอร์เตน, 2542: 64-65).
นอกจากนี้เมื่อกล่าวถึง ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
นั้น คนที่สนับสนุนการค้าแบบตลาดเสรีก็จะให้ความเห็นไปในทำนองว่า การมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ สำคัญกว่า การแบ่งปันทรัพยากรและผลผลิตแห่งการพัฒนา. นายลอว์เรนซ์
ซัมเมอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารโลกกล่าวว่า จะเกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด
ถ้าหากประเทศที่ร่ำรวยแล้วจะนำของเสียที่เป็นพิษไปทิ้งในประเทศที่ยากจน ทั้งนี้เพราะคนจนมีวงจรชีวิตที่สั้นกว่าและมีศักยภาพในการหารายได้น้อยกว่าคนรวย
เป็น หน้าที่ทางจริยธรรม ของประเทศที่ร่ำรวยที่จะส่งมลภาวะออกไปยังประเทศที่ยากจน
เนื่องจากจะช่วยให้คนจนมีโอกาสในทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่อาจจะมีได้ในกรณีอื่น
(Lawrence Summers, บันทึกภายในของธนาคารโลก, 12 December
1991, The Economist, 8 February 1992, p. 62, และ Pollution
and the Poor, The Economist, February 15, 1992, pp. 16-17; อ้างถึงโดย คอร์เตน, 2542: 118-9).
การที่ตลาดไม่ถูกควบคุมทำให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จยิ่งขยายกิจการใหญ่โตมากขึ้น
และใช้อำนาจเศรษฐกิจขับไล่หรือซื้อผู้ที่อ่อนแอกว่าเพื่อที่จะสามารถควบคุมส่วนแบ่งของตลาดให้มากขึ้นกว่าเดิม. การที่ คู่แข่งต่างๆ
มารวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดไม่ต้องแข่งขันระหว่างกัน
หรือเพื่อผูกขาดโดยการกำหนดราคาตลาดให้สูงกว่าระดับประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
และยิ่งมีการรวมตัวกันได้มากหรือควบคุมส่วนแบ่งตลาดได้มากเท่าไรก็จะยิ่งยากที่ผู้เข้ามาแข่งขันใหม่จะสามารถเข้ามาแข่งหรืออยู่รอดได้
และยิ่งมีการผูกขาดมากขึ้นโดยมีการแข่งขันน้อยลง, บรรษัทที่ใหญ่ที่สุดก็ยิ่งมีอำนาจทางการเมืองมากยิ่งขึ้นจนสามารถเรียกร้องการลดเงื่อนไขที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทางสังคม
ซึ่งจะเป็นต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตในสังคม จากรัฐบาลได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
และผลักภาระที่จะเกิดจากผลกระทบดังกล่าวให้แก่สังคมมากขึ้น (คอร์เตน, 2542:
106). การไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในเรื่องต้นทุนการผลิตที่แท้จริงทำให้บรรษัทขนาดใหญ่สามารถบิดเบือนราคาสินค้าและประสิทธิภาพที่แท้จริงของการผลิต
เพราะต้นทุนการผลิตที่แท้จริงคือเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันกันในตลาดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
โดยที่ผู้ผลิตจะต้องรับภาระต้นทุนการผลิตทั้งหมด ซึ่งจะสะท้อนออกมาในราคาขายสินค้า
และราคาสินค้าจะเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพของสินค้าที่จะทำให้สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้. ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่ผู้ผลิตกระจายต้นทุนการผลิตออกสู่ภายนอกไปให้ผู้อื่นร่วมรับผิดชอบโดยไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าตามความเป็นจริงย่อมจะทำให้ผู้ผลิตได้ประโยชน์แล้วทำให้สังคมเป็นผู้รับผิดชอบราคาต้นทุนดังกล่าว. ยิ่งมีการบิดเบือนราคาที่แท้จริงของสินค้าได้มากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้บรรษัทสามารถผูกขาดตลาดได้มากเท่าไร
และยิ่งทำให้บรรษัทสามารถมีอำนาจและเสียงดังมากขึ้นในการต่อรองกับรัฐบาลยิ่งขึ้น
ในการเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการควบคุมเพื่อประหยัดต้นทุนบางประเภท เช่น
ต้นทุนในเรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการทำลายสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นภาระภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐเข้าไปดูแลปรับปรุง
และจะต้องถือเป็นต้นทุนการผลิตที่จะสะท้อนอยู่ในราคาสินค้าตามความเป็นจริง.
แต่ด้วยเหตุผลของความจำเป็นของประเทศด้อยพัฒนาที่ยากจนที่ต้องการสร้างโอกาสในการจ้างงาน
และความจำเป็นในการดึงดูดเงินทุนต่างชาติจากภายนอกเข้ามาด้วยการกำหนดเงื่อนไขให้แรงงานราคาถูกและลดเงื่อนไขการควบคุมสภาวะสิ่งแวดล้อม
และรวมทั้งการยกเว้นภาษี, รัฐก็ใช้วิธีการผลักต้นทุนทางสังคมดังกล่าวให้แก่สังคมเป็นผู้รับผิดชอบและเผชิญชะตากรรมจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อมเอาเองเพื่อแลกกับการจำเริญเติบโตของเศรษฐกิจและการเพิ่มเงินตราต่างประเทศในการใช้หนี้ต่างประเทศ (คอร์เตน, 2542:
107).
ภาพรวมของการกระจายรายได้ในโลกปัจจุบัน
(ค.ศ. 1992)[2]
รวยที่สุด 20 % มีรายได้ร้อยละ 82.7 ของรายได้ทั้งหมดของประชากรโลก
ค่อนข้างรวย 20 % มีรายได้ร้อยละ 11.7 ของรายได้ทั้งหมดของประชากรโลก
ระดับกลาง 20 % มีรายได้ร้อยละ 2.3 ของรายได้ทั้งหมดของประชากรโลก
ค่อนข้างยากจน 20 % มีรายได้ร้อยละ 1.9 ของรายได้ทั้งหมดของประชากรโลก
จนที่สุด 20 % มีรายได้ร้อยละ 1.5 ของรายได้ทั้งหมดของประชากรโลก
ส่วนแบ่งของรายได้ของประชากรไทย ปี พ.ศ.
2518/2519-2535[3]
กลุ่มประชากร 2505/6 2518/9 2523/4 2528/9 2531/2 2533 2535
ยากจนที่สุด 10% - - - - - - 2.5
ยากจนที่สุด 20% 7.90 6.05 5.41 4.55 4.51 4.1 5.6
ยากจนธรรมดา 20% 8.60 9.73 9.10 7.87 7.98 7.4 8.7
ระดับกลาง 20% 12.10 14.00 13.38 12.09 12.20 11.6 13.0
ค่อนข้างรวย 20% 21.60 20.96 20.64 19.86 20.30 19.7 20.0
รวยที่สุด 20% 49.80 49.26 51.47 55.63 55.01 57.3 52.7
รวยที่สุด 10% - - - - - - 37.1
ตัวอย่างที่รัฐเผด็จอำนาจยอมทำตัวเป็นแนวร่วมของบรรษัทข้ามชาติเพื่อสร้างการพัฒนาแบบพึ่งพิงก็คือตัวอย่างของบริษัทไนกี้
(Nike) ที่มีโรงงานฐานการผลิตรองเท้าไนกี้เกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย. ขณะที่ราคาขายรองเท้าไนกี้ในสหรัฐตกราวคู่ละ
23-135 เหรียญสหรัฐนั้นมีราคาต้นทุนในการผลิตที่แท้จริงของรองเท้าไนกี้ตกอยู่ในราวคู่ละ 5.60 เหรียญสหรัฐเท่านั้น
(ประมาณ 224 บาท; คำนวณจากฐานดอลล่าร์ละ 40 บาท), แต่ราคาแรงงานที่คนงานเด็กและหญิงสาวในอินโดนีเซียได้รับเป็นเพียงค่าจ้างชั่วโมงละ
15 Cents (ประมาณ 6 บาท), ในขณะที่ในปี ค.ศ. 1992 ไมเคิล
จอร์แดน นักบาสเกตบอลชาวสหรัฐได้รับเงินราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐในฐานะผู้โฆษณาให้กับรองเท้าไนกี้
มีจำนวนมากกว่าราคาค่าจ้างแรงงานต่อปีที่คนงานในอินโดนีเซียได้รับด้วยซ้ำ. คนงานเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในหอพักโรงงาน
โดยไม่มีสหภาพแรงงาน และมีการบังคับให้ต้องทำงานล่วงเวลา, และหากมีการชุมนุมประท้วงนัดหยุดงานก็จะมีกองทหารส่งเข้ามาสลายการชุมนุมเรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการคนงาน
(คอร์เตน, 2542: 151).
นอกจากนี้กรณีของ มาคิลาดอรัส ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่โรงงานประกอบสินค้าในเขตการค้าเสรีในพื้นที่ของประเทศเม็กซิโกบริเวณที่มีเขตแดนติดต่อกับสหรัฐอาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งของการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติ.
กล่าวคือเขตแดนดังกล่าวได้กลายเป็นแม่เหล็กทรงพลังที่ดึงดูดบริษัทของสหรัฐเข้าไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง General Motors, Ford,
GTE ที่ต่างก็จ้องมองหาพื้นที่ที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำ
เพื่อผลิตสินค้าเข้ามาขายในตลาดสหรัฐในราคาที่ถูกกว่าที่ผลิตอยู่ในสหรัฐเนื่องจากราคาแรงงานในสหรัฐสูงมากจึงดึงให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นไปด้วย บรรษัทเหล่านี้จึงพยายามหาทางลดต้นทุนการผลิตด้วยการย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่บริเวณชายแดนเม็กซิโก.
การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตมาคิลาดอรัสเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากโรงงานจำนวน
620 แห่ง และจ้างคนงานทั้งสิ้น 119,550 คนในปี ค.ศ. 1980 เพิ่มขึ้นเป็นโรงงาน
2,200 แห่ง และจ้างคนงานชาวเม็กซิกันมากกว่า 500,000 คนในปี ค.ศ. 1992. เพราะแม้ว่าประสิทธิภาพของคนงานเม็กซิกันจะใกล้เคียงกับคนงานอเมริกัน
แต่ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงของชาวเม็กซิกันตกเพียงชั่วโมงละ 1.64 เหรียญสหรัฐ, ในขณะที่ค่าจ้างคนอเมริกันโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ
16.17 เหรียญสหรัฐ. เพื่อที่จะรักษาเงื่อนไขของแรงจูงใจในการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐทั้งหลาย,
รัฐบาลเม็กซิกันปฏิเสธที่จะให้สิทธิแก่คนงานจัดตั้งสหภาพแรงงานในฐานะองค์กรอิสระ
แม้ว่าจะยอมให้มีการปรับเพิ่มค่าจ้าง
ซึ่งก็มีอัตราต่ำกว่าการเพิ่มปริมาณการผลิตมาก. ต่อมาในปี ค.ศ. 1987 คนงานเม็กซิกันได้พากันประท้วงนัดหยุดงานยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 2 เดือนและทำให้คนงานบริษัทฟอร์ด
มอร์เตอร์ถูกบริษัทไล่ออกถึง 3,400 คน และลดค่าจ้างลง 45
%, และเมื่อคนงานได้นัดกันชุมนุมสนับสนุนหัวหน้าคนงานที่ถูกไล่ออก
รัฐบาลเม็กซิโกก็จ้างมือปืนรับจ้างในความดูแลของรัฐบาลเข้าไปยิงกราดใส่กลุ่มคนงานอย่างไม่เลือกหน้า. ต่อมาในปี ค.ศ. 1992 คนงานกว่า 14,000 คนในโรงงานรถโฟคสวาเกนที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขการเจรจาก็ถูกโรงงานไล่ออกทั้งหมด
โดยที่ศาลเม็กซิกันก็สนับสนุนการกระทำของบรรษัทโฟคสวาเกน. การลด(และเลิก)การควบคุมในเรื่องมลภาวะก็เป็นแรงจูงใจอีกประการหนึ่งที่รัฐบาลเม็กซิโกยื่นมอบให้แก่บรรษัทที่สำคัญ, คณะกรรมการสืบสวนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสหรัฐฯ
ได้เสนอรายงานต่อรัฐสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าโรงงานที่เปิดใหม่ของสหรัฐฯ
ในมาดิลาดอรัสได้เป็นตัวการที่ทำให้แม่น้ำเน่าเสีย
และก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพอย่างรุนแรงแก่บรรดาคนงาน และทารกที่เพิ่งเกิดใหม่จากแม่ซึ่งเป็นคนงานจำนวนมากก็กลายเป็นเด็กที่มีร่างกายไม่สมประกอบ.
ศาสตราจารย์วาลเดส วิลลาลาวา แห่งวิทยาลัยฟรอนเทอรา นอร์เต
ในเมืองฮัวเรซกล่าวว่า เราเริ่มจะเห็นเด็กอายุ 14 ปีเข้ามาทำงานในโรงงานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพการทำงานที่หนักมาก
ทำให้เกิดสภาวะหมดเรี่ยวแรงอย่างต่อเนื่อง
ถ้าหากคนงานต้องทำงานที่นี่ติดต่อกันสามถึงสี่ปี
คนงานจะหมดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง
พวกเขาจะมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา มีปัญหาโรคภูมิแพ้และโรคไต และจะมีผลิตภาพต่ำลง
(คอร์เตน, 2542: 171-172).
ข้อตกลงพหุภาดีว่าด้วยการลงทุน (MAI): แผนรุกฆาตของกลุ่มทุนข้ามชาติ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
การเปิดเสรีของตลาดโลกได้ก่อให้เกิดความเติบโตอย่างน่าตื่นใจในเรื่องของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
(direct foreign
investment หรือ FDI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี
ค.ศ. 1996 นั้นการลงทุนข้ามชาติมีตัวเลขพุ่งขึ้นสูงถึง 350 พันล้าน (billion) เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการ และหลังจากนั้นประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกทั้งหลายก็กลับมาเป็นจุดศูนย์กลางของการควบคุมการลงทุนข้ามชาตอีกครั้งหนึ่ง.
ในช่วงกลางทศวรรษ 1990
นับได้ว่ามีข้อตกลงทางการลงทุนระหว่างชาติเหล่านี้เป็นจำนวนมาก
ซึ่งกำลังถูกหาทางปรับปรุงเพื่อนำมาใช้ในระดับโลกหรือมีกรอบสำหรับนานาชาติ
เพื่อที่จะทดแทนข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ราว 1,600 ข้อตกลงทั่วโลก. ในเดือนพฤษภาคม
ค.ศ. 1995 กลุ่มประเทศ OECD
จึงเริ่มเจรจากันในเรื่องข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน (Multilateral
Agreement on Investment หรือ MAI)
เพื่อกำหนดกรอบสำหรับการลงทุนข้ามชาติ เพื่อสถาปนากระบวนการเปิดเสรี
เพื่อให้หลักประกันแก่การลงทุน
และเพื่อหาข้อยุติจากการพิพาทเรื่องการลงทุนข้ามชาติ. กล่าวคือ ขณะที่ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT ) ซึ่งต่อมาพัฒนามาเป็นองค์การการค้าโลกเป็นข้อตกลงในเรื่องการค้า,
ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุนก็ถูกคิดขึ้นเพื่อจัดการปัญหาเรื่องการลงทุน
โดยเฉพาะ สำหรับสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD
และข้อตกลงจะเปิดเสรีสำหรับประเทศนอกกลุ่ม OECD.
อย่างไรก็ตาม การเลือกเอากลุ่มประเทศ OECD เป็นหนทางเบื้องต้นไปสู่การจัดตั้งข้อตกลงทั่วไปได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะการอ้างว่าสมาชิก OECD มีส่วนอยู่ในการลงทุนข้ามชาติถึง 85%
(ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นหมายความว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดถูกกีดกันออกไปจากการเจรจา).
หัวใจหลักของ MAI คือ เงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ
1)การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ (National Treatment) และ
2)การปฏิบัติต่อ ผู้ลงทุน เยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์อย่างยิ่ง (Most-favored-nation หรือ MFN). เงื่อนไขที่ให้ปฏิบัติต่อ ผู้ลงทุน
เยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์อย่างยิ่ง (MFN) นั้นหมายถึงหากมีผลประโยชน์ใดเอื้อต่อผู้ลงทุนจากประเทศใดเป็นพิเศษ
ผลประโยชน์นั้นจะต้องเอื้อต่อผู้ลงทุนจากประเทศอื่นๆ ทั้งหมด.
ส่วนการปฏิบัติเยี่ยงคนในชาตินั้นเป็นการกำหนดไม่ให้รัฐใดๆ
ออกกฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติหรือขัดขวางการลงทุนจากต่างชาติ และเพื่อให้การลงทุนทั้งจากต่างชาติและภายในชาติได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในสถานการณ์เช่นเดียวกัน. นอกจากนี้ MAI
ยังคลุมไปถึงช่วงระยะก่อนมีการลงทุนอีกด้วย ในแง่ที่ว่าประเทศต่างๆ
(ที่จะเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในข้อตกลง)
จะต้องออกกฎเกณฑ์ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างชาติ โดยมีเป้าหมายที่จะสถาปนาการเปิดเสรีและเพื่อป้องกันโครงการลงทุนเป็นการเฉพาะราย
(Kobrin, 1998: 100).
Rules for Corporations
Major Provisions of the Multilateral Agreement on Investment
(MAI)
*A broad definition of investment
to include investment in stocks and bonds, as well as foreign direct investment
and contract rights, intellectual property, real estate, and claims to money.
*Very strict limits on pertormance
requirements laws governing such matters as the obligation to have a certain
level of local content, exports, local hiring, local research and development,
transfer of technology, and domestic equity participation, among others. This
provision is still under negotiation and exceptions to protect the environment
and secure compliance with local law are also being considered.
*Limits on expropriation subject to
the usual justification and condition: a public purpose; nondiscriminatory
application; due process; and prompt, adequate, and effective compensation. The
phrasing, however, is quite broad, including both nationalization and
any
measures having equivalent effect.
*Free transfer or repatriation of
capital, profits, interest payments. Expropriation settlements, and the like.
*Dispute settlement provisions that
establish an international tribunal to arbitrate between countries and give
private investors the standing to sue a country in its courts for breach of the
agreement or to bring action in an international tribunal.
*Provisions that require countries
to roll back existing laws or regulations that are not in accordance with the
MAI and refrain from passing new laws that contradict it.
*Specifc application of
nondiscrimination or national treatment to privatization, monopoly regulations,
and access to minerals and raw materials.
(Kobrin, 1998: 101).
ร่างข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเอื้อเฉพาะประโยชน์ของผู้ลงทุนเพียงข้างเดียว
โดยไม่ได้สนใจในเรื่องพันธะหน้าที่ของผู้ลงทุนแต่อย่างใดเลย
(ดูตัวอย่างการวิจารณ์ใน Roberts,
1998).
นักวิจารณ์บอกว่า ในช่วงแรกข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน (MAI)
[4]
เป็นข้อตกลงที่ร่างขึ้นโดยสภาหอการค้าระหว่างประเทศ (International
Chamber of Commerce) อันเป็นองค์กรสากลของกลุ่มทุนข้ามชาติ
โดยเรียกชื่อว่า Multilateral Investment Agreement และได้มีการนำข้อตกลงนี้ไปเสนอให้แก่องค์กรการค้าโลก
(WTO) เพื่อทำการเจรจากัน. แต่เนื่องจากมีเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศเจ้าบ้าน
และให้ประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติมากเกินไป, ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยเฉพาะอินเดีย
ได้ผนึกกำลังกันคัดค้าน จนการเจรจาข้อตกลงนี้ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด. แต่ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ปี
ค.ศ. 1995
กลุ่มทุนข้ามชาติก็นำข้อตกลงนี้ไปเสนอให้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
(Organization
for Economic Cooperation and Development หรือ OECD) ดำเนินการเจรจากันอีก โดยเรียกว่า ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน
(Multilateral Agreement of Investment หรือ MAI) โดยมีการเจรจากันในบรรดาประเทศสมาชิกของ
OECD จำนวน 29 ประเทศ
ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
และมีกำหนดว่าจะมีการลงนามกันในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.
2541 และเป็นที่คาดกันว่าหากมีการลงนามโดยสมาชิกของ OECD แล้วก็จะมีการนำไปเสนอให้แก่ประเทศสมาชิกขององค์กรการค้าโลกเพื่อลงนามในข้อตกลงนี้ต่อไป.
การเจรจา MAI เป็นการเจรจาที่มีลักษณะปิดลับ
โดยไม่มีการเปิดเผยให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม
และแม้กระทั่งสภาผู้แทนราษฎรของประเทศที่กำลังร่วมเจรจาอยู่ก็ไม่ได้รับการปรึกษาแต่อย่างใด จนแม้แต่รัฐมนตรีหลายคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย,
ยิ่งสื่อมวลชนก็แทบไม่ต้องกล่าวถึง. นอกจากนี้กลุ่มประเทศสมาชิกของ
OECD เองก็ไม่มีการปรึกษากับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา/ด้อยพัฒนาเลย
เพราะเคยได้รับบทเรียนจากการการประชุมขององค์กรการค้าโลกถูกคัดค้านจนล้มเหลวมาแล้ว. อย่างไรก็ตาม ในต้นปี ค.ศ. 2541 ที่ผ่านมาได้มีองค์กรที่ชื่อว่า สภาแห่งชาวแคนาดา (Council of Canadians) ได้รับร่างฉบับเต็มของ
MAI ซึ่งเป็นเอกสารประเภทลับเฉพาะ
และได้นำเอกสารเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต จนทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ
ทั่วโลกได้รับเนื้อหาสาระและเป้าหมายที่แท้จริงของ MAI และก่อให้เกิดการตื่นตัวในวงการต่างๆ
เช่น กลุ่มที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน, องค์กรประชาธิปไตย,
กลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิคนงาน, กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม,
กลุ่มพิทักษ์สิทธิชาวพื้นเมือง, และแม้กระทั่งกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน. เนื่องจากเป็นที่หวั่นเกรงกันว่า
ความก้าวหน้าและผลพวงในด้านสิทธิของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายที่ได้รับมาจากการต่อสู้และรณรงค์ในหลายปีที่ผ่านอาจจะถึงคราวสูญสิ้นไปในทันทีหากรัฐบาลของตัวเองเกิดไปเห็นดีเห็นงามกับแนวทางของ
MAI ซึ่งมุ่งที่จะขยายการเปิดเสรีด้านการลงทุนให้สะดวกรวดเร็วและไร้อุปสรรค,
และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ
ข้อตกลงนี้ยังกระทบถึงความเป็นความตายหรือการอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในทุกประเทศ.
ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุนนี้มีเป้าหมายที่จะพังทะลายพรมแดนของประเทศต่างๆ
เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ
ซึ่งหมายถึงการเพิ่มพูนและอำนวยประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนข้ามชาติอย่างมหาศาล. บทบัญญัติต่างๆ ใน MAI เป็นการยกย่องเชิดชูสิทธิของนักลงทุนหรือกลุ่มข้ามชาติเหนือสิทธิของรัฐบาล
เหนือสิทธิของชุมชนท้องถิ่น เหนือสิทธิของพลเมือง คนงานและสิ่งแวดล้อม. ถ้าทำสำเร็จ
โลกทั้งลูกโลกก็จะเป็นเสมือนอาณาเขตไร้พรมแดนสำหรับการสะสมทุนของกลุ่มทุนข้ามชาติ
ซึ่งจะสามารถสถาปนาความเป็นเจ้าเหนือรัฐทั้งหลายทั้งปวง. เนื่องจาก
MAI ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญญาว่าด้วยการลงทุนแต่อย่างเดียว แต่เป็นกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติที่จะเข้ามากำหนดว่ารัฐบาลจะสามารถกำกับดูแลพฤติกรรมของกลุ่มทุนข้ามชาติได้มากน้อยแค่ไหนเพียงไร. เนื้อหาโดยความเป็นจริงของ
MAI แล้ว คือการจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่จะวางนโยบายการลงทุน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของประเทศได้, หรือในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ MAI คือกฎบัตรว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของกลุ่มทุนข้ามชาตินั่นเอง
ดังที่ Maude Barlow กล่าวว่า MAI สิทธิใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายให้แก่กลุ่มบรรษัทที่จะท้าทายนโยบายของรัฐ
และนี่เป็นเครื่องมือใหม่ของบริษัทที่สามารถจำกัดอำนาจของผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งในประเทศที่ลงนามในข้อตกลงนี้.
กล่าวโดยสาระสำคัญแล้ว MAI ได้ยื่นมอบอำนาจต่อไปนี้ให้แก่กลุ่มทุนข้ามชาติ
กล่าวคือ 1)MAI จะอนุญาตให้กลุ่มทุนข้ามชาติได้รับสิทธิทางการเมืองเหนือรัฐ
หรือมีอำนาจเหนือรัฐ, กล่าวคือ ประเทศที่ร่วมลงนามไม่สามารถที่จะยื่นเรื่องร้องเรียนให้ทำการปิดกั้นทางการค้าต่อประเทศสมาชิกอื่น
แม้จะเป็นในกรณีที่ประชาคมโลกจะทำการปิดกั้นทางการค้าเพื่อต่อต้านระบบการเมืองเผด็จการอย่างพม่า
หรือระบอบการเมืองที่ดำรงการเหยียดผิวอย่างเช่นแอฟริกาใต้ในอดีตก็ทำไม่ได้ ซึ่งหมายความว่ากลุ่มทุนข้ามชาติมีอภิสิทธิ์ทางการเมืองเหนือประชาคมโลก,
2)รัฐบาลกลางและรัฐบาลแห่งมลรัฐจะสูญเสียอำนาจในการบังคับให้กลุ่มทุนข้ามชาติปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ
เพื่อประโยชน์ของตน
ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านสังคมและแรงงาน และแม้แต่การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่น
รัฐบาลก็ไม่มีอำนาจบีบบังคับหรือขอความร่วมมือได้อีกต่อไป, 3)MAI จะล้มเลิกสิทธิต่างๆ
ของรัฐบาลในการกำกับดูแลการลงทุนจากต่างประเทศให้ก่อประโยชน์หรือไม่ให้ก่อผลเสียหายร้ายแรงในด้านต่างๆ
ต่อประเทศเจ้าบ้าน เช่น ถ้ารัฐบาลไทยร่วมลงนามใน MAI ด้วยในอนาคต
รัฐบาลไทยก็ย่อมหมดอำนาจในการวางนโยบายอุตสาหกรรมที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมบางประเภทที่ต้องการตามแนวนโยบายของรัฐบาล
หรือจะวางเงื่อนไขให้กลุ่มทุนข้ามชาติที่จะมาลงทุนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ฝ่ายไทย
หรือจะบังคับให้ต้องขยายการจ้างงานจำนวนเท่านั้นเท่านี้ก็ไม่ได้ เป็นต้น,
4)จะเปิดทางให้กลุ่มทุนข้ามชาติไม่ต้องมีพันธะผูกพันในการดูแลและรับผิดชอบต่อคนงาน
ผู้บริโภค ชุมชน และสิ่งแวดล้อม,
กล่าวคือ MAI จะเปิดทางให้กลุ่มทุนข้ามชาติหลุดพ้นจากการที่ต้องร่วมคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน,
5)การปกป้องคุ้มครองหรือส่งเสริมกิจการด้านวัฒนธรรมแห่งชาติย่อมถูกระงับเพราะขัดแย้งกับข้อตกลง
MAI.
ส่วนเงื่อนไขและกลไกการทำงานของข้อตกลงว่าด้วยการลงทุนเป็นเอกสารทางกฎหมายที่มีความซับซ้อน แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า MAI บังคับให้ประเทศที่ร่วมลงนามต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ
กล่าวคือ
1)การปฏิบัติเยี่ยงคนในชาติ
(National Treatment) ที่อยู่เหนือคนในชาติ. ตามข้อตกลง MAI, ทุกประเทศต้องปฏิบัติต่อบริษัทที่เข้ามาลงทุนจากต่างประเทศเป็นอย่างดีให้เท่าเทียมกับบริษัทในท้องถิ่น
โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศเจ้าบ้านหรือไม่ก็ตาม. ตัวอย่างเช่น
หากประเทศนั้นมีการให้เงินอุดหนุนต่อบริษัทท้องถิ่น, บริษัทต่างชาติก็ย่อมจะได้รับสิทธิอันเท่าเทียมกันที่จะเรียกร้องขอรับเงินอุดหนุนต่อรัฐบาลด้วยเช่นกัน. ประเด็นที่เป็นปัญหาทางด้านความเหลื่อมล้ำก็คือว่า
MAI กำหนดให้รัฐบาลประเทศเจ้าบ้านต้องปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติในลักษณะที่เป็นคุณไม่น้อยกว่าที่ปฏิบัติต่อบริษัทภายในท้องถิ่นของประเทศ
(no less favourable) ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีการปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติได้เหนือกว่าบริษัทท้องถิ่น
ดังเช่น
กรณีที่รัฐบาลได้ออกข้อบังคับให้บริษัทท้องถิ่นต้องซื้อวัตถุดิบจากภายในประเทศเป็นสัดส่วนจำนวนหนึ่งของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตทั้งหมด
เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่น, ข้อบังคับนี้ไม่อาจนำมาใช้กับบริษัทต่างชาติได้ เพราะจะขัดแย้งกับบทบัญญัติใน MAI. เงื่อนไขนี้จึงเป็นข้อเรียกร้องที่บริษัทต่างชาติเรียกร้องเอาแต่สิทธิอันพึงได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่บริษัทภายในประเทศได้รับ
หากแต่ปฏิเสธภาระหน้าที่รับผิดชอบทุกประการที่บริษัทท้องถิ่นภายในประเทศต้องกระทำตามบทบัญญัติของกฎหมายภายในประเทศได้. กล่าวโดยสรุป
เงื่อนไขข้อนี้ทำให้เกิด เงื่อนไขการปฏิบัติเหนือคนในชาติ
(supra-national treatment) มากกว่าเป็นการปฏิบัติ เยี่ยงคนในชาติ.
2)การปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์อย่างยิ่ง
(Most-favored nation clause).
ทุกประเทศที่ลงนามใน MAI ต้องปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติจากทุกประเทศให้เท่าเทียมกับการปฏิบัติต่อบริษัทจากประเทศที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง
โดยไม่คำนึงว่ารัฐบาลในประเทศนั้นจะมีพฤติกรรมที่โหดร้ายป่าเถื่อนต่อประชาชนหรือกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงไร,
ประเทศนั้นก็จะยังได้รับการปฏิบัติที่ได้รับคุณประโยชน์เช่นเดียวกัน.
3)การเคลื่อนย้ายทุนเสรี.
ข้อตกลง MAI ห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกวางข้อจำกัดในการส่งผลกำไรและการเคลื่อนย้ายเงินทุน เพื่อให้หลักประกันต่อกลุ่มทุนข้ามชาติ
หรือนักลงทุนที่จะนำทุนคืนหรือย้ายโรงงานไปประเทศใดๆ ที่ต้องการ
โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น. ที่สำคัญกว่าก็คือ
การให้นิยามคำว่า นักลงทุน (จากต่างประเทศ)
กว้างขวางมาก คือครอบคลุมไปถึง บุคคลหรือนิติบุคคล
ไม่ว่าจะดำเนินกิจการแสวงหากำไรหรือไม่ก็ตาม
ไม่ว่าเป็นองค์กรของรัฐหรือเอกชนเป็นเจ้าของก็ตาม ซึ่งได้แก่ บริษัทจำกัด, กิจการที่มีเจ้าแต่ผู้เดียว, กิจการทรัสต์, และสมาคม. ส่วนนิยามของการลงทุนก็คือการดำเนินงานเกี่ยวกับสินทรัพย์ทุกชนิด,
ทั้งที่เป็นกิจการ หุ้น ทุนเรือนหุ้น พันธบัตรต่างๆ และหนี้
ทรัพย์สินทางปัญญา สัญญารับเหมา และสัมปทานต่างๆ. ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี
และเปิดพรมแดนการลงทุนในระดับโลก ให้ปราศจากสิ่งกีดขวางใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนข้ามชาติและองค์กรอื่นๆ จากต่างประเทศ.
4)การมอบสถานะทางกฎหมายให้แก่เอกชนต่างชาติ.
ข้อตกลง MAI ให้อำนาจในการดำเนินคดีกับประเทศที่กลุ่มทุนข้ามชาติเห็นว่าได้กระทำการที่ขัดต่อบทบัญญัติของ
MAI ซึ่งระบุให้มีการตั้ง กลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ
ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมาย. สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ ระบบความยุติธรรม นี้เปิดโอกาสให้เฉพาะ นักลงทุน หรือบริษัทต่างชาติเท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลประเทศเจ้าบ้านทุกระดับ
จากระดับชาติจนถึงหน่วยปกครองระดับภูมิภาคและท้องถิ่น
โดยที่รัฐบาลและหน่วยปกครองต่างๆ
ไม่ได้รับสิทธิที่เสมอภาคกันในการที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทต่างชาติตามหลักปฏิบัติที่เป็นสากล
ดังที่มี กลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีสิทธิอันเสมอภาคที่จะดำเนินคดีกับอีกฝ่ายหนึ่ง.
MAI จึงเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดให้ นักลงทุน
มีอภิสิทธิ์เหนือรัฐ.
หมายความว่าภายใต้ข้อตกลง MAI รัฐบาลของประเทศเจ้าบ้านไม่สามารถจะออกกฎหมายมาปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ
หรือออกกฎหมายมาบังคับให้กลุ่มทุนข้ามชาติทำการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป.
กล่าวได้ว่า MAI อนุญาตให้บริษัทต่างชาติที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่ำเข้ามาดำเนินงานในประเทศเจ้าบ้านอย่างสะดวก
โดยปราศจากข้อขัดขวางด้านระเบียบและกฎเกณฑ์ใดๆ
และสิทธิทั้งหลายของบริษัทต่างชาตินั้นก็เป็นสิทธิที่มีมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างแน่นอน,
แต่หน้าที่ความรับผิดชอบอันพึงกระทำทั้งทางกฎหมายและกฎศีลธรรม เช่น
การเคารพสิทธิคนงานและการปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้น MAI กลับยอมรับให้มีสถานะเพียง
สิ่งที่น่าส่งเสริมและคำแนะนำทั่วไป เท่านั้น.
และแม้แต่การที่รัฐจะบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายประเพณี
หรือกฎหมายจารีต ที่เป็นมิติด้านวัฒนธรรมหรือศีลธรรมของประเทศเจ้าบ้าน
ถ้าหากกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนตีความว่ามาตรการดังกล่าวทำให้บริษัท สูญเสียโอกาสอันพึงได้รับกำไรจากแผนการลงทุนที่วางไว้ ก็ย่อมถูกบริษัทนั้นๆ ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้.
5)ข้อผูกมัดด้านเวลา. หากประเทศสมาชิกได้ร่วมลงนามในสัญญาแล้ว
ต่อมาจะเหตุผลกลใดทำให้รัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายที่ไม่ต้องการเป็นสมาชิกอีกต่อไปนั้น
การถอนตัวจากการเป็นสมาชิกเป็นไปอย่างยากลำบาก กล่าวคือ MAI
เสนอให้มีระยะเวลาที่ต้องบังคับให้ประเทศที่ร่วมลงนามต้องอยู่ในสัญญายาวนานถึง 20 ปีก่อนจะสามารถลาออกได้
[1]
ความคิดแบบนี้ถูกเสนออยู่ในงานของ Albert O. Hirschman,
Ideologies of Economic Development in Latin American ซึ่งต่อมาพิมพ์ในงานรวมเล่มของเขาเรื่อง
A Bias for Hope (Yale University Press, 1971); อ้างใน
วินิต, 2528: 9. นอกจากนี้บางคนยังเห็นว่า แทนที่จะขยายการพัฒนาของทุนนิยมออกไปทั่วโลก
หน้าที่หลักของจักรวรรดินิยมกลับเป็น ชะลอให้ช้าลงและควบคุมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนา
การลงทุนของต่างชาติมุ่งที่จะรักษาสภาพเดิมของการแบ่งงานระหว่างประเทศไว้
เพื่อที่ประเทศด้อยพัฒนาจะได้เป็นผู้ผลิตสินค้าขั้นปฐมต่อไป
และการที่นักลงทุนต่างชาติกอบโกยเอาผลประโยชน์และมูลค่าส่วนเกินไปจากระบบเศรษฐกิจของประเทศรอบนอกก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ความล้าหลังในประเทศเหล่านี้ยังคงมีอยู่อีกต่อไป,
Pual Baran, The Political Economy of Growth (New York: Monthly Review,
1968); อ้างใน วินิต, 2528: 17.
[2]
ปรับปรุงจาก คอร์เตน, 2542: 146.
[3]
ข้อมูลมาจาก ชัยวัฒน์, 2539ค: 50; เฉพาะข้อมูลปี พ.ศ. 2533 และ 2535 มาจาก เบลโล, คันนิงแฮม, และ ปอร์, 2542:
62.
[4] ข้อวิพากษ์ในลักษณะต่อต้าน
MAI เหล่านี้นำมาจากบทความของ สุธี ประศาสน์เศรษฐ์, ข้อตกลงพหุภาคีว่าด้วยการลงทุน (MAI): แผนรุกฆาตของกลุ่มทุนข้ามชาติ
ใน พิทยา (2541: 31-40).