รูปแบบเฟรม IEEE 802 ( IEEE 802 Frame Formats )

จากรูปที่ 8.1 แสดงถึงแบบจำลอง IEEE 802 โดยเมื่อเทียบกับแบบจำลอง OSI ที่ชั้นสื่อสารดาต้าลิงก์ แล้วจะพบว่าแบบจำลอง IEEE802 จะมีการแบ่งชั้นสื่อสารย่อยออกเป็นสองส่วนด้วยกัน คือ MAC และ LLC โดยที่
MAC ( Medium Access Control)เป็นชั้นสื่อสารย่อยที่ทำงานใกล้ชิดกับชั้นสื่อสารฟิสิคัลมาก ภายในบรรจุด้วยส่วนของเฮดเดอร์ฟิสิคัล แอดเดรส รหัสการตรวจสอบและการควบคุมข้อมูล MAC ได้มีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลที่เรียกว่าเฟรม ซึ่งรูปแบบของเฟรมจะมีความแตกต่างกันโดยจะขึ้นอยู่กับแลนแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น CSMA/CD ที่ใช้ในเฟรมจะประกอบด้วยฟิลด์ที่ใช้สำหรับการตรวจสอบข้อผิดพลาด ตำแหน่งที่อยู่ของเวิร์กสเตชั่น และการควบคุมอีกหลายๆ อย่าง ดังนั้น MAC จึงเป็นชั้นสื่อสารที่มีความสำคัญมากในเครือข่ายท้องถิ่น
LLC ( Logical Link Control )เป็นชั้นสื่อสารย่อยที่รับผิดชอบงานด้านพื้นฐานเกี่ยวกับลอจิคัลแอดเดรส การควบคุมข้อผิดพลาด รวมถึงเป็นส่วนเชื่อมต่อกับชั้นสื่อสารเน็ตเวิร์ก

สำหรับชั้นสื่อสารย่อย MAC จะมีรูปแบบเฟรมเป็นไปดังรูปที่ 8.3 ซึ่งอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้
Preambleเป็นฟิลด์แรกของเฟรม 802.3 ที่มีขนาด 7 ไบต์ ( 56 บิต ) ใช้สำหรับเข้าจังหวะระหว่างสถานีส่งกับสถานีรับ โดยฟิลด์ Preamble นี้จะถูกเพิ่มเข้าไปที่ชั้นสื่อสารฟิสิคัล และโดยปกติจะไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเฟรม

  • Start Frame Delimeter ( SDF )ฟิลด์ลำดับที่สองจะมีขนาด 1 ไบต์ ( 10101011 ) เป็นแฟล็กที่ใช้บอกจุดเริ่มต้นของเฟรม โดยทั้ง Preamble และ  SDF จะนำมารวมกันให้อยู่ในรูปแบบของแฟล็กข นาด 8 ไบต์ (64 บิต ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝั่งรับทำการล็อกไว้เพื่อเทียบจังหวะ สัญญาณนาฬิกาของตนกับฝั่งส่งให้ตรงกัน ซึ่งก็คือกรซิงโครไนซ์นั่นเอง
  • Destination Address ( DA )เป็นฟิลด์ขนาด 6 ไบต์ ที่บรรจุฟิสิคัลแอดเดรสของสถานีปลายทาง
  • SA ( Source Address )เป็นฟิลด์ขนาด 6 ไบต์ ที่บรรจุฟิสิคัลแอดเดรสของสถานีต้นทาง
  • Length or Typeฟิลด์นี้จะนำมาใช้เพื่อกำหนดชนิดฟิลด์หรือความยาวของฟิลด์ โดยแต่เดิมนั้นอีเทอร์เน็ตจะใช้ฟิลด์นี้เพื่อกำหนดชนิดฟิลด์ในการนิยามโปรโตคอลที่อยู่ชั้นเหนือกว่าที่ใช้เฟรม MAC ในขณะที่มาตรฐาน IEEE จะใช้ฟิลด์นี้ในการกำหนดความยาวของฟิลด์ เพื่อให้ทราบถึงจำนวนข้อมูลที่บรรจุอยู่ในเฟรม แต่ในปัจจุบันฟิลด์นี้ถูกนำมาใช้ทั้ง 2  กรณีที่กล่าวมา
  • Data and Paddingฟิลด์นี้จะบรรจุข้อมูลที่ได้รับการเอนแคปซูเลตจากโปรโตคอลชั้นที่อยู่เหนือกว่า โดยจะมีขนาดอย่างน้อย 46 ไบต์ และสูงสุดที่ 1500 ไบต์ ทั้งนี้หากข้อมูลมีขนาดเล็กกว่า 46 ไบต์ ระบบจะทำการเติมให้เต็ม ( Padding ) เพื่อให้ข้อมูลมีขนาดอย่างน้อย 46 ไบต์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ขนาดของแพ็กเก็ต มีความยาวเพียงพอต่อการตรวจสอบการชนกันของกลุ่มข้อมูล
  • CRC ( Cyclic Redundancy Check) เป็นฟิลด์ที่นำมาใช้เพื่อการตรวจจับข้อผิดพลาด ด้วยการใช้รหัส CRC-32 บิต

ฟิสิคัลแอดเดรสของสถานีปลายทาง (DA) ฟิสิคัลแอดเดรสของสถานีต้นทาง (SA) อาจมีข น าด 2 ไบต์ หรือ 6 ไบต์ก็เป็นได้แต่มาตรฐานการส่งข้อมูลแบบเบสแบนด์ที่ความเร็ว 10 Mbps จะถูกกำหนดไว้ที่ 6 ไบต์ (48 บิต) เท่านั้น ฟิสิคัลแอดเดรสทั้งของสถานีปลายทางและสถานีต้นทาง จะเป็นชุดตัวเลขที่บรรจุไว้บนการ์ดเครือข่าย ซึ่งเป็นหมายเลขที่ถูกบรรจุมาจากโรงงาน โดยไม่มีทางซ้ำกัน ที่เรียกว่า แมคแอดเดรส (MAC Address)
สำหรับตำแหน่งบิตสูงสุด(High-Order Bit) ในฟิสิคัลแอดเดรสของสถานีปลายทาง หากถูกกำหนดเป็นค่า “0” จะหมายถึงแอดเดรสของสถานีปลายทางแบบปกติทั่วไป (Ordinary Address) แต่ถ้าหากถูกกำหนดเป็นค่า “1”เมื่อไร ก็จะหมายถึงกลุ่มสถานีปลายทางที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (Group Address) ซึ่งภายในกลุ่มจะได้รับข้อมูลชุดเดียวกันจากผู้ส่ง หรือสถานีต้นทางเพียงสถานีเดียว โดยการส่งเฟรมไปยังกลุ่มสถานีเหล่านี้จะเรียกว่า “ การส่งข้อมูลแบบหลายจุด (Multicast)”ในขณะที่หาแอดเดรสปลายทางถูกกำหนดเป็นบิต1 ทั่งหมด ซึ่งบิตดังกล่าวจะถูกสงวนไว้เพื่อ การกระจ่ายข่าว (Broadcast)ก็จะหมายถึงทุกสถานีบนเครือข่ายจะได้รับเฟรมที่ส่งไป และในส่วนของฟิลด์ Length or Type ซึ่งมีขนาด 2 ไบต์จะใช้กำหนดความยาวของข้อมูลจริงที่ถูกบรรจุมาในเฟรม และถัดมาก็คือชุดข้อมูล และส่วนท้ายสุดก็คือฟิลด์ CRC ที่นำไปใช้เพื่อการตรวจจับข้อผิดพลาดของข้อมูล

ทั้งนี้คำศัพท์ที่นำมาใช้เพื่อการส่งข่าวสารบนเครือข่าย ประกอบด้วย
ยูนิคาสต์(Unicast)          ส่งข่าวสารไปยังโหนดใดโหนดหนึ่งบนเครือข่ายโดยเฉพาะ
มัลติคาสต์(Multicast)      กระจ่ายข่าวสารไปยังกลุ่มโหนดบนเครือข่ายที่เป็นสมาชิกเดียวกัน
บรอดคาสต์(Broadcast) เผยแพร่ข่าวสารไปยังทุกๆ โหนดบนเครือข่าย